การต่อสู้ของสมาคมฯ

ดัชนีบทความ
การต่อสู้ของสมาคมฯ
หนังสือพิมพ์ยุคแรกเริ่มโดยศาสนจักร (ก่อน พ.ศ. 2349)
หนังสือพิมพ์ยุคราชสำนัก (พ.ศ. 2349   2475)
หนังสือพิมพ์ยุคการเมือง (พ.ศ. 2475   2535)
หนังสือพิมพ์ยุคธุรกิจหนังสือพิมพ์ (พ.ศ. 2535   2540)
หนังสือพิมพ์ยุคปฏิรูปสื่อ (พ.ศ. 2540   ปัจจุบัน)
บทสรุป / เอกสารอ้างอิง

หนังสือพิมพ์ยุคการเมือง (พ.ศ. 2475   2535)

หนังสือพิมพ์ยุคการเมืองเริ่มตั้งแต่ภายหลังเปลี่ยนการปกครอง มีความโดดเด่นในด้านการใช้อำนาจรัฐเข้าควบคุมนักหนังสือพิมพ์ในช่วงต้นของยุค

 

ในเวลาต่อมานักหนังสือพิมพ์ก็ต้องต่อสู้เชิงเสรีภาพ ในท่ามกลางปัญหาด้านการเมืองในเหตุการณ์ 16 ตุลาคม 2414 และ 6 ตุลาคม 2519 นำไปสู่การใช้หนังสือพิมพ์เพื่อการกระตุ้นด้านเศรษฐกิจที่มีความรุ่งเรื่องในช่วงปลายของยุคนี้

 

ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจทำให้เกิดการคอรัปชั่นการเมืองอย่างมาก นักหนังสือพิมพ์ได้มีบทบาทในการนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน (Investigative Reporting) หลายกรณี จนนำไปสู่การปฏิวัติ และเกิดความรุนแรงทางการเมืองครั้งหลังสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี 2535 เป็นอันว่าสิ้นสุดยุคการเมือง

 

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี พ.ศ.2475 เป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว ประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ไทยเข้าสู่ยุคการเมือง เริ่มจากยุคประชาธิปไตยระยะแรกของคณะราษฎร์ จนเข้าสู่ยุคมืด เป็นเผด็จการทหารของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนถึงสมัย จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร

 

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้ว กุหลาบ สายประดิษฐ์, สนิท เจริญรัฐ, มาลัย ชูพินิจ (เจ้าของนามปากกาแม่อนงค์, เรียมเอง), โชติ แพร่พันธ์ (ยาขอบ เจ้าของผลงานผู้ชนะสิบทิศ) ได้ร่วมกันจัดทำ  หนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน  โดย ม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นเจ้าของ

 

นับเป็นการรวมตัวนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญและชื่อเสียงเลื่องลือแห่งยุคไว้ด้วยกัน นักหนังสือพิมพ์กลุ่มนี้ยกย่อง ม.จ.วรรณไวทยากร (ภายหลังได้รับสถาปนาพระยศเป็นพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) เป็นผู้นำความคิดและอุดมการณ์หนังสือพิมพ์ แม้  ท่านวรรณ  เป็นนักการเมืองที่มีบทบาทอยู่ในขณะนั้นก็ตาม

 

พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงประทานคำศัพท์ในวงการหนังสือพิมพ์ที่ได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน คือคำ  นิเทศศาสตร์  ตรงกับคำภาษาอังกฤษ  Communication Arts  และคำ  วารสารศาสตร์  ตรงกับคำภาษาอังกฤษ  Journalism  คำ  สื่อสารมวลชน  ตรงกับคำภาษาอังกฤษ  Mass Communication

 

อารีย์ ลีวีระ : นักหนังสือพิมพ์ที่ผู้มีอำนาจบงการให้ตำรวจฆ่าตาย
ปี 2488 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงแล้ว กฎเกณฑ์การใช้ภาษาแผลงๆ ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกยกเลิกไป อุปกรณ์การพิมพ์ก็พร้อม นักเขียนนักหนังสือพิมพ์ตื่นตัวอีกครั้ง

 

แหล่งรวมนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนยุคนั้น คือ  ค่ายสีลม  ของบริษัท ไทยพาณิชยการ จำกัด มีเจ้าของคือ นายอารีย์ ลีวีระ นักหนังสือพิมพ์ที่ผู้มีอำนาจบงการให้ตำรวจฆ่าตาย สมัยที่พลเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ

 

ค่ายสีลมยุคนั้นมีหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น พิมพ์ไทย   รายเดือน และรายวัน, สยามนิกร  รายวัน, เริงรมย์   รายสัปดาห์, พิมพ์ไทย   วันจันทร์, สยามสมัย   รายสัปดาห์ เป็นต้น ทำให้เกิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียง เช่น อาจินต์ ปัญจพรรค์, นพพร บุณยฤทธิ์ (ภายหลังเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 25 มิถุนายน 2493) และ  รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นต้น

 

กุหลาบ สายประดิษฐ์ : แบบอย่างนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักต่อสู้ทางการเมือง
ในยุคต่อมา หนังสือพิมพ์ถูกเข้มงวดจากผู้ปกครองขึ้นมาก กล่าวคือ มีการออกกฎหมายมาควบคุม นับแต่ พ.ร.บ. การพิมพ์ 2476 มีการใช้หนังสือพิมพ์เป็นกระบอกเสียงของผู้มีอำนาจ มีการออกหนังสือพิมพ์โดยผู้มีอำนาจ

 

บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญของหนังสือพิมพ์ไทยยุคนี้ คือ การต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในสังคมของนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ที่สำคัญคือ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ ผู้เป็นเจ้าของนามปากกา  ศรีบูรพา  ผู้เขียนนิยายขนาดสั้นเรื่อง  ข้างหลังภาพ  ซึ่งตัวเอกของเรื่องได้แสดงแนวความคิดด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้อย่างแนบเนียน

 

ในภาวะขณะนั้นที่นักหนังสือพิมพ์ถูกแทรกแซงจากผู้ปกครองบ้านเมือง บทความเรื่อง  มนุษยภาพ  ของกุหลาบ ที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงจุดอ่อนของระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นเหตุให้หนังสือพิมพ์ศรีกรุงถูกปิด

 

กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ  ศรีบูรพา  มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยขึ้นในปี พ.ศ.2484 (ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม บังคับใช้พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน)

 

แต่นายกุหลาบ ขอไม่รับตำแหน่งใดๆ ของกรรมการบริหารสมาคมชุดแรก กรรมการได้เห็นชอบให้พระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน) บิดา นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นนายกสมาคมฯ คนแรก ภายหลังนายกุหลาบ เป็นนายกสมาคมคนที่ 3 ในระหว่างปี พ.ศ.2488   2489

 

นักหนังสือพิมพ์อีกผู้หนึ่งซึ่งมีแนวคิดต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในสังคมเช่นเดียวกับนายกุหลาบ คือ สนิท เจริญรัฐ เจ้าของนามปากกา  ศรีสุรินทร์  เพื่อนนักหนังสือพิมพ์ใน  กลุ่มสุภาพบุรุษ  ที่มีสมาชิกรวม 11 คน

 

อิศรา อมันตกุล ต้นแบบการต่อสู้เสรีภาพกับเผด็จการ แบบอย่างการทำข่าวเจาะและจริยธรรมนักหนังสือพิมพ์
อิศรา อมันตกุล ได้รับเลือกตั้งเป็นเอกฉันท์ให้เป็นนายกสมาคมนักข่าวคนแรกและเป็นติดต่อกันถึง 3 สมัย (พ.ศ. 2499   2500   2501) โดยมี สนิท เอกชัย (ค่ายสี่พระยา), ชลอ อาภาสัตย์ (ค่ายสีลม), และ เลิศ อัศเวศน์ แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมเพื่อนพ้องน้องพี่กลุ่มยังเตอร์กในวงการข่าวเวลานั้น

 

การชุมนุมของกลุ่มนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 5 มีนาคม พ.ศ. 2498 โดยการชุมนุมครั้งแรกเกิดขึ้นที่ ศาลานเรศวร ในสวนลุมพินี มี ชาญ สินศุข หนังสือพิมพ์สยามนิกร แห่งค่ายสีลม เป็นประธานการประชุมภายหลัง เลิศ อัศเวศน์ ชี้แจงในเบื้องต้นแล้ว

 

คณะผู้ก่อตั้งสมาคมนักข่าวในเวลานั้นมี 15 คน ได้แก่ โชติ มณีน้อย, เท่ห์ จงคดีกิจ, ประจวบ อัมพะเสวต, วิเชียร โรจนวงศานนท์, ถาวร มุ่งการดี, สนิท เอกชัย, เชาว์ รูปเทวินทร์, จรัญ โยบรรยงค์, กุศล ประสาร, ชลอ อาภาสัตย์, อนงค์ เมษประสาท, วิสัย สุวรรณผาติ, นพพร ตุงคะรักษ์, วิภา สุขกิจ, และเลิศ อัศเวศน์

 

ที่ทำการของสมาคมนักข่าวฯ ในระยะแรกเริ่มใช้ที่ทำการของหนังสือพิมพ์ต่างๆ จนในเวลาต่อมาได้ใช้พื้นที่บนอาคารโรงหนังเฉลิมกรุง และภายหลังเมื่อหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ย้ายจากที่ทำการอาคารถนนราชดำเนิน ประสิทธิ์ ลุลิตานนท์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในเวลานั้น ให้เข้าใช้อาคาร 8 ถนนราชดำเนิน นับแต่นั้นมา

 

อิศรามีความถนัดในการใช้ภาษาอังกฤษ เป็นผู้มีคะแนนยอดเยี่ยมทางภาษาอังกฤษในระดับประเทศ ผลงานคอลัมน์การใช้ภาษาอังกฤษ ใช้นามปากกา  แฟรงค์ ฟรีแมน นอกจากงานหนังสือพิมพ์แล้ว เขาก็คล้ายกับเพื่อนรักกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่นิยมเสนอความคิดทางการเมืองในรูปแบบงานประพันธ์และวรรณกรรม

 

ผลงานด้านการประพันธ์ทั้งเรื่องสั้น และเรื่องยาวหลายชิ้นมีการนำเสนอความคิดทางการเมืองอย่างชัดเจน เช่น เขาตะโกนหานายกรัฐมนตรี, นาถยา   สถาพร ผู้กลับมา และข้าจะไม่แพ้

 

อิศราชอบทำงานอิสระของตนเองมากกว่าที่จะเข้าสังกัด ชีวิตหนังสือพิมพ์เริ่มต้นที่หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ   ประชามิตร ร่วมกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และ มาลัย ชูพินิจ และได้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์สุวัณณภูมิ ร่วมกับทองเติม เสมรสุต (เป็นผู้ออกแบบตราสัญลักษณ์ของสมาคมนักข่าวในครั้งนั้น), วิน บุญอธึก, สว่างวงศ์ กรีบุตร, เสนีย์ เสาวพงศ์ และวิตต์ สุทธเสถียร

 

ภายหลังได้ทำหนังสือพิมพ์อีกหลายแห่ง เช่น หนังสือพิมพ์บางกอกรายวัน, หนังสือพิมพ์เอกราช, หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยเบื้องหลังข่าว, หนังสือพิมพ์บางกอกเดลิเมล์

 

อิศราถูกอำนาจเผด็จการยุคนั้นจับกุมไปคุมขังที่เรือนจำลาดยาว ด้วยข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นเวลา 5 ปี 10 เดือน ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระโดยไม่มีการฟ้องร้องศาลแต่อย่างใด ภายหลังได้ทำงานที่หนังสือพิมพ์

 

ชีวิตการต้อสู้ของอิศรา เป็นแบบอย่างการทำข่าวเจาะ และเขาเป็นแบบอย่างของนักหนังสือพิมพ์ผู้เคร่งครัดในหลักจริยธรรมวิชาชีพ จนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ นำชื่อมายกย่องตั้งเป็นชื่อ  รางวัลอิศรา  ให้กับผลงานข่าว   ภาพข่าวยอดเยี่ยมประจำปี อิศราคือผู้ที่กล้าประกาศว่า


หนังสือพิมพ์ในสายตาของคนทั่วไปอาจเป็นเศษกระดาษ ซึ่งเมื่ออ่านเสร็จแล้วก็โยนทิ้งไป หรืออย่างดีก็เก็บเอาไว้ชั่งกิโลขายเจ๊ก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมอยากจะกล่าวว่าหนังสือพิมพ์คือเอกสารทางประวัติศาสตร์สันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ เดือนต่อเดือน ปีต่อปี นั่นเอง หนังสือพิมพ์วันนี้ ย่อมจะกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในวันหน้าไปอย่างแน่นอนมิพักต้องสงสัย

อิศรา ถึงแก่กรรมเมื่อ 14 มีนาคม 2512 ด้วยโรคมะเร็ง แต่ แบบอย่างที่งดงามในความหนักแน่นต่อหลักจริยธรรม ความรักในเสรีภาพ และการต่อสู้ต่ออำนาจเผด็จการแม้แลกด้วยอิสระภาพของตนเอง เป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมวงการหนังสือพิมพ์ เสริมศรี เอกชัย (เรือใบ) เขียนถึงเขาไว้ในหนังสือวันนักข่าว 5 มีนาคม ชื่อบทความ  อิศรา ตัวตายแต่ชื่อยัง

 

สำนักพิมพ์โอเลี้ยง 5 แก้ว แหล่งเพาะนักเขียนนักหนังสือพิมพ์มีบทบาทในยุคต่อมา
ปี 2500 สำนักพิมพ์เอเดียนสโตร์ และสำนักพิมพ์ก้าวหน้า เริ่มผลิตหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คขนาดมาตรฐาน รวมเรื่องสั้นราคา 6 บาท ต่อมาปี 2508 อาจินต์ ปัญจพรรค์ ตั้ง  สำนักพิมพ์โอเลี้ยง 5 แก้ว  พิมพ์เรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ออกจำหน่ายจนมีชื่อเสียงมาก

 

หลังจากนั้น เกิดนักเขียน  กลุ่มก้าวหน้า  เช่น รมย์ รติวัน, เจญ เจตนธรรม, นเรศ นโรปกรณ์, ลาว คำหอม และไพฑูรย์ สุนทร นำเสนอเนื้อหาแนวสะท้อนสังคม ซึ่งบางท่านในกลุ่มนี้ได้มีบทบาทในวงการหนังสือพิมพ์ไทยยุคต่อมา

 

พระจันทร์เสี้ยว   หนุ่มเหน้าสาวสวย กลุ่มนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ผู้มีบทบาทสำคัญในวงการหนังสือพิมพ์ร่วมสมัย
ปี 2510 เกิดการรวมตัวของนักเขียน  กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว  ประกอบด้วย สุชาติ สวัสดิ์ศรี, วิทยากร เชียงกูร (นักวิชาการผู้เป็นเจ้าของบทประพันธ์  ฉันจึงมาหาความหมาย , สุรชัย จันทิมาธร (น้าหงา วงคาราบาว ที่ชื่อเสียงโด่งดังถือเป็นต้นแบบของศิลปินนักร้องเพลงเพื่อชีวิต), นิคม รายวา (นักเขียนรางวัลซีไรท์ เรื่องสั้นตลิ่งสูงซุงหนัก), วิสา คัญทัพ, ตั๊ก วงศ์รัฐ, มงคล วัชรางค์กูล, ทะนง เป็นต้น

 

ในปีเดียวกันเกิดนักเขียน  กลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวย  ได้แก่ สุจิตต์ วงศ์เทศ (เจ้าของบทกวี กูเป็นนิสิตนักศึกษา), ขรรค์ชัย บุนปาน, ณรงค์ จันทร์เรือง, สุวรรณี สุคนธา, มนัส สัตยารักษ์, ประเสริฐ สว่างเกษม, เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์, บรรณ วีรวรรณ เป็นต้น รวมทั้ง มีนักเขียน  กลุ่มคลื่นลูกใหม่  โดย เสถียร จันทิมาธร และสมาชิกบางคนจากกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวและกลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวยรวมกัน

 

เฉลิม วุฒิโฆสิต   เสฐียร พันธรังษี กับการก่อตั้ง สมาคมนักหนังสือพิมพ์ฯ
การก่อตั้งสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในครั้งแรกมีนักหนังสือพิมพ์ประจำการประมาณ 50 คน มี เฉลิม วุฒิโฆสิต บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ชาวไทย เป็นหัวหน้า พบปะกันที่หนังสือพิมพ์ชาวไทย เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2508

 

ผู้เริ่มก่อตั้งที่มีชื่อในการจดทะเบียน 3 คน คือ เฉลิม วุฒิโฆสิต, ไชยยงค์ ชวลิต บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย และ เสลา เลขะรุจิ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ หลักเมือง สำนักงานชั่วคราวอยู่ที่ หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

 

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 9 / 2509 กำหนดให้วันที่ 20 พฤษภาคม เป็นวันเกิดของสมาคม

 

ต่อเมื่อมา เสฐียร พันธรังษี หนังสือพิมพ์ ชาวไทย เป็นนายกสมาคมคนต่อมา ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มอบที่ดินของกรมธนารักษ์ที่อยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เนื้อที่ 1 ไร่เศษ ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน ซึ่งเป็นบ้านพักของผู้แทนราษฎร์อยู่ เพื่อเป็นที่ก่อสร้างที่ทำการของสมาคมฯ

 

ในปี พ.ศ. 2512 เสฐียร พันธรังษี เป็นนายกสมาคมฯ ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการของสมาคม และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2512

 

นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมในปี พ.ศ. 2508 จนถึงการรวมกับสมาคมนักข่าวฯ สมาคมนักหนังสือพิมพ์มีนายกสมาคม ดังนี้ เฉลิม วุฒิโฆสิต, เสฐียร พันธรังษี, ประสิทธิ์ ลุลิตานนท์, เสริมศรี เอกชัย, โชติ มณีน้อย, สมบูรณ์ วรพงษ์, กิตติ ชูพินิจ, พอใจ ชัยเวฬุ, ศุภเกียรติ ธารณกุล, ไตรรัตน์ สุนทรประภัสสร์, บัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์, เชาว์ รูปเทวินทร์, สุทิน กาญจนไพบูลย์, สมาน สุดโต, สุวัฒน์ ทองธนากุล

 

โชติ มณีน้อย กับการประกาศศักดิ์ศรีกรณีนักการเมืองกล่าวหานักหนังสือพิมพ์รับอามิสสินจ้างให้โจมตี
โชติ มณีน้อย แห่งหนังสือพิมพ์ ชาวไทย เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ (5 สมัยเว้นช่วงเวลา) ปี พ.ศ. 2514 ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี พันเอกถนัด คอมันตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

พันเอกถนัด ได้ให้สัมภาษณ์ว่ามีนักหนังสือพิมพ์บางคนรับอามิสสินจ้างจากต่างชาติให้โจมตีนโยบายของตน แต่เมื่อถูกถามให้ระบุชื่อที่แน่ชัด เพราะการกล่าวเช่นนั้นทำให้วงการหนังสือพิมพ์มีมลทินมัวหมอง แต่พันเอกถนัด ปฏิเสธที่จะระบุชื่อ

 

กำแหง ภริตานนท์ แห่งหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นายกสมาคมนักข่าวฯ พ.ศ. 2524- 2525 เขียนเล่าถึงปฏิกิริยาหนังสือพิมพ์ไว้ว่า สมาคมวิชาชีพในเวลานั้น คือ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย และสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย เรียกประชุมกรรมการบริหาร ณ ที่ทำการสมาคมนักข่าว (ในเวลานั้นตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนิน)

 

ที่ประชุมมอบกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วย นเรศ นโรปกรณ์, มานิจ สุขสมจิตร, สมบูรณ์ วรพงษ์, ประสาน มีเฟื่องศาสตร์, ละเอียด พิบูลสวัสัดิ์, ชิต วิภาสธวัช, ปรีชา พบสุข, เฉลียว จงเจริญ และ มารุต บุนนาค ที่ปรึกษากฎหมายของสมาคมนักข่าวฯ เขียนร่างแถลงการณ์ตอบ

 

หลังจากนั้นพันเอกถนัด ได้เชิญผู้แทนสมาคมทั้ง 4 เข้าพบเพื่อทำความเข้าใจและออกแถลงการณ์ว่ารัฐมนตรียังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของนักหนังสือพิมพ์ แต่หลังจากนั้น รัฐมนตรีก็ยังก้าวร้าวเช่นเดิม หนังสือพิมพ์ก็  คว่ำบาตร  จนทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องเชิญทุกฝ่ายทำความเข้าใจ และให้รัฐมนตรีถอนแจ้งความ

 

ต่อสู้กับ คำสั่ง ปร. 42 ยุคมานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์มือกฎหมาย
มานิจ สุขสมจิตร แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นนายกสมาคมนักข่าวใน พ.ศ. 2517 - 2518 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองเพิ่งจะสงบลงจากเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516 หนังสือพิมพ์มีความคึกคักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 

วงการหนังสือพิมพ์ได้รับความคาดหวังไปให้อยู่ข้างประชาชน ไปพร้อมๆ กับการเรียกร้องให้จัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ขึ้นมาควบคุมจริยธรรมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์

 

ในเวลานั้น ฝ่ายผู้มีอำนาจได้ใช้อำนาจตามคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 42 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 โดยมีอำนาจสั่งปิดหนังสือพิมพ์

 

มานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์ มือกฎหมาย นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ให้ความสำคัญมาตลอด นับตั้งแต่รัฐบาลดำเนินการออกคำสั่งฉบับนี้

 

การรณรงค์ให้มีการยกเลิก ปร. 42 มาสำเร็จใน พ.ศ. 2533 ยุคที่สมาคมนักข่าวฯ มีนายกสมาคมฯ คือ ไพฑูรย์ สุนทร แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ร่วมค่ายกับมานิจ สุขสมจิตร นั่นเอง

 

ในเวลานั้น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี สมาคมนักข่าวฯ เป็นแกนกลาง ในการประสานงานกับผู้ประกอบวิชาชีพข่าวทั่วประเทศ เพื่อเคลื่อนไหวในนาม  สมัชชานักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  จนได้รับการยกเลิก รวมเวลาคำสั่ง ปร.42 ใช้บังคับนานถึง 14 ปี

 

วิภา สุขกิจ แบบฉบับนักข่าวหญิงแกร่ง ขึ้นชั้นนายกหญิงคนแรกของสมาคมนักข่าวฯ
วิภา สุขกิจ เป็นชื่อจริงของเจ้าของฉายานาม  เจ๊วิภา  ที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์รุ่นหลังเรียกขานด้วยความเคารพรัก ทั้งยังเกรงในความแกร่งของนักข่าวหญิงผู้นี้ ชีวิตหนังสือพิมพ์เริ่มต้นที่ หนังสือพิมพ์  พิมพ์ไทย  ในปี พ.ศ. 2498 ปีเดียวกันกับการก่อตั้งสมาคมนักข่าวฯ โดยการชักชวนของ ทวีป วรดิลก บรรณาธิการ ผู้เป็นเตรียม มธก. รุ่นพี่

 

ก่อนที่จะฝากชีวิตนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ที่งดงามให้รุ่นหลังได้เป็นแบบอย่างที่ หนังสือพิมพ์มติชน ตามคำชักชวนของพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร แห่งหนังสือพิมพ์มติชน (นายกสมาคมนักข่าวฯ พ.ศ.2521) เคยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการ และสุดท้ายเป็นที่ปรึกษา

 

ขรรค์ชัย บุนปาน เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชน กล่าวถึง เจ๊วิภา เจ้าของนามปากกาคอลัมน์สังคม ชื่อ  หญิงเล็ก  ว่า  เหล็กน้ำพี้ยังแสยง

 

วิภา สุขกิจ เป็นนักข่าวหญิงรุ่นบุกเบิกทีทำงานเคียงข้างนักข่าวชายอย่างทรหดอดทน ไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตรายใดๆ เป็นผู้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ของบ้านเมืองมามากมาย รายงานข่าวนายกรัฐมนตรีมาแทบทุกสมัย และต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมต่างๆอย่างกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว

 

ได้รับยกย่องจากมูลนิธิศาสตราจารย์บำรุงสุข สีหอำไพ ผู้ก่อตั้งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ผู้หญิงคนแรก ในปี พ.ศ. 2528 - 2529

 

สู้เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชนท่ามกลางเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ นำโดยบัญญัติ ทัศนียะเวช
ในปี พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี บ้านเมืองเข้าสู่ความสบสน สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกปิดกั้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะข่าวที่เผยแพร่ทางสื่อมวลชนประเภทวิทยุและโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อของหน่วยงานภาครัฐ ในเวลานั้นประชาชนได้รับข่าวสารที่สนับสนุนรัฐบาลเพียงด้านเดียว

 

บัญญัติ หรือที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์กล่าวถึงด้วยความเคารพว่า  เจ๊ญัติ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ระหว่าง พ.ศ. 2534   2535 อันเป็นช่วงที่สมาคมนักข่าวในฐานะองค์กรวิชาชีพนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ต้องประกาศอุดมการณ์หนังสือพิมพ์ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง  พฤษภาทมิฬ  ใน พ.ศ. 2535

 

บัญญัติ ทัศนียะเวช เป็นนักข่าวหญิงรุ่นบุกเบิก เริ่มต้นชีวิตหนังสือพิมพ์ที่ สยามนิกร และย้ายมาอยู่ที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จนปัจจุบัน บัญญัติ เป็นต้นแบบของนักข่าวหญิงที่เด็ดเดี่ยว และยึดหลักจริยธรรมอีกผู้หนึ่ง ได้รับการยกย่องให้เป็นกรรมการจรรยาบรรณของสมาคมนักข่าวมาตลอด

 

กลุ่มนักข่าวหญิงรุ่นบุกเบิก นอกจากบัญญัติ, วิภา แล้วก็มี สมศรี ตั้งตรงจิตร, เสริมศรี เอกชัย, อนงค์ เมษประสาท, จิรภา อ่อนเรือง, ผุสดี คีตะวรนาฏ, คณิต นันทวาณี, ยุวดี ธัญญสิริ, ชุติมา บูรณะรัชดา เป็นต้น

 



 
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2562

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน



จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 3490 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists
public nudity porn