“ไทยและกัมพูชาควรเอาประเด็นเรื่องทุ่นระเบิด ขึ้นมาเป็นวาระหลักผลักดันในเวทีกลาง เพราะไม่มีทางเลยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเข้าไปเก็บกู้โดยลำพังในพื้นที่พิพาท เพราะ MOU เขียนระบุไว้อยู่แล้ว ว่าประเทศใดประเทศหนึ่งเข้าไปไม่ได้”
“รวิวรรณ รักถิ่นกำเนิด สื่อมวลชนอิสระ” ให้มุมมอง “ทุ่นระเบิด กับดัก ฝันร้ายจากภัยสงคราม” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“ไทย ดีเดย์เก็บกู้ทุ่นระเบิดปี 42 หลังลงนามอนุสัญญาออตตาวา 2 ปี”
รวิวรรณ บอกว่า ไทม์ไลน์การเก็บกู้ทุ่นระเบิดของไทยเริ่มตั้งแต่ปี 2542 เราลงนามใน“อนุสัญญาออตตาวา” หรือ “สนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิด” ปี 2540 แล้วตั้งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ หรือ TMAC (Thailand Mine Action Center) เมื่อปี 2542 กำหนดเวลาการเก็บกู้ทั้งหมดคือ 10 ปี หลายประเทศรวมทั้งกัมพูชาก็ใช้กรอบเวลานี้เหมือนกัน จากการสำรวจครั้งแรก พบว่าไทยมีพื้นที่ทุ่นระเบิดคงเหลือ 2,556.70 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่าระยะทางจากกรุงเทพฯไปประเทศอินโดนีเซีย โดยในช่วง 10 ปีแรกไทยปรับลดได้ 80% จาก 2,000 กว่าตารางกิโลเมตร ลดเหลือ 528 ตารางกิโลเมตร ถือว่าเยอะมาก ซึ่งครั้งนั้นนอกจากTMAC ยังมี 30 องค์กรเอกชนจากทั่วโลกมาช่วยไทยเก็บกู้แบ่งพื้นที่กับกองทัพ อย่างไรก็ตาม เมื่อครบ 10 ปี ยังมีพื้นที่ที่เก็บกู้ไม่เสร็จ อยู่ประมาณ 528 ตารางกิโลเมตร ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไทยจึงขอองค์การสหประชาชาติ (UN) ต่อเวลาออกไปอีก 9 ปี ซึ่งเหตุผลที่ TMAC แจ้งคือ เจ้าหน้าที่ภาคสนามยังไม่มีความชำนาญพอ และภูมิประเทศซับซ้อน เหตุผลตรงนี้เข้าใจได้ แต่เมื่อครบ 9 ปี ก็ยังเก็บกู้ไม่หมด เหลือพื้นที่อีก 360 ตารางกิโลเมตร ไทยก็ขอต่อไปเวลาอีกแต่ก็ยังเก็บไม่หมด ทำให้ขอต่อสัญญาไปอีก รวม 3 ครั้ง สำหรับหน่วยงานที่ที่เข้ามาช่วยประเทศไทยและใกล้ชิดกับไทยที่สุดคือ NPA เป็นหน่วยงานพลเรือนจากนอร์เวย์ทั้งหมดเก็บกู้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว และเป็นหน่วยงานเดียวที่เหลืออยู่
“เก็บกู้ยาก เหตุ 90%เป็นพื้นที่พิพาทไทย-กัมพูชา”
“ความน่าสนใจอยู่ตรงเหตุผลที่ไทยแจ้งขอต่อเวลากับ UN เพราะเป็นพื้นที่ทับซ้อน จึงไม่สามารถเข้าไปทำงานเก็บกู้ได้ ปัญหาเปลี่ยนจากเรื่องความไม่ชำนาญของหน่วยปฏิบัติการ กลายมาเป็นการเมืองเรื่องเขตแดน จึงกลายเป็นว่าการเมืองทับอยู่กับปัญหาการเก็บกู้ ซึ่งตัวเลขล่าสุดเมื่อสิ้นปี 2567 เหลือพื้นที่อยู่ประมาณ 17 ตารางกิโลเมตร ใน 6 จังหวัดที่ติดกับชายแดนกัมพูชา ข้อมูลตรงนี้นำมาจาก Open Data ที่กองทัพรายงานกับ UN เขาจะให้พิกัดเลยว่าพื้นที่ใดบ้างที่ยังเก็บกู้ไม่หมด พอเรานำพื้นที่ไปตรวจสอบพบว่าเป็นพื้นที่พิพาทประมาณ 90% ฉะนั้นการที่ไทยจะเข้าไปทำอะไรจึงทำได้ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์แบบนี้ เพราะกระทบการเมืองระหว่างประเทศ”
“พื้นที่ที่เหลือหมดสิทธิ์เก็บกู้ เหตุติด MOU 43”
เมื่อนำข้อมูลตรวจสอบกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตัวเลขกลมๆลดจาก 17 ตารางกิโลเมตรเหลือ 14 ตารางกิโลเมตร แต่ TMAC ยังไม่ได้ลงพิกัดแจ้งกับ UN ซึ่งต้องลงพิกัดแจ้งทุกสิ้นปี ฉะนั้นตัวเลขที่สื่อมวลชนเข้าถึงกับตัวเลขที่ประชาชนเข้าถึง และตัวเลขของกองทัพจึงค่อนข้างต่างกัน เมื่อประเมินเองว่าไม่มีทางสำเร็จ จึงได้ไปตรวจสอบว่าข้อสันนิษฐานดังกล่าวถูกหรือไม่ กับ My action review ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาทำงานวิจัยและตรวจสอบภารกิจการเก็บกู้ของ 120 ประเทศ ที่ลงนามในอนุสัญญาออตตาวา เพื่อดูว่าแต่ละประเทศมีปัญหาอะไรบ้าง ภายในเงื่อนเวลาจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ที่เก็บกู้ได้ และภารกิจเป็นไปตาม Protocol หรือไม่ ซึ่งองค์กรประเมินว่าประเทศไทยไม่มีทางทำได้แน่นอน ถ้าการเมืองระหว่างไทย-กัมพูชา ยังเป็นแบบนี้อยู่
“ปัญหา คือ พื้นที่ตรงที่เหลือติดกับ MOU 43 ซึ่ง MOU 43 เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศและหน้าดิน เว้นแต่จะดำเนินการร่วมกันเพื่อภารกิจบางอย่างของทั้ง 2 ประเทศ ฉะนั้นการเก็บกู้จึงทำได้ยากมากๆ บางพื้นที่เข้าไปทำไม่ได้เลย ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ด้วย เพราะฉะนั้นจึงหมดสิทธิ์“
“เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดต้องมีสมาธิ-การทำงานไม่ง่าย-สถานการณ์รอบข้างต้องนิ่ง”
เวลาเราพูดถึงเรื่องระเบิด ทุกคนมีภาพจำมาจากหนัง ไม่มีใครในชีวิตจริงที่ไปใกล้ชิดกับระเบิด นอกจากทหารและตำรวจ เราก็รู้สึกว่ามันต้องตื่นเต้น ต้องเข้มข้นมากแน่ๆแต่หน้างานจริงไม่ใช่แบบนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าคนที่จะทำงานกับระเบิดต้องนิ่ง , ต้องเงียบ, ต้องมีสมาธิ ฉะนั้นการทำงานจึงเงียบมาก เพราะเวลาที่เขาจะกู้ระเบิดยากมากๆ เช่น ระเบิด Anti-tank (AT) คือ ระเบิดทำลายรถถัง ซึ่งประเทศไทยมีคนที่สามารถเก็บกู้ระเบิดรถถังได้ไม่ถึง 20 คน
“หลุมส่วนใหญ่มีวัชพืชปกคลุม-ลึก-ฝังดินนาน”
เวลาทำงาน จะต้องให้สัญญาณ เช่น ต้องไปหลบตรงนี้ , จะเก็บกู้ออกมาแล้วนะ แต่อย่างหนึ่งที่เราเข้าใจได้ คือ ระเบิดไม่ได้กู้ง่ายๆ เพราะภูมิประเทศบ้านเราเป็นป่าดิบ และพื้นที่ส่วนใหญ่ ตามแนวชายแดนใกล้ป่าสงวน ฉะนั้นการกู้ระเบิด คือ การเข้าไปอยู่ในป่าซึ่งมีวัชพืชมากมายมหาศาล กว่าจะกู้ได้แต่ละลูก ต้องขุดชั้นดินลงไปประมาณ 20 เซนติเมตร ระเบิดเก่าที่ถูกฝังมานานจะมีอะไรกลบหน้าดินอยู่เยอะมาก กว่าจะแซะเจอ กว่าจะค่อยๆเก็บกู้ออกมา จึงทำได้ยาก
“ก่อนเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติงานต้องตรวจ SOP-สุขภาพจิตต้องนิ่ง-ไม่พกอาวุธระหว่างเก็บกู้”
ขณะเจ้าหน้าที่จะเข้าไปทำงานภาคสนาม แต่ละวันตื่นเช้าขึ้นมาทานข้าว อาบน้ำเสร็จแล้ว ก็จะมีระเบียบการตรวจสุขภาพจิต (SOP) เป็นขั้นตอนแรก คนที่ทำงานอยู่กับระเบิด ถ้าจิตไม่นิ่ง สุขภาพจิตไม่ดี มันวินาทีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ถึงชีวิตได้ เขาก็จะมีการตรวจเช็คสุขภาพจิต โดยซักถามว่านอนพอหรือไม่, ความดันเลือดเป็นอย่างไร, เมื่อวานกินอะไรมา ที่สำคัญเขาจะคอยตรวจว่าตอนนี้มีเรื่องเครียดอะไรอยู่หรือไม่, ครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้รู้ว่าถ้าระหว่างการทำงานความเครียดนั้นประทุขึ้นมา แล้วเกิดเหตุ มันก็จะนำไปสู่ความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ ขณะเดียวกันการปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรม เจ้าหน้าที่จะไม่พกปืน แต่จะขอทหารชุดลาดตระเวนหรือทหารพรานในการคุ้มกันกำลังของ TMAC เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีอาวุธ แต่มาเพื่อเก็บกู้ระเบิด
“ควรใช้เวที GBC-RBC เป็นพื้นที่กลางจัดการความสงบชายแดนและหลักเขตแดน”
ส่วนในอนาคตสถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะมีหนทางทำให้การเก็บกู้ระเบิดกลับมาดำเนินการต่อได้หรือไม่ รวิวรรณ ตอบว่า มี โดยไทยต้องใช้กลไกของการเมืองระหว่างประเทศ ในรายงานนี้เสนอให้ไทยใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) เพราะทั้ง 2 เวทีนี้เป็นพื้นที่กลางในการจัดการเรื่องความสงบชายแดนและการกระทำหลักเขตแดน ส่วนเรื่องความเชี่ยวชาญในการเก็บกู้ระเบิด เจ้าหน้าที่ของไทยเก่งเป็นเบอร์ต้นๆ เพราะได้รับการฝึกมาอย่างดีกับหน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด ( EOD ) ของสหรัฐอเมริกา
“ไทยและกัมพูชาควรเอาประเด็นเรื่องทุ่นระเบิด ขึ้นมาเป็นวาระหลักผลักดันในเวทีกลาง เพราะไม่มีทางเลยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเข้าไปเก็บกู้โดยลำพังในพื้นที่พิพาท เพราะ MOU เขียนระบุไว้อยู่แล้วว่าประเทศใดประเทศหนึ่งเข้าไปไม่ได้ แต่ต้องร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายเข้าไปเก็บกู้ร่วมกัน”
“ไทย-กัมพูชา ควรปัดฝุ่นความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด-มีประเทศที่ 3 เป็นคนกลางร่วม”
ความจริงแล้วไทยกับกัมพูชา เคยร่วมเก็บกู้และสำรวจระเบิด ในปี ค.ศ.2019 ช่วงประมาณต้นโควิด-19 สมัย พล.อ.สิทธิพล นิ่มนวล ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย แต่น่าเสียดายที่เกิดโรคระบาดโควิด-19 จึงทำให้ภารกิจถูกตัดออกไป ฉะนั้นถ้าทำแล้วได้ผลก็ควรเอามาทำต่อ ทั้งนี้การเก็บกู้ร่วม 2 ประเทศ ควรมีหน่วยงานกลางที่เป็น EOD จากประเทศที่ 3 เข้ามาสังเกตการณ์ด้วย ตรงนี้สามารถขอความร่วมมือได้เพราะเป็นภารกิจที่ 120 ประเทศทั่วโลกทำและแชร์ข้อมูลกัน ปกติเวที JBC และ GBC ผู้สังเกตการณ์มาอยู่แล้ว เราสามารถขอความร่วมมือได้ เพราะเป็นภารกิจเพื่อมนุษยธรรม ไม่ได้เป็นไปเพื่อการแย่งชิงเขตแดน ก็จะได้รับความช่วยเหลือจากหลายๆหน่วยงาน
“หลายปท.มีหน่วยงานเอกชนทำงานทุ่นระเบิด”
ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน นอร์เวย์ ฯลฯ จะมีหน่วยงานที่อบรมพลเรือนเข้ามาทำงานด้านทุ่นระเบิด หรือเก็บกู้ระเบิดในรูปแบบขององค์กรเอกชน 3 หน่วยงานใหญ่ๆ เป็นหน่วยงานเอกชนจากต่างประเทศ โดยทั้ง 3 หน่วยงานนี้มีพลเรือนหลายพันคน กระจายไปตามประเทศที่มีปัญหาเรื่องทุ่นระเบิดเหตุผลหลัก คือ แนวคิดเรื่องมนุษยธรรมและความคล่องตัวในการทำงาน
“ในทางสากลทุ่นระเบิดในทางทฤษฎี คือ อาวุธที่กองทัพในอดีตหลายประเทศใช้เพื่อทำสงคราม ในแง่หนึ่งมีนัยยะที่แฝงมาด้วย คือ เรื่องการป้องกันเขตแดนไม่ให้เกิดการรุกล้ำอธิปไตย แต่การทำงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด คือ ภารกิจเรื่องมนุษยธรรมต่อต้านการตกค้างของสงคราม เพราะฉะนั้นการที่หน่วยงานที่ต่อต้านสงคราม เข้าไปสัมพันธ์อยู่ในกองทัพจึงดูขัดกันทางเจตนารมย์ แม้ว่าในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ตาม รวมถึงความคล่องตัวในการทำงานด้วย พอไปสังกัดกองทัพทุกอย่างเป็นระบบราชการ เวลามีเรื่องฉุกเฉินหรือภารกิจอะไรที่ต้องทำ บางทีก็จะไม่คล่องตัวเหมือนภาคเอกชน”
“จุดประกาย จากข่าววันทุ่นระเบิดสากล”
รวิวรรณ เล่าย้อนถึงการลงพื้นที่ทำข่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากสกู๊ปข่าวเล็กๆข่าวเดียวของ ThaiPBS ที่ทำเรื่อง “วันทุ่นระเบิดสากล” 4 เมษายนของทุกปี เพื่อที่ทั้งโลกจะนำระเบิดที่เก็บกู้มาทำลายร่วมกัน เพื่อให้ตระหนักรู้ถึงผลตกค้างของสงคราม เมื่อดูข่าวชิ้นนี้แล้วรู้สึกสงสัยว่า ทำไมวันดังกล่าวถึงมีความสำคัญ และระเบิดเหล่านี้มาจากไหน ทำไมยังต้องเก็บกู้อยู่ และคนที่ใช้ชีวิตทุกนาทีไปกับการตรวจชนวนเป็นอย่างไร ดิฉันทำเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งให้ความสำคัญกับคน คือ ทหารช่างที่กู้ระเบิด ดิฉันจึงติดต่อไปที่ TMAC เพื่อขอเข้าไปเก็บข้อมูลและสังเกตการณ์ การเก็บกู้ระเบิด , ไปถ่ายสารคดีเมื่อปี 2564 ติดตามชีวิตทหารก็ไป-กลับพื้นที่ตอนนั้นมีเหตุการณ์อยู่ประมาณ 2 ปี
“เคยทำงานกับ TMAC ทุกประเทศ เปลี่ยนไปตามความซับซ้อนของงาน”
รวิวรรณ บอกว่า ดิฉันเคยร่วมทำงานกับ TMAC ทุกประเทศ จะเปลี่ยนไปตามความซับซ้อนของงาน แต่ความแตกต่างอย่างหนึ่งของประเทศไทยคือ TMAC เป็นหน่วยงานที่สังกัดของกองทัพ ฉะนั้น D minor , EOD และชุดสำรวจโดยสุนัขก็จะมาจากทหารแต่ละเหล่า จะสมัครเข้ามาทำงานภาคสนาม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทหารช่างร้อยละ 80% ทั้งนี้ก่อนที่จะมาประจำการภาคสนาม ทุกนายจะต้องถูกส่งไปอบรมที่โรงเรียนทหารช่าง จ.ราชบุรี โดยมี EOD ต่างชาติ และผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทยที่ไปอบรมจากต่างประเทศมาฝึกให้ พอผ่านหลักสูตรนี้ เขาก็จะไปประจำการกับหน่วยงานของแต่ละภูมิภาค ชื่อย่อว่า นปท.1-2-3-4 และนปท.ของ สตช. ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่จะไปช่วยในแต่ละนปท. ซึ่งน้อยคนมากจะรู้ว่ามีหน่วยงานนี้ทำงานมาตั้งแต่ปี 2542

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
