สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Home ราชดำเนิน เสวนา ราชดำเนินสวนา “ทางออกจากวิกฤตการเมือง : สู่การเมืองและสังคมสันติสุข”

ราชดำเนินสวนา “ทางออกจากวิกฤตการเมือง : สู่การเมืองและสังคมสันติสุข”

อีเมล พิมพ์ PDF
AddThis Social Bookmark Button

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และสภาพัฒนาการเมือง จัดเวทีราชดำเนินสวนา “ทางออกจากวิกฤตการเมือง : สู่การเมืองและสังคมสันติสุข” ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วิทยากรในงานประกอบด้วย นายสุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง นักวิชาการอิสระ , นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการโครงการปริญญาโท คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

นายสุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ความไม่มีเสถียรภาพของระบบสังคมการเมืองไทยที่มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในระดับโครงสร้างส่วนลึก ซึ่งไม่ได้เกิดจากการพัฒนา “ธรรมวิทยาแห่งพลเมือง” หรือ “ศาสนาพลเมือง” ที่เหมาะสมกับรากฐาทางศาสนาและวัฒนธรรมของสังคมไทย เนื่องจากแนวคิดประชาธิปไตยมีที่มาจากรากเหง้าแนวคิดจากสิทธิเสรีภาพ ในขณะที่สังคมไทยไม่เข้าใจความหมายส่วนลึกในเรื่องของหน้าที่ความรับผิดชอบ ทำให้เกิดความเข้าใจแตกแยกรากฐานสังคมไทย เกิดการแบ่งฝักฝ่ายระหว่าง “ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ” และ “ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม”

“รากฐานทางศาสนาที่แตกต่างกันออกไปนั้นระหว่างตะวันตกกับประเทศไทย ทำให้สังคมไม่เข้าใจหน่วยงานที่มีพลังอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อไม่เกิดความเชื่อมโยงกับแนวคิดดังกล่าว ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจสิทธิเสรีภาพ เพียงแค่เป็นสิทธิที่จะทำอะไรก็ได้ตราบที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นจนผิดกฏหมาย นั่นคือสิ่งที่ทำให้คนเห็นแก่ตัว รูปแบบการเมืองจึงไม่เกิดคุณธรรม”

ด้านปัญหาในเชิงโครงสร้างของการเมืองไทย นายสุนัย กล่าวว่า คณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งตามแผนปรองดรองแห่งชาติทั้ง 5 ชุด ซึ่งใช้งบประมาณไปถึง 600 กว่าล้านบาท แม้จะประกอบไปด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับในฐานะคนกลาง แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาได้จริง เนื่องจากการแต่งตั้งเกิดขึ้นภายหลังการใช้กำลังทหาร และอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ย่อมทำให้ผู้คนอีกฝ่ายหนึ่งหวาดระแวงถึงความเป็นกลางของคณะกรรมการทั้ง 5 ชุด

นายสุนัย กล่าวต่อไปว่า ในเบื้องต้นต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในมาตรา 291 เพื่อเปิดช่องทางในการจัดตั้ง “สภาปฏิรูประบบสังคมการเมืองไทย” ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน เพื่อทำหน้าที่เป็นคนกลางในการรับฟังข้อเสนอจากคนไทยทุกฝ่าย เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมทั้งเปิดให้ลงประชามติเห็นชอบจากประชาชน เพื่อเป็นกรอบในการปฏิรูประบบสังคมการเมืองต่อไป

“โครงสร้างสมาชิกสภาปฏิรูปฯอาจมีจำนวน 200 คนที่มาจากการแบ่งกลุ่มจังดหวัดต่างๆเป็น 20 เขตเลือดตั้ง เพื่อลดอิทธิพลที่จะเข้ามาครอบงำในการเลือกตั้งของนักการเมือง โดยแบ่งเป็นเขตละ 10 คน แยกเป็นบัญชีรายชื่อแบบบุคคลที่มีภูมิลำเนาหรือทำงานในเขตเลือกตั้ง และบัญชีผู้สมัครประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งอาจให้หน่วยงานองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณะประโยชน์มากกว่าธุรกิจทำหน้าที่ในกระบวนการสรรหา”

นายสุนัย กล่าวอีกว่า นอกจากสมาชิกสภาปฏิรูปฯ จะทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วนั้น ต้องศึกษาวิจัยถึงแนวทางปฏิบัติต่างๆ เพื่อสร้างตัวชี้วัดการทำงานของพรรคการเมือง ทั้งนี้ต้องประกาศให้ประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อคอยกำกับการทำงานของนักการเมืองอีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องเข้าไปสนับสนุนให้เกิดโครงการนำร่องตามแนวนโยบายของรัฐที่เป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว เพื่อให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม อันจะทำให้นักการเมืองเกิดความสนใจที่จะนำสิ่งเหล่านี้ไปขยายเป็นผลงานของตนต่อไป

“ทั้งนี้ต้องสนับสนุนการสร้างกระบวนการเรียนรู้สำหรับประชาชนในการแก้ปัญหาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำไปสู่การปลูกฝังธรรมวิทยาแห่งพลเมือง เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วม

ใจของประชาชนในการสร้างวัฒนธรรมของประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน”

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หลังเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน ไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็นระบบที่มีคุณธรรมแต่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่กล่าวอ้างว่ามีการทุจริต ซื้อขายตำแหน่งที่อยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างจะเลวร้ายกว่าเก่า ขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่มองการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโครงสร้างมาจากการไม่เชื่อถือไม่ไว้วางใจประชาชน ทำให้เกิดปัญหามากมายโดยเฉพาะมาตราม 309 ที่ปกป้องคำสั่งของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ฉะนั้นการที่ยกร่างทั้งฉบับไม่ว่าจะเป็นการมอบหน้าที่ให้แก่รัฐสภาทำหน้าที่หรือสรรหานักวิชาการเข้ามาเหมือนในอดีต อาจส่งผลให้ประชาชนไม่เชื่อถือในกลุ่มคนเหล่านั้น เนื่องจากมีช่องว่างมากมายที่จะทำให้นักการเมืองเข้าไปแทรกแซงได้

“ในอดีตนักวิชาการมามีบทบาทเยอะ แต่เห็นชัดที่สุดคือเกิดจุดอัปยศในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และนักวิชาการที่พยายามปกป้องเนื้อหาบางส่วนมาโดยตลอด นั่นคือมาตรา 309 ที่ทำลายความเป็นกฏหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเกิดความกังวลว่า พรรคการเมืองจะพยายามเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการสรรหาเพื่อสร้างเครือข่ายของตนอยู่ในสภาร่างฯอีกหรือไม่”

นายพงศ์เทพ กล่าวอีกว่า แนวทางการจัดตั้ง “สภาปฏิรูประบบสังคมการเมืองไทย” นั้นมีประโยชน์ต่อสังคมไทย หากจัดวิธีการเลือกตั้งให้ดี จะได้รับความหลากหลายของนักการเมือง แต่ในจำนวนประชาชน 64 ล้านคนนั้น หากแบ่งเป็น 20 เขต จะเฉลี่ยประชากรได้เพียงเขตละ 3 ล้านกว่าคน ดังนั้นควรแบ่งเขตการเลือกตั้งเหลือเพียง 10 เขต ซึ่งจะทำให้แต่ละเขตนั้นครอบคลุมไปด้วยหลายจังหวัดมากขึ้น พร้อมนั้นให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตได้ไม่เกิน 5 คนหรือน้อยกว่านั้น เพื่อป้องกันการจับมือกันของผู้สมัครต่างๆ ทั้งนี้สมาชิกปฏิรูปฯ ควรมีหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่ต้องทำหน้าที่อื่น โดยในแรกเริ่มต้องรับฟังความคิดเห็นของรัฐสภา เพื่อหาจุดติติงในมุมมองของฝ่ายการเมือง แต่การแก้ไขหรือไม่นั้นก็ยังเป็นอำนาจเด็ดขาดของตนเองอยู่ หลังจากนั้นจึงเสนอไปทำประชามติ เพื่อสร้างการยอมรับในระดับสังคมต่อไป

ขณะที่ ผศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการโครงการปริญญาโท คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาเกี่ยวโยง เป็นมิติที่แคบและเป็นอันตรายอย่างมาก เนื่องจากเหตุที่เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเกิดจากกระแสทุนนิยม หรือทุนสามานที่เข้ามาสกัดกั้น ดึงกิเลสของผู้คนให้อยู่เหนือความมีเหตุมีผล ขณะเดียวกัน แนวทางเรื่องระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง ทุนเลือกตั้งต่ำ เพื่อแก้ปัญหาซื้อสิทธิ์ขายเสียง จะต้องคำนึงถึงระบบอุปถัมภ์ การแบ่งฝักฝ่ายภายในพรรคการเมืองซึ่งมีความซับซ้อนด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า พรรคการเมืองถูกชี้นำโดยหัวหน้าพรรค การเลือกตั้งยังมีระบบหัวคะแนน และกระบวนการซื้อเสียง ฉะนั้น พรรคการเมืองเข้มแข็ง จึงไม่ได้เป็นหลักประกันว่า การเมืองจะบริสุทธิ์ยุติธรรม

สำหรับปมความขัดแย้งทางการเมืองไทย ผศ.ดร.พิชาย กล่าวว่า มีด้วยกัน 2 ระดับ คือ ระดับการเมืองภายในพรรคการเมือง (Party politic) และระดับการเมืองในเชิงสังคม (Social politic) ซึ่งความขัดแย้งระดับการเมืองภายในพรรคการเมืองนั้น เป็นความขัดแย้งที่มีลักษณะเปิดเผย โดยคู่ขัดแย้งหลักคือ นักการเมืองกับชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ซึ่งปมปัญหาหนึ่งคือ ความชอบธรรมในการได้มาซึ่งอำนาจ เนื่องจากระบบเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม อีกทั้งไม่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน แต่กลับเป็นการเลือกตั้งที่กุมสภาพทางความคิด โดยใช้การซื้อเสียงและอุปถัมภ์เป็นหลัก ในที่สุด ประเทศไทยจึงเกิดวิกฤตการณ์เลือกตั้งและการได้มีซึ่งอำนาจ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 กระทั่งปัจจุบัน

“อีกประการหนึ่ง นักการเมืองที่เป็นตัวแทน จำกัดเฉพาะแวดวงนายทุน ไม่ปรากฏตัวแทนจากคนกลุ่มอื่น อาทิ ผู้พิการ กลุ่มสตรี กลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ กระทั่งกลายเป็นวิกฤตตัวแทน กอปรกับ วิถีคิดและวิถีปฏิบัติในการใช้อำนาจ สะท้อนว่า การเมืองกลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจ อีกทั้งวิถีปฏิบัติที่ไม่มีความยุติธรรม การมีอภิสิทธิ์ รวมทั้งการละเมิดสิทธิ์มนุษย์ ประการสำคัญ รูปแบบการเมืองภายในพรรคการเมือง มีการสถาปนาระบบการเมืองแบบ ‘เจ้าเมือง’ แห่งยุคโลกาภิวัติน์ กล่าวคือ พ่อเป็นนักการเมือง ต่อไปก็ลูก ภรรยา ญาติพี่น้อง เหมือนกันเจ้าเมืองสมัยอดีต

ส่วนระดับการเมืองในเชิงสังคม (Social politic) นั้น ผศ.ดร.พิชาย กล่าวว่า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มความคิดประชาธิปไตยใหม่ และกลุ่มความคิดประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สำหรับกลุ่มที่ความคิดประชาธิปไตยใหม่ มองว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตย ทางกลุ่มจึงกำหนดยุทธศาสตร์และวิธีการเคลื่อนไหวเป็น 2 ระยะ โดยระยะเริ่มต้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นไปเพื่อปรับลดบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ให้กลายเป็นสถาบันแบบสามัญ โดยมีข้อเสนอให้แก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตรวจสอบโครงการพระราชดำริ อีกทั้งยังเคลื่อนไหวปล่อยข่าวลือ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนเป้าหมายระยะยาว เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบ democracy with King เป็น democracy without King

 

ผศ.ดร.พิชาย กล่าวถึงข้อเสนอในการปฏิรูปการเมืองในเชิงสังคมว่า ควรแก้ไขให้การได้อำนาจเป็นไปอย่างชอบธรรม โดยมีระบบการเลือกตั้งทางเลือกเพิ่มขึ้น จากแบบเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อขยายฐานออกไป เพื่อให้ตัวแทนของประชาชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งกำหนดให้มีตัวแทนกลุ่มเชื้อชาติ กลุ่มอาชีพ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ลดทอนอิทธิพลระบบอุปถัมภ์และอำนาจเงิน

“นอกจากนี้ ควรจัดตั้งกลไกเชิงสถาบัน เพื่อขจัดความขัดแย้งที่เกิดจากการใช้อำนาจบริหาร สร้างกลไกตรวจสอบภาคประชาชน โดยให้ประชาชนสามารถฟ้อง นักการเมืองที่ทุจริตเลือกตั้งต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้โดยตรง เพื่อให้การตรวจสอบภาคประชาชนดำเนินการได้อย่างเข้มข้น ประการสำคัญ ควรสร้างวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยให้แพร่กระจายไปสู่ประชาชน เพื่อผ่านกลไกการเคลื่อนไหวทางสังคม”

ด้านผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่ามีความเห็นสอดคล้องกับทางออกในการสร้างวัฒนธรรมพลเมือง การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แก้ปัญหาความแตกต่างทางการเมือง และการใช้วิถีประชาในการแก้ปัญหา แต่โดยรวมเห็นว่าเอกสารมีการลงรายละเอียดค่อนข้างมาก ซึ่งอาจมีผลให้เกิดการถกเถียงกันในหลายฝ่ายได้

ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า การเมืองในปัจจุบันกำลังอยู่ในวงจรความรุนแรงที่แม้เหตุการณ์ปฏิวัติ รัฐประหารและการนองเลือดจะจบลงแล้ว แต่เป็นเพียงการจบแบบชั่วคราว เพราะยังไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง หากลองวิเคราะห์ปัญหาในส่วนของรากฐาน ที่เป็นวัฒนธรรม เป็นพลังของสังคม จะพบว่าประเทศไทยยังขาดการสร้าง ศาสนาพลเมือง (civic religion) ทำให้ระบบสังคมการเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจากที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้แก้จากฐานราก

“การไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากฐานรากทำให้ระบอบการปกครองพัง คนคำนึงถึงแต่สิทธิเสรีภาพ โดยไม่รับเอาความรับผิดชอบมาด้วย เมื่อไม่คำนึงถึงผู้อื่นก็จะเกิดความขัดแย้ง จึงเห็นด้วยอย่างเต็มที่ในการสร้าง ‘วัฒนธรรมพลเมือง’ ที่เป็นประเด็นสำคัญในการตอบโจทย์ปัญหา โดยใช้การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ศึกษาบทเรียนจากอเมริกา และเยอรมันที่ผ่านพ้นปัญหามาได้ด้วยการสร้างศาสนาพลเมือง”

ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเสนอในการร่างกฎหมายฉบับใหม่เป็นเรื่องที่เห็นด้วย เพราะจะสามารถแก้ปัญหาความเห็นต่างด้านข้อเสนอในร่างรัฐธรรมนูญจากหลายสี หลายฝ่าย ทั้งนี้แผนการทำงานของคณะกรรมการปรองดองทั้ง 5 ชุดที่รัฐบาลตั้งขึ้นท่ามกลางความขัดแย้ง ก็ไม่เป็นที่ยอมรับจากฝ่ายต่างๆ และชี้ให้เห็นว่าไม่มีกำลังเพียงพอที่จะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาได้

ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวอีกว่า แต่เดิมการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์การเมืองกับคุณธรรมเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้แยกออกเป็นสองขั้ว คือกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยมากกว่า กับกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับคุณธรรมมากกว่า อย่างที่เกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน อีกทั้งการตัดสินปัญหาโดยใช้กำลังที่จบลงด้วยการที่ใครมีกำลังมากกว่าเป็นผู้ชนะนั้น จะทำให้สังคมไปต่อไม่ได้ และขัดต่อรากฐานของประชาธิปไตยที่เน้นความเสมอภาคในวิถีประชา

ทั้งนี้ยังเสนอด้วยว่า จากนี้ไปประเทศไทย จะต้องใช้วิถีทางประชาธิปไตยที่ทุกคนเสมอภาค และเคารพสิทธิของระบอบประชาธิปไตย เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทย เพราะถ้าใช้แนวทางอื่นจะทำให้สถานการณ์หนักไปกว่าเดิม

“ในคำถามเดียวกันอาจมีคำตอบที่หลากหลาย ฉะนั้นจึงไม่ควรด่วนตัดสินว่าคนอื่นผิด และตนเองถูก นี่คือสิ่งที่เรียกว่าพลเมือง ในวิถีประชาธิปไตย เพราะการขาดฐานรากตรงนี้ ทำให้เกิดความล้มเหลว ฆ่ากันไม่เลือก แท้จริงสังคมสามารถเห็นต่างได้ ทะเลาะได้ แต่ต้องอยู่ในกติกา และคำนึงว่าอยู่ในประเทศเดียวกัน”

 
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2559

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน

 




จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 1467 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists