สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Home ราชดำเนิน เสวนา ข่าวราชดำเนินเสวนา เรื่อง “นิรโทษกรรม... ทำเพื่อใคร?” 1 สิงหาคม 2556

ข่าวราชดำเนินเสวนา เรื่อง “นิรโทษกรรม... ทำเพื่อใคร?” 1 สิงหาคม 2556

อีเมล พิมพ์ PDF
AddThis Social Bookmark Button

 

ส.ว.แนะรัฐให้ปชช.ร่วมออกกฎหมายนิรโทษกรรม

"วรชัย" ยันเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง “พะเยาว์” พ้อโดนการเมืองสาดโคลน “ส.ว.วีรวิท” ชี้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมออกกฎหมาย ด้าน "โคทม" แนะเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ หารือปมนิรโทษให้ลงตัวก่อนเดินหน้า แนะจับตา คปก.สรุปประเด็นพร้อมแถลงข้อห่วงใยต่อสาธารณชนก่อน 7 ส.ค.นี้

สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา เรื่อง “นิรโทษกรรม... ทำเพื่อใคร?” ซึ่งมีนักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้องจากฝ่ายต่างๆ ร่วมหาทางออก และให้ข้อเสนอแนะต่อ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งนับเป็นวาระร้อนที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในสัปดาห์หน้านี้

 

นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ยืนยัน ว่า การเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของเขาและเพื่อนส.ส.พรรคเพื่อไทย ไม่รู้เรื่องมาก่อน เพราะต้องการช่วยประชาชนจริงๆ  ส่วนทหาร นั้น ขณะนี้ยังไม่โดนดำเนินคดีแม้แต่รายเดียว จึงไม่อยู่ในข่ายการนิรโทษกรรม

“ก่อนเสนอได้ปรึกษา และไปเยี่ยมเยียนประชาชนที่อยู่ในเรือนจำซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง ทั้งนี้ ยืนยันว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องการช่วยประชาชนจริงๆ กระทำด้วยความบริสุทธิ์ หวังช่วยลดความขัดแย้ง และนำประเทศสู่ความสงบ ไม่มีอะไรแอบแฝง และผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้นสิ้น วันนี้ความรู้สึกของประชาชน 60% ต้องการให้มีการนิรโทษกรรม ทั้งยังระบุว่า อยากให้ยกเข่งทั้งหมดด้วยซ้ำ ดังจะเห็นได้จากกลุ่มพันธมิตรฯที่วันนี้ก็ไม่ออกมาขัดค้านต่อต้าน” นายวรชัย กล่าว

“พะเยาว์”พ้อโดนการเมืองสาดโคลน

นางพะเยาว์ อัคฮาค ญาติผู้เสียหายจากเหตุการณ์ทางการเมืองเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ในฐานะผู้เสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน  กล่าวว่า เธอไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการนิรโทษกรรมแบบเหมายกเข่ง เนื่องจากเหตุการณ์ปี 2553 เป็นบทเรียนที่ร้ายแรง และมีหลักฐานที่จะเอาความผิดกับผู้ที่กระทำผิดได้ การนิรโทษกรรมครั้งนี้ ต้องแตกต่างกับการนิรโทษกรรมครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากมีคู่กรณี ประกอบด้วย รัฐบาล กองทัพ นปช. และประชาชน ดังนั้น การไม่แยกแยะแบบเหมายกเข่ง ไม่ใช่ ต้องแยกแยะให้เด่นชัด เพราะมีการเสียชีวิตต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยไม่มีใครที่จะยับยั้งเรื่องนี้ ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบต่อเรื่องนี้ยังมีความกังวลและกังขาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“การชุมนุมเมื่อปี53 มีการตายต่อเนื่องของประชาชน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจทำเกินกว่าเหตุจึงควรเข้าสู่กระบวนการุติธรรม ไม่ใช่นิรโทษให้หมด”

ส่วนการที่ระบุว่าหากนำร่างของญาติวีรชนเข้าสภาด้วยนั้นจะทำให้ล่าช้า เหมือนสาดโคลนให้พวกตน ทั้งที่ 3ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำอะไร ทั้งนี้ตนคิดว่าร่างของญาติวีรชนจะสามารถบรรเทาความขัดแย้งลงได้ และหลายสิ่งหลายอย่างที่นายวรชัยพูดไปไม่ได้พูดกับความเท็จจริง

ส.ว.ชี้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมออกกฎหมาย

พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สรรหา บอกว่า ทุกคนมีความต้องการเหมือนกัน คือ ความสงบกับบ้านเมือง ซึ่งต้องยอมรับว่าช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา มีลักษณะของปัญหาที่แตกต่างกันมากจนไม่สามาถแยกแยะได้ ส่วนตัวมองว่า เวลาที่มองเรื่องการสมานฉันท์ต้องมองว่า เกิดจากอะไร ใครเป็นคู่ขัดแย้ง ใครเสียสิทธิ์ ใครได้เปรียบ ซึ่งเป็นเรื่องของความยุติธรรม ใครเป็นคนผิด ใครเป็นคนทำ

“ปัญหา คือ หากตรากฎหมายออกมาแล้วจะเกิดความสมานฉันท์หรือไม่ เห็นว่า มีโอกาสแต่ไม่ใช่การเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรที่ใช้เสียงข้างมาก ไม่ใช่กระบวนการนิติรัฐ เพราะยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชน หรือการพูดคุยกันที่จะยอมรับได้” พล.อ.อ.วีรวิท ระบุ

ส.ว.สรรหา ท่านนี้บอกด้วยว่า กระบวนการจะเดินตามกฎหมายต้องเป็นกรณีๆ ไป เนื่องจากมีคู่กรณีที่แตกต่างกัน โดยยกตัวอย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นในเดือน เมษายน 2552 ที่มีการปิดล้อมผู้นำที่เมืองพัทยา ทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย เหตุการณ์นี้เป็นความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ กลุ่มผู้ดำเนินการของรัฐได้ขออภัยกับผู้นำประเทศเหล่านั้นอย่างไร และกรณีที่มีทหารถูกทำร้ายด้วยอิฐตัวหนอนทำให้เกิดความพิการ กฎหมายฉบับนี้ หมายความว่า เรื่องนี้จบไปหรือไม่ เหล่านี้ต้องอธิบายกับสังคม

“ผมขอตั้งข้อสังเกตโดยเรียกร้องจากรัฐบาลว่า ถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้ว รับปากกับสังคมและประชาชนได้หรือไม่ว่า จะไม่มีกรณีอย่างที่ผ่านมาอีก รัฐบาลมีการวางมาตรการอะไรที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่า จะไม่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นอีก”พล.อ.อ.วีรวิท ระบุ

 

ภูมิใจไทยระบุนิรโทษต้องไม่คลุมคดี112

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับญาติวีรชน ที่การนิรโทษต้องไม่ครอบคลุมทุกฝ่าย เช่น ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้จะยอมรับว่ากฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเงื่อนไขลดความขัดแย้งและให้เกิดการปรองดอง แต่บรรยากาศบ้านเมืองขณะนี้ไม่เหมาะสมที่จะออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม

“ผู้บริสุทธิ์ คือ คนที่นั่งเชียร์อยู่ข้างล่างแต่บรรดาผู้ที่อยู่บนเวที และได้ดิบได้ดีในวันนี้ บุคคลเหล่านี้ไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม อย่างไรก็ดี แต่ละฝ่ายเหลือง แดง เชื่อว่า เมื่อได้เข้าสู่อำนาจรัฐจะช่วยให้หลุดพ้นจากความผิดอันนี้ได้ และนี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้น วันที่ 7 สิงหาคมนี้ จะเดินหน้าเป็นเรื่องการเมือง ยอมรับว่า กฎหมายนิรโทษกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่จะลดเงื่อนไขและก่อให้เกิดความปรองดองได้ แต่ในเรื่องของกลไกต่างๆ  จะบอกว่า มีเสียงข้างมาก มาล้างความผิด ไม่ได้ วันนี้บรรยากาศไม่เหมาะสมที่จะออก ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เรื่องของเวลาที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ กระบวนการไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย” นายศุภชัย ระบุ

ปชป.ยัน”อภิสิทธิ์-สุเทพ”พร้อมสู้คดีในศาล

นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยืนยันพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยคัดค้านการนิรโทษกรรมและการปรองดอง แต่จะคัดค้านการนิรโทษกรรมบางประเภทเท่านั้น ซึ่งการทำนิรโทษกรรมต้องไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม ต้องอยู่ในความเห็นชอบของทุกฝ่าย และการนิรโทษจะไปยกเว้นความผิดที่กระทำต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ได้

ส่วนที่บอกว่ารัฐบาลในขณะนั้นเป็นผู้สั่งการ ก็น่าจะให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ปากกล้าขาสั่น อยากให้อัยการสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เร็วๆ ทั้งสองคนไม่เคยกลัวว่า จะถูกประหารชีวิต และแกนนำผู้ชุมนุมก็อย่าปากกล้าขาสั่น เอาขึ้นศาลให้หมด เพื่อพิสูจน์ความจริง

“ผมขอร้องให้ถอนทุกร่างออกจากสภา และกลับมาคุยสมานฉันท์ปรองดอง อย่างไรก็ตามชายชุดดำ ที่ถูกว่าจ้างมา เขาบอกว่าถูกหักหลัง และเร็วๆ นี้เขาจะออกมาเปิดโปง เรื่องนี้”นายถาวร กล่าว

ญาติวีรชนปี35แนะสภาฯหยุดพิจารณานิรโทษ

ด้านนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 กล่าวว่า หากการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแล้วก่อให้เกิความแตกแยก ทำไมไม่หยุดไว้ก่อนแล้วให้สังคมประชาชนตัดสิน โดยส่วนตัวมองว่า เสียงข้างมากสามารถทำได้แน่นอน แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาแน่นอน หากภายใน 1 เดือนคุยกันรู้เรื่องก็จบ แต่ ณ วันนี้ในสังคมมีการทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ ทำไมไม่ชะลอหรือหยุดไว้ก่อน เพื่อให้สังคมลดระดับลง

“ผมไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯในลักษณะนี้อีก เพราะแทนที่จะมีการส่งเสริมให้ม็อบสงบลง อารมณ์คนก็จะลดลง แต่กลับมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง เมื่อเป็นเช่นนี้บ้านเมืองจะปรองดองอย่างไร”นายอดุลย์ กล่าว

“โคทม”แนะประชาธิปัตย์-เพื่อไทยคุยกัน

ด้าน  นายโคทม อารียา อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เสนอแนะว่า อยากให้พรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ คุยให้เข้าใจตรงกันในหลักการเกี่ยวกับการร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยเฉพาะหากวันที่ 7ส.ค. ผ่านวาระแรก ก็ให้ไปคุยกันในชั้นกรรมาธิการว่ากลุ่มเป้าหมายที่สมควรได้รับการนิรโทษควรเป็นกลุ่มใด จากนั้นในวาระ2-3 ค่อยมาหารือรายละเอียดว่าจะนิรโทษอย่างไร

ดังนั้น จึงอยากจะเสนอว่าควรนำร่างฉบับญาติวีรชน และฉบับอื่นๆ มาประกอบการพิจารณาร่วมกัน และเห็นว่าการนิรโทษควรแบ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ที่เกิดการชุมนุมทางการเมือง คือตั้งแต่พ.ค. 49 ของกลุ่มพันธมิตรฯและเหตุการณ์พ.ค.53 รวมถึงต้องหารือเกี่ยวกับการรวมหรือไม่รวมกลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดคดีความมั่นคงและ มาตรา 112 หากดำเนินการตามนี้ได้จะนำสู่ปรองดองสมานฉันท์

“ทุกคนเห็นด้วยอยากให้ก้าวพ้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2549 มาถึงวันนี้กินเวลารวม 7 ปีแล้ว ถามว่า นิรโทษกรรมจะได้ผลตามที่ต้องการหรือไม่ วันนี้อยากให้คุยกันให้เข้าใจตรงกัน ซึ่งทราบว่า มีการบรรจุวาระในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ อยากให้คุยกันในวาระที่ 1 ให้เกิดความชัดเจนและตรงกัน ในเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย ช่วงระยะเวลาเกิดเหตุการณ์ และฐานความผิด เป็นต้น”

 

คปก.เตรียมสรุปความเห็นต่อก.ม.นิรโทษ

นายโคทม บอกว่าอีกว่า ตอนนี้เห็นต่างไม่เป็นไร แต่เป้าหมายต้องตรงกัน ต้องมีการหาข้อยุติในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ก่อน อาทิ เงื่อนเวลาที่สามารถแยกเหตุการณ์เป็นช่วงๆ ได้หรือไม่ กลุ่มไหน รวมใคร ไม่รวมใคร ประชาชน หรือผู้ที่เข้าชุมนุมที่เกี่ยวเนื่อง (ลูกติดพัน) มีข้อยกเว้นหรือไม่ อย่างไร เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่ง เว้นแต่การกระทำเกินกว่าเหตุที่ไม่ควรได้รับการยกเว้นหรือไม่ ผู้นำการชุมนุมการเคลื่อนไหว แกนนำ ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่ไม่ไม่หนักสาหัส อาทิ ความผิดลหุโทษ เป็นต้น ขณะที่ในส่วนของทรัพย์สินต้องมองในเรื่องของเป็นการทำความผิดทรัพย์สินของรัฐ และทรัพย์สินของเอกชนซึ่งไม่ใช่คู่ขัดแย้งที่คงต้องระบุให้ชัดเช่นกัน

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญทำอย่างไรจะให้มีผลเกิดขึ้นพอสมควร ซึ่งก็คือ ความยุติธรรม อาทิ กลุ่มคนที่อยู่ในข่ายกรณีที่มีสงสัยว่าเข้าข่ายกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว จะมีทางช่วยคนกลุ่มนี้อย่างไร เห็นว่า อาจตั้งคณะกรรมการพิจารณารับเรื่องเหล่านี้ขึ้น หรือให้มีการศึกษาความจริงได้หรือไม่ รวมถึงให้บุคคลที่คิดว่าตนเองเข้าข่ายไปแจ้งข้อเท็จจริงกับผู้มีอำนาจหน้าที่ เป็นต้น

ขณะที่ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเขามีโอกาสเข้าไปช่วยงานนั้น คาดว่าจะมีข้อสรุป ข้อเสนอแนะต่อกฎหมายนี้ เสนอต่อสาธารณชน ก่อนวันที่ 7 สิงหาคม นี้

 
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2559

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน

 




จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 1712 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists