“วิกฤติวงการสงฆ์!! : มลทินต้องเร่งสังคายนา”

“สาเหตุที่เกิดขึ้นรุนแรงทำให้มองเห็นถึงต้นเหตุ คือ พระมีเงินมากเกินไปเป็นสิ่งล่อตาล่อใจ เหมือนกับเราวางทรัพย์สินไว้ล่อตาโจร ก็เลยเข้ามาถึงระบบว่าจะต้องสังคายนาเสียที”

 

“ณรงค์ หนูเชื้อ บรรณาธิการข่าวศาสนาวัฒนธรรม หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย” วิเคราะห์มุมมอง “สังคายนาวงการสงฆ์…ศรัทธายุคใหม่พุทธศาสนาไทย” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

“ต้องกระตุกจิตสำนึกสังคม”

  ณรงค์ บอกว่า ผมเป็นกรรมการยกร่างแผนแม่บทคุณธรรมแห่งชาติ เราถกกันว่าอะไรคือคุณธรรม ถ้าผิดจากนี้ไป เราต้องกระตุกจิตสำนึกว่าสังคมเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้จะต้องแก้ไขอะไรและทำอย่างไร เป็นที่น่ายินดีว่าคณะสงฆ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ รีบประชุมเร่งด่วนออกมาตรการที่ค่อนข้างครอบคลุมทั้งหมด และต้องมาติดตามภายหลังว่าผู้ปฏิบัติทำจริงมากน้อยแค่ไหน และในฐานะที่ผมทำข่าวศาสนามาตั้งแต่สมัยยังเป็นกรมการศาสนา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งแยกมาเป็นสำนักพุทธศาสนา แยกมาเป็นกรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ระบบการทำบัญชีเคยมีการรณรงค์กันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เงียบหายกันไป นั่นคือเกิดความหย่อนยาน

“พระเงินอื้อ : เปรียบวางทรัพย์ล่อตาโจร” 

  “สาเหตุที่เกิดขึ้นรุนแรงทำให้มองเห็นถึงต้นเหตุ คือ พระมีเงินมากเกินไปเป็นสิ่งล่อตาล่อใจ เหมือนกับเราวางทรัพย์สินไว้ล่อตาโจร ก็เลยเข้ามาถึงระบบว่าจะต้องสังคายนาเสียที จะต้องจัดทำบัญชีวัดให้รัดกุมมากขึ้น จนมาถึงวันนี้มีการบอกว่าจะต้องรื้อฟื้นการจัดทำบัญชีขึ้นมา โดยกรมสรรพากรเข้ามาร่วมมือ ตอนนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด(พสจ.) ทุกจังหวัดร่วมกับ กอ.รมน. และสรรพากรเขตพื้นที่ เข้าไปถวายความรู้และให้ความรู้แก่เจ้าอาวาส เพื่อจัดทำบัญชีให้ถูกต้อง เช่น แยกบัญชีรายรับ-รายจ่าย , เงินที่จะต้องนำเข้าบัญชีธนาคารในชื่อของวัด จะมีจำนวนเท่าไหร่ให้สรุปเป็นรายสัปดาห์ พอถึง 1 เดือนก็นำส่งเจ้าคณะปกครอง แต่ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มคาดว่า 1 ตุลาคมเป็นต้นไปจะเป็นรูปธรรมทุกอย่างต้องเรียบร้อย”

“ถึงเวลาเร่งสังคายนาวงการสงฆ์-กระทบวงกว้าง”

  ณรงค์ บอกว่า ถึงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว ต้องเร่งสังคายนาวงการสงฆ์ เพราะวิกฤตินี้จะสร้างอะไรตามมามากมาย ถ้าทำก่อนหน้านี้คิดว่าทำยากเหมือนหลายครั้ง ที่พยายามทำกันมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัญชีวัด, เรื่องการปกครองที่หย่อนยาน ทั้งนี้ความจริงมีครอบคลุมอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่เกิดเหตุก็ไม่มีอะไรกระตุ้น เรื่องนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อพระศาสนา ไม่เฉพาะคณะสงฆ์แต่รวมถึงอุบาสก-อุบาสิกา ผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเสียหาย กระทบกระเทือนกันหมด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเหมือนกับจุดไฟไว้แล้ว พอสาดน้ำมันลงไปนิดหนึ่งเครื่องก็กระตุก เพราะเหตุการณ์นี้กระทบกระเทือนสถาบันสงฆ์ระดับสูง ซึ่งไม่เคยเกิดวิกฤติแบบนี้มาก่อน จึงเป็นที่น่าเสียใจ

“e-Donation ดี-คาดตอบรับไม่มาก เหตุ ไม่เป็นหน้าเป็นตาเหมือนได้จับเงินสดถวายพระ” 

  ส่วนระบบ e-Donation (ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ) ณรงค์ บอกว่า จะส่งผลให้เกิดการลดหย่อนภาษีโดยอัตโนมัติ หรือขอใบอนุโมทนาบัตรจากวัด เพื่อลดหย่อนภาษีถึง 2 เท่าแตกต่างจากสมัยก่อน แต่ถ้าทำ e-Donation ก็สะดวก ตอนนี้รณรงค์ไปตามวัดต่างๆ ว่าต้องทำอย่างไร เป็นระบบที่ป้องกันไม่ให้เงินวัดกระจัดกระจาย แต่ปัญหามีอยู่ว่าญาติโยมเกิดความเคยชิน เวลาไปถวายเงินให้วัดก็อยากจะถวายเงินสด เพราะได้ถือเงินนำเงินใส่พานเป็นล้านบาทหรือ 2 - 3 ล้านบาท ถวายแล้วเป็นที่ชื่นชมอนุโมทนายินดี กับผู้ที่ร่วมอยู่ในงานหรือเป็นหน้าเป็นตาของผู้ถวาย แต่พอเข้าระบบ e-Donation ปรากฏว่าทำเงียบๆไม่เป็นหน้าเป็นตา ผมคิดว่าระบบ e-Donation คงจะได้การตอบรับจากทั้งผู้บริจาคและวัด 50 - 50 

“บางวัดเดินหน้า e-Donation แล้วถึง 90%” 

  ณรงค์ บอกว่า ตอนนี้มีบางจังหวัดเดินหน้า e-Donation แล้วประมาณ 60-70% บางวัดถึง 90% โดยมีสรรพากรเข้าไปให้ความร่วมมือแนะนำสำนักพุทธจังหวัด ในการจัดทำ e-Donation นอกจากบัญชีวัดแล้วตรงนี้เวลาบริจาคจะเข้าบัญชีวัดโดยตรงไม่กระจัดกระจาย และบัญชีของวัดห้ามระบุว่า “ บัญชีวัด…. เพื่อพระมหา……” ต้องมีบัญชีวัดอย่างเดียวเท่านั้น ป้องกันไม่ให้หลุดออกไปและไม่เป็นที่ล่อตาโจร แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ว่าเวลาญาติโยมไปถวาย ท่านระบุหรือไม่ว่าวัตถุประสงค์เพื่อการใด แต่ถ้าถวายส่วนตัว ก็ไม่ต้องเข้าระบบ เช่น พระรับนิมนต์ไปแล้วเขาใส่ซองถวายนั่นคือส่วนตัวต่างหาก หรือญาติโยมบอกว่าถวายพระจำเป็นต้องใช้เงิน ก็สุดแต่ท่านจะไปใช้อะไร

“ปัญหาเกิดเพราะพระไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรไม่ควร-อิทธิพลในพื้นที่เอี่ยว” 

  “ปัจจุบันนี้ที่เกิดเหตุขึ้นมา เพราะไม่แยกแยะอย่างจริงจัง ปะปนกันไประหว่างบัญชีวัดกับบัญชีเงินส่วนตัว ไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรเป็นของวัดไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรเป็นของส่วนตัว ทั้งที่พระวินัยก็มีกำกับไว้ชัดเจน ถ้าสมมุติว่าเป็นเงินของสงฆ์ เจ้าอาวาสจะเอาไปเสียเองไม่ได้ เพราะเท่ากับยักยอกทรัพย์ เกิดปาราชิกโทษหนักมาก แต่ความสังวรระวังตรงนี้สู้ความโลภไม่ได้ ขณะที่วัดใหญ่ๆมักจะถูกแทรกแซงโดยผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ทำให้เงินกระจัดกระจายไม่สามารถที่จะเอามาเป็นเงินของวัดได้ วัดบางแห่งสร้างตรงนี้เสร็จแล้วสร้างตรงโน้นต่อ เพื่อเป็นช่องทางที่จะได้เงินเข้ามา แต่เงินเข้ามานี้ไม่ได้เข้าสู่ระบบเงินวัดทั้งหมด เพราะเจ้าอาวาสจะต้องใช้จ่ายต่างๆจึงทำให้เกิดทุจริต” 

“กฎ สำนักพุทธฯ,มหาเถรฯ เจ้าอาวาสเท่านั้นที่เซ็นเบิกจ่ายได้-กรรมการวัดเป็นตัวปัญหา”

  ณรงค์ บอกว่า กฎ 1 ข้อที่สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคม ออกมาคือเรื่องการเซ็นเบิกจ่ายต่างๆต้องเป็นเจ้าอาวาสเท่านั้น แต่อาจจะมีผู้เซ็นร่วม ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าปัจจุบัน แทบทุกวัดยกเว้นพระอารามหลวงใหญ่ๆ จะมีกรรมการวัดเป็นผู้ลงนามร่วมในการเบิกจ่าย ตรงนี้ทำให้เกิดความไม่ชอบมาพากลขึ้น อำนาจไม่ได้อยู่ที่เจ้าอาวาสอย่างเดียวแต่อยู่ที่กรรมการวัดร่วมด้วย ส่วนกรรมการวัดถือบัญชีเงินวัดอย่างเดียวก็ผิดอยู่แล้ว เพราะเป็นไปไม่ได้และคิดว่าแต่ละวัดพระท่านไม่ทำ เพราะเป็นบัญชีเงินวัด แต่ก็มีบางวัดที่ไม่ยอมให้มีกรรมการวัดเข้าร่วม ไม่ยอมให้มีไวยาวัจกรเข้ามาร่วมโดยถือเสียเอง ก็มีแต่น้อยมากไม่กี่ราย ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้ฆราวาสเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบัญชีวัด ควรเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสหรือพระที่ศีลเสมอกันดีกว่า ตรงนี้ทางการยังมองไม่เห็นแต่มองเห็นว่าควรจะมีกรรมการวัดเข้าไปร่วม ซึ่งความจริงแล้วการมีกรรมการวัดเข้าร่วม คือ ตัวปัญหา เพราะศีลไม่เสมอกัน

“บัญญัติคณะสงฆ์ ไม่มีการตั้งกรรมการวัด-พระผู้ปฏิบัติย่อหย่อน เจ้าคณะปกครองเพิกเฉย”

  ณรงค์ บอกว่า กฎระเบียบที่ทำขึ้นมาเป็นกฎ ที่ส่งเสริมพระธรรมวินัย ส่งเสริมให้พระธรรมวินัยเข้มแข็งขึ้น ความจริงแล้วข้อบัญญัติของคณะสงฆ์ ไม่มีระบบให้ต้องตั้งกรรมการวัด แต่เจ้าอาวาสด้วยความไม่รู้หรือเคยชิน กับประเพณีที่ในอดีตเจ้าอาวาสรูปก่อนๆตั้งกรรมการวัด ความจริงแล้วกรรมการวัดไม่มีในสารบบ มีอย่างเดียวคือวัดต้องมีไวยาวัจกร ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา อยู่ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ระบุไว้ เพื่อจะได้มีการให้คุณให้โทษได้ ทั้งนี้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎกระทรวงต่างๆ ที่ครอบคลุมตรงนี้หรือกฎมหาเถรสมาคม มีครอบคลุมอยู่แล้วแต่ย่อหย่อนตรงที่ผู้ปฏิบัติ แล้ววัดนั้นทำได้วัดนี้ก็ต้องทำได้ เจ้าคณะปกครองก็เพิกเฉยละเลย จึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้

“ที่ประชุมมหาเถรสมาคมวาระพิเศษ “ขันน็อต” กฎเกณฑ์ ให้ครอบคลุมมากขึ้น” 

  ณรงค์ บอกว่า  ที่ประชุมมหาเถรสมาคมวาระพิเศษ วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ออกกฎเกณฑ์มาให้ครอบคลุม ถ้าหากว่าพระสังฆาธิการรูปไหนไม่ปฏิบัติตาม กฎระเบียบของคณะสงฆ์ให้ลงโทษ จากเบาไปหาหนักตักเตือน ถ้าปฏิบัติตามนี้ก็ครอบคลุมอยู่แล้ว แทบจะไม่ต้องตรากฎหมายใหม่ คือ เพิ่มโทษจากธรรมดาอาจจะมีโทษข้างนอกเข้าไปกำกับอีกชั้นหนึ่ง อย่าไปคิดว่าการใช้กฎข้างนอกเข้าไปล่วงล้ำพระธรรมวินัย แต่ต้องคิดว่าทำอย่างไรต้องร่างกฎหมาย ให้ส่งเสริมพระธรรมวินัยเข้มแข็งขึ้น เพราะถ้าเข้มงวดกวดขันและมีการลงโทษอย่างจริงจัง ให้สังคมเห็นจะได้หลาบจำเหมือนกับกฎหมายบ้านเมือง และเกิดความหวาดกลัวไม่กล้ากระทำผิดอีก 

“ประชาคมชาวบ้าน แจงกฎระเบียบวัด,คณะสงฆ์ใหม่รัดกุม ทำวางใจไร้เงินรั่วไหล”

  ณรงค์ บอกว่า  หากจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ควรให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการสังคายนาวงการสงฆ์ โดยจะต้องจัดทำประชาคมกับชาวบ้านในพื้นที่ทราบ ว่าตอนนี้กฎระเบียบของทางวัดและทางคณะสงฆ์ได้วางใหม่แล้ว เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมเวลาจะมีการซ่อมแซมศาลา , วิหารหรือทำบุญต่างๆ ชาวบ้านจะควักเงินได้สะดวก ว่าไม่รั่วไหลไม่ไปไหน เพราะระเบียบใหม่รัดกุมทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น แม้ว่าชาวบ้านจะไม่มีสิทธิ์มาร่างกฎระเบียบด้วย แต่ถ้าไม่มีระเบียบนี้ออกไปแล้วทำกันเองลับๆล่อๆชาวบ้านไม่รู้ ผมคิดว่าไม่เกิดประโยชน์เพราะศรัทธาอยู่ที่ชาวบ้าน ไม่มีวัดไหนเลยที่ใช้เงินหลวงมาสร้าง ฉะนั้นมองข้ามชาวบ้านไม่ได้

“แนะ สื่อสังวรระวังอย่าใช้คำแรงหรือตัดสินพระ ก่อนกระบวนการจบ” 

ส่วนความละเอียดอ่อนในการนำเสนอข่าวนั้น ณรงค์ บอกว่า สื่อควรเป็นต้นแบบอย่างของสังคมและควรมีความสังวรระวัง แต่ช่วงหลังสื่อไม่ค่อยสังวรระวังใช้คำรุนแรงกับพระ พระผิดหรือไม่กระบวนการของสงฆ์ยังไม่สอบสวนความผิด ควรให้ความเคารพหรือกระบวนการสอบสวนให้จบชี้ว่าผิดเสียก่อนค่อยว่ากัน ผมเป็นนักข่าวสายศาสนาและวัฒนธรรม น้องๆที่เข้ามาอยู่สายข่าวนี้ ผมจะให้ “คำวัด” เวลาไปเขียนข่าวจะได้เขียนถูกและใช้คำพูดถูกเพราะเรื่องนี้สำคัญมาก

“จวก กรมประชาสัมพันธ์,กสทช. ย่อหย่อนดูแล” 

  “ผมคิดว่ากรมประชาสัมพันธ์และกสทช.ย่อหย่อนในการดูแล ทำให้การเผยแพร่ข่าวออกไปเสียหายต่อสังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมที่เรียบร้อยดีงามมีวัฒนธรรมที่ดี แต่พอมาถึงยุคนี้ผมคิดว่าเกินเลยไป และถ้าน้องๆไม่รู้ก็ต้องถามผู้รู้ก่อน เพราะละเอียดอ่อนในการใช้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพระสงฆ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ จึงต้องสังวรในการนำเสนออย่าให้กระทบ จนพระไม่มีเงินจะไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟก็จะโหดไป พอเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้นสะเทือนไปหมด ต่อไปนี้บางวัดจะไม่มีค่าไฟจ่าย เพราะมาจากตู้บริจาค เพราะรัฐไม่ได้อุดหนุนค่าน้ำค่าไฟ ดังนั้นผู้เป็นพระอุปัชฌาย์จะต้องดูแลพระที่ตนเองบวชทั้งหมด อบรมให้อยู่ในกรอบและใส่ความรู้ให้ท่านไป เพื่อจะได้เป็นพระที่ดี ก็อยู่ที่แม่พิมพ์ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีหรือไม่” 

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5