“สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งการขาดแคลนแรงงาน ความโกลาหลของนายจ้างที่เห็นตามโซเชียล สะท้อนความจริงว่ากระทรวงแรงงาน ไม่เคยมีมาตรการรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลย ไม่มีการถอดบทเรียน ไม่ได้คิดเผื่อว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น”
“พิพัฒน์พงษ์ ศรีวิชัย Content Creator สำนักข่าว The Momentum” เล่าประสบการณ์ “ปมแรงงานข้ามชาติกัมพูชา : ผลพวงการสู้รบไทย-กัมพูชา” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว”ว่า
“ ปัจจัยหลักผลักดันเขมรกลับประเทศ คือเรื่องความปลอดภัย ”
พิพัฒน์พงษ์ กล่าวว่า จำนวนแรงงานกัมพูชาในไทย มีประมาณ 510,000 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานถูกกฎหมายประมาณ 400,000 คน ขณะนี้ชาวกัมพูชาที่เคลื่อนย้ายผ่านด่านชายแดน จ.จันทบุรี มีประมาณ 300,000 คน สิ่งที่ทำให้ชาวกัมพูชาตัดสินใจกลับประเทศ มี 2 ปัจจัย ปัจจัยแรก ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก คือ เรื่องความปลอดภัย เนื่องจากในประเทศไทย มีกระแสเรื่องความเกลียดชัง , กระแสเรื่องการรักชาติของคนไทย ที่ออกไปตามล่าชาวกัมพูชาตามไซด์งานก่อสร้าง หรือตามแหล่งที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้ชาวกัมพูชาเกิดความหวาดกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย หากเขาถูกกระทำและต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็จะถือเป็นเรื่องยุ่งยาก อีกทั้งเขาหวาดกลัวเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เป็นทุนเดิม เช่น อาจจะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ดังนั้นการเข้าถึงสิทธิต่างๆ โดยเฉพาะระบบยุติธรรมบ้านเรา อาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับเขา ปัจจัยที่สอง คือ ทางการกัมพูชาเรียกตัวชาวกัมพูชาในประเทศไทยกลับ โดยใช้กลยุทธ์ต่างๆทั้งข่มขู่จะยึดทรัพย์สิน จะถูกถอนสัญชาติ หรือไปข่มขู่ครอบครัวเขา แล้วให้ครอบครัวโทรติดต่อมายังแรงงานที่อยู่ในประเทศไทยบอกให้รีบกลับบ้าน ประเทศกัมพูชามีกฎหมายในการถอนสัญชาติบุคคลที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งกฎหมายนี้จะใช้กับนักการเมือง แต่ก็มีการตีความกันไปว่าอาจจะมีการยกมาใช้กับแรงงานกัมพูชาด้วย เมื่อเกิดกระแสข่าวลักษณะนี้แรงงานกัมพูชา ก็ไม่มีทางเลือก จึงต้องเดินทางกลับ
“ลงพื้นที่ คุยครอบครัวชาวกัมพูชา เจอผลกระทบอื้อ”
พิพัฒน์พงษ์ เล่าว่า ประมาณเดือนมิถุนายนที่มีการปะทะกันที่ช่องบก ตนได้พูดคุยกับครอบครัวแรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี เขาสะท้อนว่า ความกังวลหลัก คือ เรื่องความปลอดภัยและเรื่องของการถูกตามล่า, การถูกเลือกปฏิบัติ แม้ช่วงนั้นยังไม่มีการปะทะกันอย่างเอาจริงเอาจังเหมือนปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามีลักษณะของการคุกคาม เรื่องการใช้คำพูดและการเข้ามาประชิดตัว , การไม่ขายสินค้าให้ และลูกของครอบครัวนี้ถูกสุนัขของคนไทยกัด สุดท้ายแล้วคนไทยไม่รับผิดชอบ พยายามจะขอดูกล้องวงจรปิดเพื่อจะยืนยันว่าสุนัขที่กัดเป็นของครอบครัวคนไทยจริง แต่เขาไม่ยอมให้ในตอนแรก จึงกลายเป็นประเด็นว่าสุดท้ายแล้วครอบครัวชาวกัมพูชา ต้องออกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเอง โดยที่เจ้าของสุนัขไม่รับผิดชอบ
“ยังไม่ทราบจำนวนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับแน่ชัด กระทบกิจการใด”
ส่วนผลกระทบยังไม่มีการสำรวจแน่ชัด ว่าแรงงานกลุ่มที่เดินทางกลับกัมพูชา ส่วนใหญ่เป็นแรงงานกิจการใด แต่เท่าที่ได้สำรวจดู Comment ของนายจ้างที่ออกมาพูดถึงผลกระทบ พบว่ากิจการหลักๆเป็นกิจการก่อสร้าง รองลงมาเป็นภาคเกษตรกรรม เช่น สวนลำไยใน จ.จันทบุรี แรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานกัมพูชา ช่วงนี้ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยว หากขาดแรงงาน จะทำให้เก็บผลผลิตไม่ทัน ก็จะทำให้เสียราคา ไม่อาจส่งออกไปต่างประเทศได้
“นายจ้างอยากให้แรงงานเขมรอยู่ต่อ เหตุมีทักษะงานดี”
ผู้ประกอบการไม่ต้องการให้แรงงานกัมพูชากลับ เพราะมีผลกระทบต่อกิจการ ทำให้งานล่าช้า โดยเฉพาะกิจการขนาดเล็กที่ไม่สามารถหมุนเวียนแรงงานได้เท่ากับกิจการขนาดใหญ่ นายจ้างคนหนึ่ง ในกิจการติดตั้งเครื่องจักรในโรงสี เล่าว่า ก่อนหน้านี้มีแรงงานกัมพูชาอยู่ 7 คน ตอนนี้เหลืออยู่ 3 คน ซึ่ง 4 คนที่ออกไปนั้นเป็นแรงงานทักษะ มีความเชี่ยวชาญติดตั้งอุปกรณ์เครื่องจักรเป็นอย่างดี เมื่อขาดแรงงาน 4 คนนี้ เขาบอกเลยว่าทำให้การติดตั้งเครื่องจักร ในโรงสีเกิดอุปสรรคเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วน 3 คนที่เหลือก็มีโอกาสที่จะตัดสินใจเดินทางกลับกัมพูชาด้วย
“แรงงานสัญชาติอื่นทดแทนได้ดีไม่เท่า เหตุเชี่ยวชาญต่างกัน”
ถ้านำแรงงานสัญชาติอื่นมาทดแทนก็อาจจะทำได้ แต่เท่าที่ได้คุยกับนายจ้างส่วนใหญ่ ระบุว่า แรงงานแต่ละสัญชาติมีความเชี่ยวชาญต่างกัน เช่น แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในไซด์ก่อสร้างมากกว่าครึ่ง มีความเชี่ยวชาญในด้านสถาปัตยกรรมและโครงสร้าง ขณะที่แรงงานชาวเมียนมาร์เชี่ยวชาญการก่ออิฐผสมปูน อีกทั้งแรงงานไทยไม่นิยมทำงานก่อสร้าง เพราะเป็นงานประเภท 3D คือ งานหนัก (Difficult), งานสกปรก (Dirty), และงานที่มีความเสี่ยง (Dangerous) ซึ่งแรงงานที่ทำงานด้านนี้ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นแรงงานข้ามชาติ
“การสื่อสารระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้างแทนแรงงานกัมพูชา ต้องเริ่มใหม่”
เรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ การสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งไซด์งานขนาดเล็กมีแรงงานข้ามชาติเป็นชาวกัมพูชา กลุ่มนี้เดินทางกลับประเทศไปเกือบ100% หากรับแรงงานชาวเมียนมาร์เข้ามาแทน อาจจะมีอุปสรรคปัญหาเรื่องภาษาระหว่างนายจ้างไทยกับแรงงาน ต้องมาปูพื้นฐานและฝึกฝนทักษะการทำงานใหม่ ทำให้เสียเวลา
“หวั่น เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่”
พิพัฒน์พงษ์ มองว่า หากขาดแรงงาน ทำให้งานชะงัก และรายได้ก็ไม่เข้า กระทบในแง่ของการดำเนินกิจการแน่นอน และอาจกระทบไปถึงระดับประเทศด้วย หากกิจการเหล่านี้ขาดแรงงานก็จะไม่มีเงิน ไม่มีรายได้จ่ายภาษีให้กับรัฐ ภาครัฐก็อาจจะไม่ได้รับเงินภาษีจากภาคธุรกิจนี้ หากเกิดการขาดแรงงานจริงๆ ขณะที่ผู้ประกอบการก่อสร้างก็สะท้อนมุมมองว่า หากขาดแรงงานฝีมือในการก่อโครงสร้าง การทำสถาปัตย์ ที่เป็นแรงงานชาวกัมพูชา ทำให้งานของเขาล่าช้าและงานที่จะส่งลูกค้าก็ช้าไปด้วย เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่
“ผู้ประกอบการ ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงแรงงานแล้ว”
ตอนนี้ผู้ประกอบการได้ยื่นหนังสือและข้อเรียกร้อง ไปยังกระทรวงแรงงานแล้ว ที่เร่งด่วนและเป็นประเด็นสำคัญ คือ ต้องการให้กระทรวงแรงงาน ยืนยันเรื่องสิทธิความปลอดภัยของแรงงานข้ามชาติ โดยอาจให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดการเรื่องของคดี“เฟกไทม์” ( Fake Time–การใช้เวลาทำงานไม่ตรงตามความเป็นจริง) แล้วนำผลการจัดการมาเผยแพร่สู่สาธารณะ รวมทั้งการตั้งสายด่วนให้กับแรงงานข้ามชาติ โทรเข้ามาแจ้งเหตุฉุกเฉินเพื่อร้องเรียน โดยให้มีหน่วยงานภาคสนามในการจัดการปัญหา และองค์กรภาคประชาชนมารับเรื่องร้องเรียนของแรงงาน รวมไปถึงการผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติอยู่ และทำงานโดยมีพาสปอร์ตหรือเอกสารทางราชการ ที่ใช้ในการยื่นขออนุญาตทำงานได้ โดยใช้ตามมาตรา 17 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และมาตรา 14 เพื่อที่จะให้แรงงานต่างด้าวทำงานในช่วงนี้ ที่ไทยยังขาดแคลนแรงงานชาวกัมพูชา
“ข้อเสนอนำเข้าแรงงานศรีลังกา ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเพิ่ม”
ส่วนข้อเสนอที่กระทรวงแรงงานอาจทำ MOU กับประเทศศรีลังกา นำร่องแรงงานเข้ามา 10,000 คนเพื่อเป็นทางเลือกให้สถานประกอบการในไทยนั้น พิพัฒน์พงษ์ มองว่า ตรงนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะต้นทุนที่จะต้องเสียเพิ่มเข้ามาคือต้นทุนเรื่องการเดินทางที่สูงขึ้น เพราะศรีลังกาไม่ได้อยู่ติดกับประเทศไทย ต้องโดยสารเครื่องบิน แตกต่างจากกัมพูชา , เมียนมาร์ , สปป.ลาว ที่เดินทางผ่านช่องทางบกได้เลย
“กระทรวงแรงงาน ไร้ยุทธศาสตร์-ไม่เคยถอดบทเรียน-คิดเผื่อล่วงหน้า”
“สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งการขาดแคลนแรงงาน ความโกลาหลของนายจ้างที่เห็นตามโซเชียล สะท้อนความจริงว่ากระทรวงแรงงาน ไม่เคยมีมาตรการรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลย ไม่มีการถอดบทเรียน ไม่ได้คิดเผื่อว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น จึงนำมาสู่เรื่องของมิติในการจ้างงานในอนาคต ที่จะต้องคิดรวมถึงมิติทางการเมือง มิติทางเศรษฐกิจของประเทศต้นทาง ที่นำแรงงานเข้ามาด้วย ว่าเขามีสถานการณ์อย่างไร และจะกระทบต่อการสร้างงานของประเทศไทย ที่นำแรงงานข้ามชาติเข้ามาอย่างไร ในระยะยาวจะต้องมีการวางยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องแรงงานไว้ล่วงหน้า เพราะ ณ วันนี้ไม่มีการวางมาตรการและแนวทางที่มารองรับสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานฉุกเฉิน จึงเกิดความโกลาหลและขาดแคลนแรงงานไปชั่วขณะหนึ่ง”
“ทุกฝ่ายต้อง Fast Track ร่วมกัน-ประเมินปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เสนอรัฐบาล”
พิพัฒน์พงษ์ เสนอว่า ควรจัดตั้งชุดประสานชายแดน เพื่อดำเนินเรื่อง Fast Track สำหรับแรงงานกัมพูชา ที่ประสงค์กลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย และจะต้องมีการปรับปรุงระบบการนำเข้าแรงงานตาม MOU ด้วย รวมทั้งตั้งอนุกรรมการศึกษาพัฒนาการนำเข้าแรงงาน MOU ที่สำคัญควรจะต้องตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน , นักวิชาการ , ภาคประชาสังคม เพื่อประเมินปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แล้วจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาลและกระทรวงแรงงานด้วย
“แนะ คิดเผื่อป้องกันสถานการณ์ซ้ำในอนาคต”
สถานการณ์ของประเทศไทยตอนนี้ต้องคิดเผื่อ เพราะอัตราการเกิดของคนไทยต่ำลง และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ไม่นับรวมแรงงานชาวไทยที่ไปเป็นแรงงานข้ามชาติประเทศอื่น เช่น อิสราเอล ,เกาหลีใต้ ก็อาจจะสะท้อนว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่ทำนโยบายด้านแรงงาน จะต้องถอดบทเรียนจากสถานการณ์นี้โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจของไทยก็จะชะงักงันไปหมด

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
