หนังสือ สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย ,TJA : Thai Journalist Association,สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย http://tja.or.th/books/123 Sun, 25 Aug 2019 06:37:38 +0000 Joomla! 1.5 - Open Source Content Management th-th การบริหารจัดการสถานการณ์และข่าวสารเพื่อรองรับภาวะวิกฤติของสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน- นางอุดมศรี ศิริลักษณาพร http://tja.or.th/books/123--11/1846-2010-06-30-10-10-57 http://tja.or.th/books/123--11/1846-2010-06-30-10-10-57 เรื่อง :การบริหารจัดการสถานการณ์และข่าวสารเพื่อรองรับภาวะวิกฤติของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
ผู้ศึกษา :    นางอุดมศรี  ศิริลักษณาพร
กรรมการที่ปรึกษา :    ดร.สุรศักดิ์    จิรวัสตร์มงคล
ปี : ๒๕๕๒

บทคัดย่อ

การศึกษาเรื่องการบริหารสถานการณ์จัดการสถานการณ์และข่าวสารเพื่อรองรับภาวะวิกฤติของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน   มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสาเหตุของปัญหาการสื่อสารองค์กร และเป็นแนวทางการในการกำหนดกลยุทธ์เพื่อวางแผนการสื่อสารองค์กรที่มีประสิทธิภาพ   

ผลการศึกษาข่าวสารด้านลบจากสื่อมวลชนระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๕๑- มีนาคม ๒๕๕๒ รวม ๕๑ ครั้ง คือจากหนังสือพิมพ์มติชน ๔๕ ครั้ง  หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ๒ ครั้ง ผู้จัดการ ๑ ครั้ง ข่าวสด ๑ ครั้ง และโพสต์ทูเดย์ ๒ ครั้ง  พบว่าเป็นการนำเสนอเชิงข่าว ข้อเท็จจริง ๑๘ ครั้ง  นอกนั้นเป็นบทความ การแสดงความคิดเห็น  ทัศนะคติ บทสัมภาษณ์  เรื่องและประเด็นสำคัญที่ถูกพาดพิงคือ การยุติความสัมพันธ์ของนักพัฒนาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับ พอช. พอช.เด็ดยอดการทำงานของคนอื่น เจ้าหน้าที่ พอช.ยุยงให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)เกิดความเข้าใจผิดกับคนทำงานพัฒนา  ชาวบ้านสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คว่ำบาตร พอช.  พอช.ไม่สนับสนุนให้วิทยาลัยการจัดการทางสังคมเป็นอิสระ  พอช.ไม่สนับสนุนการทำงานของภาคประชาสังคม  พอช.ไม่ประสานการทำงานกับภาคีการพัฒนา  พอช.ทำงานเชิงปริมาณไม่มีคุณภาพ  กระบวนการสรรหาคระกรรมการและผู้อำนวยการ พอช.ไม่โปร่งใส

ในด้านการศึกษาเอกสารที่เผยแพร่ภายในสถาบันฯและแวดวงคนทำงานพัฒนา ๔ กรณี  พบว่า ประเด็นสำคัญคือความไม่ใจในการบริหารพอช.ของอดีตผู้อำนวยการสถาบันฯ

การบริหารสถานการณ์และข่าวสารขององค์กร ในสภาวะที่การสื่อสารด้านลบจากสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบัน  สรุปได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จ ในการสื่อสารเพื่อให้เกิดการรับรู้และความเข้าใจอันดีกับบุคลากรภายในพอช.  กับสื่อมวลชนและกับสังคม ด้วยสาเหตุดังนี้  ๑. องค์กรขาดความพร้อมในเรื่องแผนงานและกลไกที่รับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  ๒.  เกิดจากการบริหารจัดการองค์กรต่อส่วนที่ทำหน้าที่เรื่องการสื่อสาร  ๓. ที่ผ่านมาองค์กรไม่ได้ทำหน้าที่ในการสื่อสารกับสังคมที่มากพอ   ๔.การตัดสินใจและแนวทางในการจัดการกับปัญหาที่เป็นเอกภาพ  และประการที่ ๕  ขาดการวิเคราะห์ถึงที่มา สาเหตุ ของสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง  

เพื่อพัฒนาให้เกิดแผนการสื่อสารองค์กรที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการบริหารสถานการณ์เพื่อรองรับภาวะวิกฤติของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  จึงได้ประมวลข้อเสนอจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและรับฟังความคิดเห็นของอดีตผู้บริหารพอช.  ผู้บริหารพอช.ในชุดปัจจุบัน  และผู้เชี่ยวชาญด้านการ ประชาสัมพันธ์เป็นข้อเสนอสำคัญ ทั้งหมด  ๙  ประการ คือ  ๑.การสร้างสังคมแห่งการสื่อสารภายในองค์กรที่ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำและให้ความร่วมมือ ๒.ให้มีที่ปรึกษาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์ขององค์กร ๓.มีการวิเคราะห์ร่วมกันถึงเรื่องที่จะก่อให้เกิดภาวะวิกฤติขององค์กรทั้งปัจจุบันและอนาคต ๔.การปรับโครงสร้างการประชาสัมพันธ์องค์กรเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ  ๕.จัดทำแผนงานการสื่อสารขององค์กรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ๖.ให้เร่งดำเนินการเพื่อการจัดการกับภาวะวิกฤติ  หรือรองรับภาวะวิกฤติขององค์กร  ๗. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อมวลชน  ๘. การพัฒนาบุคลากรเพื่อการประชาสัมพันธ์

(ดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับได้ที่นี้)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) งานวิจัยหลักสูตร บสก.1 Wed, 30 Jun 2010 10:09:11 +0000
การนำเสนอข่าวของสื่อหนังสือพิมพ์ออนไลน์ในอินเตอร์เน็ต กรณีศึกษาแพทยสภา-นาวาอากาศเอก (พิเศษ) นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ http://tja.or.th/books/123--11/1845-2010-06-30-10-08-08 http://tja.or.th/books/123--11/1845-2010-06-30-10-08-08 เรื่อง : การนำเสนอข่าวของสื่อหนังสือพิมพ์ออนไลน์ในอินเตอร์เน็ต กรณีศึกษาแพทยสภา
ผู้ศึกษา :        นาวาอากาศเอก (พิเศษ) นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ
กรรมการที่ปรึกษา :    ดร.สุรศักดิ์   จิรวัสตร์มงคล
ปี :            ๒๕๕๒

บทคัดย่อ


การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในประเทศไทยในยุคปัจจุบันมีความสำคัญมากต่อการรับรู้ และเรียนรู้ของประชาชนโดยเฉพาะด้านสุขภาพ เนื่องจาก การรักษาพยาบาลในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนและลึกซึ้งเกินกว่าจะเข้าใจได้โดยคิดเองแบบง่ายๆท่ามกลางปัญหาการให้บริการของระบบสาธารณสุขโดยภาครัฐที่มีงบประมาณจำกัดในการจัดสรรทรัพยากร มีแพทย์และบุคคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ ต่อประชากรที่อายุยืนยาวขึ้น และการวิวัฒนาการของทั้งตัวโรครวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไป มีผลต่อประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลทั้งในทุกภาค เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความผิดพลาด ท่ามกลางกระแสของการคุ้มครองผู้บริโภคและการตรวจสอบจากสื่อมวลชน  ทำให้การนำเสนอข่าวที่เป็นช่องทางหลักในการกลั่นกรองความรับรู้ของประชาชน มีผลกระทบมาก ต่อความคิด ความเข้าใจต่อระบบ โดยเฉพาะหากเลือกนำเสนอที่ไม่ถูกต้องทางวิชาการ ไม่ครอบคลุมข้อเท็จจริง อาจชี้นำสังคมไปในทิศทางที่ไม่เหมาะสมได้

การวิจัยนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาการนำเสนอข่าวของสภาวิชาชีพแพทย์ในสื่อมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่มีการนำเสนอในอินเตอร์เน็ต โดยนำมาแยกแยะหัวข้อ รายละเอียด วิธีการนำเสนอและพื้นที่ของสื่อมวลชนในหัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปและนำเสนอปัญหา ผลกระทบตลอดจนแนววิเคราะห์ทางแก้ไขโดยการเก็บข้อมูลหนังสือพิมพ์ออนไลน์จำนวน ๑๒ ฉบับ เป็นเวลา ๓ เดือน ตั้งแต่ ๑ ม.ค. ๒๕๕๒ ถึง ๓๑ มี.ค. ๒๕๕๒ โดยใช้เครื่องมือสืบค้นในอินเตอร์เน็ต เพื่อจัดหัวข้อหมวดหมู่และจำนวนของหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวนั้นๆ เปรียบเทียบน้ำหนักของข่าวตามช่วงเวลาในประเภทหัวข้อข่าวเดียวกันและศึกษาผลกระทบ

จากการศึกษาพบว่าข่าวซึ่งได้รับเลือกโดยสื่อมวลชนให้นำเสนอมักอยู่ในกลุ่มข่าวที่น่าสนใจ มีประเด็นแตกหักและความขัดแย้ง โดยมีการพาดหัวที่ชี้นำเชิงความเห็น อาจมากกว่าเนื้อหาที่เป็นข้อเท็จจริง สัดส่วนของข่าวซึ่งนำเสนอความรู้หรือเตือนสังคมด้านสุขภาพมีน้อย เมื่อเทียบกับข่าวเชิงปัญหาขัดแย้งระหว่างคู่กรณี ต่างๆ ตลอดจนข่าวที่เป็นที่สนใจของประชาชนด้วยความแปลก โอกาสเกิดน้อย ไม่เกิดประโยชน์ในเชิงความรู้กลับได้รับความสำคัญและได้รับพื้นที่ข่าวมากกว่าที่ควรเป็น นอกจากนั้นพบว่าการลงข่าวของโรคใหม่ๆ ที่มีความลึกซึ้งและละเอียดอ่อนจะมีข้อเท็จจริงทางวิชาการของโรคน้อยกว่าความคิดเห็น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะองค์ความรู้เหล่านี้ยังเข้าถึงผู้มีข้อมูลได้ยาก และในหลายกรณีที่เกิดความขัดแย้งและความสูญเสียนั้น มักมีข้อมูลเฉพาะความเห็น ด้านผู้เสียหาย มากกว่าข้อเท็จจริงจากนักวิชาการที่เชื่อถือได้

ข้อเสนอแนะจากผู้วิจัยคือ เสนอให้มีการพัฒนาระบบการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทางสุขภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อการรับรู้ของประชาชน ให้เกิดเนื้อหาเกิดประโยชน์และบทสรุปที่นำไปใช้ให้ได้จริง เสนอให้มีการเพิ่มพื้นที่ของข่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจต่อสุขภาพตัวเองมากขึ้น  เสนอให้มีการติดตามวิเคราะห์ข่าวสุขภาพ เพื่อวางมาตรฐานการนำเสนอให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยหน่วยงานอิสระ เช่น มีเดียมอนิเตอร์ที่ทำในข่าวประเภทอื่น  และ เสนอให้มีการจัดหลักสูตรร่วมระหว่างวงการแพทย์และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ เพื่อให้เรียนรู้ปัญหาโรคและสุขภาพเบื้องต้นที่พบบ่อย เพื่อจะได้นำข้อเท็จจริงเสนอต่อสังคมไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคม.

(ดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับได้ที่นี้)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) งานวิจัยหลักสูตร บสก.1 Wed, 30 Jun 2010 10:05:49 +0000
กรณีศึกษา พฤติกรรมการเรียกรับสินบนของนักข่าว และขบวนการเรียกรับสินบน -นางสาวอัชณา จิณณวาโส http://tja.or.th/books/123--11/1844-2010-06-30-10-04-31 http://tja.or.th/books/123--11/1844-2010-06-30-10-04-31 เรื่อง : กรณีศึกษา พฤติกรรมการเรียกรับสินบนของนักข่าว และขบวนการเรียกรับสินบน
ผู้ศึกษา :    นางสาวอัชณา  จิณณวาโส
กรรมการที่ปรึกษา :    นางสาวดวงกมล โชตะนา
ปี :2552

บทคัดย่อ


"พฤติกรรมการเรียกรับสินบนของนักข่าวและขบวนการเรียกรับสินบน"
จากการที่อยู่ในแวดวงหนังสือพิมพ์มาร่วม 20 ปี ก็ได้รับรู้พฤติกรรมของนักข่าวในบางกลุ่ม ที่ใช้อาชีพของตัวเองทำมาหากิน รับจ๊อบ ซึ่งจริงๆ ไม่น่าจะเรียกว่า "จ๊อบ" น่าจะเรียกว่า "อาชีพหลัก" เพราะรายได้ที่ได้รับมากกว่าเงินเดือนหลายเท่าตัว และพฤติกรรมนี้เริ่มมีมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประการสำคัญยังลุกลามไปยังเด็กนักข่าวรุ่นใหม่ที่เริ่มมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว

ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดแรงบันดาลใจต้องการศึกษาพฤติกรรมของนักข่าวกลุ่มนี้ จึงเป็นที่มาของเอกสารส่วนบุคคล เรื่อง "พฤติกรรมการเรียกรับสินบนของนักข่าวและขบวนการเรียกรับสินบน"
แต่ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า นักข่าวที่ทำงานด้วยจิตสำนึกในหน้าที่และจรรยาบรรณยังมีอยู่มากมายและเป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างที่บอกในแวดวงของนักข่าวสีขาวผู้รักในอาชีพ ก็มี "นักข่าวเทียม" ที่แฝงตัวเข้ามายึดอาชีพนี้ทำมาหากินรวมอยู่ด้วยไม่ใช่น้อย และเริ่มมีจำนวนแพร่หลายมากขึ้น ส่วน "นักข่าวผี" ไม่ต้องพูดถึง พวกนี้ไม่ได้สังกัดสื่อไหน อุปโลกน์ตัวเองขึ้นมา เพื่อออกงานได้กินฟรี ได้ของขวัญกลับบ้าน

จากการศึกษาพฤติกรรมของนักข่าวที่เรียกรับสินบน พบว่า มีรูปแบบการกระทำซึ่งให้ได้มาเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหลากหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่รับเงินเองโดยตรงกับผู้จ้าง กับรับงานผ่านนายหน้า ที่กรณีนี้ผู้ว่าจ้างจะไม่รู้ว่าผู้ที่รับงานไปนั้นเป็นใคร เพราะจะจ่ายเงินผ่านนายหน้า โดยนายหน้าก็มีค่าหัวคิว ซึ่งกรณีนี้ผู้จ้างสามารถระบุได้เลยว่า ต้องการจะลงฉบับไหน พื้นที่ตรงไหน ส่วนราคาก็จะแตกต่างกันแล้วแต่ความสำคัญของพื้นที่และฉบับ หลังจากข่าวได้รับการตีพิมพ์เสร็จสิ้นก็จะมีการส่งมอบงานและจ่ายเงินโดยผ่านนายหน้า หลังจากนั้นนายหน้าก็จะไปให้กับผู้เขียน  ส่วนนักข่าวที่รับงานเองจะต้องมีความสนิทสนมกับบุคคลผู้ว่าจ้าง และมีความเชื่อใจว่าผู้ว่าจ้างจะไม่น่าซื่อไปบอกกล่าวต่อสาธารณะ เพราะจะต้องมีการใช้งานกันเรื่อยๆต่อไป

สำหรับอัตราค่าจ้างขึ้นอยู่กับงานที่ต้องไปทำ หากไปอย่างเดียว ปรากฏตัว เซ็นชื่อ 500-1,000 บาท แต่ถ้าลงข่าวก็อีกราคาหนึ่ง 3,000 บาท ถึงเป็นหลักหลายหมื่นบาทก็มี ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการลง เช่น สกู๊ปก็แพงหน่อย ส่วนการจ่ายเงินก็จะจ่ายเป็นเงินสด ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีการเซ็นรับใดๆ เพื่อกันการมีหลักฐาน นักข่าวเทียมที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ก็กระจายไปยังทุกสายข่าว ทั้ง บันเทิง รถยนต์ กีฬา อาชญากรรม อสังหาริมทรัพย์ เศรษฐกิจ ฯลฯ

ส่วนทางออกของการแก้ปัญหา ก็อย่างที่บอก หัวหน้าข่าว บก.ข่าว ต้องควบคุมดูแลลูกน้องในสังกัดของตนเอง และต้องปลูกจิตสำนึกให้นักข่าวในองค์กรให้รู้จักหยิ่งในศักดิ์ศรีการเป็นนักข่าวที่ดี เพราะการที่เข้ามาทำงานข่าวก็เพราะใจรักในอาชีพ และบริษัทก็จ่ายเงินเดือนเป็นค่าตอบแทน ฉะนั้นการไปทำข่าวก็ถือว่านั่นคืองานที่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ ถ้าไม่มีงบ ก็ไม่ไป หรือไม่ลงข่าว อย่างนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีและถือเป็นพวกเหลือบมาเกาะกินอาชีพนี้

สภาการหนังสือพิมพ์เองก็ต้องตรวจสอบดูแลนักข่าว หากรู้ว่ามีพฤติกรรมเช่นนี้เยอะ ก็ต้องหาทางจัดการ ลด ละ เลิก เสีย  พีอาร์/เจ้าของธุรกิจ ก็ต้องมีประเด็นข่าวที่น่าสนใจที่จะโน้มน้าวให้นักข่าวไปทำข่าวได้ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็อยากเป็นข่าว แต่ประเด็นไม่ถึง ไม่ได้เรื่อง อย่างนี้ก็ไม่มีใครลงให้ ซึ่งก็ต้องไปใช้วิธีการจ้างเขียน  ฉะนั้นนอกจากนักข่าวจะต้องมีสำนึกในหน้าที่จรรยาบรรณแล้ว พีอาร์/เจ้าของธุรกิจก็ต้องมีสำนึกด้วยเช่นกัน

 

(ดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับได้ที่นี้)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) งานวิจัยหลักสูตร บสก.1 Wed, 30 Jun 2010 10:01:57 +0000
การสื่อสารการตลาดภาพยนตร์จากฮอลลิวู้ด-อังคณา รุ่งพรนุรักษ์ http://tja.or.th/books/123--11/1843-2010-06-30-10-01-46 http://tja.or.th/books/123--11/1843-2010-06-30-10-01-46 เรื่อง : การสื่อสารการตลาดภาพยนตร์จากฮอลลิวู้ด
ผู้ศึกษา : อังคณา    รุ่งพรนุรักษ์
กรรมการที่ปรึกษา:     อาจารย์บรรยง   สุวรรณผ่อง
ปี : 2552

บทคัดย่อ

ในแต่ละปีมีภาพยนตร์ต่างประเทศที่ผลิตจากฮอลลิวู้ดเข้าฉายในประเทศไทยปีละหลายเรื่อง  โดยผ่านการจัดจำหน่ายของบริษัทซึ่งเป็นตัวแทนจากสตูดิโอต่างๆ โดยแบ่งเนื้อหาสาระออกเป็นหลายแนว  ไม่ว่าจะเป็นแนวแอ๊คชั่น แนวดรามา แนวรักโรแมนติก  แนวตลกขบขัน ภาพยนตร์บางเรื่องมีเนื้อหาพอใช้ได้แต่ปรากฏว่า สามารถทำรายได้ได้ดีเกินคาด  ในทางตรงข้ามกับหนังบางเรื่องมีเนื้อหาดีมากแต่ไม่สามารถทำรายได้มากเท่าที่ควร  จึงเป็นที่มาของความน่าสนใจในการศึกษา   เรื่องการสื่อสารการตลาดว่ามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำแผนประชาสัมพันธ์  หรือการทำแผนโปรโมทหนังจนสามารถทำรายได้ให้เป็นที่น่าพอใจได้หรือไม่?       

ในการศึกษาการสื่อสารทางการตลาดภาพยนตร์จากฮอลลิวู้ดครั้งนี้   ได้มีการพิจารณาคัดเลือกภาพยนตร์ฮอลลิวู้ด 3 เรื่องมาใช้เป็นกรณีศึกษา  ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง  Quantum Of  Solace พยัคฆ์ร้ายทวงแค้นระห่ำโลก ซึ่งจัดจำหน่ายโดย บริษัทโซนี่  พิกเจอร์  รีลิสซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือบริษัทเดิมใช้ชื่อว่า โคลัมเบีย  และได้สัมภาษณ์คุณอาร์ม   เจริญศิริ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด   เรื่องที่สอง คือDragonball  Evolution เปิดตำนานนักสู้กู้โลก  จัดจำหน่ายโดยบริษัท ทเวนตี้  เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์  จำกัด และได้สัมภาษณ์คุณเฮนรี่  ทราน ผู้จัดการทั่วไป  และเรื่องที่สาม Fast & Furious 4  เร็ว...แรงทะลุนรก4 : ยกทีมซิ่ง   แรงทะลุไมล์   จัดจำหน่ายโดยบริษัทยูไนเต็ด  อินเตอร์เนชั่นแนล  ฟาร์อีส จำกัด   ซึ่งได้สัมภาษณ์คุณศุภมาส   หวังธรรมเกื้อ  ผู้จัดการฝ่ายการตลาด  

ทั้งนี้ในการผลการศึกษาพบว่า   ปัจจัยที่มีผลต่อการสื่อสารการตลาดภาพยนตร์จากฮอลลิวู้ดได้แก่
1. เมื่อได้ภาพยนตร์ต่างประเทศมาปุ๊บ  ควรตั้งชื่อภาษาไทยให้สะดุดใจ,เร้าใจและเรียกร้องความสนใจจากประชาชนให้ได้มากที่สุด
2. ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจในภายในประเทศ   มีส่วนทำให้ประชาชนหันไปสนใจเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันมากกว่าจะมีอารมณ์มาดูหนัง
3.ภาพยนตร์แนวแอ๊คชั่นมักได้รับความนิยมจากประชาชนมากกว่าภาพยนตร์ในแนวดรามา,เลิฟสตอรี่,ตลกขบขัน และ ฯลฯ
4. การทำการสื่อสารการตลาดควรทำล่วงหน้า

ส่วนกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดภาพยนตร์จากฮอลลิวู้ด  พบว่า
1.การกำหนดงบประมาณของการสื่อสารการตลาด   พบว่า บริษัทจัดจำหน่ายทุกแห่งจะประเมินงบประมาณจาก ภาพยนตร์ในแนวเดียวกันหรือคล้ายคลีงกันในอดีต มาประยุกต์เข้ากับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
2. มีการซื้อเวลาโฆษณาทางช่อง7 สี คิดเป็นมูลค่า 3 ล้านบาท  เพื่อฉายเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ ในวันอาทิตย์  ช่วงเวลา 11.00นาฬิกา- 11.45 นาฬิกา  เพราะบริษัทจัดจำหน่ายทุกแห่งเชื่อว่า  การซื้อเวลานี้มีราคาถูก,คุ้มค่าและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
3. มักทุ่มงบประมาณไปกับการซื้อเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์มากที่สุด
4. ทำการโฆษณาในโรงภาพยนตร์เพื่อแนะนำภาพยนตร์ก่อนออกฉายจริงล่วงหน้าหลายเดือน  
5. มีการหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อช่วยสนับสนุนการสื่อสารทางการตลาด
6. มีการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์  ซึ่งทางโรงภาพยนตร์เองก็ลงโฆษณาเพื่อบอกกล่าวเวลาฉายภาพยนตร์เรื่องต่างๆด้วย  

ปัญหาและอุปสรรคในการสื่อสารการตลาดภาพยนตร์จากฮอลลิวู้ด
1. เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา   ประชาชนจะเลือกดูหนังน้อยลง
2. หากเกิดปัญหาทางการเมือง   ประชาชนมักสนใจติดตามข่าวสารบ้านเมืองมากกว่า ประกอบกับกลัวการออกนอกบ้าน  เพราะไม่อยากตกเป็นเหยื่อของการปะทะกัน    
3. ภาพยนตร์เป็นสิ่งที่มีวงจรชีวิตสั้น    จึงออกฉายตามโรงในเวลาอันจำกัด
4. โรงภาพยนตร์บางแห่งก็สร้างปัญหาให้กับภาพยนตร์ซะเอง  ด้วยการดึงหนังที่ไม่ทำเงินให้ออกจากโรงอย่างรวดเร็ว  และเร็วเกินไปจนบริษัทจัดจำหน่ายขาดทุนจากการนำภาพยนตร์เรื่องนั้นมาฉาย

(ดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับได้ที่นี้)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) งานวิจัยหลักสูตร บสก.1 Wed, 30 Jun 2010 09:59:33 +0000
กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์โครงการ กรณีศึกษา โครงการ “ลานเล่นบรีส เพิ่มพลังเรียนรู้”- นางสาวอรัญญา ลือประดิษฐ์ http://tja.or.th/books/123--11/1842-2010-06-30-09-55-14 http://tja.or.th/books/123--11/1842-2010-06-30-09-55-14 เรื่อง : กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์โครงการ กรณีศึกษา โครงการ “ลานเล่นบรีส เพิ่มพลังเรียนรู้”
ผู้ศึกษา :    นางสาวอรัญญา ลือประดิษฐ์
กรรมการที่ปรึกษา :    ดร.สุรศักดิ์ จิรวัสตร์มงคล
ปี :2552

บทคัดย่อ

การจัดทำโครงการเพื่อรณรงค์ หรือนำเสนอแนวคิดใหม่ต่อสังคม กระบาวนการสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้การณรงค์นั้นประสบความสำเร็จ ผู้ศึกษาในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้จัดทำโครงการ “ลานเล่นบรีส เพิ่มพลังเรียนรู้”  ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสังคมของบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด จึงสนใจว่าโครงการนี้มีการใช้กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อประชาสัมพันธ์ และนำเสนอแนวคิดใหม่แก่สังคมอย่างไร รวมถึงมีปัจจัยใดเป็นตัวสนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคกับการดำเนินโครงการ โดยมีวัตุประสงค์ในการศึกษาถึงกลยุทธ์การสื่อสารที่ใช้ และปัจจัยที่เป็นตัวสนับสนุน หรืออุปสรรคกับการดำเนินโครงการ โดยศึกษาโครงการ “ลานเล่นบรีส เพิ่มพลังเรียนรู้” ระหว่างปี 2549 – 2552 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนมีนาคม 2552 วิธีการศึกษาใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก รวมถึงวิเคราะห็จากเอกสารข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า มีการใช้สื่อทุกรูปแบบในการประชาสัมพันธ์แนวคิดโครงการ ทั้งสื่อมวลชน อันได้แก่ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ สื่อบุคคล สื่อเฉพาะ และเว็ปไซต์ ในแต่ละช่วงของการนำเสนอมีการคำนึงกับบริบททางสังคม และใช้บุคคลที่มีความน่าเชื่อถือมาเป็นนำเสนอแนวคิดให้แก่สังคม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเนื้อหาที่ต้องการจะสื่อถึงสังคม รวมทั้งพบว่า เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการระยะยาว 4 ปี ปัญหาและอุปสรรคของผู้ดำเนินโครงการคือ การสร้างความน่าสนใจ และสร้างความต่อเนื่องของข่าว มีความยากลำบากขึ้น ข้อเสนอเนะคือ ควรมองหาพันธมิตร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยในการจัดทำโครงการ เพื่อเพิ่มประเด็น และช่องทางในการประชาสัพมันธ์ และหากมีงบประมาณเพียงพอควรพิจารณาการจัดทำสกู๊ปต่อเนื่องทางสื่อโทร?ัสน์ เนื่องจากเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพล และสร้างความจดแก่สังคมได้มากที่สุด

(ดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับได้ที่นี้)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) งานวิจัยหลักสูตร บสก.1 Wed, 30 Jun 2010 09:52:12 +0000
ความพึงพอใจของสมาชิกต่อ กบข. ศึกษากรณีการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารจากสื่อมวลชนและสื่อประชาสัมพันธ์ กบข.-นางสาวอรภัทร รังษีวงศ์ http://tja.or.th/books/123--11/1841-2010-06-30-09-52-08 http://tja.or.th/books/123--11/1841-2010-06-30-09-52-08 เรื่อง : ความพึงพอใจของสมาชิกต่อ กบข.  ศึกษากรณีการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารจากสื่อมวลชนและสื่อประชาสัมพันธ์ กบข.
ผู้ศึกษา :    นางสาวอรภัทร รังษีวงศ์
กรรมการที่ปรึกษา :    นางสาวดวงกมล โชตะนา
ปี :    2552

บทคัดย่อ

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ (กบข.) เป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศกว่าล้านคน ดังนั้นการดำเนินนโยบายด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารกับสมาชิก กบข. ได้นั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่ออื่นๆ ที่สามารถเข้าถึงสมาชิกได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะทำการศึกษาความพึงพอใจการรับทราบข้อมูลข่าวสารของสมาชิก กบข.  โดยการสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการที่เป็นและไม่เป็นสมาชิก กบข.  ทั้งนี้เพื่อทราบว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาขององค์กรสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกและทำให้เกิดความพึงพอใจต่อองค์กรมากน้อยเพียงใดและนำข้อมูลที่ได้รับมาพัฒนาองค์การให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงระดับความพึงพอใจของสมาชิกต่อ กบข. และเพื่อทราบถึงความต้องการของสมาชิกที่มีต่อ กบข. โดยผู้ให้ข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ คือ ข้าราชการที่เป็นสมาชิกของ กบข. และกลุ่มข้าราชการที่ได้เข้าร่วมโครงการ กบข. สมาชิกสัมพันธ์สัญจร กรุงเทพมหานคร โดยได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 300 คนในช่วงเดือนมีนาคม 2552  ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม

ในภาพรวมสมาชิก กบข. มีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง และสามารถทราบถึงความต้องการของสมาชิก กบข. ได้ว่าผลความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก – มากที่สุด นั่นหมายถึงว่า กบข. ควรคงมาตรฐานการดำเนินการและรักษาไว้ให้ดีและต่อเนื่อง หากผลความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด – ปานกลาง นั่นหมายถึง กบข. ควรจะปรับปรุง แก้ไขและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับ จะทำให้ผู้ศึกษานำผลสำรวจที่ได้ไปประกอบการวางแผนการปรับปรุง หรือขยายช่องทางการเผยแพร่ หรือประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ข้าราชการสมาชิก กบข. ควรได้ทราบจากองค์กรและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจต่อไป

สรุปผลจากการศึกษาได้ว่า ข้อมูลข่าวสารรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน การบริการสมาชิก และการจัดสวัสดิการต่างๆ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สมาชิกได้มีความรู้ และความเข้าใจ ดังนั้น ควรมีการนำเสนอ / ชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ในแต่ละเรื่องให้มีความกระจ่างชัด เข้าใจง่าย และเพียงพออย่างต่อเนื่องแก่สมาชิก กบข. ที่มีอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ ควรมีการพิจารณาภาษาที่ใช้/คำศัพท์ทางวิชาการที่ง่ายต่อความเข้าใจของสมาชิกโดยผ่านสื่อช่องทางต่างๆ ที่เข้าถึงสมาชิกได้เป็นอย่างดี เช่น วารสาร กบข. รายเดือน เป็นต้น หากสามารถดำเนินการให้ความรู้ ความเข้าใจแก่สมาชิกได้ ก็จะเป็นการสร้างความพึงพอใจให้แก่สมาชิกได้มากยิ่งขึ้น

เรื่องแหล่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ กบข. ใช้เผยแพร่นั้น เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่มีความหลากหลาย และเพียงพอต่อการนำเสนอข้อมูล แต่อย่างไรก็ตาม สื่อในแต่ละช่องทาง ก็ควรเข้าถึงสมาชิกได้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และเหมาะสมกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อช่องทางต่าง ๆ กบข. ควรที่จะพิจารณาเลือกใช้สื่อที่สามารถเข้าถึงสมาชิกและมีการดำเนินการจัดให้แก่สมาชิกได้รับทราบข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอ / ต่อเนื่อง / ทันท่วงที

(ดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับได้ที่นี้)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) งานวิจัยหลักสูตร บสก.1 Wed, 30 Jun 2010 09:47:37 +0000
ความสมดุลและเป็นธรรมของการเสนอข้อมูลข่าวสารของนิตยสารมติชนสุด สัปดาห์และเนชั่นสุดสัปดาห์ ในช่วงเดือนตุลาคม 2551-นางสาวอรพิน ลิลิตวิศิษฎ์วงศ์ http://tja.or.th/books/123--11/1840--2551- http://tja.or.th/books/123--11/1840--2551- ความสมดุลและเป็นธรรมของการเสนอข้อมูลข่าวสารของนิตยสารมติชนสุด สัปดาห์และเนชั่นสุดสัปดาห์ ในช่วงเดือนตุลาคม 2551
ผู้ศึกษา :    นางสาวอรพิน   ลิลิตวิศิษฎ์วงศ์
กรรมการที่ปรึกษา:     อาจารย์บรรยง   สุวรรณผ่อง
ปี : 2552

บทคัดย่อ

ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังการขึ้นในระยะสองสามปีหลังเป็น ปรากฏการณ์ที่ได้ส่งผลสะเทือนให้คนในสังคมไทยเกิดความคิดเห็นทางการ เมืองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความสมดุลและความเป็น ธรรมในการนำเสนอข่าวสารโดยเฉพาะสื่อกระแสหลักซึ่งได้รับการยอมรับโดยเฉพาะ นิตยสารรายสัปดาห์ที่มีบทวิเคราะห์ทางการเมืองเป็นจุดขายทั้งมติชนสุด สัปดาห์และเนชั่นสุดสัปดาห์ หากมีการนำเสนอข้อมูลไม่สมดุลและเป็นธรรมก็อาจส่งผลให้ผู้อ่านเกิดความโน้ม เอียงไปทางใดทางหนึ่งในสถานการณ์เลือกข้างได้

ทั้งนี้เพื่อหวังให้การทำหน้าที่ตามวิชาชีพสื่อมวลชนของนิตยสารทั้งสองฉบับ ดำเนินไปอย่างสมดุลและเป็นธรรม รวมทั้งเพื่อให้ทราบถึงจุดยืนในการนำเสนอข่าวของนิตยสารทั้งสองเพื่อง่ายต่อ การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารของประชาชน

โดยการศึกษาเลือกวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากบทวิเคราะห์ทางการเมืองซึ่งมี ฉบับละประมาณ 7-10 บทความ ในช่วงเดือนตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่มีความตึงเครียดทางการเมืองสูงช่วงหนึ่งระหว่างการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาสำคัญช่วงหนึ่ง ที่แกนนำพันธมิตรฯกล่าวพาดพิงและโจมตีนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ด้วยโดยการ วิเคราะห์จะยึดข้อบังคับของสภาการหนังสือ พิมพ์แห่งชาติและหลักความสมดุลและเป็นธรรมในการนำเสนอข่าว   

ทั้งนี้ผลที่ได้รับจากการศึกษาปรากฏว่าในช่วงเวลาเดียวกัน นิตยสารทั้งสองฉบับมีการวิเคราะห์การเมืองไม่ต่างกันมากนัก แต่นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ซึ่งส่วนใหญ่มีจำนวนบทความทางการเมืองมากกว่าจะ มีความสมดุลและเป็นธรรมในการนำเสนอข่าวสารมากกว่านิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับบริบทอื่นๆนอกจากการเดินเกมการเมืองของคู่ แข่งทางการเมือง

(ดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับที่นี้)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) งานวิจัยหลักสูตร บสก.1 Wed, 30 Jun 2010 09:43:05 +0000
กลยุทธ์การตลาดและประชาสัมพันธ์โครงการธงฟ้า - นางสาวสุวิภา บุษยบัณฑูร http://tja.or.th/books/123--11/1839-2010-06-30-09-41-47 http://tja.or.th/books/123--11/1839-2010-06-30-09-41-47 เรื่อง : กลยุทธ์การตลาดและประชาสัมพันธ์โครงการธงฟ้า               
ผู้ศึกษา : นางสาวสุวิภา บุษยบัณฑูร
กรรมการที่ปรึกษา :   นางสาวดวงกมล โชตะนา
ปี :2552

บทคัดย่อ

จากปัญหาราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น ตามด้วยวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่มีต้นเหตุจากวิกฤติการเงินในประเทศสหรัฐ ฯ ส่งผลให้ประเทศไทย ได้รับผลพวงกระทบต่อเนื่องในช่วง 5 ปี ( 2548-  ปัจจุบัน (2552 )  เหตุนี้เองทำให้โครงการธงฟ้า  เครื่องมือของภาครัฐซึ่งคนไทยรู้จักกันมาช้านานนับสิบปี  ยิ่งเพิ่มความสำคัญมากขึ้น ดังเห็นได้จากรัฐบาลช่วงที่ผ่านมา ได้ต่อยอดโครงการธงฟ้า ทั้งด้านตัวโปรดักส์สินค้าและบริการที่หลากหลายขึ้น  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพ เพิ่มทางเลือกให้ประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูง  อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือถ่วงดุลการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าของบรรดาผู้ประกอบการ-ผู้ผลิต

งานเอกสารวิชาการส่วนบุคคลชิ้นนี้  ต้องการนำเสนอวิวัฒนาและบริบทของโครงการธงฟ้าซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปตามความจำเป็นของยุคสถานการณ์เศรษฐกิจ   โดยเฉพาะในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (  สิงหาคม 2548 – 19 กันยายน 2549 ) ต่อเนื่องถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  และชี้ถึงประสิทธิภาพการใช้เครื่องมือ ในขณะที่ประชาชนมีทางเลือกในการเข้าถึงสินค้าราคาถูกผ่านช่องทางโมเดิร์ทเทรดมากขึ้น

พร้อมทั้งจับประเด็นว่าโครงการดังกล่าวจะขับเคลื่อนได้มากหรือน้อย ยังขึ้นอยู่กับงบประมาณ/เงินที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ในฐานะเจ้าภาพงานได้รับจัดสรรในแต่ละปี   จึงทำให้โครงการธงฟ้า ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการประชาสัมพันธ์ผลงานของนักการเมือง หรือนัยหนึ่งเป็นโครงการประชานิยม เพื่อหาเสียงให้กับฝ่ายการเมืองนั่นเอง      

วัตถุประสงค์ในการศึกษา เพื่อศึกษาถึงนโยบายของฝ่ายการเมือง  ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการกำหนดบทบาทโครงการธงฟ้า , กลยุทธ์การตลาดและประชาสัมพันธ์โครงการธงฟ้า ในแต่ละช่วง  ผลกระทบข้างเคียงต่อตลาด,ผู้ประกอบการรายย่อย และการเข้าถึงประชาชนผู้เดือดร้อน   นัยยะที่แฝงมากับฝ่ายการเมืองกับการดำเนินนโยบายประชานิยมผ่านโครงการธงฟ้า

โดยวิธีที่ใช้ในการศึกษา  เป็นการวิเคราะห์เนื้อหา จากการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องแบบเจาะลึก  การสืบค้นความเป็นมา ปัญหาของโครงการธงฟ้าในอดีต จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้พบว่าโครงการธงฟ้ามีประโยชน์ต่อประชาชนก็จริง แต่การบรรเทาความเดือดร้อนด้านภาระค่าครองชีพ  ตามความจำเป็นอาจจะช่วยไม่ได้มากเมื่อเทียบกับปัจจุบันที่ประชาชนมีทางเลือกเข้าถึงสินค้าราคาถูกโดยเฉพาะโมเดิร์นที่มีการจัดโปรโมชั่นสินค้าราคาถูกอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งราคาสินค้าในโครงการธงฟ้า บางชนิดแม้จะถูกกว่าตลาด 20-40% แต่ก็เกิดจากการที่ภาครัฐได้เข้าไปสนับสนุนงบส่วนหนึ่ง อาทิ การออกค่าเช่าแผงซึ่งทำให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้า ไม่มีค่าการตลาด

ดังนั้นภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องหารือในองค์รวม โดยชั่งน้ำหนักว่านำงบไปเพื่อการช่วยเหลือประชาชนด้านใด ให้ตรงจุดและเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด  อาทิการสร้างงาน หรือพัฒนาแหล่งทำกินเป็นต้น    รวมไปถึงการหาทางบูรณาการโครงการธงฟ้าอย่างยั่งยืน  โดยการสร้างระบบความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายสมาชิกโครงการธงฟ้า อาทิร้านมิตรธงฟ้า ร้านข้าวแกงธงฟ้า อาสาธงฟ้า  ซึ่งปัจจุบันมีรวมกว่า 8,000 ราย  การนำผู้ผลิตพบกับเครือข่ายสมาชิกเหล่านี้ให้เข้าถึงต้นทุนสินค้าราคาถูก  เพื่อที่ฐานกลุ่มเหล่านี้จะเป็นแขนขาให้รัฐบาล ในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  แทนการพึ่งงบสนับสนุนจากรัฐแต่ฝ่ายเดียว  ซึ่งมีความไม่แน่นอนในแต่ละปี และยังแฝงผลทางการเมือง.

(ดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับที่นี้)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) งานวิจัยหลักสูตร บสก.1 Wed, 30 Jun 2010 09:39:14 +0000
อิทธิพลข่าวหนังสือพิมพ์กับการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นกรณีศึกษา : หุ้นบริษัท ปิคนิค คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) -นายสุภชัย ปกป้อง http://tja.or.th/books/123--11/1838-2010-06-30-09-37-09 http://tja.or.th/books/123--11/1838-2010-06-30-09-37-09 เรื่อง :    อิทธิพลข่าวหนังสือพิมพ์กับการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นกรณีศึกษา : หุ้นบริษัท ปิคนิค คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)
ผู้ศึกษา :    นายสุภชัย ปกป้อง
กรรมการที่ปรึกษา :    นายปกป้อง  จันวิทย์
ปี : 2552

บทคัดย่อ


การศึกษาเรื่อง“อิทธิพลข่าวหนังสือพิมพ์กับการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นกรณีศึกษา:หุ้นบริษัท ปิคนิค คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรณีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับบริษัท ปิคนิค คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PICNI อันมีผลต่อความเคลื่อนไหวราคาหุ้นช่วงระหว่างปี 2546-2549 หลังปรากฏข่าวต่างๆของบริษัท ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์มากน้อยเพียงใด

จากการศึกษาเห็นได้ชัดว่าการนำเสนอข่าวดังกล่าว นับว่า อิทธิพลต่อราคาหุ้น PICNI เป็นอย่างมาก เห็นได้จากช่วงปี 2547 จนถึงต้นปี 2548 ข่าวที่ปรากฎเป็นเชิงบวกต่อบริษัท จนทำให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง ในทางตรงกันข้ามช่วงกลางปี 2548 จนถึงปลายปี 2549 ข่าวที่ปรากฎส่วนใหญ่เป็นเชิงลบ ทำให้ราคาหุ้น PICNI ปรับตัวลงอย่างรุนแรงเช่นกัน ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่าการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ มีอิทธิพลและเป็นส่วนชี้นำการตัดสินใจของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

จากการศึกษาจึงทำให้มีข้อเสนอแนะเบื้องต้นว่า การนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ จำเป็นต้องมีการเกาะติดข้อมูลอย่างใกล้ชิดทั้งก่อนและหลังตีพิมพ์ข่าว การเพิ่มสัดส่วนข่าวเชิงสอบสวนสืบสวน เพื่อเจาะลึกบางประเด็นสำคัญอันมีผลต่อนักลงทุน หลีกเลี่ยงความสัมพันธ์อันเกินเลยระหว่างผู้สื่อข่าว และแหล่งข่าว เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการโน้มเอียงหรือชี้นำข่าวเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ควรมีการพัฒนาความรู้เฉพาะทางให้ผู้สื่อข่าวให้มากยิ่งขึ้น เพื่อจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่เข้ามาหาผลประโยชน์อีกทางหนึ่ง

(ดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับที่นี้)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) งานวิจัยหลักสูตร บสก.1 Wed, 30 Jun 2010 09:34:19 +0000
ระบบและกลไกการรับผิดรับชอบของสื่อในยุคดิจิตัล Media Accountability System in the Digital Age-สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล http://tja.or.th/books/123--11/1837--media-accountability-system-in-the-digital-age--- http://tja.or.th/books/123--11/1837--media-accountability-system-in-the-digital-age--- เรื่อง : ระบบและกลไกการรับผิดรับชอบของสื่อในยุคดิจิตัล Media Accountability System in the Digital Age
ผู้ศึกษา :  สุดารัตน์  ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล
กรรมการที่ปรึกษา :    รศ.มาลี บุญศิริพันธ์
ปี : 2552

บทคัดย่อ


ปัจจุบันกระแสโลกาภิวัตน์ได้ไหลบ่าเข้ามาพร้อมๆระบบอุตสาหกรรมทุนนิยมและเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว  มีการนำสื่อใหม่ๆ เข้ามาใช้ในปริมณฑลสาธารณะมากขึ้น ระบบตลาดเข้ามามีอิทธิพลในกระบวนการผลิตสาร พร้อมทั้งบุคลากรอีกจำนวนมากที่เข้ามาเป็นผู้ผลิตสาร ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาความหมายทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปของสื่อมวลชนในยุคดิจิตัล ระบบและกลไกการรับผิดรับชอบทางสังคมของสื่อมวลชนในยุคดิจิตัล รวมทั้งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากมุมมองของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งระบบกลไกการรับผิดรับชอบทางสังคม  (Accountability System)  ในที่นี้หมายถึงแนวทางที่สื่อใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติงานเพื่อให้สื่อสามารถให้คำอธิบายและรับผิดรับชอบต่อสิ่งที่กระทำลงไปและส่งผลกระทบต่อสังคมได้

การดำเนินการวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยได้สัมภาษณ์แบบเจาะลึกนักวิชาชีพและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางสังคม จำนวน  59 คน พบว่าผู้ให้ข้อมูลทั้งหมดจะยังคงมองภาพสื่อมวลชนในลักษณะ “ต้นตำรับ” แต่ก็เปิดกว้างรับสื่อใหม่ๆ เข้ามาในปริมณฑลสื่อสารมวลชน อย่างไรก็ตามพบว่ามีช่องว่างระหว่างสื่อที่เป็นข่าวและสื่อที่ผลิตภัณฑ์ไม่ใช่ข่าวแบบทัศนะดั้งเดิมพอสมควร โดยสื่อประเภทข่าวเชื่อว่าทุกสื่อเป็นสื่อมวลชนเหมือนกัน และควรใช้มาตรฐานเดียวกัน ทั้งในประเด็นบทบาทหน้าที่ สิทธิ เสรีภาพและความรับผิดชอบ  และสื่อที่ผลิตภัณฑ์ไม่ใช่ข่าวแบบทัศนะดั้งเดิม ส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าตนเป็นสื่อมวลชนซึ่งก็ควรได้รับสิทธิ เสรีภาพตรงนี้ด้วย แต่ในแง่กระบวนการรับผิดรับชอบของสื่อภายใต้กรอบการรับผิดชอบสาธารณะ กรอบทางกฎหมาย กฎระเบียบ กรอบทางวิชาชีพ และ กรอบทางการตลาด  สื่อข่าวแบบดั้งเดิมที่มีประวัติความเป็นมายาวนานจะมีระบบและกลไกที่ชัดเจนมากกว่าสื่อเล็กๆ สื่อใหม่ หรือสื่อที่ไม่ได้นำเสนอข่าวในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งมีความเห็นว่าตนไม่ใช่สื่อมวลชนแท้ๆเป็นแค่สื่อกลาง กระบวนการในการผลิตสารจึงอาจไม่เข้มงวดนัก   สำหรับผู้มีส่วนได้เสียแสดงความคิดเห็นว่าสื่อทั้งระบบเก่าและใหม่เหมือนกันต้องอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน และเห็นว่าสื่อยังคงรับผิดชอบไม่เพียงพอ มีความเป็นมืออาชีพในบางส่วนเช่น เทคนิคและกระบวนการ ส่วนความสร้างสรรค์ของเนื้อหายังต้องปรับปรุง รวมทั้งกระบวนการตรวจสอบกันเองทั้งภายในองค์กรและผ่านสมาคมวิชาชีพยังขาดประสิทธิภาพ

ผู้วิจัยเห็นว่าสังคมสื่อมวลชนได้เปลี่ยนแปลงไป สื่อดิจิตัลและสื่อใหม่รูปแบบอื่นๆ ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้รับสารก็มีวิถีการบริโภคสื่อที่แตกต่างไปจากเดิม  การยอมรับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยการทำกระบวนการรับผิดรับชอบให้มีความเป็นมาตรฐานของวิชาชีพอย่างทั่วถึงทุกสื่อทุกประเภทเนื้อหาที่นำเสนอสู่ ปริมณฑลสาธารณะ ทั้งในระดับองค์กรและสมาคม/สภาวิชาชีพเป็นสิ่งที่จำเป็น

(ดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับได้ที่นี้)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) งานวิจัยหลักสูตร บสก.1 Wed, 30 Jun 2010 09:28:57 +0000