Thai Journalist Association : สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย ,TJA : Thai Journalist Association,สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03 Sun, 21 Jul 2019 18:01:25 +0000 Joomla! 1.5 - Open Source Content Management th-th รำพึงรำพัน ถึงสมาคมฯเมื่อ 19 ปีที่แล้ว http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/4621--19- http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/4621--19-

รำพึงรำพัน ถึงสมาคมฯเมื่อ 19 ปีที่แล้ว

โดย สมาน สุดโต

 

บันทึกการประชุมอนุกรรมการปรับปรุงอาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ณ อาคารสมาคมฯหน้า รพ.วชิรพยาบาล วันที่ 21 พ.ย.2543  เวลา 10.30 น.

 

เสียงรถยนต์บนถนนสามเสน เวลา 10.00 น. ซึ่งเป็นเวาที่สายแล้ว ยังอื้ออึงเหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้คนยังเดินขวักไขว่ทั้ง 2 ฝากถนนแต่ฝากโรงพยาบาล (วชิรฯ) ดูเหมือนจะคึกคัก  มีผู้คนมากแบบนี้ทุกวัน เพราะมีป้ายรถปประจำทางหน้าโรงพยาบาล จึงมีคนขึ้นลงรถโดยสารประจำทางตลอดเวลา รวมทั้งผู้ที่เป็นญาติ หรือเพื่อนคนไข้ที่ เดินทางเข้าออกโรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งคนไข้เองหลังจากพบหมอแล้ว บางคนก็เดินออกมาคอยรถเมล์กลับบ้าน

 

วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ฟ้าสดใส ช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกำลังจะเริ่มเข้าหน้าหนาว พระอาทิตย์ทอแสงจ้า แต่ก็ไม่ร้อนแรง เพราะ อุณหภูมิเหลือ 23 องศา อากาศจึงค่อนข้างจะเย็นเล็กน้อย ส่วนอาคารสมาคมฯ สีขาวหม่น ตั้งอยู่ในรั้วคอนกรีตสีทึบๆ เพราะไม่เคยขัดหรือทาสีใหม่เลย ยังยืนตระหง่านท่ามกลางลมหนาวต้นฤดู แต่สีสรรของอาคาร และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ดูจะเย็นยะเยือกมากกว่าบริเวณลานกว้างด้านหลังอาคารสมาคม ซึ่งเป็นที่จอดรถ มีต้นมะม่วงใหญ่ 2 ต้น และต้นมะขามยืนต้นอยู่ ลานจอดรถจึงเต็มไปด้วยใบไม้ที่ล่วงหล่นลงมา จนกระทั่งประเมินได้ว่า พื้นเหล่านี้ไม่เคยรับการดูแล หรือกวาดทำความสะอาดมานานวันเต็มที เมื่อเราเลี้ยวรถยนต์มาจอดด้านหลังอาคาร ก็มีลมหอบใบไม้ปลิวขึ้นมา  เหมือนจะมีการบอกกล่าวว่า มีสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวบริเวณนี้ หลังจากเงียบหายไปเป็นเวลาแรมเดือน

 

ขณะที่เรากำลังยืนด้วยความมึนงงว่า อะไรเกิดขึ้นกับอาคารที่เคยสง่างาม และบริเวณลานกว้างที่เคยสะอาดสะอ้านนั้น  พลันได้ยินเสียงเรียกของสตรีว่าเจ้านายๆ ดังมาจากตึกของสมาคม จึงหันไปตามเสียงก็พบกับปนัดดา (เหล่าชูวงศ์) ซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่ประจำที่นี้ เธอพูดว่า แหมคนสุพรรณมากันแต่เช้าเชียว เราได้แต่ยิ้ม เพราะคิดว่าเธอกระเส้าเรา แต่ที่ไหนได้ รถยนต์ที่ตามเราเข้ามาติดๆ กันนั้นเป็น อาจารย์ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล สว.จากสุพรรณบุรี ก็เป็นคนสุพรรณด้วยเช่นเดียวกับเรา

 

“สวัสดีครับท่าน สว. ผมสมานครับ เคยเป็นนายกสมาคมที่นี้” เราทักทายพร้อมกับแนะนำตนเอง สว.สมเกียรติ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับว่า “สวัสดีครับ อย่าเรียกผมว่าสว.เลย ให้เรียกธรรมดาเถิด เอ๊ะนี้ผมมาถูกสถานที่นะ เขาเชิญผมเป็นอนุกรรมการ และเพิ่งมาประชุมหนแรกครับ แต่ดูๆ แล้วบริเวณสมาคมนี้ ทำไมเงีบบเหงาเหมือนจะร้างนะครับ” ดร.สมเกียรติให้ความเห็น

 

“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะไม่ได้มานานแล้ว แต่เท่าที่ทราบไม่มีคนนั่งทำงานที่นี้ บริเวณเหล่านี้และอาคารจึงทรุดโทรมดังที่เห็นนี้แหละ” เราตอบออกไปพร้อมกับบอกประวัติความเป็นมาของอาคาร โดยสรุปว่าน่าเสียดายอาคารนี้ที่เคยเป็นที่ทำงานของสมาคมนักหนังสือพิมพ์ฯ มีประวัติน่าสนใจยิ่ง เพราะเป็นสมาคมเดียวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จวางศิลาฤกษ์ เมื่อปี พ.ศ.2512 และเสด็จเปิดอาคาร เมื่อปี พ.ศ.2514 ส่วนผู้ออกแบบอาคารแห่งนี้คือ ร.อ.ดร.กฤษดา อรุณวงศ์ อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

 

ผู้ออกแบบได้ใช้ความสามารถออกแบบให้เกิดประโยชน์ใช้สอยแก่สื่อมวลชนทุกชีวิต คือมีห้องประชุมชั้นล่าง จุคนได้ประมาณ 100 กว่าคน มีห้องโถงกว้าง-ยาวตลอดอาคาร เพื่อจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ส่วนชั้นที่ 2 ก็มีห้องสมุดเพื่อให้คนทั่วไปได้ค้นคว้าหาความรู้ มีห้องประชุมกรรมการ ห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ และห้องน้ำ ส่วนชั้นที่ 3 ก็จัดเป็นห้องพักสำหรับนักข่าวต่างจังหวัดที่เดินทางมาประชุมสัมมนาจำนวน 6 ห้องด้วยกัน

 

อาคารสมาคมฯ แห่งนี้ เคยคึกคักและมีชีวิตชีวา ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่บรรดาสื่อมวลชนสาขาต่างๆ หันมาใช้บริการกันอย่างทั่วถึงไม่ว่าจะเป็นเรื่องทักท้วงกรณีที่รัฐบาลออกกฎระเบียบมาริดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน การเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก  ป.ร.42 การทักท้วง รัฐบาลเรื่องการตั้งกรรมการเฉพาะกิจมาตรวจสอบสื่อ หรือแม้กระทั่งการประชุมออกแถลงการณ์ตอบโต้รัฐบาลในกรณีที่สื่อมวลชนถูกหลู่เกียรติและเหยียดหยาม และล่าสุดก็เป็นที่ประชุมเพื่อสถาปนาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ให้เป็นสถาบันควบคุมกันเองของสื่อมวลชนประเภทสิ่งพิมพ์

 

ความมีสง่าและท่าทีเกรงขามของอาคารปรากฏในสายตาของผู้มาเยือนตลอด  เมื่อเข้าไปภายในอาคารจะพบจารึกพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไว้เมื่อคราวเสด็จเปิดอาคาร ปี พ.ศ. 2514 (มิถุนายน) ซึ่งข้อความบางตอนนั้นเป็นเครื่องชี้ให้สื่อมวลชนนำไปปฏิบัติ และบางตอนก็คือจรรยาบรรณของสื่อมวลชนนี้เอง ในงานประชุมประจำปีของสมาคมในเดือน กุมภาพันธ์ ทุกปี กิจกรรมต่างๆ ของสมาคมมีมากมาย และที่ขาดไม่ได้ก็คือการเชิญนายกรัฐมนตรีมาพบปะพูดคุย และรับประทานอาหารค่ำร่วมกับสื่อมวลชนทุกแขนง ซึ่งได้ปฏิบัติติดต่อกับมานานหลายปีติดต่อกันจนเป็นประเพณีอย่างหนึ่งว่า กุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรีต้องมาเยือนสมาคมแห่งนี้

 

แต่อนิจจา โลกธรรมก็มาเยือนสมาคมได้เหมือนกัน มีลาภ-เสื่อมลาภ มียศ-เสื่อมยศ มีนินทา-สรรเสริญ และมีสุข-ทุกข์ เป็นธรรมดา และก็ไม่รอดพ้นจากไตรลักษณ์เหมือนสังขารทั่วๆ ไป มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นตัวกำหนดเหมือนกัน เมื่อคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ในปี 2542 มีมติแปลกๆ ว่า จะรวมกับสมาคมนักข่าว แต่ให้สมาคมนักข่าวยุบสมาคมก่อนแล้ว มารวมกับสมาคมแห่งนี้ ภายใต้ชื่อใหม่ว่า  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และเมื่อมีกรรมการชุดใหม่มาบริหารกลับกลายเป็นว่า เป็นกรรมการจากสมาคมนักข่าวเกือบทั้งสิ้น

 

จิตวิญญาณสมาคมเดิม รวมทั้งโลโก้รูปแผนที่ประเทศไทย แผ่นกระดานจารึกจรรยาบรรณสมาคมฯ ทรัพย์สินมูลค่าประเมินไม่ได้ ค่อยๆ ดับสูญ และอาคารที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินมาวางศิลาฤกษ์และเปิดป้าย เมื่อ 30 ปี ที่แล้ว ที่เป็นความภูมิใจที่พวกเราเคยมีว่า ที่นี้ เป็นแห่งเดียวที่องค์พระประมุขของชาติให้ความสำคัญ  กำลังจะถูกเปลี่ยนแปลง

 

“ตอนนี้เรามีแปลนใหม่ เพื่อปรับปรุงอาคารเหล่านี้ ใช้งบประมาณประมาณ 10 ล้านบาท แต่งบไม่พอจึงมาขอความเห็นจากบรรดาพี่ๆ ทั้งหลายที่เชิญมาประชุมว่าจะหาได้จากไหนและอย่างไร” นายกวี จงกิจถาวร นายาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพืแห่งประเศไทย ปรารภในห้องประชุมที่มีผู้อาวุโส ล้วนแต่เป็นอดีตนายกสมาคม (ทั้งสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยและสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย) มาประชุม 5 คน ได้แก่ นางบัญญัติ ทัศนียะเวช น.ส.วิภา สุขกิจ นายเชาว์ รูปเทวินทร์ และนายสมาน สุดโต นอกจากนี้เป็นกรรมการสมาคม เช่น นายชวรงค์ ลิมปัทมปาาณี (เลขาธิการ) แขกรับเชิญได้แก่ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล สว. จังหวัดสุพรรณบุรี  ผมเปิดบันทึกที่เขียนเมื่อ 19 ปีที่แล้ว บัดนี้กาลเวลาเปลี่ยนไป อาคารสมาคมดั้งเดิมยังคงอยู่ เปลี่ยนแต่ภายในเพื่อให้มีพื้นที่รองรับ สมาคมและองค์กรสื่อมวลชนได้มากขึ้น ดังนั้นความคึกคัก ความมีชีวิตชีวาได้กลับมา และมากกว่าที่เคยมีในอดีต

 

ในเรื่องบทบาทและหน้าที่ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพืแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ยุคเปลี่ยนผ่าน มาถึงยุคปัจจจุบัน ต้องยอมรับว่า  คณะกรรมการสมาคมทุกยุค ทุกสมัย ยังยืนหยัด รักษาหลักการ จิตวิญญาณและหน้าที่สื่อมวลชนไว้อย่างเหนียวแน่น แม้ว่าจะถูกกระแสตีกลับ และกดดันจากจากนักการเมือง จากกลุ่มผูกขาดอำนาจรัฐ หรือภาครัฐทุกยุค ทุกสมัยก็ตามที เพราะพวกเรายึดหลักการว่า เสรีภาพสื่อ คือเสรีภาพประชาชน นั่นเอง

 

เปิดเผยบันทึก เดือน มกราคม  2561

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ประวัติเกี่ยวกับสมาคม Tue, 06 Feb 2018 08:13:55 +0000
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ ๙ http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/4139-2016-10-13-08-19-20 http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/4139-2016-10-13-08-19-20

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ประวัติเกี่ยวกับสมาคม Thu, 13 Oct 2016 08:15:33 +0000
Thai Journalists Association - TJA http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/2568-thai-journalists-association-tja http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/2568-thai-journalists-association-tja Thai Journalists Association

538/1 Samsan Road, Dusit,

Bangkok 10300  Thailand

Tel 0 2668 9422 ; Fax 0 2668 7505

www.tja.or.th

Email: tjareporter@gmail.com

 

Thai Journalists Association (TJA) is an independent non-governmental media organization that was established on 2 March 2000 upon a merger between Reporters' Association of Thailand and Journalist Association of Thailand with an aim to unify and strengthen the free press institution of Thailand, in allowing it to better promote journalistic professionalism and ethics.

 

TJA is a founding member of Canada-based IFEX (formerly International Freedom of Expression Exchange), a worldwide network of over 100 non-governmental organizations that promotes and defends the rights to freedom of expression as a fundamental human right.

 

TJA is also a founding member of Bangkok-based Southeast Asian Press Alliance (SEAPA), a regional organization promoting media freedom, journalists’ safety and access to information, among others.

 

Visions

 

Thai Journalists Association intends to be the core institution of the country in promoting and safeguarding the rights and liberties of media professionals.

 

Objectives

 

1.     TJA aims to solidify media organizations in Thailand to better defend the interest of members of the press

 

2.   TJA aims to promote honesty, ethics and objectivity in the work of its members

 

3.    TJA aims to promote journalistic professionalism among its members and other media organizations

 

4.   TJA aims to build up relationship and promote collaboration with media professionals and organizations overseas

 

Management

 

TJA is governed by a 15-member executive board, with a term of one year. Board members have to be active members of TJA, who are currently working in newspapers or online-news media, and are elected at TJA’s annual general meeting. The executive board is assisted by a secretariat headed by an executive director.

 

Membership

 

Reporters' Association of Thailand, before its merger, accepted membership only from individual journalists working in newspapers - either daily, weekly or monthly. In 1997, a few years before the merger, Reporters’ Association of Thailand began to accept broadcasting journalists as its extraordinary members with no voting rights. After its merger with Journalist Association of Thailand to become Thai Journalists Association, TJA, in November 2017, added online journalists to its ordinary membership. Both ordinary and extraordinary members have to pay Baht 300 for their annual membership fee.

 

Programs and Activities

TJA organizes its programs and activities in accordance with the four main committees under its executive board.

1.      Media rights and reform – promoting and protecting the rights and liberties of media workers, and promoting the rights to know, or access to information under the possession of the public sector, for the general public

2.      Media programs and activities – organizing capacity building trainings for journalists, trainings for young journalists, and organizing regular discussion forums on media issues

3.      International affairs – developing and maintaining good relationship and collaboration with other media organizations in Southeast Asia and other regions through exchanging visiting programs, conferences and other activities

4.      Welfare and membership – providing various benefits to members, including medical and life insurance, educational scholarships for members’ children, and welfare programs for retired journalists

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ประวัติเกี่ยวกับสมาคม Sat, 27 Jul 2013 17:00:00 +0000
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย-ความเป็นมา http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/2569-2011-07-28-07-07-12 http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/2569-2011-07-28-07-07-12 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
Thai Journalists Association - TJA

538/1 ถนนสามเสน ดุสิต กทม. 10300
โทร. 02-668-9422 โทรสาร 02-668-7505
E-mail :
tjareporter@gmail.com

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นองค์กรวิชาชีพของสื่อมวลชนซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2543 โดยการรวมกันของสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย (พ.ศ.2498 - พ.ศ.2543) กับสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (พ.ศ.2508 - พ.ศ.2543) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพในองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ให้สามารถทำหน้าที่ผดุงไว้ซึ่งมาตรฐานทางวิชาชีพ และจริยธรรมของสื่อมวลชนไทยได้อย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น

วิสัยทัศน์ เป็นสถาบันหลักของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน

นโยบายในการดำเนินงาน
1. พัฒนาความเป็นปึกแผ่นขององค์กรวิชาชีพหลังการรวมสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยและสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเป็นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
2. ส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ยึดมั่นในจริยธรรมและความเป็นกลาง เพื่อให้เกิดการยอมรับและน่าเชื่อถือในวิชาชีพต่อสังคม
3. พัฒนาการประกอบวิชาชีพ โดยเน้นการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การเป็นผู้นำทางความคิด
4. สร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาคมฯ สมาชิก องค์กรผู้ประกอบธุรกิจสื่อมวลชน และองค์กรวิชาชีพในต่างประเทศ

การบริหารงาน
คณะกรรมการสมาคมมีทั้งหมด 15 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่งวาระละ 1 ปี โดยเป็นผู้แทนมาจากหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ ที่มีสมาชิกสมาคมสังกัดอยู่ และได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่สมาชิกสมาคมซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม ของทุกปี สมาคมฯ มีสำนักงานเลขาธิการซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำทำงานเต็มเวลา จำนวน 8 คน

สมาชิกภาพ
เดิมสมาคมมีสมาชิกที่เป็นเฉพาะนักหนังสือพิมพ์จากหนังสือพิมพ์ข่าวทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน และได้เริ่มขยายขอบเขตของสมาชิกโดยการรับนักข่าวจากวิทยุและโทรทัศน์เข้าร่วมเป็นสมาชิกวิสามัญในปี 2540 โดยสมาชิกจะต้องชำระค่าบำรุงปีละ 200 บาท

กิจกรรม
กิจกรรมด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ
สมาคมเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรณรงค์เคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนและสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน เช่น การรณรงค์ให้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ การเรียกร้องต่อรัฐบาลในการเปิดให้สื่อมวลชนเข้าฟังการพิจารณางบประมาณประจำปี การติดตามการทำงานของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารทางราชการ ฯลฯ

กิจกรรมด้านการฝึกอบรม เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพวงการสื่อสารมวลชน สมาคมดำเนินกิจกรรมฝึกอบรมทั้งในระดับของนักศึกษาวิชาการหนังสือพิมพ์ อาจารย์ที่สอนวิชาการหนังสือพิมพ์ นักหนังสือพิมพ์ทั้งในระดับประเทศและนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ตลอดจนมีการจัดอบรมเฉพาะทางสำหรับนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ด้วย
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังจัดกิจกรรมในการเปิดโอกาสให้นักข่าวได้พบปะพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับแหล่งข่าว ซึ่งนอกจากนักข่าวจะได้ประเด็นข่าวที่จะรายงานต่อประชาชนแล้ว ยังได้ความรู้ในแต่ละประเด็นอย่างลึกซึ้งอีกด้วย นักข่าวทั่วไปรู้จักกิจกรรมนี้ในนามของ เสาร์เสวนา เป็นอย่างดี เพราะสมาคมได้ริเริ่มจัดอย่างต่อเนื่องทุก ๆ วันเสาร์

กิจกรรมด้านสวัสดิการสมาชิก สมาคมมีบทบาทในการดูแลสมาชิกครอบคลุมทั้งสวัสดิการรักษาพยาบาล ประกันชีวิต คลอดบุตร ทุนการศึกษาบุตร สวัสดิการมรณกรรม และดูแลนักข่าวอาวุโสโดยการจัดตั้งกองทุน เหยี่ยวปีกหัก เพื่อให้ความช่วยเหลือ

กิจกรรมด้านต่างประเทศ สมาคมฯ เป็นองค์ผู้ร่วมก่อตั้ง International Freedom of Expression eXchange (IFEX) และ South East Asian Press Allian (SEAPA) ซึ่งทำงานด้านการรณรงค์เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในภูมิภาคอาเซียน โดยสำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกสมทบของ International Federation of Journalists (IFJ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานด้านการประสานเครือข่ายนักหนังสือพิมพ์ทั่วโลก รวมทั้งการมีบทบาทในการสนับสนุนนักข่าวไทยเข้าอบรมและสัมมนาร่วมกับนักหนังสือพิมพ์ในระดับนานาชาติ

กิจกรรมด้านการจัดประกวดข่าว สมาคมฯ จัดกิจกรรมประกวดข่าวเป็นประจำทุกปี แบ่งการประกวดเป็น 5 ประเภท คือ การประกวดข่าวและภาพข่าวยอดเยี่ยมรางวัลอิศรา อมันตกุล การประกวดข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประกวดข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นยอดเยี่ยม และการประกวดข่าวหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติในสถาบันอุดมศึกษา รางวัลพิราบน้อย และนอกจากนี้ยังมีส่วนสนับสนุนการจัดประกวดข่าวโทรทัศน์ของมูลนิธิแสงชัย สุนทรวัฒน์ ด้วย

กิจกรรมด้านการส่งเสริมจริยธรรม สมาคมฯ ส่งเสริมให้มีการตรวจสอบและควบคุมจริยธรรมระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเอง โดยที่ประชุมใหญ่สมาชิกของสมาคมจะเลือกตั้งคณะกรรมการควบคุมจริยธรรมจำนวน 5 คน เพื่อทำหน้าที่ในการดูแลจรรยาบรรณนักหนังสือพิมพ์ให้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณของสมาชิกสมาคม และยังทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการเป็นของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติด้วย

การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
สมาคม จัดพิมพ์เอกสารเผยแพร่สำหรับสมาชิกและผู้สนใจใน 4 รูปแบบ
1. หนังสือวันนักข่าว เผยแพร่ปีละ 1 ฉบับ ทุกวันที่ 4 มีนาคม
2. จุลสารราชดำเนิน เป็นวารสารราย 3 เดือน
3. จดหมายข่าวรายเดือน
4. การเผยแพร่ทางสื่ออิเลกทรอนิกส์ www.tja.or.th

จริยธรรมของวิชาชีพ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
1. ส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของการเสนอข่าวและความคิดเห็น
2. ให้ประชาชนได้ทราบข่าวเฉพาะที่เป็นจริง การเสนอข่าวสารใด ๆ ออกพิมพ์โฆษณาเผยแพร่ ถ้าปรากฏว่าไม่ตรงตามความเป็นจริง ต้องรีบจัดการแก้ไขให้ถูกต้องโดยไว
3. ในการได้มาซึ่งข่าว ภาพ หรือข้อมูลอื่นใดมาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพและซื่อสัตย์เท่านั้น
4. เคารพในความวางใจของผู้ให้ข่าว และรักษาไว้ซึ่งความลับของแหล่งข่าว
5. ปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยมุ่งหวังต่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือหมู่คณะใด ๆ โดยไม่ชอบธรรม
6. ไม่กระทำการอันเป็นการบั่นทอนเกียรติหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ประวัติเกี่ยวกับสมาคม Sat, 27 Jul 2013 17:00:00 +0000
ประวัติวันนักข่าว 5 มีนาคม "วันนักข่าว" http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/2314--5-qq http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/2314--5-qq ประวัติวันนักข่าว 5 มีนาคม "วันนักข่าว"

โดยที่ได้พิจารณาเห็นว่า หนังสือพิมพ์ได้มีการพัฒนาการก้าวหน้ามาเป็นลำดับและผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ก็ได้เพิ่มพูนเป็นปึกแผ่นแน่นหนาขึ้นทุกที จึงเป็นการสมควรที่จะได้กำหนดวันที่ระลึกขึ้นสักวันหนึ่ง เพื่อแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้ร่วมวงการ จึงตกลงกันให้ถือเอาวันที่ 5 มีนาคม เป็นวันนักข่าวและหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับจะถือเอาวันนี้ เป็นประเพณีแห่งการหยุดงานประจำปี ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2510 เป็นต้นไป

ขอให้วันนักข่าวจงเป็นวันแห่งความแช่มชื่นเบิกบาน เป็นวันแห่งความสามัคคี กลมเกลียวกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและความเจริญก้าวหน้าของอาชีพหนังสือพิมพ์

มีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ร่วมลงนามคือ
หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์
หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์
หนังสือพิมพ์ข่าวสยาม
หนังสือพิมพ์ซินเสียง
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ตงฮั้ว
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย
หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย
หนังสือพิมพ์หลักเมือง
หนังสือพิมพ์ศิรินคร
หนังสือพิมพ์สยามนิกร
หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
หนังสือพิมพ์สากล
หนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
และนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย สมัยนั้นคือนายโชติ มณีน้อย

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ประวัติเกี่ยวกับสมาคม Wed, 02 Mar 2011 07:12:42 +0000
ประวัติสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/77-reporters-association-of-thailand-journalist http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/77-reporters-association-of-thailand-journalist สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย Thai Journalists Association - TJA

538/1 ถนนสามเสน ดุสิต กทม. 10300 โทร. 02-668-9422 โทรสาร 02-668-7505 E-mail : reporter@inet.co.th  http://www.tja.or.th

{xtypo_quote}สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นองค์กรวิชาชีพของสื่อมวลชนซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2543 โดยการรวมกันของสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย (พ.ศ.2498 - พ.ศ.2543) กับสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (พ.ศ.2508 - พ.ศ.2543) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพในองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ให้สามารถทำหน้าที่ผดุงไว้ซึ่งมาตรฐานทางวิชาชีพ และจริยธรรมของสื่อมวลชนไทยได้อย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น{/xtypo_quote}

วิสัยทัศน์ เป็นสถาบันหลักของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน

นโยบายในการดำเนินงาน

  1. พัฒนาความเป็นปึกแผ่นขององค์กรวิชาชีพหลังการรวมสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยและสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเป็นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
  2. ส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ยึดมั่นในจริยธรรมและความเป็นกลาง เพื่อให้เกิดการยอมรับและน่าเชื่อถือในวิชาชีพต่อสังคม
  3. พัฒนาการประกอบวิชาชีพ โดยเน้นการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การเป็นผู้นำทางความคิด
  4. สร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาคมฯ สมาชิก องค์กรผู้ประกอบธุรกิจสื่อมวลชน และองค์กรวิชาชีพในต่างประเทศ

การบริหารงาน

คณะกรรมการสมาคมมีทั้งหมด 15 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่งวาระละ 1 ปี โดยเป็นผู้แทนมาจากหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ ที่มีสมาชิกสมาคมสังกัดอยู่ และได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่สมาชิกสมาคมซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม ของทุกปี สมาคมฯ มีสำนักงานเลขาธิการซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำทำงานเต็มเวลา จำนวน 8 คน

สมาชิกภาพ

เดิมสมาคมมีสมาชิกที่เป็นเฉพาะนักหนังสือพิมพ์จากหนังสือพิมพ์ข่าวทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน และได้เริ่มขยายขอบเขตของสมาชิกโดยการรับนักข่าวจากวิทยุและโทรทัศน์เข้าร่วมเป็นสมาชิกวิสามัญในปี 2540 โดยสมาชิกจะต้องชำระค่าบำรุงปีละ 200 บาท

กิจกรรม

กิจกรรมด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ สมาคมเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรณรงค์เคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนและสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน เช่น การรณรงค์ให้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ การเรียกร้องต่อรัฐบาลในการเปิดให้สื่อมวลชนเข้าฟังการพิจารณางบประมาณประจำปี การติดตามการทำงานของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารทางราชการ ฯลฯ

กิจกรรมด้านการฝึกอบรม เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพวงการสื่อสารมวลชน สมาคมดำเนินกิจกรรมฝึกอบรมทั้งในระดับของนักศึกษาวิชาการหนังสือพิมพ์ อาจารย์ที่สอนวิชาการหนังสือพิมพ์ นักหนังสือพิมพ์ทั้งในระดับประเทศและนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ตลอดจนมีการจัดอบรมเฉพาะทางสำหรับนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ด้วย

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังจัดกิจกรรมในการเปิดโอกาสให้นักข่าวได้พบปะพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับแหล่งข่าว ซึ่งนอกจากนักข่าวจะได้ประเด็นข่าวที่จะรายงานต่อประชาชนแล้ว ยังได้ความรู้ในแต่ละประเด็นอย่างลึกซึ้งอีกด้วย นักข่าวทั่วไปรู้จักกิจกรรมนี้ในนามของ เสาร์เสวนา เป็นอย่างดี เพราะสมาคมได้ริเริ่มจัดอย่างต่อเนื่องทุก ๆ วันเสาร์

กิจกรรมด้านสวัสดิการสมาชิก สมาคมมีบทบาทในการดูแลสมาชิกครอบคลุมทั้งสวัสดิการรักษาพยาบาล ประกันชีวิต คลอดบุตร ทุนการศึกษาบุตร สวัสดิการมรณกรรม และดูแลนักข่าวอาวุโสโดยการจัดตั้งกองทุน เหยี่ยวปีกหัก เพื่อให้ความช่วยเหลือ

กิจกรรมด้านต่างประเทศ สมาคมฯ เป็นองค์ผู้ร่วมก่อตั้ง International Freedom of Expression eXchange (IFEX) และ South East Asian Press Allian (SEAPA) ซึ่งทำงานด้านการรณรงค์เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในภูมิภาคอาเซียน โดยสำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกสมทบของ International Federation of Journalists (IFJ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานด้านการประสานเครือข่ายนักหนังสือพิมพ์ทั่วโลก รวมทั้งการมีบทบาทในการสนับสนุนนักข่าวไทยเข้าอบรมและสัมมนาร่วมกับนักหนังสือพิมพ์ในระดับนานาชาติ

กิจกรรมด้านการจัดประกวดข่าว สมาคมฯ จัดกิจกรรมประกวดข่าวเป็นประจำทุกปี แบ่งการประกวดเป็น 5 ประเภท คือ การประกวดข่าวและภาพข่าวยอดเยี่ยมรางวัลอิศรา อมันตกุล การประกวดข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประกวดข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นยอดเยี่ยม และการประกวดข่าวหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติในสถาบันอุดมศึกษา รางวัลพิราบน้อย และนอกจากนี้ยังมีส่วนสนับสนุนการจัดประกวดข่าวโทรทัศน์ของมูลนิธิแสงชัย สุนทรวัฒน์ ด้วย

กิจกรรมด้านการส่งเสริมจริยธรรม สมาคมฯ ส่งเสริมให้มีการตรวจสอบและควบคุมจริยธรรมระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเอง โดยที่ประชุมใหญ่สมาชิกของสมาคมจะเลือกตั้งคณะกรรมการควบคุมจริยธรรมจำนวน 5 คน เพื่อทำหน้าที่ในการดูแลจรรยาบรรณนักหนังสือพิมพ์ให้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณของสมาชิกสมาคม และยังทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการเป็นของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติด้วย

การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์

สมาคม จัดพิมพ์เอกสารเผยแพร่สำหรับสมาชิกและผู้สนใจใน 4 รูปแบบ

  1. หนังสือวันนักข่าว เผยแพร่ปีละ 1 ฉบับ ทุกวันที่ 4 มีนาคม
  2. จุลสารราชดำเนิน เป็นวารสารราย 3 เดือน
  3. จดหมายข่าวรายเดือน
  4. การเผยแพร่ทางสื่ออิเลกทรอนิกส์ www.tja.or.th

จริยธรรมของวิชาชีพ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

  1. ส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของการเสนอข่าวและความคิดเห็น
  2. ให้ประชาชนได้ทราบข่าวเฉพาะที่เป็นจริง การเสนอข่าวสารใด ๆ ออกพิมพ์โฆษณาเผยแพร่ ถ้าปรากฏว่าไม่ตรงตามความเป็นจริง ต้องรีบจัดการแก้ไขให้ถูกต้องโดยไว
  3. ในการได้มาซึ่งข่าว ภาพ หรือข้อมูลอื่นใดมาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพและซื่อสัตย์เท่านั้น
  4. เคารพในความวางใจของผู้ให้ข่าว และรักษาไว้ซึ่งความลับของแหล่งข่าว
  5. ปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยมุ่งหวังต่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือหมู่คณะใด ๆ โดยไม่ชอบธรรม
  6. ไม่กระทำการอันเป็นการบั่นทอนเกียรติหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ

ประวัติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นองค์กรวิชาชีพของสื่อมวลชนซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2543 โดยการรวมกันของสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย (ก่อตั้ง พ.ศ.2498 - พ.ศ.2543) กับสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ก่อตั้ง พ.ศ.2508 - พ.ศ.2543) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพในองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ให้สามารถทำหน้าที่ผดุงไว้ซึ่งมาตรฐานทางวิชาชีพ และจริยธรรมของสื่อมวลชนไทยได้อย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น

โดยสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้ก่อตั้งเมื่อพ.ศ. 2498 เนื่องจากได้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นกับสมาคมหนังสือพิมพ์ที่มีมาแต่เดิม คือสมาชิกได้วอล์กเอ้าต์จากห้องประชุม จนเกือบหมดในการประชุมสามัญประจำปี ด้วยความไม่พึงพอใจ ในการแถลงงบดุลอย่างคลุมเครือประการหนึ่ง และด้วยเป็นที่ประจักษ์ว่า สมาคมนั้นถูกครอบงำโดยอำนาจ ทางการเมืองอีกประการหนึ่ง ไม่กี่วันต่อมาได้มีนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ส่วนหนึ่งจับกลุ่มกันคิดที่จะก่อตั้งสมาคมใหม่ ที่มีวัตถุประสงค์ตรงกับ อุดมการณ์ของตนใช้ชื่อว่าสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย

ส่วนสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ก่อตั้งเมื่อพ.ศ. 2508 เนื่องจากคนในวิชาชีพต้องการจะก่อตั้งสถาบันที่มาแก้ไขความเสื่อมโทรมในวงการวิชาชีพที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น โดยใช้ชื่อสถาบันว่า “สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย”

สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย

อิศรา อมันตกุล ได้รับเลือกตั้งเป็นเอกฉันท์ให้เป็นนายกสมาคมนักข่าวคนแรกและเป็นติดต่อกันถึง 3 สมัย (พ.ศ. 2499 – 2500 – 2501) โดยมี สนิท เอกชัย (ค่ายสี่พระยา), ชลอ อาภาสัตย์ (ค่ายสีลม), และ เลิศ อัศเวศน์ แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมเพื่อนพ้องน้องพี่กลุ่มยังเตอร์กในวงการข่าวเวลานั้น

การชุมนุมของกลุ่มนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 5 มีนาคม พ.ศ. 2498 โดยการชุมนุมครั้งแรกเกิดขึ้นที่ ศาลานเรศวร ในสวนลุมพินี มี ชาญ สินศุข หนังสือพิมพ์สยามนิกร แห่งค่ายสีลม เป็นประธานการประชุมภายหลัง เลิศ อัศเวศน์ ชี้แจงในเบื้องต้นแล้ว

คณะผู้ก่อตั้งสมาคมนักข่าวในเวลานั้นมี 15 คน ได้แก่ โชติ มณีน้อย, เท่ห์ จงคดีกิจ, ประจวบ อัมพะเสวต, วิเชียร โรจนวงศานนท์, ถาวร มุ่งการดี, สนิท เอกชัย, เชาว์ รูปเทวินทร์, จรัญ โยบรรยงค์, กุศล ประสาร, ชลอ อาภาสัตย์, อนงค์ เมษประสาท, วิสัย สุวรรณผาติ, นพพร ตุงคะรักษ์, วิภา สุขกิจ, และเลิศ อัศเวศน์

ที่ทำการของสมาคมนักข่าวฯ ในระยะแรกเริ่มใช้ที่ทำการของหนังสือพิมพ์ต่างๆ จนในเวลาต่อมาได้ใช้พื้นที่บนอาคารโรงหนังเฉลิมกรุง และภายหลังเมื่อหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ย้ายจากที่ทำการอาคารถนนราชดำเนิน ประสิทธิ์ ลุลิตานนท์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในเวลานั้น ให้เข้าใช้อาคาร 8 ถนนราชดำเนิน นับแต่นั้นมา

อิศรามีความถนัดในการใช้ภาษาอังกฤษ เป็นผู้มีคะแนนยอดเยี่ยมทางภาษาอังกฤษในระดับประเทศ ผลงานคอลัมน์การใช้ภาษาอังกฤษ ใช้นามปากกา “แฟรงค์ ฟรีแมน นอกจากงานหนังสือพิมพ์แล้ว เขาก็คล้ายกับเพื่อนรักกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่นิยมเสนอความคิดทางการเมืองในรูปแบบงานประพันธ์และวรรณกรรม

ผลงานด้านการประพันธ์ทั้งเรื่องสั้น และเรื่องยาวหลายชิ้นมีการนำเสนอความคิดทางการเมืองอย่างชัดเจน เช่น เขาตะโกนหานายกรัฐมนตรี, นาถยา – สถาพร ผู้กลับมา และข้าจะไม่แพ้

อิศราชอบทำงานอิสระของตนเองมากกว่าที่จะเข้าสังกัด ชีวิตหนังสือพิมพ์เริ่มต้นที่หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ – ประชามิตร ร่วมกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และ มาลัย ชูพินิจ และได้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์สุวัณณภูมิ ร่วมกับทองเติม เสมรสุต (เป็นผู้ออกแบบตราสัญลักษณ์ของสมาคมนักข่าวในครั้งนั้น), วิน บุญอธึก, สว่างวงศ์ กรีบุตร, เสนีย์ เสาวพงศ์ และวิตต์ สุทธเสถียร

ภายหลังได้ทำหนังสือพิมพ์อีกหลายแห่ง เช่น หนังสือพิมพ์บางกอกรายวัน, หนังสือพิมพ์เอกราช, หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยเบื้องหลังข่าว, หนังสือพิมพ์บางกอกเดลิเมล์

อิศราถูกอำนาจเผด็จการยุคนั้นจับกุมไปคุมขังที่เรือนจำลาดยาว ด้วยข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นเวลา 5 ปี 10 เดือน ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระโดยไม่มีการฟ้องร้องศาลแต่อย่างใด ภายหลังได้ทำงานที่หนังสือพิมพ์

ชีวิตการต้อสู้ของอิศรา เป็นแบบอย่างการทำข่าวเจาะ และเขาเป็นแบบอย่างของนักหนังสือพิมพ์ผู้เคร่งครัดในหลักจริยธรรมวิชาชีพ จนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ นำชื่อมายกย่องตั้งเป็นชื่อ “รางวัลอิศรา” ให้กับผลงานข่าว – ภาพข่าวยอดเยี่ยมประจำปี อิศราคือผู้ที่กล้าประกาศว่า

“หนังสือพิมพ์ในสายตาของคนทั่วไปอาจเป็นเศษกระดาษ ซึ่งเมื่ออ่านเสร็จแล้วก็โยนทิ้งไป หรืออย่างดีก็เก็บเอาไว้ชั่งกิโลขายเจ๊ก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมอยากจะกล่าวว่าหนังสือพิมพ์คือเอกสารทางประวัติศาสตร์สันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ เดือนต่อเดือน ปีต่อปี นั่นเอง หนังสือพิมพ์วันนี้ ย่อมจะกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในวันหน้าไปอย่างแน่นอนมิพักต้องสงสัย”

อิศรา ถึงแก่กรรมเมื่อ 14 มีนาคม 2512 ด้วยโรคมะเร็ง แต่ แบบอย่างที่งดงามในความหนักแน่นต่อหลักจริยธรรม ความรักในเสรีภาพ และการต่อสู้ต่ออำนาจเผด็จการแม้แลกด้วยอิสระภาพของตนเอง เป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมวงการหนังสือพิมพ์ เสริมศรี เอกชัย (เรือใบ) เขียนถึงเขาไว้ในหนังสือวันนักข่าว 5 มีนาคม ชื่อบทความ “อิศรา ตัวตายแต่ชื่อยัง”

สำนักพิมพ์โอเลี้ยง 5 แก้ว แหล่งเพาะนักเขียนนักหนังสือพิมพ์มีบทบาทในยุคต่อมา

ปี 2500 สำนักพิมพ์เอเดียนสโตร์ และสำนักพิมพ์ก้าวหน้า เริ่มผลิตหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คขนาดมาตรฐาน รวมเรื่องสั้นราคา 6 บาท ต่อมาปี 2508 อาจินต์ ปัญจพรรค์ ตั้ง “สำนักพิมพ์โอเลี้ยง 5 แก้ว” พิมพ์เรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ออกจำหน่ายจนมีชื่อเสียงมาก

หลังจากนั้น เกิดนักเขียน “กลุ่มก้าวหน้า” เช่น รมย์ รติวัน, เจญ เจตนธรรม, นเรศ นโรปกรณ์, ลาว คำหอม และไพฑูรย์ สุนทร นำเสนอเนื้อหาแนวสะท้อนสังคม ซึ่งบางท่านในกลุ่มนี้ได้มีบทบาทในวงการหนังสือพิมพ์ไทยยุคต่อมา

พระจันทร์เสี้ยว – หนุ่มเหน้าสาวสวย

กลุ่มนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ผู้มีบทบาทสำคัญในวงการหนังสือพิมพ์ร่วมสมัย

ปี 2510 เกิดการรวมตัวของนักเขียน “กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว” ประกอบด้วย สุชาติ สวัสดิ์ศรี, วิทยากร เชียงกูร (นักวิชาการผู้เป็นเจ้าของบทประพันธ์ “ฉันจึงมาหาความหมาย”, สุรชัย จันทิมาธร (น้าหงา วงคาราบาว ที่ชื่อเสียงโด่งดังถือเป็นต้นแบบของศิลปินนักร้องเพลงเพื่อชีวิต), นิคม รายวา (นักเขียนรางวัลซีไรท์ เรื่องสั้นตลิ่งสูงซุงหนัก), วิสา คัญทัพ, ตั๊ก วงศ์รัฐ, มงคล วัชรางค์กูล, ทะนง เป็นต้น

ในปีเดียวกันเกิดนักเขียน “กลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวย” ได้แก่ สุจิตต์ วงศ์เทศ (เจ้าของบทกวี กูเป็นนิสิตนักศึกษา), ขรรค์ชัย บุนปาน, ณรงค์ จันทร์เรือง, สุวรรณี สุคนธา, มนัส สัตยารักษ์, ประเสริฐ สว่างเกษม, เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์, บรรณ วีรวรรณ เป็นต้น รวมทั้ง มีนักเขียน “กลุ่มคลื่นลูกใหม่” โดย เสถียร จันทิมาธร และสมาชิกบางคนจากกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวและกลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวยรวมกัน

สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

เฉลิม วุฒิโฆสิต – เสฐียร พันธรังษี กับการก่อตั้ง สมาคมนักหนังสือพิมพ์ฯ

การก่อตั้งสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในครั้งแรกมีนักหนังสือพิมพ์ประจำการประมาณ 50 คน มี เฉลิม วุฒิโฆสิต บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ชาวไทย เป็นหัวหน้า พบปะกันที่หนังสือพิมพ์ชาวไทย เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2508

ผู้เริ่มก่อตั้งที่มีชื่อในการจดทะเบียน 3 คน คือ เฉลิม วุฒิโฆสิต, ไชยยงค์ ชวลิต บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย และ เสลา เลขะรุจิ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ หลักเมือง สำนักงานชั่วคราวอยู่ที่ หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 9 / 2509 กำหนดให้วันที่ 20 พฤษภาคม เป็นวันเกิดของสมาคม

ต่อเมื่อมา เสฐียร พันธรังษี หนังสือพิมพ์ ชาวไทย เป็นนายกสมาคมคนต่อมา ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มอบที่ดินของกรมธนารักษ์ที่อยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เนื้อที่ 1 ไร่เศษ ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน ซึ่งเป็นบ้านพักของผู้แทนราษฎร์อยู่ เพื่อเป็นที่ก่อสร้างที่ทำการของสมาคมฯ

ในปี พ.ศ. 2512 เสฐียร พันธรังษี เป็นนายกสมาคมฯ ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการของสมาคม และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2512

นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมในปี พ.ศ. 2508 จนถึงการรวมกับสมาคมนักข่าวฯ สมาคมนักหนังสือพิมพ์มีนายกสมาคม ดังนี้ เฉลิม วุฒิโฆสิต, เสฐียร พันธรังษี, ประสิทธิ์ ลุลิตานนท์, เสริมศรี เอกชัย, โชติ มณีน้อย, สมบูรณ์ วรพงษ์, กิตติ ชูพินิจ, พอใจ ชัยเวฬุ, ศุภเกียรติ ธารณกุล, ไตรรัตน์ สุนทรประภัสสร์, บัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์, เชาว์ รูปเทวินทร์, สุทิน กาญจนไพบูลย์, สมาน สุดโต, สุวัฒน์ ทองธนากุล

โชติ มณีน้อย กับการประกาศศักดิ์ศรีกรณีนักการเมืองกล่าวหานักหนังสือพิมพ์รับอามิสสินจ้างให้โจมตี

โชติ มณีน้อย แห่งหนังสือพิมพ์ ชาวไทย เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ (5 สมัยเว้นช่วงเวลา) ปี พ.ศ. 2514 ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี พันเอกถนัด คอมันตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

พันเอกถนัด ได้ให้สัมภาษณ์ว่ามีนักหนังสือพิมพ์บางคนรับอามิสสินจ้างจากต่างชาติให้โจมตีนโยบายของตน แต่เมื่อถูกถามให้ระบุชื่อที่แน่ชัด เพราะการกล่าวเช่นนั้นทำให้วงการหนังสือพิมพ์มีมลทินมัวหมอง แต่พันเอกถนัด ปฏิเสธที่จะระบุชื่อ

กำแหง ภริตานนท์ แห่งหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นายกสมาคมนักข่าวฯ พ.ศ. 2524- 2525 เขียนเล่าถึงปฏิกิริยาหนังสือพิมพ์ไว้ว่า สมาคมวิชาชีพในเวลานั้น คือ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย และสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย เรียกประชุมกรรมการบริหาร ณ ที่ทำการสมาคมนักข่าว (ในเวลานั้นตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนิน)

ที่ประชุมมอบกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วย นเรศ นโรปกรณ์, มานิจ สุขสมจิตร, สมบูรณ์ วรพงษ์, ประสาน มีเฟื่องศาสตร์, ละเอียด พิบูลสวัสัดิ์, ชิต วิภาสธวัช, ปรีชา พบสุข, เฉลียว จงเจริญ และ มารุต บุนนาค ที่ปรึกษากฎหมายของสมาคมนักข่าวฯ เขียนร่างแถลงการณ์ตอบ

หลังจากนั้นพันเอกถนัด ได้เชิญผู้แทนสมาคมทั้ง 4 เข้าพบเพื่อทำความเข้าใจและออกแถลงการณ์ว่ารัฐมนตรียังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของนักหนังสือพิมพ์ แต่หลังจากนั้น รัฐมนตรีก็ยังก้าวร้าวเช่นเดิม หนังสือพิมพ์ก็ “คว่ำบาตร” จนทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องเชิญทุกฝ่ายทำความเข้าใจ และให้รัฐมนตรีถอนแจ้งความ

ต่อสู้กับ คำสั่ง ปร. 42 ยุคมานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์มือกฎหมาย

มานิจ สุขสมจิตร แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นนายกสมาคมนักข่าวใน พ.ศ. 2517 - 2518 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองเพิ่งจะสงบลงจากเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516 หนังสือพิมพ์มีความคึกคักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

วงการหนังสือพิมพ์ได้รับความคาดหวังไปให้อยู่ข้างประชาชน ไปพร้อมๆ กับการเรียกร้องให้จัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ขึ้นมาควบคุมจริยธรรมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์

ในเวลานั้น ฝ่ายผู้มีอำนาจได้ใช้อำนาจตามคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 42 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 โดยมีอำนาจสั่งปิดหนังสือพิมพ์

มานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์ มือกฎหมาย นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ให้ความสำคัญมาตลอด นับตั้งแต่รัฐบาลดำเนินการออกคำสั่งฉบับนี้

การรณรงค์ให้มีการยกเลิก ปร. 42 มาสำเร็จใน พ.ศ. 2533 ยุคที่สมาคมนักข่าวฯ มีนายกสมาคมฯ คือ ไพฑูรย์ สุนทร แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ร่วมค่ายกับมานิจ สุขสมจิตร นั่นเอง

ในเวลานั้น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี สมาคมนักข่าวฯ เป็นแกนกลาง ในการประสานงานกับผู้ประกอบวิชาชีพข่าวทั่วประเทศ เพื่อเคลื่อนไหวในนาม “สมัชชานักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” จนได้รับการยกเลิก รวมเวลาคำสั่ง ปร.42 ใช้บังคับนานถึง 14 ปี

วิภา สุขกิจ แบบฉบับนักข่าวหญิงแกร่ง ขึ้นชั้นนายกหญิงคนแรกของสมาคมนักข่าวฯ

วิภา สุขกิจ เป็นชื่อจริงของเจ้าของฉายานาม “เจ๊วิภา” ที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์รุ่นหลังเรียกขานด้วยความเคารพรัก ทั้งยังเกรงในความแกร่งของนักข่าวหญิงผู้นี้ ชีวิตหนังสือพิมพ์เริ่มต้นที่ หนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” ในปี พ.ศ. 2498 ปีเดียวกันกับการก่อตั้งสมาคมนักข่าวฯ โดยการชักชวนของ ทวีป วรดิลก บรรณาธิการ ผู้เป็นเตรียม มธก. รุ่นพี่

ก่อนที่จะฝากชีวิตนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ที่งดงามให้รุ่นหลังได้เป็นแบบอย่างที่ หนังสือพิมพ์มติชน ตามคำชักชวนของพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร แห่งหนังสือพิมพ์มติชน (นายกสมาคมนักข่าวฯ พ.ศ.2521) เคยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการ และสุดท้ายเป็นที่ปรึกษา

ขรรค์ชัย บุนปาน เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชน กล่าวถึง เจ๊วิภา เจ้าของนามปากกาคอลัมน์สังคม ชื่อ “หญิงเล็ก” ว่า “เหล็กน้ำพี้ยังแสยง”

วิภา สุขกิจ เป็นนักข่าวหญิงรุ่นบุกเบิกทีทำงานเคียงข้างนักข่าวชายอย่างทรหดอดทน ไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตรายใดๆ เป็นผู้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ของบ้านเมืองมามากมาย รายงานข่าวนายกรัฐมนตรีมาแทบทุกสมัย และต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมต่างๆอย่างกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว

ได้รับยกย่องจากมูลนิธิศาสตราจารย์บำรุงสุข สีหอำไพ ผู้ก่อตั้งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ผู้หญิงคนแรก ในปี พ.ศ. 2528 - 2529

สู้เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชนท่ามกลางเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ นำโดยบัญญัติ ทัศนียะเวช

ในปี พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี บ้านเมืองเข้าสู่ความสบสน สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกปิดกั้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะข่าวที่เผยแพร่ทางสื่อมวลชนประเภทวิทยุและโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อของหน่วยงานภาครัฐ ในเวลานั้นประชาชนได้รับข่าวสารที่สนับสนุนรัฐบาลเพียงด้านเดียว

บัญญัติ หรือที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์กล่าวถึงด้วยความเคารพว่า “เจ๊ญัติ”เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ระหว่าง พ.ศ. 2534 – 2535 อันเป็นช่วงที่สมาคมนักข่าวในฐานะองค์กรวิชาชีพนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ต้องประกาศอุดมการณ์หนังสือพิมพ์ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง “พฤษภาทมิฬ” ใน พ.ศ. 2535

บัญญัติ ทัศนียะเวช เป็นนักข่าวหญิงรุ่นบุกเบิก เริ่มต้นชีวิตหนังสือพิมพ์ที่ สยามนิกร และย้ายมาอยู่ที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จนปัจจุบัน บัญญัติ เป็นต้นแบบของนักข่าวหญิงที่เด็ดเดี่ยว และยึดหลักจริยธรรมอีกผู้หนึ่ง ได้รับการยกย่องให้เป็นกรรมการจรรยาบรรณของสมาคมนักข่าวมาตลอด

กลุ่มนักข่าวหญิงรุ่นบุกเบิก นอกจากบัญญัติ, วิภา แล้วก็มี สมศรี ตั้งตรงจิตร, เสริมศรี เอกชัย, อนงค์ เมษประสาท, จิรภา อ่อนเรือง, ผุสดี คีตะวรนาฏ, คณิต นันทวาณี, ยุวดี ธัญญสิริ, ชุติมา บูรณะรัชดา เป็นต้น

หนังสือพิมพ์ยุคธุรกิจหนังสือพิมพ์ (พ.ศ. 2535 – 2540)

ยุคทองของหนังสือพิมพ์แนวเศรษฐกิจ-การเมือง

หนังสือพิมพ์ในยุคธุรกิจหนังสือพิมพ์นี้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปลายยุคการเมืองที่เศรษฐกิจเพื่องฟู และได้เติบโตต่อเนื่องมา กล่าวคือ ผลจากความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ในช่วงปลายปี 2530 ส่งผลเรื่อยมา

ภาวะเศรษฐกิจดังกล่าวส่งผลให้มีหนังสือพิมพ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองเกิดขึ้นหลายฉบับ จนอาจกล่าวได้ว่าเป็น “ยุคทองของหนังสือพิมพ์แนวเศรษฐกิจการเมือง” (Economic – Political Newspaper) เลยทีเดียว

เปิดฉากสมาคมนักข่าวฯ ยุคริเริ่มโครงการใหม่ๆ ในยุคปราโมทย์ ฝ่ายอุประ

ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬสิ้นสุดลง ประเทศไทยมีนายอานันท์ ปันยารชุณ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการเลือกตั้ง นายชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการผสมหลายพรรคการเมือง เช่นเดียวกับในช่วงเวลาต่อมาในสมัยนายกรัฐมนตรี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และนายบรรหาร ศิลปอาชา

ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ระหว่างพ.ศ. 2536 – 2537 มีนโยบายสำคัญในการปรับปรุงให้ที่ทำการของสมาคมนักข่าวฯ ในยุคที่ตั้งอยู่ที่อาคาร 8 ถนนราชดำเนิน มีลักษณะเป็นแหล่งพบปะชุมนุมของนักข่าว เรียกว่า “เพรสคลับ” หรือ “Press Club”

กรรมการบริหารสมาคมนักข่าวฯ สมัยนี้ที่เป็นนักข่าวรุ่นหลัง เช่น ภัทระ คำพิทักษ์, ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี, ดิสทัต โรจนาลักษณ์, สันชาย จันทราวัฒนากุล เข้ามามีบทบาทนำเสนอแนวความคิดใหม่ๆ ให้กับโครงการของสมาคมนักข่าวฯ ที่ดำเนินการมาจนปัจจุบันหลายโครงการ เช่น โครงการเพรสคลับ, โครงการอบรมนักข่าวใหม่, โครงการสัปดาห์อิศรา อมันตกุล, โครงการประกวดหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติในสถาบันการศึกษา, โครงการพิราบน้อย เป็นต้น

ช่วยเหลือนักข่าวประสบภาวะวิกฤติและคัดค้านการออกกฎหมายควบคุมหนังสือพิมพ์ ยุคชุติมา บูรณะรัชดา

ชุติมา บูรณะรัชดา เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ระหว่าง พ.ศ. 2540 – 2541 ซึ่งเป็นช่วงเวลา “ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก” (bubble economy) ทำให้นักข่าวต้องประสบกับภาวะวิกฤติไปด้วย

ผลจากภาวะเศรษฐกิจวิกฤติเศรษฐกิจทำให้หนังสือพิมพ์หลายฉบับต้องปิดตัวเองลง หรืออย่างน้อยก็มีการปรับเปลี่ยนองค์กรภายใน มีการจัดโครงการอาสาสมัครลาออก (early retire) ในหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับ เป็นผลให้ในช่วงนั้น มีผู้สื่อข่าวตกงานมากถึงกว่า 3,000 คน นับเป็นประวัติการณ์ครั้งสำคัญในวงการหนังสือพิมพ์ไทย ในช่วงเวลานี้ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้มีโครงการช่วยเหลือนักข่าวมากมายหลายโครงการ

ตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติสำเร็จ

เหตุการณ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์หนังสือพิมพ์ไทยที่เกิดขึ้นในช่วงปลายของยุคนี้คือ การจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อควบคุมกันเองของวงการหนังสือพิมพ์ได้สำเร็จ เมื่อ 4 กรกฎาคม 2540 เป็นสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

มานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์อาวุโสจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติคนแรก ต่อมา พ.ศ. 2545 สมชาย กรุสวนสมบัติ เจ้าของคอลัมน์ “ซอกแซก โดยซูม” ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นประธานคนที่สอง

ปัจจุบัน พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร แห่งหนังสือพิมพ์มติชน อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ พ.ศ. 2521 เป็นประธานฯ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในการควบคุมจริยธรรมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ มีองค์กรสมาชิก 36 องค์กรวิชาชีพหนังสือพิมพ์จากทั่วประเทศ

หนังสือพิมพ์ยุคปฏิรูปสื่อ (พ.ศ. 2540 – ปัจจุบัน)

รวมสมาคมนักข่าว + สมาคมนักหนังสือพิมพ์ ขยายความร่วมมือกับองค์การวิชาชีพในต่างประเทศ ยุคกวี จงกิจถาวร

หลังจากนักหนังสือพิมพ์อาวุโสในวงการหนังสือพิมพ์ไทยมีความเห็นตรงกันในรวมสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย กับสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็น “สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย”

กวี จงกิจถาวร แห่งหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เป็นนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์คนแรก ใน พ.ศ. 2542 และ พ.ศ. 2543, 2544

คณะกรรมการบริหารชุดแรก กำหนดนโยบายการทำงานไว้ 4 ประการ คือ พัฒนาความเป็นปึกแผ่นขององค์กรวิชาชีพหลังจากรวมสมาคม, ส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ยึดมั่นในจรรยาบรรณ และเป็นกลาง เพื่อให้เกิดการยอมรับและน่าเชื่อถือในวิชาชีพต่อสังคม,

พัฒนาการประกอบวิชาชีพด้านการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่ผู้นำทางความคิด และเสริมสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาคม สมาชิก องค์กรผู้ประกอบธุรกิจสื่อมวลชน และองค์กรวิชาชีพในต่างประเทศ

กรรมการบริหารได้วางแผนการดำเนินงานในแต่ละนโยบายอย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการย้ายที่ทำการจากอาคาร 8 ถนนราชดำเนิน มารวมกันที่อาคารสมาคมนักหนังสือพิมพ์ฯ เดิมที่ถนนสามเสน

งานของกรรมการยุคนี้ จึงเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางวัตถุและทางการบริหาร เพื่อรองรับกิจกรรมในอนาคต ที่สมาคมจะต้องรองรับหน้าที่สำนักงานเลขาธิการขององค์กรทางด้านสื่อมวลชนต่างๆ อีกด้วย

หลังจากนั้น วีระ ประทีปชัยกูร แห่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เป็นนายกสมาคมคนที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2545 – 2546 ปัจจุบัน ผุสดี คีตะวรนาฏ แห่งหนังสือพิมพ์ภาษาจีน ซิงจงเอี๋ยน เป็นนายกสมาคมฯ

ในยุคนี้หนังสือพิมพ์ต้องถูกตรวจสอบโดยองค์กรต่างๆ มากมาย รวมทั้ง จากประชาชนผู้อ่านหนังสือพิมพ์ จึงเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเอื้อประโยชน์ให้นักข่าวนักหนังสือพิมพ์สามารถทำหน้าที่เป็นคุณต่อสังคมโดยยึดหลักจริยธรรมวิชาชีพได้มากขึ้นกว่าในอดีตจนเป็นที่ยอมรับจากสังคมในที่สุด

]]>
supachai@marvelic.co.th (Administrator) ประวัติเกี่ยวกับสมาคม Mon, 25 May 2009 09:39:22 +0000
ประวัติสื่อสารมวลชนในประเทศไทย http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/76-history-of-mass-communication-in-thailand http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/76-history-of-mass-communication-in-thailand นิตยสาร

พ.ศ. 2489 มีนิตยสารเกิดขึ้นมากมายเนื่องจากความก้าวหน้าทางด้านเทคนิคการพิมพ์ นิตยสารบางฉบับมีจำนวนจำหน่ายสูงเป็นเรือนหมื่นแต่ก็มีไม่กี่ฉบับที่อายุยืนยาว

พ.ศ. 2490 เกิดนิตยสาร “สตรีสาร” ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ให้ประโยชน์ต่อผู้อ่านทั้งครอบครัวและเป็นนิตยสารที่มีอายุยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้ มียอดจำหน่ายสูงสุดในปัจจุบัน 60,000 เล่ม/สัปดาห์

พ.ศ. 2497 เกิดนิตยสาร “สกุลไทย” เป็นนิตยสารในแนวที่มุ่งผู้อ่านทั่วไป และยังติดตลาดอยู่อย่างเหนียวแน่นโดยไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่ากลุ่มผู้ทำจะเปลี่ยนไปก็ตาม

พ.ศ. 2499 เกิดนิตยสาร “สังคมศาสตร์ ปริทัศน์” ซึ่งเป็นนิตยสารประเภทวิชาการที่มียอดจำหน่ายสูงถึง 5,000 ฉบับ อันเป็นปรากฏการณ์ที่ยังไม่มีนิตยสารในแนววิชาการฉบับใดทำได้มาก่อนในขณะนั้น

พ.ศ. 2511 เกิดนิตยสาร “ขวัญเรือน”

พ.ศ. 2513 เกิดนิตยสาร “กุลสตรี” ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน นิตยสารในระยะนี้เกาะกลุ่มผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงมากขึ้น

พ.ศ. 2514 เกิดนิตยสาร “บีอาร์” ซึ่งรูปแบบนิตยสารเป็นแบบสมัยใหม่และได้รับอิทธิพลมาจาก นิตยสารต่างประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกา นิตยสาร “ บีอาร์ ” มีวางจำหน่ายบ้างและหยุดวางจำหน่ายบ้างสลับกันไป และต่อมาได้หยุดกิจการไปในที่สุด

พ.ศ. 2516 เกิดนิตยสาร “ลลนา” ซึ่งได้นับว่าเป็นนิตยสารผู้หญิงฉบับแรก ที่ให้ความสำคัญกับการจัดรูปเล่มและภาพประกอบในแนวอันเป็นแบบฉบับของนิตยสารผู้หญิงในปัจจุบัน

พ.ศ. 2519 มีนิตยสารอีกกล่มหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลรูปแบบและวิธีการจากนิตยสารต่างประเทศโดยเฉพาะนิตยสารอเมริกัน ซึ่งถือว่ากาสรโฆษณาสินค้าเป็นบริการอย่างหนึ่งที่มีไว้ให้ผู้อ่านนิตยสารฉบับนี้ จะนิยมออกแบบโฆษณาอย่างประณีต สวยงาม เนื้อที่โฆษณาอยู่ในส่วนที่สำคัญ ๆ ของเล่มเช่น “ดิฉัน” “บ้านและสวน” เป็นต้น

พ.ศ. 2520 เกิดนิตยสาร “ประชาชาติธุรกิจ” ซึ่งเป็นนิตยสารธุรกิจของหนังสือพิมพ์รายวัน “ประชาชาติ” และมุ่งเจาะกลุ่มการตลาดและธุรกิจโดยเฉพาะ

พ.ศ. 2521 แนวโน้มของนิตยสารมุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะด้านมากขึ้น เช่น ในด้านการแพทย์ มีนิตยสาร “หมอชาวบ้าน” และ “ใกล้หมอ”

พ.ศ. 2522 เกิดนิตยสาร “แพรว” มุ่งให้การโฆษณาเป็นส่วนสำคัญของหนังสือเช่นกัน

พ.ศ. 2523 การจัดทำนิตยสารในระยะนี้ มีลักษณะเป็นธุรกิจมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการขยายตัวทำนิตยสารหลายฉบับ โดยใช้ผู้ดำเนินการหลักชุดเดียวกัน อาทิ นิตยสาร “คู่แข่ง ”

รายเดือนซึ่งมุ่งเกี่ยวกับการโฆษณาและการตลาด ผู้ดำเนินการก็จัดทำนิตยสาร “คลังสมอง” ด้วยกลุ่มผู้นำ “ไอไฟสเตอริโอ” รายเดือนที่เป็นเรื่องเครื่องเสียงก็ทำ “วีดีโอ รีวิว” “ คอมพิวเตอร์ รีวิว” ออกมาด้วยเช่นกัน

พ.ศ. 2524 มีนิตยสารเกิดขึ้นตามภูมิภาค เพื่อผู้อ่านในท้องถิ่นมากขึ้น เช่น “สะตอ” รายสัปดาห์ออกที่สุราษฏร์ธานี มีการขยายตัวในแนวธุรกิจ เช่น นิตยสารการเงินธนาคาร ให้ข่าวธุรกิจ ข้อมูลเศรษฐกิจ และการวิเคราะห์แบบเจาะลึก สำหรับนักการเงินการธนาคาร

พ.ศ. 2525 เกิดนิตยสาร “โฟโตแอนด์กราฟฟิก” ซึ่งเน้นเรื่องการถ่ายภาพและกราฟฟิก

พ.ศ. 2526 เกิดนิตยสาร “ธุรกิจที่ดิน” ที่ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม ตามความต้องการของผู้อ่าน

พ.ศ. 2528 นิตยสาร “แพรว” เริ่มนำแทนพิมพ์ 5 สี มาใช้ในการพิมพ์

พ.ศ. 2529 นิตยสาร “กุลสตรี” และนิตยสาร “ขวัญเรือน” นำแทนพิมพ์ 4 สี มาใช้ในการพิมพ์ การทำนิตยสารในระยะนี้เป็นธุรกิจที่นับว่าประสบความสำเร็จ ยอดจำหน่ายสูงมาก อย่างเช่น นิตยสาร “ ขวัญเรือน” มียอดจำหน่าย 160,000 เล่ม/สัปดาห์

นิตยสาร “สังคมศาสตร์ ปริทัศน์” ได้หยุดพิมพ์จำหน่าย โดยจัดพิมพ์ฉบับพิเศษรอบ 30 สิบปี เป็นฉบับสุดท้ายเมื่อเดือนกรกฎาคม

ภาพยนตร์

พ.ศ. 2489 กิจการภาพยนตร์ ได้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ได้ยุติลงในระยะสงครามโลกครั้งที่ 2

พ.ศ. 2490 มีการแข่งขันกันในกิจการโรงภาพยนตร์และการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ

พ.ศ. 2496 บริษัทหนุมานภาพยนตร์ สร้างหนังระบบพูดระบบ 35 มม. เรื่อง “ สันติวีณา ” ซึ่งเป็นเรื่องแรก และได้รับความสำเร็จอย่างสูง ในด้านชื่อเสียง เมื่อส่งเข้าร่วมประกวด

ในงานมหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงโตเกียว ได้รับรางวัล 3 รางวัล คือ ด้านการถ่ายภาพ การกำกับศิลป์ และการเผยแพร่วัฒนธรรมประจำชาติ

พ.ศ. 2499 มีการเคลื่อนไหวที่จะรวมกลุ่มผู้สร้างหนังพูดมาตรฐาน ( ระบบ 35 มม. เสียงในฟิล์ม ) เข้าด้วยกันเป็นบริษัทแห่งชาติแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

พ.ศ. 2500 การสร้างหนังไทยและพากย์ระบบ 16 มม. เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก โดยมีดาราคู่ขวัญ มิตร-เพชรา ปรากฏอยู่ในหนังเกือบทุกเรื่อง ที่สร้างขึ้นมาในระยะนี้

พ.ศ. 2505 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรม

พ.ศ. 2507 มีประกาศยอมรับให้กิจการสร้างภาพยนตร์เป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่ง แต่ยังไม่ให้สิทธิที่จะได้รับการส่งเสริมโดยอ้างว่า กิจการสร้างหนังไทย ยังไม่มีหลักฐานเป็นปรึกแผ่น

พ.ศ. 2510 จัดตั้งสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ไทยขึ้น และดำเนินการเรียกร้องให้รัฐบาลให้สิทธิส่งเสริมการลงทุนแก่ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยในระบบมาตรฐาน

พ.ศ. 2513 มีหนังไทยมาตรฐานเรื่องสำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน 2 เรื่อง คือ “มนต์รักลูกทุ่ง” และ “โทน” ซึ่งมีผลทำให้หนังไทยมาตรฐานได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับกับประชาชนทั่วไป

มิตร ชัยบัญชา พระอกคู่บุญของวงการหนังไทย 16 มม. ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิต ทำให้หนัง 16 มม. ที่กำลังสร้างอยู่ล้มเลิกไป และไม่มีผู้ใดสร้างขึ้นมาอีก

พ.ศ. 2514 กิจการสร้างหนังไทยเข้าสู่ระบบมาตรฐานทั้งวงการ

พ.ศ. 2519 รัฐบาลประกาศขึ้นภาษีหนังต่างประเทศ เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ของรัฐ และส่งเสริมอุตสาหกรรมการสร้างหนังไทย

พ.ศ. 2525 รัฐบาลได้ให้สิทธิส่งเสริมการลงทุนแก่ผู้สร้างหนังไทยมาตรฐาน ในระหว่างปี 2522-2526 มีการสร้างภาพยนตร์ไทยประมาณ 609 เรื่อง

พ.ศ. 2527 กระทรวงศึกษาธิการ อนุมัติให้กรมศิลปากร จัดทำโครงการ จัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2527 โดยใช้อาคารโรงกษาปณ์สิทธิการ ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพ ฯ เป็นอาคารที่ตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติ

พ.ศ. 2526-2530 กิจการภาพยนตร์ได้รับความกระทบกระเทือนเป็นอย่างมาก จากการแข่งขันของกิจการโทรทัศน์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการวีดีโอเทปในปัจจุบัน

สถาบันการศึกษากับวิชาการสื่อสารมวลชน

พ.ศ. 2491 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรวิชาการหนังสือพิมพ์ภาคค่ำ

พ.ศ. 2497 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางวารศาสตร์ขึ้นเป็นครั้งแรก ในแผนกวารศาสตร์สังกัดคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

พ.ศ. 2507 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดตั้งภาควิชาสื่อสารมวลชน

พ.ศ. 2508 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดตั้งแผนกอิสระสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์

พ.ศ. 2508 เนื่องมีการสอนทางด้านวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้จัดตั้ง “สถานีวิทยุธรรมศาสตร์” ขึ้นโดยได้รับความร่วมมือ จากกรมประชาสัมพันธ์โดยส่วนหนึ่งเป็น

เรื่องปฏิบัติการสำหรับนักศึกษา และสำหรับการส่งกระจายเสียงนั้นดำเนินการในลักษณะเป็นบริการทางวิชาการ สำหรับประชาชน

“สถานีวิทยุจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ส่งกระจายเสียงอย่างเป็นทางการเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2508 วัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อเผยแพร่ข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย แต่

ปัจจุบันได้ใช้สถานีวิทยุจุฬาฯ เป็นที่ฝึกงานของนิสิตแผนกวิชาอิสระสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ ของคณะนิเทศศาสตร์ รวมทั้งนิสิตปริญญาตรีและปริญญาโท ของภาควิชาโสตทัศน์ศึกษา คณะครุศาสตร์ด้วย

พ.ศ. 2513 แผนกวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการยกฐานะเป็นแผนกอิสระเทียบเท่าคณะในมหาวิทยาลัย เรียกชื่อว่า แผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

พ.ศ. 2514 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดสอนสาขาการสื่อสารมวลชน (มีสถานภาพเป็นคณะวิชาหนึ่ง) เน้นวิชาเอกการประสัมพันธ์ ผู้จบการศึกษาได้รับปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต (การสื่อสารมวลชน) หรือ ศศ.บ. (การสื่อสารมวลชน) (หลักสูตรในขณะนั้นได้อนุมัติเปิดสอน 2 สาขาวิชาคือ การประชาสัมพันธ์และวารสารศาสตร์)

พ.ศ. 2517 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยกฐานะแผนกอิสระสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์เป็นคณะนิเทศศาสตร์

พ.ศ. 2520 มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดภาควิชาการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ในคณะบริหารธุรกิจ

พ.ศ. 2520 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ยกสถานภาพสาขาวิชาการสื่อสารมวลชน เป็นคณะการสื่อสารมวลชน

พ.ศ. 2521 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสอนในระดับปริญญาโทเป็นแห่งแรก ในสาขานิเทศศาสตร์พัฒนาการ

พ.ศ. 2522 งานวิชาวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ขยายกว้างขวางยิ่งขึ้น มีการปรับปรุงหลักสูตร เพื่อจัดสอนวิชาสาขาต่าง ๆ ทางสื่อสารมวลชนหลาย ๆ แขนง แผนกอิสระดังกล่าวจึงได้รับการยกฐานะเป็นคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนเป็นต้นมา

พ.ศ. 2523 มหาวิทยาลัยกรุงทพ เปลี่ยนชื่อคณะสื่อสารมวลชน เป็นคณะนิเทศศาสตร์และเปลี่ยนชื่อปริญญาเป็นนิเทศศาสตร์บัณฑิต (นศ.บ) และเปิดสอน สาขาวิชาการโฆษณา เป็นวิชาเอกในสาขาวิชาวารสารศาสตร์เป็นรุ่นแรก

พ.ศ. 2524 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดภาควิชาศิลปะนิเทศขึ้นในคณะมนุษยศาสตร์ และแบ่งแยกการสอนออกเป็น 2 สาขา คือ สาขาดนตรีและการสื่อสารมวลชน

พ.ศ. 2525 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เริ่มเปิดสอนระดับปริญญาโท โดยจัดการศึกษาในภาคค่ำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ประกอบอาชีพทางด้านสื่อสารมวลชน เปิดสอน 3 สาขา คือ ทฤษฎีและวิจัยสื่อสารมวลชน นโยบายในการวางแผนการสื่อสาร และสื่อสารพัฒนาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เริ่มเปิดสอนวิชาเอกในสาขาการโฆษณารุ่นแรก

พ.ศ. 2527 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จัดตั้งคณะนิเทศศาสตร์แล้เปิดสอนรุ่นแรก

พ.ศ. 2530 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปรับปรุงหลักสูตรที่เปิดสอนทุกสาขาวิชา รวมทั้งของอนุมัติเปิดสอนสาขาวิชาการแสดง

]]>
supachai@marvelic.co.th (Administrator) ประวัติเกี่ยวกับสมาคม Mon, 25 May 2009 09:13:45 +0000
ประวัติอาคารสมาคมฯ http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/75-building-history-association http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/75-building-history-association ประวัติความเป็นมาของอาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

อาคารที่ทำการของ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เป็นอาคารที่มีขนาดสูง 3 ชั้น กว้าง 12.50 เมตร ยาว 24 เมตร สร้างในที่ดินขนาด 1 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา ณ เลขที่ 538 / 1 ถนนสามเสน เขตดุสิต กทม. ตั้งแต่ปี 2512 (สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในขณะนั้น) โดยสมาคม ได้รับการอนุเคราะห์จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้เช่าที่ดินในอัตราพิเศษเนื่องจากสมาคม ฯ เป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าเสด็จวางศิลาฤกษ์อาคารสมาคมฯ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2512 และเมื่อก่อสร้างอาคารเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดอาคารสมาคม ฯ เมื่อ วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2514 ซึ่งในโอกาสนี้เองทรงได้พระราชทานพระราชดำรัสมีความตอนหนึ่งว่า

"นักหนังสือพิมพ์เป็นผู้เสนอข่าวสาร ความรู้ ความคิดเห็น รวมทั้งเป็นปากเสียงแทนผู้อื่น ทุกเรื่องทุกสิ่งที่ท่านนำลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แพร่หลายไปได้โดยรวดเร็วและกว้างขวางอย่างไม่มีขอบเขต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ ด้วยความคิดพิจารณาที่รอบคอบ ด้วยความสุจริต ยุติธรรม และด้วยความสำนึกในความรับผิดชอบเป็นพิเศษอยู่เป็นนิตย์"

]]>
supachai@marvelic.co.th (Administrator) ประวัติเกี่ยวกับสมาคม Mon, 25 May 2009 08:23:38 +0000
การต่อสู้ของสมาคมฯ http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/15-the-battle-of-the-association http://tja.or.th/about-us/2011-04-20-11-45-03/15-the-battle-of-the-association การต่อสู้ของนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ไทย

หนังสือพิมพ์นับเป็นสื่อมวลชนที่มีความเป็นมายาวนานที่สุดในบรรดาสื่อมวลชนทุกประเภท นับแต่หนังสือพิมพ์อุบัติขึ้นในสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาร่วม 2 ศตวรรษ นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ไทยแต่ละยุคสมัยได้อุทิศตนร่วมกับประชาชนและสังคม ในการต่อสู้เพื่อให้ได้รับสิทธิและเสรีภาพจากผู้มีอำนาจตลอดมา

 

ประวัติของการต่อสู้เชิงสิทธิเสรีภาพการสื่อสารของประชาชนและสังคม จึงมีความเป็นมาที่ยาวนาน และน่าภาคภูมิยิ่ง

 

หนังสือพิมพ์ไทยเริ่มต้นขึ้นในสังคมไทยเมื่อใด   จากประวัติศาสตร์พบว่าสื่อสิ่งพิมพ์ในไทยเริ่มจากประกาศของราชการ จนพัฒนาเป็นสื่อประเภทหนังสือพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายๆ กับนิตยสาร และเมื่อสังคมยอมรับการแสดงความคิดเห็นกว้างขวาง และเนื้อหาที่เพลิดเพลินก็เกิดเป็นนิตยสาร ขณะที่หนังสือพิมพ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ และเนื้อหาอย่างต่อเนื่องตลอดมา

 

ประวัติการต่อสู้ของนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ไทยอาจแบ่งออกเป็น 5 ยุค โดยอาศัยกรอบความคิดเกี่ยวกับสภาพทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมมาประกอบการแบ่งลำดับเวลา ได้ดังนี้

  1. ยุคแรกเริ่มโดยศาสนจักร (ก่อน พ.ศ. 2349) หรือยุคของมิชชันนารี ก่อนสมัยรัชกาลที่ 4
  2. ยุคราชสำนัก (พ.ศ. 2347   2475) สมัยรัชกาลที่ 4 ที่กิจการการพิมพ์ได้เริ่มต้นขึ้นในไทยอย่างเป็นทางการ จนถึงรัชกาลที่ 7 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตย
  3. ยุคการเมือง (พ.ศ. 2475   2535) นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนถึงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองครั้งสุดท้าย (พฤษภาทมิฬ)
  4. ยุคธุรกิจหนังสือพิมพ์ (พ.ศ. 2535   2540) นับจากสิ้นสุดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง จนกระทั่งมีการปฏิรูปการเมือง ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
  5. ยุคการปฏิรูปสื่อ (พ.ศ. 2540   ปัจจุบัน) เริ่มจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่มีการปฏิรูปสื่อมวลชนตามมาตรา 39   40 ในวงวิชาชีพหนังสือพิมพ์ก็ได้จัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติขึ้นสำเร็จ จนกระทั่งปัจจุบันนี้

 


หนังสือพิมพ์ยุคแรกเริ่มโดยศาสนจักร (ก่อน พ.ศ. 2349)

ยุคแรกเริ่มโดยศาสนจักร (ก่อนปี พ.ศ. 2349) คือ ยุคก่อนรัชกาลที่ 4 กล่าวคือ นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนถึงรัชกาลที่ 3 กิจการการพิมพ์ของไทยในยุคแรกเริ่มนี้ ดำเนินการโดยกลุ่มชาวต่างประเทศที่เข้ามาตั้งหลักฐานในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นพวกมิชชันนารีที่เข้ามาอเมริกันที่เข้ามาสอนศาสนา

หมอบรัดเลย์กับบางกอกรีคอร์ดเดอร์ : จุดเริ่มของการร้องขอสิทธิเสรีภาพหนังสือพิมพ์ในไทย

หมอแดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) ซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริตส์ มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์หนังสือพิมพ์ไทย เป็นผู้เริ่มต้นจัดทำสิ่งพิมพ์ที่มีลักษณะบันทึกจดหมายเหตุ คล้ายๆ กับหนังสือพิมพ์ ชื่อ  บางกอก รีคอร์เดอร์  จึงถือกันว่าหนังสือพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์ได้เริ่มต้นขึ้นในยุคนี้

 

บางกอก รีคอร์เดอร์ ถือเป็นหนังสือพิมพ์รายปักษ์ฉบับแรกที่มีการจัดพิมพ์ในไทย โดยชาวต่างชาติ พิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ออกตีพิมพ์อยู่ไม่ถึง 2 ปีก็ต้องปิดกิจการ

 

แม้หมอบรัดเลย์ เป็นชาวต่างชาติก็ตาม แต่บทบาทของหนังสือพิมพ์ที่หมอบรัดเลย์เริ่มก็ได้รับการยอมรับว่า นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องสิทธิให้กับคนไทย รวมทั้งผู้ไร้อำนาจในสังคม

 

หลังจากนั้น ก็มีหนังสือพิมพ์ออกมาหลายฉบับ ทั้งรายสัปดาห์ รายปักษ์ และรายปี โดยมีเจ้าของและบรรณาธิการเป็นมิชชันนารีอเมริกันทั้งสิ้น

 

ในยุคแรกเริ่มของมิชชันนารีอเมริกันนี้เป็นการเริ่มต้นของกิจการหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยในสมัยต่อมาของยุคราชสำนัก ซึ่งนับจุดเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากในรัชกาลที่ 4 กิจการการพิมพ์ในไทยมีการดำเนินการอย่างชัดเจนทั้งโดยชาวต่างชาติและคนไทย

 


หนังสือพิมพ์ยุคราชสำนัก (พ.ศ. 2349   2475)

ยุคราชสำนักเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 7 (ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยใน พ.ศ. 2475) ความโดดเด่นของหนังสือพิมพ์ยุคราชสำนักคือ เจ้านายในพระราชสำนัก รวมทั้ง รัชกาลที่ 4 เอง ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดพิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งในรูปแบบหนังสือเล่ม นิตยสาร และหนังสือพิมพ์

 

นอกเหนือจากชาวต่างชาติกลุ่มมิชชันนารีอเมริกันที่มีบทบาทมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มโดยศาสนจักร และยังมีบทบาทต่อเนื่องมาจนถึงสมัยยุคราชสำนักที่ยิ่งมีบทบาทมากขึ้นเช่นเดียวกัน หนังสือพิมพ์ในยุคราชสำนัก ได้ถูกนำมาใช้เพื่อการเผยแพร่ข่าวราชการในยุคราชสำนัก

 

รัชกาลที่ 4 กับหนังสือพิมพ์ราชกิจจานุเบกษา : สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มแรกของคนไทย

หนังสือพิมพ์ราชกิจจานุเบกษา พิมพ์ในรัชกาลที่ 4 ในปี พ.ศ. 2401 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้จัดทำ ไม่มีกำหนดออกชัดเจน นับเป็นเริ่มแรกของการพิมพ์หนังสือโดยคนไทย ทำให้งานหนังสือพิมพ์เป็นเสมือนบทสนทนาในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ

 

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของหนังสือพิมพ์ราชกิจจานุเบกษา ออกมาเพื่อชี้แจงข่าวต่างๆ ที่หมอบรัดเลย์ตีพิมพ์ข่าวคลาดเคลื่อน เพื่อตอบโต้บทวิพากษ์วิจารณ์ของหมอบรัดเลย์เกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง เพื่อประกาศกฎหมายที่พระองค์ทรงประกาศใช้ และเพื่อแจ้งข่าวบริหารกิจการบ้านเมือง

 

ออกได้ปีเดียวก็เลิก และมาออกใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2417 กำหนดออกเป็นรายสัปดาห์ มาถึงปัจจุบันดำเนินการโดยโรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นับเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

 

ค็อตข่าวราชการ : หนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยฉบับแรกของคนไทย

รัชกาลที่ 4 ทรงสนพระทัยกิจการการพิมพ์เป็นอันมาก ในปี พ.ศ. 2418 มีการพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ข่าวราชการ ขึ้น เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยฉบับแรกที่คนไทยเป็นเจ้าของและบรรณาธิการ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระโอรสในรัชกาลที่ 4

 

ฉบับแรกออกเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2518 มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Court มาเปลี่ยนเป็นชื่อภาษาไทยว่า ข่าวราชการ ในปี พ.ศ. 2519 และเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงโปรดให้พิมพ์ในคราวฉลองพระชันษา 64 ปี พ.ศ. 2466 นั้น จึงรวมเรียกชื่อเป็น  หนังสือค็อตข่าวราชการ

 

หนังสือพิมพ์ข่าวราชการ ตีพิมพ์ที่กรมอักษรพิมพการ ซึ่งทรงกำกับโดยกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ โรงพิมพ์ดังกล่าวเรียกในชื่อสามัญว่า  โรงพิมพ์หลวง

 

หนังสือพิมพ์ดรุโณวาท : ต้นเค้าการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนในยุคหลัง

หนังสือพิมพ์ที่ถือเป็นต้นเค้าของการนำเสนอข่าวสารในฐานะสื่อมวลชนอย่างแท้จริง กล่าวคือแตกต่างจากราชกิจจานุเบกษาที่จำกัดอยู่เฉพาะการเสนอข่าวราชการเป็นสำคัญ คือ

หนังสือพิมพ์ ดรุโณวาท ที่มีความหมายว่า  โอวาทของเด็ก
ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เป็นคนรุ่นหนุ่ม คือ พระองค์เจ้าเกษมสันต์ โสภาคย์ ซึ่งเป็นพระอนุชาของรัชกาลที่ 5 กำหนดออกเป็นรายสัปดาห์ ฉบับแรกออกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2417 ถึงปี พ.ศ.2418 มีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้น

 

ก.ศ.ร. กุหลาบ นักหนังสือพิมพ์สามัญชนคนแรกของไทย
สมัยรัชกาลที่ 5 มีนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญที่เป็นนักคิด นักเขียนมากมายบุคคลที่ถือเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของนักหนังสือพิมพ์ผู้หาญกล้าในนี้คือ นายกุหลาบ ตฤษณานันท์ เจ้าของนามปากกา  ก.ศ.ร. กุหลาบ  (ก.ศ.ร. มาจากคำว่า เกศโร ซึ่งเป็นชื่อเมื่อตอนนายกุหลาบบวชเป็นพระภิกษุ)

 

นายกุหลาบ เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความถนัดในการเขียนเรื่องเกร็ดประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าติดตาม หนังสือพิมพ์ สยามประเภท ที่นายกุหลาบเป็นบรรณาธิการ ได้รับความชื่นชอบของผู้อ่านหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้น

 

อย่างไรก็ตาม บางเรื่องราวก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่น่าจะเป็นความจริง เช่น กรณีการถูกตำหนิจากกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสในเรื่องแต่งประวัติสมเด็จพระสังฆราชผิดเพี้ยนไป จนมีผลทำให้ภาพของ ก.ศ.ร. กุหลาบ เป็นภาพของคนเชื่อถือไม่ได้

 

อเนก นาวิกมูล ให้ข้อสังเกตไว้ว่า  คำว่า  กุ  ที่ใช้พูดกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เริ่มมาจากนายกุหลาบ ที่ชอบพูดเกินจริง

 

ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวนิช นักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ ผู้ซึ่งได้ศึกษาชีวิตและงานของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ได้เขียนคำนิยมในหนังสือ   ก.ส.ร.กุหลาบ  ของ มนันยา ธนะภูมิ ซึ่งเป็นเหลนของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ถึงคุณูปการผลงานของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ว่า
{xtypo_quote}งานของ ก.ศ.ร.กุหลาบที่พิมพ์ในสยามประเภทหลายเรื่องก็ได้เป็นเค้าเงื่อนสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งในสมัยที่ ก.ศ.ร. ยังมีชีวิตอยู่และในสมัยต่อๆ มา ดังเช่นกรณีของ ฟ.ฮีแลร์ สอบถามเรื่องราวสมัยพระนารายณ์ เป็นต้น . ก.ศ.ร.เป็นนักเลงหนังสือคนสำคัญในสมัยที่สยามยังไม่มีผู้รู้หนังสือและอ่านหนังสือมากนัก เว้นแต่ในวงแคบๆ อาจกล่าวได้ว่า ก.ศ.ร.กุหลาบเป็นทางเลือกแห่งความรู้อีกทางหนึ่ง นอกเหนือไปจากที่มาแห่งความรู้ที่จำกัดวงเฉพาะของทางราชการ{/xtypo_quote}

 

นายเทียนวรรณ นักหนังสือพิมพ์ผู้มากอุดมการณ์แต่ต้องรับโทษทางการเมืองคนแรก
นักหนังสือพิมพ์บุคคลสำคัญอีกผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์สื่อสิ่งพิมพ์ยุคราชสำนัก คือ นายเทียนวรรณ (ต.ว.ส. วัณณาโภ) ต้นตระกูลโปรเทียร์ณ เป็นนักต่อสู้เพื่อความชอบธรรม ผู้มีอาชีพหลักเป็น ทนายความ

 

นายเทียนวรรณ ได้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ชื่อ  ตุลยวิภาคพจนกิจ  แสดงความคิด ความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับข้าราชการในสมัยนั้นที่ทุจริต จนบางครั้งไม่มาสามารถต่อสู้คดีได้ จึงถูกโบยและเข้าจำคุก นับเป็นตัวอย่างของนักหนังสือพิมพ์ที่ไม่ยอมให้กับอธรรมให้กับนักหนังสือพิมพ์ยุคหลัง

 

ในบั้นปลายของชีวิตนายเทียนวรรณ เมื่อปี พ.ศ.2451 ขณะที่อายุ 66 ปี ได้ออกหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ชื่อ  ศิริพจนภาค  เป็นรายเดือน

 

นักเขียนนักหนังสือพิมพ์หัวสมัยใหม่ในยุคเฟื่องฟู
ในช่วงยุคการเมือง จึงปรากฏว่ามีสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทนิตยสารเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และมักนำเสนอเนื้อหาให้ความรู้ ความบันเทิง ในรูปแบบของเรื่องสั้น นิยาย เช่น นิตยสาร ลักวิทยา, ถลกวิทยา, ทวีปัญญา, ผดุงวิทยา, ศรีกรุง เป็นต้น ส่วนใหญ่ผู้จัดทำมักเป็นกลุ่มที่เรียกกันว่า  หัวนอก  หรือ  หัวสมัยใหม่

 

ปี 2472  2475 มีนิตยสารที่สนับสนุนให้เรื่องสั้นเกิดขึ้นอีกมาก ทำให้ช่วงปลายยุคราชสำนักเกิดนักหนังสือพิมพ์ และนักเขียนที่เป็นสามัญชนขึ้นหลายคน ทำให้ประเทศไทยมีนักหนังสือพิมพ์ที่เป็นนักเขียนมีชื่อเสียงหลายคน

 

เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา), สด กูรมะโรหิต, อิศรา อมันตกุล, มาลัย ชูพินิจ, โชติ แพร่พันธ์ (ยาขอบ), ม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์, มนัส จรรยงค์, สันต์ เทวรักษ์, เปลื้อง ณ นคร (นายตำรา ณ เมืองใต้), ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์) เป็นต้น

 

ในตอนช่วงปลายของยุคราชสำนักนี้ กล่าวคือ ในสมัยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 แนวความคิดการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ได้เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองขึ้นแล้ว ซึ่งนับเป็นรากฐานของหนังสือพิมพ์ในยุคการเมือง ซึ่งเป็นยุคต่อมานั่นเอง

 


หนังสือพิมพ์ยุคการเมือง (พ.ศ. 2475   2535)

หนังสือพิมพ์ยุคการเมืองเริ่มตั้งแต่ภายหลังเปลี่ยนการปกครอง มีความโดดเด่นในด้านการใช้อำนาจรัฐเข้าควบคุมนักหนังสือพิมพ์ในช่วงต้นของยุค

 

ในเวลาต่อมานักหนังสือพิมพ์ก็ต้องต่อสู้เชิงเสรีภาพ ในท่ามกลางปัญหาด้านการเมืองในเหตุการณ์ 16 ตุลาคม 2414 และ 6 ตุลาคม 2519 นำไปสู่การใช้หนังสือพิมพ์เพื่อการกระตุ้นด้านเศรษฐกิจที่มีความรุ่งเรื่องในช่วงปลายของยุคนี้

 

ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจทำให้เกิดการคอรัปชั่นการเมืองอย่างมาก นักหนังสือพิมพ์ได้มีบทบาทในการนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน (Investigative Reporting) หลายกรณี จนนำไปสู่การปฏิวัติ และเกิดความรุนแรงทางการเมืองครั้งหลังสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี 2535 เป็นอันว่าสิ้นสุดยุคการเมือง

 

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี พ.ศ.2475 เป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว ประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ไทยเข้าสู่ยุคการเมือง เริ่มจากยุคประชาธิปไตยระยะแรกของคณะราษฎร์ จนเข้าสู่ยุคมืด เป็นเผด็จการทหารของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนถึงสมัย จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร

 

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้ว กุหลาบ สายประดิษฐ์, สนิท เจริญรัฐ, มาลัย ชูพินิจ (เจ้าของนามปากกาแม่อนงค์, เรียมเอง), โชติ แพร่พันธ์ (ยาขอบ เจ้าของผลงานผู้ชนะสิบทิศ) ได้ร่วมกันจัดทำ  หนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน  โดย ม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นเจ้าของ

 

นับเป็นการรวมตัวนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญและชื่อเสียงเลื่องลือแห่งยุคไว้ด้วยกัน นักหนังสือพิมพ์กลุ่มนี้ยกย่อง ม.จ.วรรณไวทยากร (ภายหลังได้รับสถาปนาพระยศเป็นพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) เป็นผู้นำความคิดและอุดมการณ์หนังสือพิมพ์ แม้  ท่านวรรณ  เป็นนักการเมืองที่มีบทบาทอยู่ในขณะนั้นก็ตาม

 

พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงประทานคำศัพท์ในวงการหนังสือพิมพ์ที่ได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน คือคำ  นิเทศศาสตร์  ตรงกับคำภาษาอังกฤษ  Communication Arts  และคำ  วารสารศาสตร์  ตรงกับคำภาษาอังกฤษ  Journalism  คำ  สื่อสารมวลชน  ตรงกับคำภาษาอังกฤษ  Mass Communication

 

อารีย์ ลีวีระ : นักหนังสือพิมพ์ที่ผู้มีอำนาจบงการให้ตำรวจฆ่าตาย
ปี 2488 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงแล้ว กฎเกณฑ์การใช้ภาษาแผลงๆ ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกยกเลิกไป อุปกรณ์การพิมพ์ก็พร้อม นักเขียนนักหนังสือพิมพ์ตื่นตัวอีกครั้ง

 

แหล่งรวมนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนยุคนั้น คือ  ค่ายสีลม  ของบริษัท ไทยพาณิชยการ จำกัด มีเจ้าของคือ นายอารีย์ ลีวีระ นักหนังสือพิมพ์ที่ผู้มีอำนาจบงการให้ตำรวจฆ่าตาย สมัยที่พลเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ

 

ค่ายสีลมยุคนั้นมีหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น พิมพ์ไทย   รายเดือน และรายวัน, สยามนิกร  รายวัน, เริงรมย์   รายสัปดาห์, พิมพ์ไทย   วันจันทร์, สยามสมัย   รายสัปดาห์ เป็นต้น ทำให้เกิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียง เช่น อาจินต์ ปัญจพรรค์, นพพร บุณยฤทธิ์ (ภายหลังเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 25 มิถุนายน 2493) และ  รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นต้น

 

กุหลาบ สายประดิษฐ์ : แบบอย่างนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักต่อสู้ทางการเมือง
ในยุคต่อมา หนังสือพิมพ์ถูกเข้มงวดจากผู้ปกครองขึ้นมาก กล่าวคือ มีการออกกฎหมายมาควบคุม นับแต่ พ.ร.บ. การพิมพ์ 2476 มีการใช้หนังสือพิมพ์เป็นกระบอกเสียงของผู้มีอำนาจ มีการออกหนังสือพิมพ์โดยผู้มีอำนาจ

 

บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญของหนังสือพิมพ์ไทยยุคนี้ คือ การต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในสังคมของนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ที่สำคัญคือ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ ผู้เป็นเจ้าของนามปากกา  ศรีบูรพา  ผู้เขียนนิยายขนาดสั้นเรื่อง  ข้างหลังภาพ  ซึ่งตัวเอกของเรื่องได้แสดงแนวความคิดด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้อย่างแนบเนียน

 

ในภาวะขณะนั้นที่นักหนังสือพิมพ์ถูกแทรกแซงจากผู้ปกครองบ้านเมือง บทความเรื่อง  มนุษยภาพ  ของกุหลาบ ที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงจุดอ่อนของระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นเหตุให้หนังสือพิมพ์ศรีกรุงถูกปิด

 

กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ  ศรีบูรพา  มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยขึ้นในปี พ.ศ.2484 (ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม บังคับใช้พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน)

 

แต่นายกุหลาบ ขอไม่รับตำแหน่งใดๆ ของกรรมการบริหารสมาคมชุดแรก กรรมการได้เห็นชอบให้พระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน) บิดา นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นนายกสมาคมฯ คนแรก ภายหลังนายกุหลาบ เป็นนายกสมาคมคนที่ 3 ในระหว่างปี พ.ศ.2488   2489

 

นักหนังสือพิมพ์อีกผู้หนึ่งซึ่งมีแนวคิดต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในสังคมเช่นเดียวกับนายกุหลาบ คือ สนิท เจริญรัฐ เจ้าของนามปากกา  ศรีสุรินทร์  เพื่อนนักหนังสือพิมพ์ใน  กลุ่มสุภาพบุรุษ  ที่มีสมาชิกรวม 11 คน

 

อิศรา อมันตกุล ต้นแบบการต่อสู้เสรีภาพกับเผด็จการ แบบอย่างการทำข่าวเจาะและจริยธรรมนักหนังสือพิมพ์
อิศรา อมันตกุล ได้รับเลือกตั้งเป็นเอกฉันท์ให้เป็นนายกสมาคมนักข่าวคนแรกและเป็นติดต่อกันถึง 3 สมัย (พ.ศ. 2499   2500   2501) โดยมี สนิท เอกชัย (ค่ายสี่พระยา), ชลอ อาภาสัตย์ (ค่ายสีลม), และ เลิศ อัศเวศน์ แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมเพื่อนพ้องน้องพี่กลุ่มยังเตอร์กในวงการข่าวเวลานั้น

 

การชุมนุมของกลุ่มนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 5 มีนาคม พ.ศ. 2498 โดยการชุมนุมครั้งแรกเกิดขึ้นที่ ศาลานเรศวร ในสวนลุมพินี มี ชาญ สินศุข หนังสือพิมพ์สยามนิกร แห่งค่ายสีลม เป็นประธานการประชุมภายหลัง เลิศ อัศเวศน์ ชี้แจงในเบื้องต้นแล้ว

 

คณะผู้ก่อตั้งสมาคมนักข่าวในเวลานั้นมี 15 คน ได้แก่ โชติ มณีน้อย, เท่ห์ จงคดีกิจ, ประจวบ อัมพะเสวต, วิเชียร โรจนวงศานนท์, ถาวร มุ่งการดี, สนิท เอกชัย, เชาว์ รูปเทวินทร์, จรัญ โยบรรยงค์, กุศล ประสาร, ชลอ อาภาสัตย์, อนงค์ เมษประสาท, วิสัย สุวรรณผาติ, นพพร ตุงคะรักษ์, วิภา สุขกิจ, และเลิศ อัศเวศน์

 

ที่ทำการของสมาคมนักข่าวฯ ในระยะแรกเริ่มใช้ที่ทำการของหนังสือพิมพ์ต่างๆ จนในเวลาต่อมาได้ใช้พื้นที่บนอาคารโรงหนังเฉลิมกรุง และภายหลังเมื่อหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ย้ายจากที่ทำการอาคารถนนราชดำเนิน ประสิทธิ์ ลุลิตานนท์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในเวลานั้น ให้เข้าใช้อาคาร 8 ถนนราชดำเนิน นับแต่นั้นมา

 

อิศรามีความถนัดในการใช้ภาษาอังกฤษ เป็นผู้มีคะแนนยอดเยี่ยมทางภาษาอังกฤษในระดับประเทศ ผลงานคอลัมน์การใช้ภาษาอังกฤษ ใช้นามปากกา  แฟรงค์ ฟรีแมน นอกจากงานหนังสือพิมพ์แล้ว เขาก็คล้ายกับเพื่อนรักกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่นิยมเสนอความคิดทางการเมืองในรูปแบบงานประพันธ์และวรรณกรรม

 

ผลงานด้านการประพันธ์ทั้งเรื่องสั้น และเรื่องยาวหลายชิ้นมีการนำเสนอความคิดทางการเมืองอย่างชัดเจน เช่น เขาตะโกนหานายกรัฐมนตรี, นาถยา   สถาพร ผู้กลับมา และข้าจะไม่แพ้

 

อิศราชอบทำงานอิสระของตนเองมากกว่าที่จะเข้าสังกัด ชีวิตหนังสือพิมพ์เริ่มต้นที่หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ   ประชามิตร ร่วมกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และ มาลัย ชูพินิจ และได้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์สุวัณณภูมิ ร่วมกับทองเติม เสมรสุต (เป็นผู้ออกแบบตราสัญลักษณ์ของสมาคมนักข่าวในครั้งนั้น), วิน บุญอธึก, สว่างวงศ์ กรีบุตร, เสนีย์ เสาวพงศ์ และวิตต์ สุทธเสถียร

 

ภายหลังได้ทำหนังสือพิมพ์อีกหลายแห่ง เช่น หนังสือพิมพ์บางกอกรายวัน, หนังสือพิมพ์เอกราช, หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยเบื้องหลังข่าว, หนังสือพิมพ์บางกอกเดลิเมล์

 

อิศราถูกอำนาจเผด็จการยุคนั้นจับกุมไปคุมขังที่เรือนจำลาดยาว ด้วยข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นเวลา 5 ปี 10 เดือน ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระโดยไม่มีการฟ้องร้องศาลแต่อย่างใด ภายหลังได้ทำงานที่หนังสือพิมพ์

 

ชีวิตการต้อสู้ของอิศรา เป็นแบบอย่างการทำข่าวเจาะ และเขาเป็นแบบอย่างของนักหนังสือพิมพ์ผู้เคร่งครัดในหลักจริยธรรมวิชาชีพ จนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ นำชื่อมายกย่องตั้งเป็นชื่อ  รางวัลอิศรา  ให้กับผลงานข่าว   ภาพข่าวยอดเยี่ยมประจำปี อิศราคือผู้ที่กล้าประกาศว่า


{xtypo_quote}หนังสือพิมพ์ในสายตาของคนทั่วไปอาจเป็นเศษกระดาษ ซึ่งเมื่ออ่านเสร็จแล้วก็โยนทิ้งไป หรืออย่างดีก็เก็บเอาไว้ชั่งกิโลขายเจ๊ก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมอยากจะกล่าวว่าหนังสือพิมพ์คือเอกสารทางประวัติศาสตร์สันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ เดือนต่อเดือน ปีต่อปี นั่นเอง หนังสือพิมพ์วันนี้ ย่อมจะกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในวันหน้าไปอย่างแน่นอนมิพักต้องสงสัย{/xtypo_quote}

อิศรา ถึงแก่กรรมเมื่อ 14 มีนาคม 2512 ด้วยโรคมะเร็ง แต่ แบบอย่างที่งดงามในความหนักแน่นต่อหลักจริยธรรม ความรักในเสรีภาพ และการต่อสู้ต่ออำนาจเผด็จการแม้แลกด้วยอิสระภาพของตนเอง เป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมวงการหนังสือพิมพ์ เสริมศรี เอกชัย (เรือใบ) เขียนถึงเขาไว้ในหนังสือวันนักข่าว 5 มีนาคม ชื่อบทความ  อิศรา ตัวตายแต่ชื่อยัง

 

สำนักพิมพ์โอเลี้ยง 5 แก้ว แหล่งเพาะนักเขียนนักหนังสือพิมพ์มีบทบาทในยุคต่อมา
ปี 2500 สำนักพิมพ์เอเดียนสโตร์ และสำนักพิมพ์ก้าวหน้า เริ่มผลิตหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คขนาดมาตรฐาน รวมเรื่องสั้นราคา 6 บาท ต่อมาปี 2508 อาจินต์ ปัญจพรรค์ ตั้ง  สำนักพิมพ์โอเลี้ยง 5 แก้ว  พิมพ์เรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ออกจำหน่ายจนมีชื่อเสียงมาก

 

หลังจากนั้น เกิดนักเขียน  กลุ่มก้าวหน้า  เช่น รมย์ รติวัน, เจญ เจตนธรรม, นเรศ นโรปกรณ์, ลาว คำหอม และไพฑูรย์ สุนทร นำเสนอเนื้อหาแนวสะท้อนสังคม ซึ่งบางท่านในกลุ่มนี้ได้มีบทบาทในวงการหนังสือพิมพ์ไทยยุคต่อมา

 

พระจันทร์เสี้ยว   หนุ่มเหน้าสาวสวย กลุ่มนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ผู้มีบทบาทสำคัญในวงการหนังสือพิมพ์ร่วมสมัย
ปี 2510 เกิดการรวมตัวของนักเขียน  กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว  ประกอบด้วย สุชาติ สวัสดิ์ศรี, วิทยากร เชียงกูร (นักวิชาการผู้เป็นเจ้าของบทประพันธ์  ฉันจึงมาหาความหมาย , สุรชัย จันทิมาธร (น้าหงา วงคาราบาว ที่ชื่อเสียงโด่งดังถือเป็นต้นแบบของศิลปินนักร้องเพลงเพื่อชีวิต), นิคม รายวา (นักเขียนรางวัลซีไรท์ เรื่องสั้นตลิ่งสูงซุงหนัก), วิสา คัญทัพ, ตั๊ก วงศ์รัฐ, มงคล วัชรางค์กูล, ทะนง เป็นต้น

 

ในปีเดียวกันเกิดนักเขียน  กลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวย  ได้แก่ สุจิตต์ วงศ์เทศ (เจ้าของบทกวี กูเป็นนิสิตนักศึกษา), ขรรค์ชัย บุนปาน, ณรงค์ จันทร์เรือง, สุวรรณี สุคนธา, มนัส สัตยารักษ์, ประเสริฐ สว่างเกษม, เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์, บรรณ วีรวรรณ เป็นต้น รวมทั้ง มีนักเขียน  กลุ่มคลื่นลูกใหม่  โดย เสถียร จันทิมาธร และสมาชิกบางคนจากกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวและกลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวยรวมกัน

 

เฉลิม วุฒิโฆสิต   เสฐียร พันธรังษี กับการก่อตั้ง สมาคมนักหนังสือพิมพ์ฯ
การก่อตั้งสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในครั้งแรกมีนักหนังสือพิมพ์ประจำการประมาณ 50 คน มี เฉลิม วุฒิโฆสิต บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ชาวไทย เป็นหัวหน้า พบปะกันที่หนังสือพิมพ์ชาวไทย เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2508

 

ผู้เริ่มก่อตั้งที่มีชื่อในการจดทะเบียน 3 คน คือ เฉลิม วุฒิโฆสิต, ไชยยงค์ ชวลิต บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย และ เสลา เลขะรุจิ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ หลักเมือง สำนักงานชั่วคราวอยู่ที่ หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

 

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 9 / 2509 กำหนดให้วันที่ 20 พฤษภาคม เป็นวันเกิดของสมาคม

 

ต่อเมื่อมา เสฐียร พันธรังษี หนังสือพิมพ์ ชาวไทย เป็นนายกสมาคมคนต่อมา ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มอบที่ดินของกรมธนารักษ์ที่อยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เนื้อที่ 1 ไร่เศษ ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน ซึ่งเป็นบ้านพักของผู้แทนราษฎร์อยู่ เพื่อเป็นที่ก่อสร้างที่ทำการของสมาคมฯ

 

ในปี พ.ศ. 2512 เสฐียร พันธรังษี เป็นนายกสมาคมฯ ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการของสมาคม และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2512

 

นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมในปี พ.ศ. 2508 จนถึงการรวมกับสมาคมนักข่าวฯ สมาคมนักหนังสือพิมพ์มีนายกสมาคม ดังนี้ เฉลิม วุฒิโฆสิต, เสฐียร พันธรังษี, ประสิทธิ์ ลุลิตานนท์, เสริมศรี เอกชัย, โชติ มณีน้อย, สมบูรณ์ วรพงษ์, กิตติ ชูพินิจ, พอใจ ชัยเวฬุ, ศุภเกียรติ ธารณกุล, ไตรรัตน์ สุนทรประภัสสร์, บัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์, เชาว์ รูปเทวินทร์, สุทิน กาญจนไพบูลย์, สมาน สุดโต, สุวัฒน์ ทองธนากุล

 

โชติ มณีน้อย กับการประกาศศักดิ์ศรีกรณีนักการเมืองกล่าวหานักหนังสือพิมพ์รับอามิสสินจ้างให้โจมตี
โชติ มณีน้อย แห่งหนังสือพิมพ์ ชาวไทย เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ (5 สมัยเว้นช่วงเวลา) ปี พ.ศ. 2514 ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี พันเอกถนัด คอมันตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

พันเอกถนัด ได้ให้สัมภาษณ์ว่ามีนักหนังสือพิมพ์บางคนรับอามิสสินจ้างจากต่างชาติให้โจมตีนโยบายของตน แต่เมื่อถูกถามให้ระบุชื่อที่แน่ชัด เพราะการกล่าวเช่นนั้นทำให้วงการหนังสือพิมพ์มีมลทินมัวหมอง แต่พันเอกถนัด ปฏิเสธที่จะระบุชื่อ

 

กำแหง ภริตานนท์ แห่งหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นายกสมาคมนักข่าวฯ พ.ศ. 2524- 2525 เขียนเล่าถึงปฏิกิริยาหนังสือพิมพ์ไว้ว่า สมาคมวิชาชีพในเวลานั้น คือ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย และสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย เรียกประชุมกรรมการบริหาร ณ ที่ทำการสมาคมนักข่าว (ในเวลานั้นตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนิน)

 

ที่ประชุมมอบกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วย นเรศ นโรปกรณ์, มานิจ สุขสมจิตร, สมบูรณ์ วรพงษ์, ประสาน มีเฟื่องศาสตร์, ละเอียด พิบูลสวัสัดิ์, ชิต วิภาสธวัช, ปรีชา พบสุข, เฉลียว จงเจริญ และ มารุต บุนนาค ที่ปรึกษากฎหมายของสมาคมนักข่าวฯ เขียนร่างแถลงการณ์ตอบ

 

หลังจากนั้นพันเอกถนัด ได้เชิญผู้แทนสมาคมทั้ง 4 เข้าพบเพื่อทำความเข้าใจและออกแถลงการณ์ว่ารัฐมนตรียังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของนักหนังสือพิมพ์ แต่หลังจากนั้น รัฐมนตรีก็ยังก้าวร้าวเช่นเดิม หนังสือพิมพ์ก็  คว่ำบาตร  จนทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องเชิญทุกฝ่ายทำความเข้าใจ และให้รัฐมนตรีถอนแจ้งความ

 

ต่อสู้กับ คำสั่ง ปร. 42 ยุคมานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์มือกฎหมาย
มานิจ สุขสมจิตร แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นนายกสมาคมนักข่าวใน พ.ศ. 2517 - 2518 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองเพิ่งจะสงบลงจากเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516 หนังสือพิมพ์มีความคึกคักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 

วงการหนังสือพิมพ์ได้รับความคาดหวังไปให้อยู่ข้างประชาชน ไปพร้อมๆ กับการเรียกร้องให้จัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ขึ้นมาควบคุมจริยธรรมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์

 

ในเวลานั้น ฝ่ายผู้มีอำนาจได้ใช้อำนาจตามคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 42 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 โดยมีอำนาจสั่งปิดหนังสือพิมพ์

 

มานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์ มือกฎหมาย นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ให้ความสำคัญมาตลอด นับตั้งแต่รัฐบาลดำเนินการออกคำสั่งฉบับนี้

 

การรณรงค์ให้มีการยกเลิก ปร. 42 มาสำเร็จใน พ.ศ. 2533 ยุคที่สมาคมนักข่าวฯ มีนายกสมาคมฯ คือ ไพฑูรย์ สุนทร แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ร่วมค่ายกับมานิจ สุขสมจิตร นั่นเอง

 

ในเวลานั้น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี สมาคมนักข่าวฯ เป็นแกนกลาง ในการประสานงานกับผู้ประกอบวิชาชีพข่าวทั่วประเทศ เพื่อเคลื่อนไหวในนาม  สมัชชานักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  จนได้รับการยกเลิก รวมเวลาคำสั่ง ปร.42 ใช้บังคับนานถึง 14 ปี

 

วิภา สุขกิจ แบบฉบับนักข่าวหญิงแกร่ง ขึ้นชั้นนายกหญิงคนแรกของสมาคมนักข่าวฯ
วิภา สุขกิจ เป็นชื่อจริงของเจ้าของฉายานาม  เจ๊วิภา  ที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์รุ่นหลังเรียกขานด้วยความเคารพรัก ทั้งยังเกรงในความแกร่งของนักข่าวหญิงผู้นี้ ชีวิตหนังสือพิมพ์เริ่มต้นที่ หนังสือพิมพ์  พิมพ์ไทย  ในปี พ.ศ. 2498 ปีเดียวกันกับการก่อตั้งสมาคมนักข่าวฯ โดยการชักชวนของ ทวีป วรดิลก บรรณาธิการ ผู้เป็นเตรียม มธก. รุ่นพี่

 

ก่อนที่จะฝากชีวิตนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ที่งดงามให้รุ่นหลังได้เป็นแบบอย่างที่ หนังสือพิมพ์มติชน ตามคำชักชวนของพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร แห่งหนังสือพิมพ์มติชน (นายกสมาคมนักข่าวฯ พ.ศ.2521) เคยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการ และสุดท้ายเป็นที่ปรึกษา

 

ขรรค์ชัย บุนปาน เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชน กล่าวถึง เจ๊วิภา เจ้าของนามปากกาคอลัมน์สังคม ชื่อ  หญิงเล็ก  ว่า  เหล็กน้ำพี้ยังแสยง

 

วิภา สุขกิจ เป็นนักข่าวหญิงรุ่นบุกเบิกทีทำงานเคียงข้างนักข่าวชายอย่างทรหดอดทน ไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตรายใดๆ เป็นผู้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ของบ้านเมืองมามากมาย รายงานข่าวนายกรัฐมนตรีมาแทบทุกสมัย และต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมต่างๆอย่างกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว

 

ได้รับยกย่องจากมูลนิธิศาสตราจารย์บำรุงสุข สีหอำไพ ผู้ก่อตั้งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ผู้หญิงคนแรก ในปี พ.ศ. 2528 - 2529

 

สู้เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชนท่ามกลางเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ นำโดยบัญญัติ ทัศนียะเวช
ในปี พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี บ้านเมืองเข้าสู่ความสบสน สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกปิดกั้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะข่าวที่เผยแพร่ทางสื่อมวลชนประเภทวิทยุและโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อของหน่วยงานภาครัฐ ในเวลานั้นประชาชนได้รับข่าวสารที่สนับสนุนรัฐบาลเพียงด้านเดียว

 

บัญญัติ หรือที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์กล่าวถึงด้วยความเคารพว่า  เจ๊ญัติ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ระหว่าง พ.ศ. 2534   2535 อันเป็นช่วงที่สมาคมนักข่าวในฐานะองค์กรวิชาชีพนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ต้องประกาศอุดมการณ์หนังสือพิมพ์ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง  พฤษภาทมิฬ  ใน พ.ศ. 2535

 

บัญญัติ ทัศนียะเวช เป็นนักข่าวหญิงรุ่นบุกเบิก เริ่มต้นชีวิตหนังสือพิมพ์ที่ สยามนิกร และย้ายมาอยู่ที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จนปัจจุบัน บัญญัติ เป็นต้นแบบของนักข่าวหญิงที่เด็ดเดี่ยว และยึดหลักจริยธรรมอีกผู้หนึ่ง ได้รับการยกย่องให้เป็นกรรมการจรรยาบรรณของสมาคมนักข่าวมาตลอด

 

กลุ่มนักข่าวหญิงรุ่นบุกเบิก นอกจากบัญญัติ, วิภา แล้วก็มี สมศรี ตั้งตรงจิตร, เสริมศรี เอกชัย, อนงค์ เมษประสาท, จิรภา อ่อนเรือง, ผุสดี คีตะวรนาฏ, คณิต นันทวาณี, ยุวดี ธัญญสิริ, ชุติมา บูรณะรัชดา เป็นต้น

 


หนังสือพิมพ์ยุคธุรกิจหนังสือพิมพ์ (พ.ศ. 2535   2540)

ยุคทองของหนังสือพิมพ์แนวเศรษฐกิจ-การเมือง
หนังสือพิมพ์ในยุคธุรกิจหนังสือพิมพ์นี้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปลายยุคการเมืองที่เศรษฐกิจเพื่องฟู และได้เติบโตต่อเนื่องมา กล่าวคือ ผลจากความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ในช่วงปลายปี 2530 ส่งผลเรื่อยมา

 

ภาวะเศรษฐกิจดังกล่าวส่งผลให้มีหนังสือพิมพ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองเกิดขึ้นหลายฉบับ จนอาจกล่าวได้ว่าเป็น  ยุคทองของหนังสือพิมพ์แนวเศรษฐกิจการเมือง  (Economic   Political Newspaper) เลยทีเดียว

 

เปิดฉากสมาคมนักข่าวฯ ยุคริเริ่มโครงการใหม่ๆ ในยุคปราโมทย์ ฝ่ายอุประ
ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬสิ้นสุดลง ประเทศไทยมีนายอานันท์ ปันยารชุณ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการเลือกตั้ง นายชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการผสมหลายพรรคการเมือง เช่นเดียวกับในช่วงเวลาต่อมาในสมัยนายกรัฐมนตรี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และนายบรรหาร ศิลปอาชา

 

ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ระหว่างพ.ศ. 2536   2537 มีนโยบายสำคัญในการปรับปรุงให้ที่ทำการของสมาคมนักข่าวฯ ในยุคที่ตั้งอยู่ที่อาคาร 8 ถนนราชดำเนิน มีลักษณะเป็นแหล่งพบปะชุมนุมของนักข่าว เรียกว่า  เพรสคลับ  หรือ  Press Club

 

กรรมการบริหารสมาคมนักข่าวฯ สมัยนี้ที่เป็นนักข่าวรุ่นหลัง เช่น ภัทระ คำพิทักษ์, ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี, ดิสทัต โรจนาลักษณ์, สันชาย จันทราวัฒนากุล เข้ามามีบทบาทนำเสนอแนวความคิดใหม่ๆ ให้กับโครงการของสมาคมนักข่าวฯ ที่ดำเนินการมาจนปัจจุบันหลายโครงการ เช่น โครงการเพรสคลับ, โครงการอบรมนักข่าวใหม่, โครงการสัปดาห์อิศรา อมันตกุล, โครงการประกวดหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติในสถาบันการศึกษา, โครงการพิราบน้อย เป็นต้น

 

ช่วยเหลือนักข่าวประสบภาวะวิกฤติและคัดค้านการออกกฎหมายควบคุมหนังสือพิมพ์ ยุคชุติมา บูรณะรัชดา
ชุติมา บูรณะรัชดา เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ ระหว่าง พ.ศ. 2540   2541 ซึ่งเป็นช่วงเวลา  ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก  (bubble economy) ทำให้นักข่าวต้องประสบกับภาวะวิกฤติไปด้วย

 

ผลจากภาวะเศรษฐกิจวิกฤติเศรษฐกิจทำให้หนังสือพิมพ์หลายฉบับต้องปิดตัวเองลง หรืออย่างน้อยก็มีการปรับเปลี่ยนองค์กรภายใน มีการจัดโครงการอาสาสมัครลาออก (early retire) ในหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับ เป็นผลให้ในช่วงนั้น มีผู้สื่อข่าวตกงานมากถึงกว่า 3,000 คน นับเป็นประวัติการณ์ครั้งสำคัญในวงการหนังสือพิมพ์ไทย ในช่วงเวลานี้ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ได้มีโครงการช่วยเหลือนักข่าวมากมายหลายโครงการ

 

ตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติสำเร็จ
เหตุการณ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์หนังสือพิมพ์ไทยที่เกิดขึ้นในช่วงปลายของยุคนี้คือ การจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อควบคุมกันเองของวงการหนังสือพิมพ์ได้สำเร็จ เมื่อ 4 กรกฎาคม 2540 เป็นสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

 

มานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์อาวุโสจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติคนแรก ต่อมา พ.ศ. 2545 สมชาย กรุสวนสมบัติ เจ้าของคอลัมน์  ซอกแซก โดยซูม  ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นประธานคนที่สอง

 

ปัจจุบัน พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร แห่งหนังสือพิมพ์มติชน อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ พ.ศ. 2521 เป็นประธานฯ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในการควบคุมจริยธรรมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ มีองค์กรสมาชิก 36 องค์กรวิชาชีพหนังสือพิมพ์จากทั่วประเทศ

 


หนังสือพิมพ์ยุคปฏิรูปสื่อ (พ.ศ. 2540   ปัจจุบัน)

รวมสมาคมนักข่าว + สมาคมนักหนังสือพิมพ์ ขยายความร่วมมือกับองค์การวิชาชีพในต่างประเทศ ยุคกวี จงกิจถาวร
หลังจากนักหนังสือพิมพ์อาวุโสในวงการหนังสือพิมพ์ไทยมีความเห็นตรงกันในรวมสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย กับสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็น  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

กวี จงกิจถาวร แห่งหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เป็นนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์คนแรก ใน พ.ศ. 2542 และ พ.ศ. 2543, 2544

 

คณะกรรมการบริหารชุดแรก กำหนดนโยบายการทำงานไว้ 4 ประการ คือ พัฒนาความเป็นปึกแผ่นขององค์กรวิชาชีพหลังจากรวมสมาคม, ส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ยึดมั่นในจรรยาบรรณ และเป็นกลาง เพื่อให้เกิดการยอมรับและน่าเชื่อถือในวิชาชีพต่อสังคม,

 

พัฒนาการประกอบวิชาชีพด้านการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่ผู้นำทางความคิด และเสริมสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาคม สมาชิก องค์กรผู้ประกอบธุรกิจสื่อมวลชน และองค์กรวิชาชีพในต่างประเทศ

 

กรรมการบริหารได้วางแผนการดำเนินงานในแต่ละนโยบายอย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการย้ายที่ทำการจากอาคาร 8 ถนนราชดำเนิน มารวมกันที่อาคารสมาคมนักหนังสือพิมพ์ฯ เดิมที่ถนนสามเสน

 

งานของกรรมการยุคนี้ จึงเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางวัตถุและทางการบริหาร เพื่อรองรับกิจกรรมในอนาคต ที่สมาคมจะต้องรองรับหน้าที่สำนักงานเลขาธิการขององค์กรทางด้านสื่อมวลชนต่างๆ อีกด้วย

 

หลังจากนั้น วีระ ประทีปชัยกูร แห่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เป็นนายกสมาคมคนที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2545   2546 ปัจจุบัน ผุสดี คีตะวรนาฏ แห่งหนังสือพิมพ์ภาษาจีน ซิงจงเอี๋ยน เป็นนายกสมาคมฯ

 

ในยุคนี้หนังสือพิมพ์ต้องถูกตรวจสอบโดยองค์กรต่างๆ มากมาย รวมทั้ง จากประชาชนผู้อ่านหนังสือพิมพ์ จึงเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเอื้อประโยชน์ให้นักข่าวนักหนังสือพิมพ์สามารถทำหน้าที่เป็นคุณต่อสังคมโดยยึดหลักจริยธรรมวิชาชีพได้มากขึ้นกว่าในอดีตจนเป็นที่ยอมรับจากสังคมในที่สุด

 


บทสรุป

ประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ในไทยตั้งแต่มีสื่อสิ่งพิมพ์อุบัติขึ้น พิจารณาจากกรอบความคิดเกี่ยวกับสภาพทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม แบ่ง  ยุคสมัยของหนังสือพิมพ์  ออกเป็น 5 ยุคหลัก เริ่มจากยุคแรกเริ่มโดยศาสนจักร (ก่อน พ.ศ. 2349) หรือยุคของมิชชันนารี ก่อนสมัยรัชกาลที่ 4 หลังจากนั้นเป็นยุคราชสำนัก (พ.ศ.2347   2475) สมัยรัชกาลที่ 4 ที่กิจการการพิมพ์ได้เริ่มต้นขึ้นในไทยอย่างเป็นทางการ จนถึงรัชกาลที่ 7 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตย จนถึงยุคการเมือง (พ.ศ.2475   2535) นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนถึงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองครั้งสุดท้าย (พฤษภาทมิฬ) เรื่อยมาจนถึงยุคอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์ (พ.ศ.2535   2540) นับจากสิ้นสุดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง จนกระทั่งมีการปฏิรูปการเมือง ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 จนกระทั่งถึงยุคการปฏิรูปสื่อและสื่อทางเลือก (พ.ศ.2540   ปัจจุบัน) เริ่มจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่มีการปฏิรูปสื่อตามมาตรา 39   40 จนกระทั่งปัจจุบันนี้ที่หนังสือพิมพ์กำลังถูกท้าทายจากสื่อใหม่อย่างอินเตอร์เน็ต

 

เอกสารอ้างอิง

  • ขรรค์ชัย บุนปาน และสุจิตต์ วงษ์เทศ. (บรรณาธิการ). (2512). หนุ่มเหน้าสาวสวย. (ฉบับปฐมฤกษ์), พระนคร : โรงพิมพ์ผดุงศิลป์.
  • ชัยอนันต์ สมุทวณิช. (2524). ชีวิตและงานของเทียนวรรณ และ ก.ศ.ร. กุหลาบ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ.
  • โชติ มณีน้อย. ใน ดิสทัต โรจนาลักษณ์ (บรรณาธิการ). (2537). โชติ ทัศนียะเวช อนุสรณ์และศัพท์บัญญัติวิชาการหนังสือพิมพ์ (หนังสืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ โชติ ทัศนียะเวช, 17 กรกฎาคม 2537). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ลิเบอร์ตี้เพรส.
  • ดรุณี หิรัญรักษ์. (2530). การหนังสือพิมพ์เบื้องต้น. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • ดิสทัต โรจนาลักษณ์ (บรรณาธิการ). (2537). โชติ ทัศนียะเวชอนุสรณ์ และศัพท์บัญญัติวิชาการหนังสือพิมพ์ (หนังสืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ โชติ ทัศนียะเวช, 17 กรกฎาคม 2537). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ลิเบอร์ตี้เพรส.
  • นวลจันทร์ รัตนากร, ชุติมา สัจจานันท์ และ มารศรี ศิวรักษ์. (2524). ปกิณกะเรื่อง หนังสือในสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์.
  • นักข่าวแห่งประเทศไทย, สมาคม. หนังสือวันนักข่าว 5 มีนาคม ระหว่างปี พ.ศ. 2507   พ.ศ. 2547.
  • นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคม. หนังสือที่ระลึกประจำปีของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย.
  • ประกาศ วัชราภรณ์. (2538). นักเขียน  นักหนังสือพิมพ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า.
  • -------------------------------- . (2543).  สุภาพบุรุษ  นักประพันธ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์ พริ้นติ้ง.
  • ประทีป เหมือนนิล. (2519). วรรณกรรมไทยปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์.
  • มนันยา ธนะภูมิ. (2539). ก.ส.ร. กุหลาบ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • วัลลภ สวัสดิวัลลภ.(2527). หนังสือและการพิมพ์. ลพบุรี : วิทยาลัยครูเทพสตรี.
  • วิชัย พยัคฆโส. (2542).  การพิมพ์ยุคโลกาภิวัฒน์  เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง  การจัดเตรียมและวางแผนเพื่อการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ . ณ สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  • สถิตย์ เสมานิล. (2539). วิสาสะ ว่าด้วยการหนังสือพิมพ์ไทย (เล่ม 2). (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ต้นอ้อ แกรมมี่.
  • สมบูรณ์ วรพงษ์. (2538). บนเส้นทางหนังสือพิมพ์. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า.
  • สุภาพรรณ บุญสะอาด. (2517). ประวัติหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์บรรณกิจ.
  • สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ. (2542). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์. กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือสวนสุนันทา.
  • --------------------------- . (2552).  ปฏิรูปหนังสือพิมพ์ไทย : พันธกิจร่วมนักวิชาชีพ   วิชาการ . ใน 5 มีนาคม วันนักข่าว, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย.
  • ---------------------------- . (2543). ยุคสมัยหนังสือพิมพ์ไทย : จากเริ่มถึงปัจจุบัน., เอกสารประกอบการบรรยาย รายวิชา หลักวารสารศาสตร์ โปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา, (อัดสำเนา 40 หน้า).
  • เสลา เรขะรุจิ. (2544). ๑ ศตวรรษหนังสือพิมพ์ไทย. (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2543.
  • หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคม. (2544). ๖๐ ปี ส.น.ท., กรุงเทพฯ : ศูนย์การพิมพ์พลชัย
]]>
supachai@marvelic.co.th (Administrator) ประวัติเกี่ยวกับสมาคม Thu, 30 Apr 2009 10:23:35 +0000