“America Great Again ทำโลกสะเทือน”

“ไทยเป็นประเทศเล็ก ฉะนั้นไพ่ของมหาอำนาจ ไทยก็พยายามเล่นให้ครบทุกใบ ดูว่าจะมีส่วนร่วมกับกลุ่มต่างๆได้อย่างไร ตรงนี้เป็นกลยุทธ์ของประเทศเศรษฐกิจเล็ก บทบาทในเวทีระหว่างประเทศของเรา จึงต้องประคับประคองไปให้ดี ซึ่งผมคิดว่าประเทศไทยเข้าไปได้หมด”

“นครินทร์ ศรีเลิศ หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจ-นโยบาย กรุงเทพธุรกิจ” วิเคราะห์ “สถานการณ์ ภาษีทรัมป์ ไทยควรตั้งรับอย่างไร ?” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

“นโยบาย Make America Great Again พุ่งเป้าจีน” 

  นครินทร์ บอกว่า สหรัฐอเมริกาให้อัตราภาษีไทยอยู่ที่ 36% ซึ่งดูก็จะเห็นว่ามีความไม่แน่นอนสูง อะไรที่เราคาดการณ์มองในแง่ดีเกินไป อาจจะส่งผลเสียในเรื่องของการเตรียมความพร้อมและการเจรจาได้ ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า “Make America Great Again” ตั้งแต่สมัยทรัมป์ 1 เขาพุ่งเป้าไปที่ประเทศจีน คือ จำกัดไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศจีนโต แต่ยังไม่ได้แตะคู่ค้าของอเมริกา

“2 ข่าวสะท้อนแนวคิดอเมริกา” 

  นครินทร์ บอกว่า ครั้งนี้มีข่าวออกมาว่า 1. อเมริกาขึ้นภาษีทองแดง 50% โดยไม่ได้สนใจว่า ผู้ผลิตชิปหรือผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหรือผู้ผลิตอะไรในประเทศ ที่เกี่ยวกับไฟฟ้าจะเดือดร้อนขนาดไหน โดยขึ้นภาษีสูงถึง 50% เพราะว่าเหมืองแร่ในอเมริกาต้นทุนถูกกว่าก็จะมีการผลิตเพิ่มขึ้น 2. เป็นเรื่องที่แปลกมากเพราะอเมริกาส่งเสริมเรื่องการค้าเสรีมาตลอด บอกว่ากระทรวงกลาโหมของอเมริกา ไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเมืองแร่แห่งหนึ่งในอเมริกาประมาณ 15% บอกว่าบริษัทนี้ไปทำเรื่องแรร์เอิร์ท์ แข่งกันขุดหาแร่ 17 ชนิดที่หายาก โดยแข่งกับจีน ซึ่ง 2 ข่าวนี้แสดงว่าอเมริกาเอาแน่กับการที่กลับไปทำให้ America Great Again โดยการทำให้อุตสาหกรรมในประเทศ จดหมายที่อเมริกาส่งมาไทยมีท่อน 1 ที่บอกว่าใครอยากผลิตอะไรก็ผลิตที่อเมริกา

“ยื่น 2 หลักเกณฑ์พร้อมสิทธิประโยชน์”

  นครินทร์ บอกว่า อเมริกาบอกว่าเขาเป็นเศรษฐกิจเบอร์ 1 แต่ที่ผ่านมาอเมริกาขาดดุลการค้าและมีคนตกงาน 4-5 % ขณะที่หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นทุกปี เพราะว่าขาดดุลการค้า ทั้งนี้อเมริกาโดยรัฐบาลทรัมป์ 2 จึงบอกว่าให้ย้ายฐานการผลิตกลับมาที่อเมริกา ถ้าอะไรผลิตที่อเมริกาก็จะลดภาษีให้และมีสิทธิประโยชน์ต่างๆให้ แล้วค่อยมาว่ากันว่าจะเอาอย่างไรกับภาษีของประเทศต่างๆ คือ แบ่งเป็น 2 ส่วน 1.ภาษีก็เก็บไป 2. อำนวยความสะดวกให้คนมาลงทุน  ตรงนี้คือหลักเกณฑ์นโยบายหลักๆ ทั้งนี้การที่ทรัมป์ 2 ขึ้นภาษี แต่ถ้าไปดูไส้ในจริงๆแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ต้องดูว่าอเมริกามองประเทศอื่นๆที่ได้ลดภาษีอย่างไร ในอาเซียน เช่น เวียดนามจะเห็นว่า ทรัมป์ประกาศออกมาว่าปิดลงมา 20% และ 40% ซึ่ง 20% นี้เวียดนามได้จากสินค้าที่จะส่งไปอเมริกา ส่วน 40% คือสินค้าที่ผ่านประเทศจีนเข้าเวียดนามและส่งอเมริกา

“สื่อ แพร่ข่าวเวียดนามช็อคตัวเลขภาษีทรัมป์-หลายประเทศปิดดิวอเมริกาไม่ลงตัว” 

นครินทร์ บอกว่า สำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยแพร่ข่าวว่า เวียดนามกำลังช็อคอยู่ เพราะเลขาธิการของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามคุยกับทรัมป์ บอกว่าจะเสียภาษีไม่เกิน 10-15% แต่ทรัมป์ประกาศออกมาว่า เวียดนามต้องเสีย 20% ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบิร์กบอกว่าเวียดนามได้สั่งสื่อในประเทศไม่ให้ข่าวเรื่องนี้ เพราะเวียดนามจะต้องเจรจาต่อรองต่อไป ถึงเวียดนามจะได้ 20% แต่สินค้าที่ผ่านจากเวียดนามๆไม่ได้ผลิตเองทั้งหมด และต้องส่งบางส่วนไปที่อเมริกา สมมุติว่าเสื้อตัว 1 ผลิตในเวียดนาม แต่กระดุมและเส้นด้ายมาจากจีน ตรงนี้ คือ สินค้าผ่านทางเพราะตัดเย็บในเวียดนาม ตรงนี้ต้องไปยันกันซึ่งรายละเอียดเยอะมาก แม้กระทั่งประเทศจีนที่บอกว่าตอนนี้ปิด Due แล้ว จีนต้องเสียภาษีให้อเมริกา 55% จาก 145% คือลดลงมาแต่ยังไม่มีหนังสือออกมา จากทำเนียบขาวและกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ มีแต่บอกว่า Due กันประมาณนี้และตอนนี้คิดภาษี 100 กว่า% ไปก่อนจนถึงวันที่ 12 สิงหาคม

“รายพิกัดภาษีศุลกากร ไม่เรื่องง่าย,ต้องใช้เวลา-ทรัมป์ให้แต่ละปท.ยื่นข้อเสนอเพิ่ม ก.ค.เท่านั้น” 

  นครินทร์ บอกว่า ท่าทีทรัมป์ก็หงุดหงิดถ้าดูจาก X ซ์หรือ Twitter ส่วนตัวของทรัมป์ หลายข้อความในเรื่องของอัตราภาษี ซึ่งมันยากมากเพราะถ้าดูอัตราภาษีลงก็จริง แต่ต้องกำหนดเป็นรายพิกัดภาษีศุลกากรแต่ละชนิด จึงไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้เวลามาก ซึ่งคิดว่าหลังวันที่ 1 สิงหาคมนี้ก็ยังไม่จบ แต่อาจจะมีการประกาศออกมาให้เห็นเรื่องของรายสินค้าแต่ละประเทศ ต้องไปพูดคุยกับอเมริกาต่อ แต่ทรัมป์บอกว่าจะไม่ขยายเส้นตายแล้ว โดยออกจดหมายมาและจำกัดเวลา ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมถึงปลายกรกฎาคมนี้  ทรัมป์ให้แต่ละประเทศยื่นข้อเสนอเพิ่มเติม 

 “อเมริกาส่งจดหมาย สวนกลับคณะเจรจาไทย ยังเดินทางกลับไม่ถึงปท.”

  นครินทร์ บอกว่า ประเทศไทยได้ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมไปเช่นกัน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางไปพูดคุยรอบแรกในวันที่ 3 กรกฎาคมยังเดินทางกลับมายังทันถึงประเทศไทยดี ก็มีจดหมายสวนทางจากอเมริกาว่า ไทยโดนภาษี 36% เราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งข้อเสนอเพิ่มเติมกลับไป โดยหวังว่าจะได้รับการพิจารณา ทั้งนี้เมื่อไทยเป็น 1 ใน100 กว่าประเทศที่ยื่นข้อเสนอกลับไปใหม่ ก็ต้องมั่นใจ ว่าข้อเสนอของไทยจะขึ้นถึงโต๊ะของทำเนียบขาว เพื่อที่จะบอกว่าอย่างน้อยเราอาจจะได้ภาษีลดลง หรือใกล้เคียงกับเวียดนาม 

“ไทยเหลื่อมเวียดนามมาก มีผลกระทบลูกโซ่ตามมมา” 

  นครินทร์ บอกว่า สมมุติว่าไทยได้ภาษีทรัมป์ 25% ผู้ประกอบการไทยบอกว่า ยังพอแข่งขันกับเวียดนามได้ แต่ถ้าไทย 36% ขณะที่เวียดนาม 20% ตรงนี้มีปัญหาแน่เพราะภาษีเหลื่อมกันเกินไป ประเทศที่อยากเข้ามาลงทุนในอาเซียน กำลังลังเลว่าถ้าเข้ามาลงทุนในอาเซียนแล้วจะไปประเทศไหนดี พอภาษีออกมาแบบนี้เขาก็คิดว่าไปเวียดนามดีกว่าเพราะเป็นแต้มต่อ ตรงนี้ยังไม่รวมถึงเรื่อง FTA ที่เวียดนามมีอยู่เต็มไปหมด ขณะที่ไทยยังมีอยู่ 14 ประเทศเหมือนเดิม ก็เป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบกัน แต่พอโดนเรื่องภาษีขนาดใหญ่จากอเมริกา  ไทยก็อาจจะลำบากในเรื่องของอุตสาหกรรมใหม่ๆ ยังไม่รวมถึงอุตสาหกรรมที่ผลิตเดิม ก็จะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ไป

“ไทยเป็นปท.เล็ก ต้องเข้าให้ได้กับทุกกลุ่มมหาอำนาจ” 

  “ไทยเป็นประเทศเล็ก ฉะนั้นไพ่ของมหาอำนาจ ไทยก็พยายามเล่นให้ครบทุกใบ ดูว่าจะมีส่วนร่วมกับกลุ่มต่างๆได้อย่างไร ตรงนี้เป็นกลยุทธ์ของประเทศเศรษฐกิจเล็ก บทบาทในเวทีระหว่างประเทศของเรา จึงต้องประคับประคองไปให้ดี ซึ่งผมคิดว่าประเทศไทยเข้าไปได้หมด เพื่อดูว่าตรงไหนเป็นโอกาส เพื่อหาตลาดอื่นเพิ่มเติม ตอนนี้จีนกำลังขยับไปทางอินเดีย ไปทำกลุ่ม BRICS ร่วมกับรัสเซีย ซึ่งไทยก็ได้ส่งตัวแทนไปด้วย ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งก็มีการรวมกลุ่มใหญ่ๆกัน ไทยก็ส่งคนไปสังเกตการณ์ว่าจะเข้าไปดูก่อน ว่าจะเข้าไปเป็น Partner หรือเป็นสมาชิกได้อย่างไร ขณะที่อเมริกาเราก็พยายามต่อรองอยู่”

“ระวังการเสนอข่าว ที่เป็นทางการ” 

  นครินทร์ บอกว่า ในทางยุทธศาสตร์ทั้งหมดจะต้องดูว่า แม้เราไปร่วมประชุมก็ต้องระมัดระวัง เรื่องของการประชาสัมพันธ์ เรื่องการออกข่าว ที่เป็น OFFICIAL ด้วย เพราะเรากำลัง Due กับอเมริกาอยู่ แม้ว่าจะทำให้เขาเอ๊ะ !! หรือไม่พอใจแต่ไม่ได้หมายความว่าเรากลัวเขา แต่ในทางยุทธศาสตร์ทั้งหมดต้องดูและชั่งงผลประโยชน์ว่าผลดีผลเสียคืออะไร

“ยุทธศาสตร์ทีมไทยแลนด์ : รอดูสถานการณ์” 

  นครินทร์ บอกว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งทีมไทยแลนด์ขึ้นมาทำงาน ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคมโดยนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง คณะทำงานนโยบายการค้าต่างประเทศ เรื่องการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ เพราะเรารู้แล้วว่าเมื่อ ประธานาธิบดีทรัมป์มา จะมีเรื่องสงครามการค้า , เรื่องกำแพงภาษี รัฐบาลจึงได้ตั้งหลักตรงนั้นก่อน แต่หลังจากตั้งขึ้นมาทีมไทยแลนด์ ใช้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Wait and see ว่าประเทศอเมริกาจะตีประเทศอื่นขนาดไหน โดยเฉพาะกับจีนและกลุ่มประเทศใหญ่ๆ ตอนแรกคนในทีมที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีหรือทีมเจรจา บอกว่าไม่ต้องรีบไปเจรจา ขณะที่เวียดนามวิ่งวุ่นน่าดู แต่เวียดนามโครงสร้างเศรษฐกิจของเขา พึ่งพาอเมริกามากเรื่องการส่งออกประมาณ 75% ไปยังอเมริกาก็ต้องวิ่งเป็นธรรมดา แต่ไทยส่งออกไปอเมริกาประมาณ 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด

“ทีมศก.ต้องเร่งถก” 

  “ทีมไทยแลนด์ และหน่วยงานเศรษฐกิจที่ติดตามข้อมูลทั้งหมด ควรที่จะต้องมาทบทวน ความจริงแล้วเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ถ้าเราพูดถึงเรื่องการค้าเสรีครั้งนี้เป็นการปรับทิศทางนโยบายการค้า ของอเมริกาใหญ่ที่สุดตั้งแต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งอเมริกาบอกแล้วว่าไม่เอาการค้าแบบขาดดุลแล้ว ที่บอกว่าให้ไปกระจายฐานผลิตประเทศอื่น อยากให้ทุกอย่างกลับมาที่อเมริกา เนื่องจากว่าเป็นเรื่องใหม่มาก ใครก็เคยผ่านเรื่องการเจรจาการค้ามาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบที่อเมริกา เปลี่ยนทิศทางการค้าและบีบทุกประเทศขนาดนี้” 

“4 หน่วยงาน ศก.จับเข่าคุย ตั้งตุ๊กตาประเมินสถานการณ์” 

  นครินทร์ บอกว่า ตัวเลขที่ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ คือ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช.) , ธนาคารแห่งประเทศไทย , กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณคุยกัน โดยทำโมเดลร่วมกัน เพื่อดูว่าผลกระทบที่ไทยจะโดนอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ ทุกคนก็คิดว่าน่าจะประมาณครึ่งหนึ่งของที่โดนคือ 18% ตอนแรกธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงว่า ไทยน่าจะโดนประมาณ 18% และยังขยับ GDP เพิ่มขึ้นด้วย โดยคาดการณ์เป็น 2.3% อีกไม่กี่วันต่อมาต้องกลับลำแทบไม่ทัน คือ ปรับ GDP ลงมาเหลือ 1.6%

“18% คือ ตัวเลขภาษีดีที่สุด-หลายส่วนกระทบแน่-สถานการณ์น้องๆโควิด” 

  “ตัวเลขภาษีดีที่สุดคือ 18% ตามที่ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจเคยคำนวณไว้ ซึ่งไทยใกล้เคียงกับเวียดนาม ทั้งนี้นายศุภวุฒิ สายเชื้อที่ปรึกษาของรัฐบาลระบุว่า ไทยต้องเตรียมรับกรณีอเมริกายังคงภาษีที่ 36% ตรงนี้จะกระทบการส่งออกประมาณ 2-3 ปี และจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ตามที่สภาอุตสาหกรรมคำนวณประมาณ 900,000- 1 ล้านล้านบาท จำนวนนี้ถือว่าหนักแน่นอน ให้มองไปที่ผู้ประกอบการส่งออก , SMS ,เกษตรกร ได้รับผลกระทบแน่ ฉะนั้นต้องมีแผนเยียวยาเตรียมความพร้อม ช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะสถานการณ์นี้ถือว่าเป็นวิกฤตน้องๆโควิด เพื่อที่จะประคองเศรษฐกิจและรักษาการจ้างงานต่อไปให้ได้” 

“ไทย ล่าช้าเรื่องแผนเยียวยา-แนะ คุยภาคเอกชน” 

  นครินทร์ บอกว่า ตอนนี้ประเทศไทยอาจจะทำแผน เรื่องของการรองรับเยียวยาช้าไปหน่อย เงินของรัฐบาลที่เหลืออยู่ประมาณ 50,000 ล้านบาท ถึง 500,000 ล้านบาทตรงนี้จะใช้อย่างไร และจะมีตัวที่มาช่วยอยู่ตรงนี้อีกมากขนาดไหน ต้องเตรียมพร้อมไว้แล้ว รวมทั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กำลังจะทำต่อไปด้วย ซึ่งนายศุภวุฒิ สายเชื้อ บอกว่าเราจะกระทบไป 2-3 ปี ไม่ใช่เพียงปีเดียว รัฐบาลต้องโฟกัสตรงนี้และออกมาตรการให้ตรงจุด ขณะเดียวกันต้องพูดคุยกับภาคเอกชนให้เยอะ เพราะเขารู้ว่าจะกระทบตรงไหน เพื่อจะได้ช่วยกันออกมาตรการให้ถูกจุด แม้จะเกิดสถานการณ์ร้ายแรงที่สุด แต่ผลกระทบจะได้เบาบางลง

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5