“กองทัพมองว่าเงื่อนไขการเจรจาหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อต้องมั่นใจว่ากัมพูชาจะไม่เป็นภัยคุกคาม และไม่ตลบหลังประเทศไทย”
“ปรัชญา นงนุช ผู้สื่อข่าว (การเมือง-ความมั่นคง) สำนักข่าว SPACEBAR” วิเคราะห์ “การสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“การสู้รบปี 68 หนักกว่าปี 54 หลายเท่า-ใช้กระสุนจริง”
ปรัชญา บอกว่า สถานการณ์ปัจจุบันหนักมากกว่า การสู้รบกรณีเขาพระวิหาร ระหว่างไทย-กัมพูชาปี 2554 เพราะบริเวณชายแดนไทยขกัมพูชา ประมาณ 500 กิโลเมตรเกิดเหตุขึ้นทุกจุด ทั้งนี้ปี 2554 ไทยบิน F-16 ก็จริงแต่เป็นเพียงการทำ “โซนิคบูม” แต่ครั้งนี้ใช้อาวุธจริงสะท้อนให้เห็นว่าไทยกับกัมพูชาในระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา กัมพูชาก็พัฒนายุทธปกรณ์เช่นเดียวกัน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ไทยต้องมองหลังจากนี้ว่าเราจะเสริมกำลังเพิ่มเติมอย่างไร
“ไทยหยุดยิง เมื่อมั่นใจว่าเขมรไม่ตลบหลัง”
“กองทัพมองว่าเงื่อนไขการเจรจาหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อต้องมั่นใจว่ากัมพูชาจะไม่เป็นภัยคุกคาม และไม่ตลบหลังประเทศไทย แน่นอนว่าทุกคนไม่อยากจะให้มีการสูญเสียเกิดขึ้นอีก แต่เมื่อในทางทหารมาถึงจุดนี้แล้ว 2 ฝ่ายจะมีจุดลงกันอย่างไร ซึ่ง ณ จุดนี้ถือว่าประเทศไทยได้เปรียบ เพราะทหารรุกขึ้นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลายจุดที่เขมรเคยลุกล้ำไทย”
“ผบ.ทบ.กำชับกำลังพลทุกหน่วย ยึดหลักความชอบธรรมทุกครั้งก่อนปฏิบัติงาน”
ปรัชญา บอกว่า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกได้ย้ำ เรื่องหลักความชอบธรรมกับกำลังพลทุกหน่วย เวลาไปบัญชาการรบชายแดนว่าการใช้อาวุธต่างๆ ควรมีหลักความชอบธรรมอะไร เช่น ก่อนที่ประเทศไทยจะนำเครื่องบินเอฟ 16 ขึ้นบิน ก็จะเห็นว่ากัมพูชายิงจรวด BM-21 มายังฝ่ายไทยก่อน แล้วไปโดนบ้านเรือนคนซึ่งไม่ใช่พื้นที่ทางทหาร ทำให้พลเรือนฝั่งไทยสูญเสียจากนั้นเหตุการณ์นั้น ไม่นานกองทัพอากาศก็บิน F-16 และวันต่อมาได้บินกริพเพน ซึ่งเป็นการบินครั้งแรกในโลกที่ใช้สู้รบและอาวุธจริงในการปฏิบัติการ
“มทภ.2 สั่งปิดปราสาท แสดงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทย”
ปรัชญา บอกว่า การที่แม่ทัพภาคที่ 2 มีคำสั่งปิดปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควายไม่ให้กัมพูชาเข้ามาได้ สะท้อนว่าเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของเรา ในแง่ของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างชัดเจน เพราะถ้าเราไปประสาทตาเมือนธม ก็จะรู้สึกเลยว่าพื้นที่ตรงนี้อยู่ในฝั่งไทย ซึ่งบริเวณหน้าปราสาทตาเมือนมีป้ายของกรมศิลปากรติดอยู่ ว่าขึ้นเป็นโบราณสถาณเมื่อปี 2478 ทุกอย่างมีความชัดเจนในแง่ของข้อกฎหมาย แต่ ณ วันนี้เป็นพื้นที่ข้อพิพาทกันก็ต้องมารอดูว่าจะจบอย่างไร และพื้นที่ที่เราได้รุกขึ้นชัยภูมิจะเป็นอย่างไร
“ยุทธวิธีทางทหารไทยได้เปรียบ-กต.ควรบันทึกหลักฐาน แจงเวที ตปท.”
“สถานการณ์ขณะนี้ไทยได้เปรียบในแง่ยุทธวิธีทางทหาร ตรึงพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญหลายจุดได้เยอะมาก แต่เราต้องสร้างความน่าเชื่อถือด้วย เพราะเราชนะในสนามรบแล้ว แต่ในเวทีสากลเราก็ต้องชนะด้วย โดยยึดหลักความชอบธรรม ดังนั้นกระทรวงต่างประเทศต้อง Record หลักฐานทั้งหมดว่ากัมพูชารุกรานไทยก่อน มีการพุ่งเป้าโจมตีพลเรือนอย่างไร”
“ใช้แผนปฏิบัติการ 3 มิติร่วม-ปรับตามภัยคุกคามทุก 4 ปี ยันไม่รั่วไหลแน่”
ปรัชญา บอกว่า สำหรับแผนต่างๆเป็นยุทธวิธีภาพกว้าง จึงไม่รั่วตามที่หลายฝ่ายกังวล เพราะ 14 ปีที่ผ่านมาแผนจะถูกปรับตลอดตามภัยคุกคามที่เกิดขึ้น หากไทยจะปฏิบัติการก็นำแผนขึ้นมาวาง ว่ากำลังรบ,กำลังหลักและกำลังสนับสนุนมีอะไร แล้วเขียนแผนลงไปโดยกำหนดวันเวลา เช่น แผนจักรพงศ์ภูวนาถเป็นแผนโดยภาพกว้าง ของปฏิบัติการแผนป้องกันประเทศทางภาคตะวันออก ส่วนปฏิบัติการยุทธบดินทร์ ของกองทัพบก และตราดพิฆาตไพรีของกองทัพเรือ เป็นแผนรองลงมาที่ใช้ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ ซึ่งเป็นแผนในแต่ละพื้นที่ภายใต้แผนจักรพงศ์ภูวนาถอีกที แต่ละแผนก็สามารถให้เหล่าทัพอื่นๆมาสนับสนุนในพื้นที่ได้ อย่างที่เห็นว่ากองทัพบกขอให้กองทัพอากาศมาร่วมในกรณีส่งกริพเพนและ F-16 เข้ามาร่วมปฏิบัติการ ฉะนั้นการปฏิบัติการครั้งนี้ใช้ 3 มิติร่วมกัน
“2 มหาอำนาจ แสดงท่าที ปมไทย-เขมร , อเมริกา มองมิติความมั่นคง ไม่เฉพาะ ศก.”
ปรัชญา บอกว่า ตอนนี้มหาอำนาจ 2 ประเทศเข้ามาในพื้นที่ของไทย คือ สหรัฐอเมริกาและประเทศจีน อเมริกาชัดเจนมากคงเห็นจังหวะแล้วว่า จะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงนี้ ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เรียกร้องไทย-กัมพูชาหยุดยิง โดยหยิบยกเรื่องการเจรจาภาษีสหรัฐฯมาเป็นเงื่อนไข แต่อเมริกาไม่ได้มองเฉพาะเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ เขามองเรื่องมิติความมั่นคงด้วย โดยใช้เงื่อนไขทางภาษีเข้ามาคุมพื้นที่ต่างๆ ในแง่ความมั่นคงของไทย เพราะว่าไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี และเป็นพันธมิตรกับอเมริกา จึงมีข้อเสนอและเงื่อนไขต่อไทยว่าเราจะยื่นอะไรกลับไป ซึ่งที่ผ่านมาก็มี MOU ร่วมกันในเรื่องของทางทหาร เช่น เขานำเรือเข้ามาจอดหรือมาเติมน้ำมันและส่งกำลังบำรุง ซึ่งไทยก็เปิดให้ทุกชาติอยู่แล้ว ไม่นับรวมการฝึกรบต่างๆร่วมกัน ตรงนี้เป็นพื้นฐานที่ไทยให้นานาประเทศอยู่แล้ว เราก็ต้องคิดเอาตรงนี้มาเป็นเงินให้หมดเพราะเรามีค่าใช้จ่ายเหมือนกัน
“ จีน ยันไม่เข้าข้างใคร แจง ฝึกร่วมเขมรจริง แต่ไม่สนับสนุนอาวุธต่อสู้ไทย”
ปรัชญา บอกว่า ขณะที่ประเทศจีนไม่ได้เข้ามาโดยตรงเหมือนกับอเมริกา ธรรมชาติของเขาไปทุกที่จะแสดงความไม่เลือกข้าง ผ่านมาจีนถูกโยงว่าให้การสนับสนุนกัมพูชา จึงออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวพร้อมแก้ข่าวและชี้แจงประเด็นนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้จีนกับกัมพูชาได้ฝึกร่วมทางทหาร ในโครงการ “Golden Dragon” เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งจีนออกมายืนยันว่าไม่ได้ส่งอาวุธให้กัมพูชารบกับไทย แต่อาวุธหลายอย่างกัมพูชาได้ความร่วมมือ ทางทหารจากจีนหลายปีและได้รับการช่วยเหลือในอดีต ก่อนที่จะเกิดเรื่องระหว่างไทยกัมพูชา ซึ่งอาวุธเหล่านี้ยังคงอยู่ในการปฏิบัติการครั้งนี้ จึงเป็นผลสืบเนื่องจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน จีนจึงใช้สื่อหลายทางฝากมายังไทย เช่น ใช้เพจของสถานทูตจีน ขณะเดียวกันกัมพูชาก็พัฒนาตัวเองเช่นเดียวกัน จึงเป็นสิ่งที่ไทยจะต้องกลับมาทำการบ้านหลังจากนี้
“ไทย open กับทุก ปท. พิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง”
ปรัชญา บอกว่า เรื่องที่บอกว่าจะมาตั้งฐานทัพในประเทศไทยเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มากจึงยังไม่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากขัดกับกฎบัตรของอาเซียน แต่ในแง่ของความร่วมมือผ่านข้อตกลงต่างๆ มีอยู่แล้วในพื้นฐานซึ่งไทย open ให้หมด แต่บางกรณีต้องมีการพิจารณา เช่น บางประเทศมหาอำนาจไปขอใช้สนามบิน บริเวณกองบินภาคอีสานของไทย เราก็ต้องพิจารณาว่าได้หรือไม่ มีการขอมาตรงนี้เยอะมาก แต่ไม่ใช่ว่าใครขอมาแล้วเราให้หมด
“เขมร ปล่อยข่าวปลอมอื้อ-ทำ ไทยต้องตั้งรับ พร้อมแจงไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม”
ปรัชญา บอกว่า ในส่วนประชาชนว่า มีข่าวปลอมออกมาจากกัมพูชาเยอะ ทำให้ไทยต้องออกมาโต้รายวัน ตรงนี้ถือว่าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ที่เขาต้องการส่งแมสเสจบอกคนในประเทศของเขาว่า เป็นอย่างไรจริงหรือไม่ ซึ่งไทยต้องตั้งรับกับข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมในฝั่งไทย และไม่ให้เกิดความวิตกกังวลหรือเสียขวัญ ไทยต้องปฏิบัติการในฝั่งเราเช่นเดียวกัน ซึ่งกองทัพบกพยายามออกมาชี้แจงเรื่อยๆ ว่าพื้นที่ไหนไทยรุกขึ้นมาแล้วและพื้นที่ไหนยังมีแนวปะทะอยู่ ตรงนี้เป็นการสร้างขวัญให้ชาวบ้านฝั่งไทย แต่อีกแง่หนึ่งเราก็มีการสูญเสียทั้งพลเรือนและทหาร ก็ต้องชี้แจงสถานการณ์ควบคู่กันไปโดยวัดน้ำหนักให้ดี ว่าควรจะเป็นประมาณไหน ขณะเดียวกันต้องรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นออกมา เพื่อไม่ให้เกิดข้อมูลสับสนในสภาวะเช่นนี้
“แนะ ช่วยกันกรองข่าว-ตามติดสื่อจากกองทัพ-สื่อหลักของไทย”
ปรัชญา บอกว่า ขอให้ฟังและดูเพจจากกองทัพเป็นหลัก และสื่อหลักว่าความเคลื่อนไหวขยับมาประมาณไหนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ฉะนั้นต้องช่วยกันกรองข่าว เพราะสุดท้ายแล้วผลกระทบก็จะเกิดจากคนฝั่งไทยมากที่สุด เพราะเราพิมพ์ภาษาไทย ซึ่งมีคนไทยอ่านตรงนี้ถือว่าสำคัญมาก

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00น. โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
