สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Home ราชดำเนิน เสวนา ราชดำเนินเสวนา "ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปความเป็นธรรมในสังคมไทย?" อาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2554

ราชดำเนินเสวนา "ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปความเป็นธรรมในสังคมไทย?" อาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2554

อีเมล พิมพ์ PDF
AddThis Social Bookmark Button

 

นักวิชาการชี้ “ปฏิรูปที่ดิน” จำกัดถือครอง 50 ไร่แค่วางตุ๊กตา แนะทางแก้เปิดข้อมูลที่ดิน-เก็บภาษีเพิ่ม เสนอรัฐหนุนเก็บภาษีมรดก “สาทิตย์”  เผยอีก 2 สัปดาห์ครม.เตรียมปฏิรูปที่ดินอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2554  ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ประเทศไทย  ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา แนวคิดโครงการร่วมปฏิรูปประเทศไทย  หัวข้อ “ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปความเป็นธรรมในสังคมไทย” โดยมีนายสาทิตย์  วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ผศ.ดร.อภิชาติ  สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศสตร์ , คุณเพิ่มศักดิ์  มกราภิรมย์ กรรมการปฏิรูป และคุณพงษ์ทิพย์  สำราญจิตต์ ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เป็นวิทยากร

โดยนายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการปฏิรูป กล่าวว่า เมื่อคนชนบทแห่เข้าเมือง เหตุชุมชนล่มสลายหลายคนก็หนีเข้าป่า ตอนนี้มีข้อมูลว่ามีประชาชนที่อยู่ในเขตป่าอยู่อย่างไม่ชอบกฎหมายประมาณ 1 ล้านครัวเรือน เพราะเขาไม่มีที่ดินทำกิน แม้รัฐบาลจะตอบรับข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินแล้ว แต่ก็เห็นได้ว่ามีบางข้อที่ยังไม่ได้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหานี้ต้องกระจายการถือครองที่ดิน เพราะมีการกระจุก จึงจำเป็นต้องกระจายด้วยการใช้มาตรการทางทางภาษีในอัตราสูง ให้สังคมร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปที่ดิน ทั้งฝ่ายการเมือง พรรคการเมืองและฝ่ายวิชาการ

“พรรคการเมืองต้องรับลูก เนื่องจากปัญหานี้ต้องแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป 5-6 ฉบับ หากพรรคการเมืองไม่รับจะปฏิรูปไม่สำเร็จ อีกทั้งพรรคการเมืองผันเปลี่ยนกันไป ส่วนนักวิชาการจำเป็นต้องออกมาแสดงความเห็น เพื่อนำข้อมูลวิชาการหารือ เพื่อใช้ข้อมูลขับเคลื่อนร่วมกัน สิ่งแรกที่สามารถทำได้ 100% คือ การเปิดเผยข้อมูล ซึ่งรัฐบาลมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คนที่เปิดเผยข้อมูลการถือครองที่ดินมีนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว  ไม่จำเป็นต้องทำข้อมูลใหม่แต่สามารถเปิดเผยได้ด้วยการใช้รัฐธรรมนูญ เพราะการเปิดเผยข้อมูลเรื่องที่ดินถือเป็นเรื่องสาธารณะ ไม่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนอีกทางหนึ่งสามารถทำได้ด้วยการแก้ไขพรบ.ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกิดขึ้น”กรรมการปฏิรูปรายนี้ กล่าว

นายเพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากการศึกษาข้อมูลการปฏิรูปที่ดินหลายประเทศและจากประสบการณ์เรื่องที่ดินในเมืองไทยเห็นได้ชัดว่า ปัญหาเรื่องที่ดินเกิดขึ้นจากกลไกตลาดการซื้อขายที่ดินมีความเสรี ทำให้เกิดปรากฎการณ์ใครมีเงินมากก็ซื้อที่ดินมาก โดยพบว่าหลังพ.ศ. 2540 มีที่ดินเกือบ 40 ล้านไร่กลายเป็นที่ดินเน่าเอ็นพีแอลและเอ็นพีเอ เมื่อกลไกตลาดบิดเบือนก็จึงไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น วิธีแก้ไขต้องแทรกแซงกลไกตลาดให้ทำงานอยู่ในระดับที่รับใช้สังคม ด้วยการกระจายที่ดินออกมาให้ได้  ใช้มาตรการทางภาษีก้าวหน้าในอัตราสูง เพื่อให้ผู้ที่ซื้อที่ดินเก็บไว้เก็งกำไร ปล่อยที่ดินออกมา

“ขณะนี้มีข้อมูลว่าเมื่อปี 2543 มีที่ดินหลายล้านไร่ ถูกปล่อยให้ทิ้งร้างถึง 47 ล้านไร่ แต่เมื่อปี 2550 ราคาข้าวดีดตัวสูงขึ้นจึงเกิดปรากฎการณ์คนแห่กลับไปสู่ภาคเกษตรทำให้เกิดการเช่าที่ดินเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ราคาเช่าที่ดินไร่ละประมาณ 500-1,000 บาทต่อไร่ แต่ตอนนี้สูงขึ้นถึงไร่ละ 1,500-2,000 บาทหรือร้อยละ 35-40 ของต้นทุนของการทำนา เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วที่ประเทศเกาหลีใต้และไต้หวัน ต้องทำให้ภาษีที่ดินสูงในอัตราก้าวหน้าเพื่อให้การปฏิรูปที่ดินเกิดขึ้น ถ้าทำได้ผลอย่างน้อยเกษตรกรกว่า 2 ล้านครัวเรือนก็จะได้รับการดูแล เรื่องนี้อยากให้พรรคการเมืองรับลูก เพราะเขาถือเป็นฐานใหญ่ของคะแนนของพรรคการเมือง สำหรับข้อเสนอในการจำกัดการถือครองที่ดิน 50 ไร่นั้นถือเป็นเพียงเกณฑ์ที่วางไว้เท่านั้น แต่เรายังยืนยันว่าหากใครอยากจะถือครองมากกว่านี้ก็ได้ แต่ต้องเสียภาษีอัตราก้าวหน้า”นายเพิ่มศักดิ์ กล่าว

ผศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรมัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้น คือ การกระจุกตัวของที่ดิน โดยเจ้าของส่วนใหญ่จะเป็นนายทุนและนักการเมืองไม่ใช่เกษตรกรที่ใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร   เช่น เจ้าพ่อธุรกิจน้ำเมาคนหนึ่งได้กว้านซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่จำนวนมาก เพื่อเก็บไว้ใช้ทำอะไร ไม่มีใครรู้ ความจริงเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้ จากข้อเท็จจริงอีกส่วนหนึ่งคือภาคเกษตรกรรม ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2533 ถึง 2552 มีปัญหาพบว่าแรงงานภาค เกษตร หนุ่มสาวอายุ 15-34 ปีลดลงถึง  4.1 ล้านคน ทำให้ขาดแคลนแรงงานหนุ่มสาวเกษตรเป็นอย่างมาก จนต้องนำเทคโนโลยีด้านการผลิตมาใช้เป็นจำนวนมาก

ผศ.ดร.อภิชาติกล่าวอีกว่า  ตนได้จัดแบ่งเกษตรกรออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มเกษตรมืออาชีพที่สามารถตามการเปลี่ยนแปลงตลาดในภาคการเกษตรได้ซึ่งมีจำนวนประมาณ 5-6 แสนคนและถือครองที่ดินมากกว่า 40 ไร่ และกลุ่มเกษตรพอเพียงซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ทำการเกษตรเพื่อการเลี้ยงชีพ ตนเป็นห่วงเกษตรกรกลุ่มนี้เพราะส่วนใหญ่อยู่ในครอบครัวแหว่งมีบุตรหลานไปทำงานในเมืองและส่งเงินกลับมาให้ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงชีพตนเอง คนเหล่านี้ส่วนมากเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะยากจนและมีแหล่งราย 80 % นอกเหนือจากการผลิตการเกษตร ดังนั้นหากต้องการปฏิรูปคนจนในภาคการเกษตรส่วนนี้เราต้องทำให้เขามีอำนาจในการต่อรองในตลาดด้านการเกษตรมากขึ้น เราต้องสนับสนุนในเรื่องการศึกษาและการให้ความรู้กับกลุ่มคนเหล่านี้ให้มาก เพราะตนเชื่อว่าหากเราจัดสรรที่ดินให้แรงงานภาคการเกษตรที่เป็นผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะไม่นำไปผลิตการเกษตรเพิ่มแต่จะเอาไปปล่อยเช่ามากกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องผลักดันให้เกิดเรื่องสวัสดิการสังคมให้กับคนจน

“ผมเสนอทางออกเรื่องการกระจายที่ดินคือต้องเร่งปฏิรูปให้เกิดการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า แทนที่จะทำการเก็บอัตราภาษีเป็นไร่ ควรมีการเปลี่ยนรูปแบบในการจัดเก็บภาษีเป็นมูลค่าโดยนำที่ดินทุกส่วนออกมาตีมูลค่าใหม่ให้หมด เช่นหากเป็นที่ดินที่ทำกินหรือทำการเกษตรควรเก็บในราคาเท่านี้ หรือที่ดินที่เก็บไว้ไม่ได้ใช่ประโยชน์ หรือที่ดินที่นายทุนหรือนิติบุคคลซื้อไว้เก็งกำไรเราต้องตีความเรื่องนี้ให้ใหม่หมดเพราะที่ดินในภาคชนบทกับที่ดินในเมืองต่างกัน หากเราทำตรงนี้ได้จริงจะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล และในส่วนของภาษีมรดกเราก็ต้องทำการจัดเก็บเพราะภาษีที่ดินเหล่านี้จะทำให้ต้นทุนในการถือครองที่ดินสูงขึ้นการแทรกแซงตลาดด้วยราคาภาษีจะทำให้เกิดการกระจายที่ดินออกมาอย่างแน่นอน”นายอภิชาติกล่าว

ด้าน น.ส.พงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์ ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ก่อนที่รัฐจะทำการปฏิรูปที่ดินให้เกิดอย่างแท้จริงรัฐต้องทำการปฏิรูปเรื่องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทยก่อนเพราะปัจจุบันนี้มีเกษตรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นถูกละเมิดสิทธิเป็นจำนวนมาก เพราะหากเราพูดเรื่องปฏิรูปที่ดินพูดเรื่องช่วยเหลือชาวบ้านและคนยากจน แต่ยังมีชาวบ้านและคนยากจนจำนวนมากถูกจับกุมคุมขังอยู่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง รัฐต้องปลดล็อคเรื่องคดีความให้กับชาวบ้านทั้ง 3 ส่วนคือคดีความที่อยู่ในชั้นอัยการ ชั้นศาล และอยู่ในขั้นตอนของการบังคับคดี รัฐบาลต้องมีนโยบายในการยุติและชะลอการดำเนินคดีไว้ก่อน เพราะถ้าจะสงบศึกแต่ไม่ยุติข้อบาดหมางการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมก็ไม่ก่อเกิด  ทั้งนี้ในส่วนของเรื่องการจำกัดการถือครองที่ดินเป็นนโยบายที่รัฐบาลจะต้องรับไว้โดยเฉพาะในเรื่องภาษีอัตราก้าวหน้าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องศึกษาร่วมกัน เราควรมีสถาบันวิจัยที่ทำการวิจัยในเรื่องภาษีอัตราก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและศึกษาอย่างแท้จริงว่าควรจะมีการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าจำนวนเท่าไหร่ถึงจะทำให้กลุ่มนายทุนที่ถือครองที่ดินจำนวนมากคายที่ดินเหล่านั้นออกมา

 “รัฐต้องกล้าผลักดันเรื่องภาษีอัตราก้าวหน้าเพราะปัจจุบันการจัดเก็บภาษีที่ดินเหล่านี้ไม่ได้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง  รัฐควรปรับเปลี่ยนโครงสร้างในการดูแลในเรื่องที่ดินใหม่โดยต้องกล้ากระจายอำนาจในการจัดการทรัพยากรลงสู่ท้องถิ่น และต้องสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่สามารถสร้างอำนาจต่อรองในการปฏิรูปที่ดินได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโฉนดชุมชน เรื่องธนาคารที่ดิน และการยกร่างพระราชบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวกับที่ดินที่รัฐจะดำเนินการนั้นภาคประชาชนต้องการเข้ามาเป็นส่วนร่วมในการจัดการโดยต้องมีตัวแทนของภาคประชาชนเข้าไปร่วมยกร่างด้วยเพราะทั้งหมดเป็นผลประโยชน์ของประชาชน” ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยกล่าว

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปฏิรูปที่ดินไม่ใช่เรื่องใหม่หากมองย้อนไปดูมติ ครม.ก็พบว่ามีการพูดคุยกันมานาน โดยเฉพาะเรื่องธนาคารที่ดิน เคยพูดตั้งแต่พ.ศ. 2525  ส่วนกฎหมายที่ดินคุยกันมาตั้งแต่พ.ศ. 2518 และมีกฎหมายอื่นๆ อีกมากที่พูดถึงการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตนเห็นงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การครอบครองที่ดิน มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่มีข้อมูลที่น่าตกใจว่า การถือครองที่ดินทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังประกอบกับพบว่ามีคนไร้ที่ดินทำกิน คนล้มละลาย โดยเป็นการบุกรุกที่ดินของรัฐอีกจำนวนมากเช่นกัน ดังนั้นหากจะพูดเรื่องปฏิรูปที่ดินควรพูดให้ครอบคลุมทั้งสองประเด็นนี้

มีข้อมูลอีกว่าที่ดินของรัฐกว่าหลายสิบล้านไร่ถูกบุกรุก โดยการบุกรุกมี 2 แบบ คือ การบุกรุกครอบครองและรัฐประกาศทับที่ดิน แต่พบว่าจำนวนที่รัฐประกาศทับที่ดินทำกินมีจำนวนที่น้อยกว่า  ดังนั้นการปฏิรูปที่ดินจะต้องดูว่า มีจำนวนเกษตรกรที่ยากจนและไร้ที่ดินกินอยู่จำนวนกี่ราย และเกษตรกรที่บุกรุกที่ดินของรัฐจำนวนกี่รายแล้วบุกรุกเพื่ออะไร หากเป็นคนยากจนจริงๆ เราคงต้องหาวิธีช่วยเหลือให้เขามีที่ดินทำกิน อาจจะอยู่ในรูปแบบของโฉนดชุมชนที่ตอนนี้ยอมรับว่ามีปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่สามารถให้โฉนดชุมชนมีกรรมสิทธิ์ได้”นายสาทิตย์ กล่าว

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขณะมีคนขอโฉนดชุมชนทั่วประเทศ 195 ชุมชน 36 จังหวัด หรือ 1.4 หมื่นคน โดยอนุมัติไปแล้ว 35 แปลง ได้ส่งมอบแล้ว 2 แปลง ส่วนอีก 33 แปลงนั้นยอมรับว่าปัญหาข้อกฎหมายจากหลายหน่วยงานที่จำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพื่อออกกฎกระทรวงที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน สำหรับคืบหน้าเรื่องธนาคารที่ดินนั้นขณะนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อในการตั้งคณะกรรมการชั่วคราว  ซึ่งจะนำที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และให้ประชาชนขึ้นทะเบียนการไร้ที่ดินทำกินไว้ แล้วจากนั้นจะทำการพิสูจน์สิทธิต่อไปว่าไร้ที่ดินทำกินและยากจนจริงหรือไม่

“สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนในเรื่องการปฏิรูปที่ดิน คือ การผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตอนนี้เรื่องยังค้างอยู่ที่กฤษฎีกา หากดูตามปฏิทินการเมืองก็คงไม่สามารถประกาศใช้ได้รัฐบาลนี้ เพราะสัปดาห์หน้าก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจและเปิดสภากลับเข้ามาก็คงจะพิจารณาไม่ทัน เนื่องจากนายกฯ บอกว่าจะมีการยุบสภาต้นเดือนมิ.ย.ก็จะยุบสภา อย่างไรก็ตามเรายืนยันว่าเรื่องนี้จะเป็นนโยบายหนึ่งในการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์และหากกลับมาเป็นรัฐบาลอีกก็จะทำ ถึงแม้ว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคนครอบครองที่ดินจำนวนมาก แต่ไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้ ความยากอยู่ที่เราต้องมีคำตอบและวิธีการที่สร้างความเป็นธรรมต่อพวกเขาเช่นเดียวกัน”นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตยื กล่าวตอนท้ายว่า ทั้งนี้รัฐบาลมีความข้องใจต่อข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปเรื่องการถือครองที่ดิน 50 ไร่และเคยทำหนังสือไปสอบถามก่อนหน้านี้ว่า นิติบุคคลจะสามารถถือครองได้หรือไม่ ซึ่งคปร.ก็ตอบกลับมา ถ้าหากคปร.ยืนยันว่านิติบุคคลสามารถถือครองได้ แต่ถ้าเห็นว่ามาตรการนี้ต้องดำเนินด้วยอัตราภาษีก็ถือว่าแนวคิดรัฐบาลกับแนวคิดคปร.ตรงกัน

“คาดว่าในครม.จะมีพิจารณาเรื่องนี้ในอีก 2 สัปดาห์ เรื่องนี้จะมีการเสนอควบคู่ไปกับการเสนอให้เปิดข้อมูล ต้องดูว่ากระทบข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ ข้อมูลการถือครองได้พูดคุยกันว่าชื่อผู้ถือครองที่ดินจะถูกตีความว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องถกเถียงกันพอสมควร รัฐบาลชุดนี้มองว่าการเปิดเผยข้อมูลก็เป็นเรื่องสำคัญและการปฏิรูปที่ดินก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องมองถึงการพัฒนาประเทศในระยะยาวด้วย  เพราะผมลงพื้นที่ที่จ.อยุธยาก็พบข้อมูลจากชาวบ้านว่า นายทุนจากประเทศตะวันออกกลางก็ใช้วิธีการเช่าที่ดินของชาวบ้าน ดังนั้นเราคงต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน”นายสาทิตย์ กล่าว

 

 

 
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2559

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน

 




จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 738 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists