“มองมิติสู้รบไทย-กัมพูชา : ผ่านภัยคุกคามรูปแบบใหม่”

   “ผมทำข่าวมาพอสมควร และผ่านสถานการณ์แบบนี้มาพอสมควร บอกได้เลยว่าสถานการณ์ครั้งนี้มีอะไรใหม่ๆเยอะ พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่ปี 2531- 2532 ช่วงนั้นไม่หนักเท่านี้”

 

“ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าว TPBS / ที่ปรึกษาโครงการ Safety Training TJA” ให้มุมมอง “การรายงานข่าว ในภาวะวิกฤตชายแดน” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

“ไม่เสนอข่าวพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด” 

  ก่อเขต บอกว่า การรายงานข่าวภาคสนามในภาวะแบบนี้  ประการแรก คือต้องไม่เปิดเผยที่ตั้ง หรือพื้นที่เปราะบางหรือพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด ซึ่งในอดีตจะไม่เปิดเผยเฉพาะที่ตั้งและการปฏิบัติการทางทหาร  แต่ขณะนี้กลุ่มที่เป็นพลเรือนที่เป็นเป้าหมายเปราะบาง ก็ชัดเจนแล้วว่าได้รับผลกระทบ เช่น กัมพูชายิงเข้ามาฝั่งไทยในสถานที่ที่ไม่ควรจะโดน คือ โรงพยาบาล , ร้านสะดวกซื้อ , บ้านเรือนประชาชน  ถูกระเบิดทั้งหลังจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามแต่เราได้รับผลกระทบแน่นอน  ประการที่สองต้องเข้าใจสถานการณ์ด้วยว่า ชาวบ้านรู้สึกอย่างไร กังวลอะไร และเจ้าหน้าที่การปฏิบัติการเป็นอย่างไร ต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่  และประการที่สาม ต้องรายงานข่าวข้อเท็จจริง ซึ่งผมก็เห็นว่าทุกสื่อตระหนักว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้านคนไทยที่กำลังทุกข์จากสถานการณ์อยู่แล้ว ซึ่งผมก็เห็นว่าพี่น้องสื่อมวลชนระมัดระวังอย่างยิ่งโดยยึดหลักการรายงานที่จะไม่ให้มีผลกระทบทางด้านอื่นๆตามมา  

 “ตั้งแต่ทำข่าวไม่เคยเจอเหตุการณ์หนักเท่านี้ การสู้รบครั้งนี้มีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้น”

  “ผมทำข่าวมาพอสมควร และผ่านสถานการณ์แบบนี้มาพอสมควร พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่ปี 2531- 2532 ช่วงนั้นไม่หนักเท่านี้ บอกได้เลยว่าสถานการณ์ครั้งนี้มีอะไรใหม่ๆเยอะ เนื่องจากอาวุธหนัก , จรวดหลายลำกล้องของกัมพูชายิงเข้ามาลึกมาก ทำให้พื้นที่ที่เคยปลอดภัยก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยแล้ว และอาจเป็นความกดดันเล็กๆของคนข่าวภาคสนาม ในการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยเพราะไม่รู้ว่าอาวุธจะมาเมื่อไหร่ ขณะที่ชาวบ้านพื้นที่ชายแดนก็เครียดมาก เขาถอยมา 30-40 กิโลเมตรก็ยังได้รับผลกระทบ

 “ต้องไล่เรียงแหล่งที่มาของข่าว ก่อนนำเสนอข่าวที่ถูกต้องแม่นยำ”

  “ผู้สื่อข่าวต้องทำได้ทุกมิติ แต่ในความเป็นจริงอาจทำได้ไม่เต็ม 100% ฉะนั้นเรื่องความเร็วก็สำคัญ เร็วได้แต่ต้องถูกต้องด้วย โดยตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารนั้นๆ เช่น ตั้งคำถามง่ายๆว่าคุณเป็นใครที่บอกข้อมูลเรา , เพื่อนเราทำไมถึงรู้เรื่องนั้น รู้มาจากไหน ถ้าเขาบอกว่าอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ตรงนี้ก็ชัดเจน เพราะเป็นแหล่งข่าวปฐมภูมิตามหลักวิชาการ เราจะต้องไล่ไปทีละคำถามก็จะรู้แหล่งที่มาของข่าว  พอรู้ถึงแหล่งที่มาของข่าว ก็จะรู้ว่าข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือขนาดไหน ต้องประเมินว่าสิ่งที่ส่งมานั้นเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นความเห็น หรือเป็นการคาดเดา และมีการยืนยันได้หรือไม่จากอีกแหล่งข่าวหนึ่ง ตรงนี้อาจจะยากขึ้นหน่อย บางครั้งอาจจะยืนยันไม่ได้แต่เป็นข้อเท็จจริงก็มีเหมือนกัน”

“ข้อมูลข่าว-ภาพ ตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้”

การตรวจสอบข้อมูลก่อนรายงานข่าว ป้องกันเนื้อหาและภาพข่าวปลอมนั้น  ในช่วงนี้ก็มีกลุ่มที่มีการสื่อสารการทำงานระหว่างรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง เพื่อสอบทานกันว่าตกลงข่าวนี้จริงหรือไม่ หากมีข่าวลักษณะนี้มาจะชี้แจงอย่างไร แบบนี้ก็ทำให้การรายงานคล่องตัวและเร็วมากขึ้น  ส่วนเรื่องภาพก็มีเทคโนโลยีตรวจสอบได้ ดูว่าที่มาจากไหนและภาพนั้นมีผลกระทบอย่างไรหรือไม่  ตามมาตรฐานถ้าแหล่งข่าวที่หนึ่ง คือ แหล่งข่าวปฐมภูมิมีความน่าเชื่อถือสูง อยู่ในพื้นที่ อยู่กับข้อมูล ก็เป็นหลักการปฏิบัติได้  การทำงานของผู้สื่อข่าวระยะนี้ต้องเข้มข้นมากขึ้น และเพิ่มคำว่า “ผลกระทบจากการรายงานของข้อมูลที่เรารู้” ไม่ว่าจะเป็นข่าวของแหล่งข่าว, คำพูด, หรือสิ่งที่เราพบในโลกออนไลน์, รวมทั้งภาพ

 “ทุกฝ่ายต้องคำนึงผลกระทบของข่าว  เหตุกัมพูชาสามารถนำไปใช้ประโยชน์”

  ก่อเขต กล่าวว่า การนำเสนอข่าว เราต้องดูว่าจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง นอกจากผู้คนจะได้รับรู้ บางครั้งเป็นข้อมูลลับ แต่กลับถูกนำออกมาเปิดเผย โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เผยแพร่ เช่น การปฏิบัติการทางทหาร อาทิ เรื่องความเคลื่อนไหว , การมียุทโธปกรณ์ชนิดต่างๆมาประจำการอยู่ตามพื้นที่  เจ้าหน้าที่บางหน่วยงานที่คุยกับผมบอกว่ายังไม่รู้เลยว่ามีเรื่องนี้ ทั้งที่อยู่ในหน่วยนั้นแท้ๆแต่กลับปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์แล้ว หลายเรื่องผมเห็นจากเพจที่อาจจะไม่ใช่สื่อหลัก และเมื่อไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นเรื่องจริง เป็นข้อมูลลึกมากและมีผลกระทบต่อการปฏิบัติ เพราะฝ่ายที่มีปัญหากับไทย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ทั้งสื่อ เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

“ผมขอเน้นตรงนี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสื่อหมายถึงผู้ผลิตสื่อ, ผู้นำเสนอและผู้รับสื่อต้องระมัดระวังอย่างยิ่งและมองไปข้างหน้า ว่าการสื่อสารใดๆก็ตาม ต้องไม่สร้างปัญหาในอนาคต ให้ฝ่ายตรงข้ามที่มีปัญหากับเรานำไปขยายผลและทำให้เราเพลี่ยงพล้ำ  เช่น กรณีที่กัมพูชานำเสนอข่าวว่าไทยใช้สารพิษมีภาพออกมา ผมย้อนดูภาพมันไม่ใช่อย่างที่เขานำเสนอ ตรงนี้เขาก็เสียหายเอง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้นกับเรา ซึ่งทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารจะต้องตระหนักอย่างยิ่ง“

 “ระวังอย่าขยายความเกลียดชัง เหตุ ยกประเทศหนีจากกันไม่ได้”

ปัจจุบันสื่อไม่ใช่สื่อกระแสหลักแบบที่เป็นผู้สื่อข่าวเท่านั้น แต่ใครก็ไม่รู้ มีชื่อเสียง แล้วก็มีข้อมูลมานำเสนอข่าวได้ แล้วก็ส่งข้อมูลต่อกันมา บางส่วนก็ชัดเจนว่าเพื่อแสดงความเกลียดชัง  และสร้างความรักชาติ ก็เข้าใจได้ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องการสร้างความเกลียดชังจนเกินพอดี และต้องมองยาวๆเพราะการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ใช่มีแค่สนามรบ 

“สื่อมวลชนต้องระวังการรายงานเหตุการณ์ความขัดแย้งระดับประเทศ เรื่องขยายความเกลียดชัง ผมเห็นหลายคนบอกว่าโกรธได้ เกลียดได้ แต่อย่าถึงขั้นล้างผลาญกัน ผมคิดว่าการสู้รบและปะทะกันตามแนวชายแดนเป็นเรื่องของทหาร , ความขัดแย้งเป็นเรื่องของรัฐบาล แต่ประชาชนทั้ง 2 ประเทศน่าจะต้องคิดกันใหม่ ว่าในอนาคตจะต้องอยู่กันอย่างไร หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร เช่น การติดต่อค้าขายจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ จะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะมันหนักหนากัน ต่างฝ่ายต่างสูญเสีย เพราะเรายกประเทศหนีออกจากกันไปไม่ได้และหลีกเลี่ยงกันไม่ได้”

“ต้องใช้ข้อเท็จจริงตอบโต้ ไม่สร้างความเกลียดชัง” 

  เราต้องไม่ให้ข้อมูลข่าวสารใดมาเป็นภัยคุกคาม ต่อความมั่นคงและความปลอดภัยแบบองค์รวม ของประเทศและประชาชน ผมคิดว่าสื่อต้องสร้างหรือสถาปนากระบวนการการสื่อสาร การคิด การตกลงใจแบบองค์รวมขึ้นมาให้ได้ เพื่อที่จะทำให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นี้อย่างอยู่รอดปลอดภัย เราต้องทำความเข้าใจด้วยว่าการรบกัน ทุกอย่างต้องสาดใส่กันแน่นอน อันดับแรก คือ ต้องป้องกันไม่ให้กลับมาที่เรา แล้วเราจะต้องโต้ตอบอย่างไร จะไปโต้ตอบสร้างความเกลียดชังคงไม่ได้ แต่ต้องโต้ตอบด้วยข้อเท็จจริง และต้องบอกกัมพูชาด้วยว่า เขาต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย เพราะสิ่งที่คุณเผยแพร่ออกมาล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และมาทำร้ายประเทศไทย 

 “สื่อเป็นคนไทย-รักประเทศไม่แพ้ใคร”

  ก่อเขต ย้ำว่า สื่อต้องพิจารณาเรื่องการนำเสนอข่าวที่สมดุล เรื่องการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ในขณะที่สื่อก็ต้องตระหนักในการทำหน้าที่ เพราะสื่อก็เป็นคนไทยเหมือนกัน รักประเทศไม่แพ้ใครเหมือนกัน แต่ขณะเดียวกันถ้ามองไปข้างหน้าในเรื่องการอยู่ร่วมกันจะต้องทำอย่างไร เราไม่ควรสร้างความเกลียดชังซ้ำเติมจากเดิม และต้องช่วยกันหาทางออกโดยมองไปข้างหน้า หลังจากที่เสียงปืนสงบด้วย

 “เหตุการณ์ไม่แน่นอนสูง คาดการณ์ยาก ต้องปรับโหมดการทำงาน”

  เหตุการณ์นี้ เป็นเหตุการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงและมีการคาดการณ์ยาก จึงต้องมีการปรับโหมดการทำงาน ซึ่งการทำงานในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยลักษณะนี้ มีหลักอยู่ว่าผู้สื่อข่าวภาคสนามเป็นผู้ที่มีอำนาจ ในการตัดสินใจหน้างานสูงสุด ว่าจะเข้าที่ไหน,เข้าไปอย่างไร และควรจะเข้าไปหรือไม่ เพราะอยู่ในพื้นที่ ขณะที่ บก.ข่าวอยู่ในกองบรรณาธิการ อาจจะเห็นในภาพกว้าง แต่ภาพในพื้นที่ผู้สื่อข่าวเห็นมากกว่า ดังนั้นการปฏิบัติที่ดีที่สุด คือ ผู้สื่อข่าวภาคสนามจะต้องติดต่อประสานงาน เล่ารายละเอียดในพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อให้กองบรรณาธิการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง  ขณะเดียวกันกองบรรณาธิการ ต้องตัดสินใจภายใต้ความสมดุล หากจะเร็วก็ต้องเร็ว ข่าวที่สร้างความสนใจก็ต้องมี แต่ต้องคำนึงด้วยว่า การรายงานข่าวนั้นๆอาจจะสร้างผู้ชมจำนวนมาก และอาจจะสร้างความสนใจได้ดีมากๆ แต่ต้องนึกด้วยว่าหลังจากนี้ จะส่งผลกระทบอย่างไรในอนาคต ฉะนั้นการทำงานของสื่อต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาวบ้าน ถ้าฝ่ายตรงข้ามรู้แล้วมีเจตนาไม่ดี จะมาทำอะไรแบบนี้ สื่อต้องไม่นำเสนอออกไป ซึ่งผมก็เห็นว่าสื่อของเราทำแบบนี้อยู่แล้ว ที่ระมัดระวังไม่ให้เกิดผลเสียตามมา

“ยังไม่เห็นทางออกจากเจบีซี -กัมพูชาเสริมกำลังไม่หยุด” 

  สำหรับการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม ( เจบีซี ) คงยังไม่เห็นอะไร เนื่องจากเป็นการประชุม 2 ฝ่าย ไม่มีประธานและต่างฝ่ายต่างเสนอในสิ่งที่ตัวเองอยากจะนำเสนอ แน่นอนว่าในสถานการณ์อย่างนี้การแสวงหาทางออก ที่จะไม่ทำให้เกิดความสูญเสียที่ดีที่สุด คือ พูดคุยเจรจา แต่การเผชิญหน้ากันทางทหารตามแนวชายแดน ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งฝ่ายกัมพูชาไม่หยุดเสริมกำลัง ล่าสุดตลอดแนวชายแดนมีการเสริมกำลังรถถังเข้ามา 20-30 คัน ในพื้นที่รบกัน ซึ่งไทยก็ต้องมีการคุมเชิงและระมัดระวังกัน ส่วนฝูงโดรนก็เข้ามาก่อกวนไทยตลอดเพื่อสร้างปัญหา

 “ชาวบ้านได้รับผลกระทบ กลับภูมิลำเนาไม่ได้-เครียด-สุขภาพจิตสูง หวั่นรบยืดเยื้อกลัวไม่มีใครช่วยบริจาค” 

  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา คือ ชาวบ้านได้รับผลกระทบ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับภูมิลำเนาของตัวเอง ต้องอยู่ที่ศูนย์พักพิง เรื่องนี้น่าเป็นห่วงเพราะอยู่กันประมาณ 4,000-5,000 คน ในแต่ละพื้นที่ต้องจัดการรายละเอียดเยอะ วุ่นวายพอสมควร  ที่สำคัญคือ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บและเรื่องสุขภาพจิต ชาวบ้านมีความเสี่ยงสูงเรื่องความเครียดนับ 100 คน ชาวบ้านหลายคนบอกว่า ตอนนี้มีอาหารกินแต่หลังจากนี้ถ้ามันยังไม่จบ ยังจะมีคนบริจาคช่วยเขาอีกหรือไม่ ทีมข่าวก็บอกว่ามีสิ ใครจะปล่อยให้อด แต่ชาวบ้านบอกว่าตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี  ทุกคนลำบาก เขาก็ต้องดูแลครอบครัวเขาเหมือนกัน ตรงนี้คือความคิดลึกๆของชาวบ้าน แม้ว่าอาจจะไม่ได้พูดมาทั้งหมด แต่ผมคิดว่าความรู้สึกของเขา หนักหนาอยู่ เจ้าหน้าที่ในศูนย์พักพิง บอกว่าชาวบ้านมาขอยานอนหลับเยอะที่สุด ซึ่งในศูนย์อพยพมีคนอยู่เยอะพอสมควร และขณะนี้เป็นไข้หวัดใหญ่ประมาณ 100 คนแล้ว ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องมองไกลๆ และเตรียมรับมือในระยะยาว  ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำงานหนักและเหนื่อย  

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5