สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Home ราชดำเนิน เสวนา ราชดำเนินเสวนาเรื่อง “ฮ. ตก กับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม 2554

ราชดำเนินเสวนาเรื่อง “ฮ. ตก กับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม 2554

อีเมล พิมพ์ PDF
AddThis Social Bookmark Button

วันที่  8 สิงหาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนาเรื่อง ฮ. ตก กับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ โดยมี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นายสุรพงษ์ กองจันทึก  ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา และนายวุฒิ บุญเลิศ ประธานประชาคมอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ร่วมเสวนา

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึง สภาพทั่วไปของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานว่า ในภาพรวมแก่งกระจานมีพื้นที่ประมาณ 3  ล้านกว่าไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อนและหุบเขา ขณะที่สภาพป่าประกอบด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพันธุ์ และป่าที่เคยได้รับสัมปทานป่าไม้ก่อนปี 2514 ถึง ปี 2532  

ปัญหาการจัดการป่าไม้เป็นเรื่องที่คาราคาซังตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะเมื่อมีการประกาศให้ป่าเป็นอุทยาน กรอบการบริหารก็ถูกวางไว้อย่างชัดเจน แต่ถามว่า การจัดการบางเรื่องถูกทางหรือไม่ อย่างเช่น เรื่องการดูแลเรื่องไฟป่า ฯ ที่มีความเข้มงวดอย่างมาก แต่เอาเข้าจริงหากไม่มีไฟป่าเกิดในธรรมชาติเลย ระบบนิเวศน์ของป่าก็จะเปลี่ยนไป ไม่มีหญ้าใหม่เกิดขึ้น ดังนั้น ไฟป่าจึงมีความสำคัญ ไม่ใช่เกิดขึ้นแล้วมีแต่จะทำให้ป่าพัง เป็นต้น

หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าวถึงการสำรวจพื้นที่ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ จนเป็นเหตุให้เฮลิคอปเตอร์จำนวนสามลำตกในช่วงที่ผ่านมาว่า เนื่องจากพื้นที่ป่าแก่งกระจานมีขนาดใหญ่ การเดินสำรวจพื้นที่เพียง 1 ใน 4 ของอุทยานฯ ต้องใช้เวลาถึง 15 วัน การทำงานจึงต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ เพื่อตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศ

ภารกิจสำรวจพื้นป่าแก่งกระจานเริ่มตั้งแต่วันที่ 21-24 เมษายนปี 2552 บริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากชายแดนพม่าครึ่งกิโลเมตร เพื่อสำรวจพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งการสำรวจครั้งนั้น พบว่า มีการใช้ประโยชน์ของชุมชนจำนวนมาก อีกทั้งคนที่อาศัยอยู่ในป่าส่วนใหญ่อพยพม่าจากประเทศพม่า เพราะแต่เดิมนั้นในปี 2537ถึงปี 2541 ได้มีการอพยพชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นชาวกะหร่างที่อาศัยอยู่บริเวณป่าทั้งหมดมาอาศัยอยู่ในที่เดียวกัน อีกทั้งยังมีการจัดสรรพื้นที่ให้ทำกินให้ครอบครัวละ 5-15 ไร่แล้วแต่ขนาดของครอบครัว อีกทั้งมีการจัดพื้นที่ให้สร้างที่อยู่อาศัยครอบครัวละ 3 งาน แต่ต่อมาเมื่อสำรวจในปี 2552 พบว่า ชนกลุ่มน้อยดังกล่าวมีการอพยพย้ายถิ่นออกจากพื้นที่ ทำให้เกิดบ้านร้าง ทำให้ชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่าเข้ามาอาศัยอยู่แทน  มีการทำไร่เลื่อนลอย ถางโค่นต้นไม้ขนาดใหญ่เพื่อบุกเบิกพื้นที่ทำการเกษตร

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ไปเจรจากับชนกลุ่มน้อยดังกล่าวแล้วว่า ประเทศไทยมีกฎหมายอุทยานแห่งชาติฯ ที่ห้ามไม่ให้บุกรุกป่า อีกทั้งการอพยพเข้ามาในประเทศไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ผลการเจรจาพบว่า ชนกลุ่มน้อยไม่มีท่าทีว่าจะอพยพออกจากพื้นที่ ทำให้การลงพื้นที่ในครั้งที่ 3เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจรื้อบ้านของชนกลุ่มน้อยทิ้ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวด ต่อจากนั้นเมื่อลงพื้นที่ครั้งที่ 4 เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเผาบ้านที่รื้อไว้ครั้งก่อนทิ้ง เนื่องจากเห็นว่า จะเป็นผลดีและง่ายต่อการสำรวจทางอากาศ

“ก่อนที่จะมีการเผาบ้าน เจ้าหน้าที่ได้ขนเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ ออกจากบ้านเป็นที่เรียบร้อย รวมทั้งข้าวเปลือก ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าไม่มีการเผาทำลายข้าวแต่อย่างใด เพราะไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่คงไม่ปล่อยเวลาไว้นานถึง 6 เดือน เพื่อรอให้ชนกลุ่มน้อยเก็บเกี่ยวข้าวเสียก่อน

ส่วนปัญหาที่ตามติดมากับการเพาะปลูกของชนกลุ่มน้อย ซึ่งสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่นั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นปัญหาเรื่องยาเสพติด เนื่องจากพื้นที่บางแปลงมีการปลูกกัญชา อีกทั้งการเพาะปลูกในลักษณะไร่หมุนเวียน แม้ว่าจะมีการวนเวียนเพาะปลูกในพื้นเดิม แต่หากผลผลิตไม่ดี ชนกลุ่มน้อยก็พร้อมที่จะถางโคนป่า ตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ เพื่อนำพื้นที่มาเพาะปลูกทันที

โซนที่มีปัญหาเรื่องการอพยพและการทำกินของชนกลุ่มน้อย อยู่ในบริเวณที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศพม่า ซึ่งเป็นพื้นที่คนละจุดกับบริเวณที่เกิดเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตก หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าว และว่า การดำเนินงานสำรวจพื้นที่ป่าก่อนหน้านี้อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานทั้งหมด กองทัพเพียงแต่ส่งทหารมาช่วยเท่านั้น แต่เมื่อจุดสำรวจอยู่ใกล้บริเวณชายแดนและเป็นพื้นที่ระยะการบินของกองทัพ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จึงสนธิกำลังกับกองทัพ เพื่อร่วมภารกิจในการสำรวจพื้นที่ครั้งที่ 6

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า การสนธิกำลังดังกล่าวมีขึ้นตามโครงการสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ตามแนวชายแดน เพื่อใช้เป็นจุดส่งเสบียงอาหารให้กับเจ้าหน้าที่ที่เดินสำรวจพื้นป่า และป้องกันการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชนกลุ่มน้อยชาวพม่าในประเทศไทย เนื่องจากเล็งเห็นว่า หากปล่อยไว้คงยากต่อการผลักดัน

เจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้าไปจับกุมชนกลุ่มน้อย เพราะเห็นว่าแนวทางดังกล่าวไร้ประโยชน์ ต้องขนย้าย ต้องนำไปกักขัง เพียงแต่อุทยานฯได้จัดสรรที่ทำกินให้หมดแล้ว รวมทั้งมีการสร้างบ้านเรือน โรงเรียนให้อีกด้วยนายชัยวัฒน์ กล่าว และว่า คนที่อยู่ในป่าต้องได้สิทธิตามที่มีอยู่เดิม นั่นคือ ก่อนการประกาศเขตป่าสงวนปี 2524 แต่ไม่ใช่ว่าใครจะเข้ามาก็ได้ เพราะทุกวันนี้ช้างแทบจะไม่มีที่เดินแล้ว

นายสุรพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา กล่าวถึงความหมายของคำว่า กะหร่างว่า เป็นคำที่ไม่ควรใช้ เพราะส่อไปในทางดูถูกเหยียบหยาม ดังนั้น คำที่ถูกต้องที่ควรใช้คือคำว่ากะเหรี่ยงเท่านั้น กะเหรี่ยงในประเทศไทยมีประมาณ 500,000 คน แบ่งออกเป็นกะเหรี่ยงสะกอ หรือปกาเกอะญอ และกะเหรี่ยงโป หรือโพล่ง โผล่ว ซึ่งจากการศึกษาความเป็นอยู่ของกะเหรี่ยงในพื้นที่แก่งกระจาน ต้นน้ำเพชร โดยศูนย์พัฒนาและสังเคราะห์ชาวเขา จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในบริเวณแก่งกระจานมีมาหลายร้อยปีแล้ว อีกทั้งไม่มีหลักฐานใดเลยที่ปรากฏถึงการอพยพเข้าเมือง

ยกตัวอย่างกรณีนายจอบิ ชาวกะเหรี่ยงที่ถูกกล่าวหาว่ายิงรถโรงเรียน ซึ่งในที่สุดถูกตั้งข้อหาว่า หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทั้งที่ไม่มีหลักฐานการเข้าประเทศว่า มาจากช่องทางไหน เช่นเดียวกับการสืบค้นที่พบว่า กะเหรี่ยงในแก่งกระจานมีอยู่ตั้งแต่ปี 2525 รวมทั้งกะเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวร

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า การทำความเข้าใจที่มาที่ไปของชาวกะเหรี่ยงมีความสำคัญต่อการอยู่รวมกัน การบินสำรวจจากเฮลิคอปเตอร์อย่างเดียว และมองว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายไม่พอ เจ้าหน้าที่ต้องเข้าใจ เข้าถึง ลงไปพื้นคุย ส่วนข้อหาที่ชาวบ้านโดน ไม่ว่าจะทำลายป่า เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องให้ภาพที่ชัดเจน เข้ามาอย่างไร บ้านเก่าอยู่ที่ไหน เพราะที่ผ่านมามีแต่เพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ

การจัดการคนในพื้นที่ป่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะจากพระราชดำรัสของในหลวงปี 2516 กอปรกับมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2553เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ในมติ ครม.ดังกล่าวว่า ยังให้รัฐบาลส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนบนพื้นที่สูงเช่น  การสร้างสมดุลนิเวศน์ผ่านกระบวนการไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นวิถีวัฒนธรรมของกะเหรี่ยง รวมทั้งผลักดันให้ระบบไร่หมุนเวียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ กรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าทับลาน เขาใหญ่ ควรดำเนินการกฎหมายไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ควรมีสองมาตรฐาน

ด้านนายวุฒิ กล่าวถึงวิถีชีวิตของกะเหรี่ยงเพชรบุรีว่า พึ่งพาอาศัยอยู่กับป่า มองทุกอย่างมีชีวิต มีวิญญาณ มีความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับธรรมชาติ ดังนั้น ท่าทีการปฏิบัติจึงมีความนบนอบต่อธรรมชาติ โดยจะเห็นได้จาก การนำรกของเด็กทารกไปผูกไว้กับต้นไม้ ตามความเชื่อ แต่สิ่งที่อันตรายคือการมองป่าแบบวิทยาศาสตร์ เน้นแต่เรื่องวัตถุของภาคจากภาครัฐ โดยขาดนัยยะด้านจิตใจ ทำให้คุณค่าและการจัดการป่ามีความเข้าใจที่แตกต่างกัน

ขณะที่เรื่องการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นวิถีวัฒนธรรมของกะเหรี่ยงนั้น ปธ.ประชาคมอำเภอสวนผึ้ง กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการทำลายป่า แต่เป็นระบบการผลิตที่ความกลมกลืนกับธรรมชาติและทำให้ระบบนิเวศน์กลับคืน

ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เราการสร้างวาทกรรมในเรื่องของชนกลุ่มน้อย จนไม่รู้ว่าหมายถึงชนเผ่าอะไร แต่ทำให้นัยยะของชนกลุ่มน้อยถูกมองเป็นคนนอกสังคม คนละพวกกับชนชาติไทย สามารถทำอะไรกับคนเหล่านี้ก็ได้ เช่นเดียวกับในช่วงที่ผ่าน บ้านเมืองมีความขัดแย้งทางความคิด รัฐบาลก็เรียกคนกลุ่มหนึ่งว่า ผู้ก่อการร้าย ซึ่งการสร้างวาทกรรมดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อให้อำนาจหรือลดอำนาจของคน จนนำไปสู่การปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป

ทั้งนี้ นายวุฒิ กล่าวด้วยว่า สำหรับทางออกในการอยู่รวมกันนั้น จะต้องมีการเรียนรู้และถอดบทเรียนร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชนเผ่า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ป่าและคนอยู่ร่วมกันได้ 

 

 
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2559

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน

 




จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 2492 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists