สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Home แนวปฏิบัติ และ กฏหมายสื่อ สงกรานต์-สงครามเสื้อแดง- ปากคำสื่อ - ความจริง - การคุกคาม

สงกรานต์-สงครามเสื้อแดง- ปากคำสื่อ - ความจริง - การคุกคาม

AddThis Social Bookmark Button

สงกรานต์-สงครามเสื้อแดง- ปากคำสื่อ - ความจริง - การคุกคาม

                พลันที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศการชุมนุมยืดเยื้อเป็นหนังยาวมวนเดียวจบ  พร้อมลั่นจะปิดบัญชีการชุมนุมครั้งนี้ ให้ได้ในวันที่ 8 เมษายน 2552 ต่อมความคิดก็กระตุกขึ้นมารวดเร็ว  พร้อมทั้งครุ่นคิดว่า “นักข่าว” ต้องทำงานหนักอีกแล้วหรือนี่

                ช่วงเหตุการณ์ชุมนุมระหว่าวันที่ 26 มีนาคม – 13 เมษายน 2552 “ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” ได้รวบรวมเหตุการณ์ที่เป็นการคุกคามสื่อแยกเป็นสองช่วง ช่วงแรกเป็นก่อนเทศกาลหยุดยาว 26 มีนาคม – 10 เมษายน  ซึ่งเป็นช่วงที่แกนนำระดมคนนับแสน และช่วงหลังวันที่ 10 เม.ย. – 14 เม.ย. หรือช่วง “แดงจลาจน”

               

เกิดเหตุหน้าบ้านป๋าเปรม

สัญญาณการคุกคามสื่อเกิดขึ้นในช่วงวันชุมนุมใหญ่ 8 เม.ย. คนเสื้อแดงปิดล้อมทำเนียบรับบาลเลื้อยไปถึงบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของการขับไล่ของคนเสื้อแดง

                สมโภช โตรักษา ผู้สื่อข่าสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เป็นนักข่าวคนแรกที่กลุ่มผู้ชุมนุ่มเปิดฉากการคุกคาม สมโภช เล่าข้อเท็จจริงว่า “ขณะนั้นเวลา 11.45 น. ผมได้สัมภาษณ์สด นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งได้สอบถามนายจตุพรถึงเรื่องแนวทางการชุมนุม  โดยมิได้มีการพูดถึงจำนวนผู้ชุมนุม ซึ่งตอนรายงานข่าวก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องจำนวนคนที่ร่วมชุมนุม ช่วงนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น นายจตุพร และผู้ชุมนุมยังเข้ามาจับไม้จับมือกับผมชื่นชมว่ารายงานข่าวดีตรงไปตรงมา .....แต่หลังจากนั้นไม่ทันถึง 5 นาที ได้มีกลุ่มเสื้อแดงอีกกลุ่มประมาณ 30 คนกรูเข้ามาล้อมที่รถทีมงานพร้อมต่อว่า ว่า รายงานข่าวได้อย่างไรมีผู้ชุมนุมไม่ถึงพันคน พร้อมกับปาขวดน้ำทำให้การ์ดเสื้อแดงเข้ามาช่วยเคลียร์ แต่ไม่สามารถเคลียร์ได้ การ์ดเห็นท่าไม่ดีจึงขอให้ผมและทีมงานออกจากพื้นที่ดังกล่าว และยังระบุว่าไม่แน่ใจว่าเป็นเสื้อแดงเทียม เข้ามาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่”

คล้อยหลังไม่ถึงชั่วโมงการเกิดเหตุกับนักข่าวช่อง 7 กลุ่มผู้ชุมนุมหลายร้อยคนได้กรูกันเข้าไปยังรถข่าวช่อง 3 อีก ครั้งนี้รถข่าวช่อง 3 ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมเจาะยางแบนราบทั้ง 3 คน วารุณี ซื่อสัตย์สกุลชัย นักข่าวภาคสนามช่อง3รายงานสดขณะนั้นลำดับเหตุการณ์ให้ฟัง “เหตุเกิดเมื่อเวลา 11 โมงกว่า ทีมข่าวได้ตั้งรถรายงานข่าวข้างวัดเทวราชกุลชร จู่ๆ ก็มีผู้ชายเสื้อสีแดงตะโกนใส่เราว่า รายงานข่าวให้ดีหน่อย  หลังจากนั้นก็มีผู้ชายอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาสมทบกับผู้ชายคนแรก และมาตะโกนอีกว่า เป็นนักข่าวต้องมีจรรยาบรรณ   เราก็ไม่ได้สนใจอีกเพราะช่วงนั้นต้องขึ้นรายงานข่าวแล้ว ซึ่งทางทีมงานฝ่ายข่าวของช่อง 3 ได้แนะนำว่าควรขึ้นไปรายงานข่าวบนหลังคารถดังเพลิงจะปลอดภัยกว่า จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้ทยอยกันมาเป็นจำนวนมากเข้ามาล้อมรถดังเพลิงที่ใช้รายงานข่าว และก็ใช้น้ำสาดขึ้นมาและหลังจากที่รายงานข่าวเสร็จได้ให้ช่างภาพบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ทั้งหมด  และถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาระงับเหตุก็ไม่สามารถดีขึ้นมา”

เธอยืนยันว่าไม่ได้รายงานข่าวบิดเบือนหรือผิดเพี้ยนโดยเฉพาะตัวเลขผู้ชุมนุม  จากแสนเป็นหมื่นคน  ทุกครั้งที่อ่านข่าวจะไม่พูดแบบนี้ ถ้าผู้ชุมนุมสงสัยก็ให้ไปเพลย์เทปตรวจสอบดูได้  แต่นี่เป็นการฟังจากเสียงลือแบบปากต่อปาก กรณีที่เกิดขึ้นเห็นได้ว่า  เป็นการคุกคามสื่อโดยกลุ่มมวลชนที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถรับรองความปลอดภัยได้  ซ้ำรายยังโยนให้เป็นเรื่องของกลุ่ม “เสื้อแดงเทียม”  ทุกครั้งโดยอ้างว่า แอบมาประปนชุมนุมสร้างความวุ่นวาย

การคุกคามสื่อถูกยกระดับขึ้นช่วงเหตุการณ์จลาจลกรุงเทพฯ การชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นภาพข่าวช็อคโลก สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกฝ่ายแม้แต่สื่อต่างชาติ สหภาพยุโรป รวมทั้งยักษ์ใหญ่สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาตำหนิการจลาจลของกลุ่มผู้ชุมนุม

ย้อนไปในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย.ไม่มีใครคาดคิดว่าเวทีการประชุมอาเซียนบวกคู่เจรจา ที่โรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จะจบลงด้วยการที่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง บุกเข้าไปในโรงแรมเพื่อยุติการประชุมของเหล่าบรรดาผู้นำอาเซียนได้อย่างง่ายดาย

 

อานุภาพข่าวลือ

                จีรพงศ์ ประเสริฐพลกรัง ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าข่าวอย่างเร่งด่วนให้ไปสมทบกับเพื่อนผู้สื่อข่าวที่เดินทางไปพัทยาก่อนหน้านี้ “ทันทีที่ผมไปถึงโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช ก็เห็นทหารตั้งกองกำลังอยู่หน้าโรงแรมที่ใช้จัดการประชุม ซึ่งผมไม่คิดว่าผู้ชุมนุมจะฝ่าด่านทหารเข้ามาในโรงแรมได้ เพราะผมคิดผิดเพราะเมื่อผมเข้าไปทักทายเพื่อผู้สื่อข่าวได้ไม่นาน เสียงกระจกก็แตกดังเพล้ง กลุ่มผู้ชุมนุมกรูกันเข้ามาภายในโรงแรมอย่างง่ายดายเหมือนไม่มีด่านทหารกั้น  และนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นถึงการทำงานของอานุภาพข่าวลือ ซึ่งก่อนที่ผู้ชุมนุมจะบุกเข้ามาในโรงแรมนายอริสมันต์ พงศ์เรื่องรอง แกนนำเสื้อแดงได้บุกเข้ามาขอใช้สถานที่ในการแถลงข่าว ระหว่างการแถลงได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงข้องนอกตระโกนปลุกเร้ากันตลอดว่า อริสมันต์ โดนจับตัวแล้ว พวกเราบุกเข้าไปเลย ผมได้ยินการปลุกเร้าในลักษณะเช่นนี้หลายครั้งที่สุดกลุ่มคนเสื้อแดงก็สามารถบุกเข้ามาในโรงแรมได้สำเร็จ ”

                เหตุการณ์ณืความรุนแรงไม่ได้ยุติแค่นั้น เช้าวันสงกรานต์ วันจันทร์ที่ 13 เม.ย. การชุมนุมกับเพิ่มอุหภูมิมากขึ้น แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีหน้าทำเนียบรัฐบาลปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมตอบโต้ สื่อมวลชน โดยให้เหตุผลว่าสื่อมวลชนบิดเบือนในการรายงานข่าวและประกาศไม่รับรองความปลอกภัยในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ ซึ่งถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ของสถานการณ์ก็ว่าได้

                การประกาศบนเวทีของแกนนำ ทำให้สื่อมวลชนที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่หลังเวทีใหญ่ทำเนียบรัฐบาลต้องถอยร่นออกมายังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยเนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเริ่มมีการโยนขวดน้ำขึ้นมาที่รถถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์บางช่องแล้ว ขณะที่ช่างภาพบางสำนักที่อยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า  ก็ถูกกระฉากกล้อง  ทำให้สื่อมวลชนและช่างภาพบางส่วน ต้องอพยพไปรวมตัวกันที่หน้ารัฐสภา

                ออรีสา อนันทะวัน ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นยอมรับว่าคำประกาศไม่รับรองความปลอดภัยของแกนนำที่ทำให้ผู้สื่อข่าวรายงานยากลำบากมากขึ้นอีก  และยืนยันว่า การทำข่าวกลุ่มคนเสื้อแดงที่ผ่านมา  ไม่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงตามที่กล่าวหา

 

จุดเปลี่ยน-แกนนำไม่รับรองความปลอดภัย

                เนริศา เนยเขียว ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเนชั่น อยู่ในสถานการณ์วิกฤติเช่นกัน เธอบอกว่า ขณะอยู่หลังเวทีของกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเป็นพื้นที่ที่จัดไว้ให้สื่อมวลชน  รับรู้ได้ทันทีถึงบรรยากาศไม่ปกติกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีท่าทีเกรี้ยวกราดกับสื่อมาก ซึ่งอาจเป็นผลต่อการที่แกนนำประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมทำร้ายสื่อมวลชน  เราเดินไปถามการ์ดหลังเวทีว่า “เราสามารถทำข่าวได้หรือไม่” แต่การ์ดของกลุ่มผู้ชุมนุมถามกลับด้วยน้ำเสียงดุดันว่าเรามาจากฉบับไหน  ก็ตอบกลับไปว่า “เรามาจากสำนักข่าวเนชั่น” การ์ดยิ่งเพิ่มเสียงดังพร้อมกับขู่ตะคอกเราว่า “ไม่ให้เข้า” แต่เมื่อบอกว่า มากับเพื่อนที่อยู่ไทยรัฐ การ์ดจึงยอมให้เข้า

                เธอบอกว่า ได้ตั้งคำถามยังนายจตุพร  พรหมพันธุ์ แกนนำผู้ชุมนุมว่าทำไมถึงปลุกระดมมวลชนให้ออกมาทำร้ายสื่อแบบนี้  ซึ่งนายจตุพร แก้ตัวกับสื่อไปว่าเข้าใจผิด  “การปฎิบัติของกลุ่มผู้ชุมนุมระหว่างสื่อไทย และสื่อต่างชาติแตกต่างกันอย่างลิบลับ พวกเราต้องทำข่าวด้วยความยากลำบากทั้งนำเสนอความจริงทุกแง่มุม เราต้องอยู่บนความหวาดระแวง ว่าจะมีผู้ชุมนุมเข้ามาทำร้ายเพราะการปลุกปั้นของแกนนำ  เราอยากบอกว่ายิ่งคุณทำร้ายและกีดกันสื่อมากเท่าไหร่ความจริงก็จะยิ่งโดยกีดกันมากเท่านั้น และในเมื่อคุณปิดกั้นการทำหน้าที่ของเรา ด้วยการปลุกระดมให้มวลชนทำร้ายสื่อมวลชนจนทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ กำแพงที่ถูกก่อขึ้นโดยแกนนำผู้ชุมนุมเองกับเป็นการปิดกั้นข่าวสารของผู้ชุมนุมที่ประชาชนควรได้รับทราบ  เมื่อเราเข้าไปในพื้นที่ไม่ได้จะมาบอกว่าพวกเราไม่นำเสนอข้อมูลที่เป็นความจริงไม่ได้  ” ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเนชั่นกล่าว

                นอกจากสื่อหนังสือพิมพ์ที่ได้รับผลกระทบต่อการทำหน้าที่ สื่อโทรทัศน์ก็เป็นเป้าหมายที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้จู่โจมเช่นกัน สาวลักษณ์  วัฒนสิน ผู้สื่อข่าวสายการเมืองทีวีไทย เล่าว่า ทันทีที่แกนนำประกาศทำร้าย สื่อ นักข่าวภาคสนามก็หารือกันทันทีว่า เราจะทำข่าว ณ สถานการณ์แบบนี้ได้ต่อไปอีกหรือไม่จนได้ข้อสรุปว่าควรถอยกำลังออกนอกพื้นที่ เพราะแกนนำไม่สามรถควบคุมความปลอดภัยได้ และก่อนหน้านี้ช่างภาพของทีวีหลายช่องก็โดยคุกคามด้วยการขอตรวจค้นร่างกาย เราในฐานะนักข่าวภาคสนามขอยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักจรรยาบรรณของเรา  เราเห็นอย่างไรก็รายงานอย่างนั้น

                ความรู้สึกของเสาวลักษณ์ คงไม่ต่างไปจากความรู้สึกของเพื่อนร่วมสังกัดเดียวกัน วีรยุทธ  วิริยะสัจจะกุล ผู้สื่อข่าวสายการเมืองทีวีไทยบอกว่า  ช่วงนั้นได้รับหน้าที่ตระเวนดูความรุนแรงในหลายพื้นที่ และทราบข่าวจากทางเอสเอ็มเอส ว่า แกนนำได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมทำร้ายสื่อมวลชน ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะการทำหน้าที่ต้องระมัดระวังตัวอยู่แล้ว

                “ผมตระเวนตั้งแต่แยกสามเหลี่ยมดินแดง ผ่านฟ้า แยกอุรุพงษ์ นางเลิ้ง แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อผมไปถึงแยกอุรุพงษ์ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ใส่เสื้อสีดำผูกผ้าพันคอสีแดง ตรงเข้ามาหาผม และช่างภาพพร้อมอาวุธครบมือ และชี้หน้ามาที่พวกผมบอกว่า นักข่าวใช่ไหมออกไปเลยไอ้พวกอคติเอนเอียง ” เขาประกาศไล่พวกผมและเดินเข้ามาหา ตอนนั้นเราตกใจมาก แต่ก็เอาตัวรอดได้ด้วยการตะโกนตอบกลับไปว่า “ผมเป็นสื่อต่างชาติ” ชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าวจึงได้ล่าถอยไป...

                ผมเข้าใจได้ว่าในสถานการณ์นั้นย่อมทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเครียด และอาจทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด ความจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนการทำหน้าที่ของตนเองเช่นกัน  สำหรับผมคิดว่าได้ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวภาคสนามตัวเล็ก ๆ อย่างสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

//////////////////////////

 

ข้อมูลจาก  จุลสารราชดำเนิน เล่มที่ 17

 
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2559

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน

 




จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 903 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists