สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Home ราชดำเนิน เสวนา ข่าวราชดำเนินเสวนา “สิทธิการตายอย่างสงบ” ทางเลือกอันชอบธรรมของผู้ป่วย? วันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2554

ข่าวราชดำเนินเสวนา “สิทธิการตายอย่างสงบ” ทางเลือกอันชอบธรรมของผู้ป่วย? วันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2554

อีเมล พิมพ์ PDF
AddThis Social Bookmark Button

 “สิทธิการตายอย่างสงบ” ทางเลือกอันชอบธรรมของผู้ป่วย?

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2554  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา เครือข่ายพุทธิกา และศูนย์กฏหมายสุขภาพและจริยศาสตร์  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา เรื่อง “สิทธิการตายอย่างสงบ” ทางเลือกอันชอบธรรมของผู้ป่วย ?  ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ

สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ว่าด้วยสิทธิการตาย ซึ่งมีกฎกระทรวงออกมารองรับโดย “กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ. 2550” ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข และองค์กรดูแลกำกับด้านวิชาชีพ ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน  

นายแพทย์เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ  ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า เห็นด้วยกับหลักการของมาตตรา 12 ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบ แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางปฏิบัติที่ระบุไว้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการยุติการรักษา และปล่อยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบอยู่แล้ว หากญาติและหมอเห็นตรงกัน โดยไม่มีกฎหมายมาควบคุม แต่กฎหมายฉบับนี้จะเป็นการออกแบบการตายให้เร็วขึ้นตามเอกสารหนึ่งใบ และผลักภาระความรับผิดชอบมาให้แพทย์

“กฎกระทรวงกำหนดให้ แพทย์มีหน้าที่อธิบายให้ญาติผู้ป่วยเข้าใจ และอำนวยความสะดวกให้ตามความต้องการของญาติผู้ป่วย คำถามคือ ต้องอำนวยความสะดวกแค่ไหน? ที่ผ่านมามีปัญหาอะไร จึงต้องมีการระบุออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร? และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหนังสือแสดงเจตนารมณ์ เป็นฉบับที่แท้จริง ระหว่างรอหนังสือ แพทย์ดำเนินการอย่างไรได้บ้าง”

นายแพทย์เมธี กล่าว และแสดงความกังวลว่า คนไข้เมืองไทยมีวุฒิภาวะพอหรือยัง ที่จะตัดสินว่าตนเองควรยุติรักษา และการรักษาควรจะแค่ไหนถึงจะพอดี รวมทั้งการระบุข้อความต่างๆ ในหนังสือแสดงเจตนา ยังไม่มีความชัดเจน เช่น ถ้าระบุว่าไม่เจาะคอ แต่จะใส่ท่อได้หรือไม่? เพราะไม่ได้ระบุไว้  และยืนยันว่า ไม่ได้ขัดข้องที่คนไข้จะใช้สิทธิ แต่เป็นห่วงว่า วิธีการดังกล่าว จะทำให้เกิดปัญหาในการทำงานของหมอ

“กฎกระทรวงระบุว่า ถ้าไม่พอใจให้เปลี่ยนแพทย์ได้ หรือย้ายโรงพยาบาลได้ ถ้าญาติไม่พอใจมีสิทธิปฏิเสธการรักษา  ปฏิเสธค่าใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหามากในโรงพยาบาลเอกชน สช. สั่งให้แพทย์หรือ พยาบาล ถอดถอนรักษาพยาบาลได้ เช่นการถอดท่อ หรือ การปิดเครื่องช่วยหายใจ แต่ที่ผ่านมาญาติผู้ป่วยก็ไม่กล้าทำ แล้วหมอจะทำได้อย่างไร โดยเฉพาะหากเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เมื่อผู้ป่วยยังไม่ถึงวาระที่จะตาย”

ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา ยังกล่าวว่าไม่ได้กลัวการฟ้องร้อง แต่กลัวบาปที่ติดตัว และมองว่าไม่จำเป็นต้องทำตามคนไข้ทุกอย่าง ถ้าขัดกับมโนสำนึกของแพทย์ เพราะจะมีปัญหาตามมา คือ มีผู้ป่วยตายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตายโดยไม่สมควรตาย หรือญาติอยากให้ตายเพราะสิ้นสุดภาระการดูแล และประกันชีวิต จะยอมหรือไม่ ทางแพทยสภา จึงขอให้ระงับกฎหมายฉบับนี้ และหาทางออกร่วมกัน

ด้าน ศ.นพ. วิฑูรย์  อึ๊งประพันธ์ ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ กล่าวว่า หลักการของ “หนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Living will)” ไม่ใช่พินัยกรรม แต่เป็น ‘คำสั่ง’ หรือ “การแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า” ซึ่งการมีกฎหมาย จะช่วยให้แพทย์ปฏิบัติได้ถูกต้องมีหลักการ ลดการโต้แย้ง และเน้นในหลักสิทธิส่วนบุคคล หรือ สิทธิมนุษยชน ที่ว่าคนเราควรมีสิทธิตัดสินใจที่จะตาย โดยปฏิเสธการนอนรอความตายภายใต้การช่วยเหลือทางการแพทย์ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค ต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย”  เจตนารมณ์ของการเขียนกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และช่วยให้หมอทำงานได้สะดวกขึ้น

นายสมผล ตระกูลรุ่ง นักกฎหมายอิสระ กล่าวว่า พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติมาตรา 12 ทำให้เกิดความสบายใจของทุกฝ่าย ตนมองว่า การที่แพทยสภาสนใจข้อเท็จจริงในหนังสือแสดงเจตนาเป็นเรื่องเล็ก เพราะพิสูจน์ได้ ควรให้ความสนใจกับ การวินิจฉัยว่าเ ป็นวาะสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วยแล้วหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้ทำเต็มที่ คือการดูแลการปฏิบัติงานของแพทย์ และการให้สิทธิประชาชนในการรับรู้ และอธิบายถึงปัญหา

“ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่า หนังสือแสดงเจตนาฯ เป็นการสนับสนุนให้คนฆ่าตัวตายหรือไม่นั้น ให้ดูที่เจตนา ซึ่งหนังสือ บอกว่า ถ้าถึงวาระสุดท้ายไม่ให้มีการรักษา ที่ผิดธรรมชาติ จึงไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ส่วนกรมธรรม์ จะจ่ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการวินิจฉัย ส่วนคำนิยามอื่นๆ เช่น วาระสุดท้าย มองว่า กฎกระทรวงต้องเขียนให้ชัด”

นายสมผลยังกล่าวว่า เชื่อมั่นในจรรยาบรรณแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย จึงไม่อยากให้แพทยสภากังวลกับกฎหมายมากไป เพราะกฎหมายไม่สามารถเขียนป้องกันการฟ้องร้องได้อยู่แล้ว

ส่วน นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ อดีตอาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า สมัยก่อนเมื่อญาติรู้ว่าถึงวาระสุดท้าย จะขอผู้ป่วยกลับบ้านเพราะเป็นสถานที่ให้ความมั่นคงด้านจิตใจ แต่การแพทย์แผนปัจจุบัน ถือว่า ชีวิตสำคัญที่สุด ต้องยืดชีวิตออกมาให้นานที่สุด

“การอยู่โรงพยาบาล นานๆ ใส่เครื่องไม้เครื่องมือเข้าไปก็ไม่ใช่สิ่งดี เพราะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน แต่เราเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าเป็นสิ่งที่ดี ยืดอายุได้ แต่มันทำให้เกิดความทรมาน”  

นายแพทย์สันต์ยังกล่าวว่า ไม่อยากให้แพทยสภาห่วงเรื่องตีความกฎหมาย แต่ให้เอาประโยชน์คนไข้เป็นที่ตั้ง เพราะปัญหานี้จะเป็นการสร้างความแตกแยกระหว่างแพทย์กับประชาชน  ทำให้ ศักดิ์ศรีแพทย์ตกต่ำ ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ประชาชนอสจจะยุบแพทยสภาได้

“ธรรมชาติจะทำให้เราตายอย่างสงบ แต่หมอและพยาบาล เข้าใจผิดคิดว่าการรักษาสมัยใหม่จะช่วยประคับประคองชีวิตได้ อย่างไรก็ตามขอให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดอยู่ที่ผู้ป่วย อยู่ที่จิตสำนึกของคนว่า อย่างไหน ที่คนไข้ทรมานน้อยที่สุด ไม่ใช่ความสบายใจของคนรักษา อย่าห่วงเรื่องกฎหมาย แต่ให้ใช้ความรักความเมตตาต่อกัน” นายแพทย์สันต์กล่าว

 ผศ.ดร.ทัศนีย์ ทองประทีป วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะเสียชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาล ต้องคิดว่า จะทำอย่างไร ให้ประชาชนเกิดความไว้ใจแพทย์ และโรงพยาบาลมากขึ้น ส่วนกฎหมายจะมีหรือไม่มีหรือไม่นั้น เลยจุดนั้นมาแล้ว

“การตายเป็นเรื่องสำคัญ การวางแผนล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งแพทย์พยาบาลเป็นคนกลางในการทำหน้าที่รักษา การมีกฎกระทรวงทำให้เราสบายใจขึ้น แต่แพทย์ และผู้ใช้บริการต้องพูดคุยกันมากขึ้นในเรื่องเจตนา เพราะผู้ป่วยภาวะอารมณ์ไม่มั่นคงในแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของญาติด้วย” ผศ.ดร.ทัศนีย์ กล่าว

 
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2559

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน

 




จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 1647 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists