“แรงงานสูงวัย สะท้อนมุมมองรัฐ : ว่าแต่เขาอิเหนาไม่ทำ!!”

  “ผู้สูงอายุของไทยตอนนี้มีจำนวนมากถึง 14 ล้านคนแล้ว ถือว่าเยอะมากและคาดว่าในอนาคต จะเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับสุดยอดมีสัดส่วน 28% เช่น เดินผ่าน 100 คนจะมีผู้สูงวัย 28 คน ปัจจุบันผู้สูงอายุจำนวนมากอยากทำงานต่อ แต่อาจจะไม่มีงานที่เปิดรองรับเขามากพอ”

 

“ปวีณา ชูรัตน์ Locals project leader ไทยพีบีเอส” ให้มุมมอง “จ้างงานสูงวัย เมื่อรัฐส่งเสริม แต่ไม่เป็นแบบอย่าง” ในรายการ "ช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

“หนุน ศักยภาพการทำงานผู้สูงอายุ เปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง”

  ปวีณา กล่าวว่า สังคมอาจมองว่าอายุ 60 ปีแล้วทำอะไรไม่ได้  การทำงานและการจ้างงาน อาจจะเป็นภาระ  แต่ส่วนตัวมองว่าผู้สูงอายุยังมีศักยภาพอยู่ และควรสนับสนุนเขาโดย “เปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง” และสนับสนุนศักยภาพในการทำงานต่อ ขณะเดียวกันถ้าให้มีการขยายอายุเกษียณออกไป อาจจะเป็นการรั้งให้ผู้ที่มีอายุมากทำงานอยู่ ดังนั้นควรศึกษารายละเอียดให้มากกว่านี้ โดยพิจารณากฎหมายแรงงานด้วย เช่น อาจจะต้องการเกษียณออกมาพักผ่อน แต่ถูกบังคับให้ทำงานต่อถึงอายุ 65 ปี เขาอาจมองว่าตรงนี้ควรจะเป็นการสมัครใจมากกว่า เพราะยังมีผู้สูงอายุบางคนที่ต้องการทำงานต่อ

“เห็นต่าง หน่วยงานให้พนักงานอายุ 45 ปีขึ้นไป เออร์ลี่ เหตุอายุไม่มาก ผันทำงานอื่นได้”

  เห็นข่าวธนาคารแห่งหนึ่ง ประกาศโครงการเออร์ลี่รีไทร์ ปี 2568 สำหรับพนักงานอายุ 45 ปีขึ้นไป โดยให้สิทธิประโยชน์จ่ายชดเชยตามอายุงานว่า มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องเออร์ลี่รีไทร์ที่อายุ 45 ปี เป็นการสะท้อนมุมมองต่อคนที่มีอายุ อาจจะไม่มีศักยภาพในการทำงานหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่าการออกจากงานเมื่ออายุ 45 ปี ถือว่าอายุยังไม่มาก พนักงานสามารถออกไปแล้วไปหางานทำที่อื่นต่อได้ 

 “เปิดรับสมัครเออร์ลี่ แฟร์กับลูกจ้าง”

 “ประเทศไทยอยู่ในช่วงเศรษฐกิจที่ถูกมองว่า “เผาจริง-เผาเล่น-เผาหลอก” ที่ผ่านมาจะเห็นว่าหน่วยงานต่างๆใช้คำว่าปรับโครงสร้าง , รัดเข็มขัด, ลดรายจ่าย ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ คือ การลดพนักงานออกโดยแจ้งแล้วให้ออกเลย และที่ออกในช่วงนี้เห็นว่าเป็นการสมัครใจ การเปิดรับสมัครให้พนักงานเออร์ลี่รีไทร์ เป็นสิ่งที่ค่อนข้างแฟร์กับลูกจ้างที่เลือกจะออกในตอนนี้ ก็อาจจะมีเงินที่ไปต่อยอดหลังจากนั้น”

บางคนมองว่าตอนนี้เป็นช่วงที่หน่วยงาน เปิดโอกาสให้ออกแล้ว แต่หลังจากนี้อาจจะเป็นการบังคับให้ออกหรือไม่ ฉะนั้นการสมัครใจเป็นสิ่งที่แฟร์ เพราะถ้าดูจากข่าวเขาบอกว่าเป็นเรื่องที่ธนาคารต้นสังกัดและสหภาพแรงงานเห็นร่วมกัน จึงมีโครงการเกษียณก่อนอายุเกิดขึ้น เฉพาะปี 2568 หมายความว่าไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีรูปแบบเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันน่าสนใจว่าทำไมอายุถึงลดลงมาเหลือ 45 ปี เพราะคนที่ทำงานเยอะเงินเดือนก็เยอะ รายจ่ายของบริษัทก็เยอะไปด้วย การปรับคนส่วนนี้ออกก็เป็นส่วนหนึ่งที่เขาเลือกก่อน

 “หลากปัจจัยที่ผู้สูงอายุจำนวนมากอยากทำงานต่อ”

  จากที่ได้ไปสำรวจมา ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังอยากทำงานต่อเพราะต้องการรายได้ บางคนต้องเลี้ยงทั้งครอบครัว ขณะที่รู้สึกอยากมีคุณค่า ถ้าพูดถึงเรื่องการจ้างงานผู้สูงอายุ เรามักจะได้ยินว่าให้เอกชนเป็นคนจ้าง ความจริงแล้วภาครัฐเป็นนายจ้างที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เพราะมีทุนจำนวนมากที่จะสนับสนุน ดิฉันจึงสนใจค้นหาข้อมูลของภาครัฐ ที่เป็น Open DATA มาให้ดูว่าความจริงแล้วสถานการณ์การจ้างงาน ผู้สูงอายุของภาครัฐเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันดูว่าจะทำอย่างไรให้มีการส่งเสริมงานของผู้สูงอายุด้วย ซึ่งถ้าผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้ที่มั่นคง คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น เป็นการลดภาระพึ่งพิงครอบครัว และยังเป็นการอุดช่องว่างของกำลังแรงงานที่หดตัวลงจากอัตราการเกิดต่ำ

มีโอกาสพูดคุยกับผู้สูงอายุที่ทำงานอยู่ มีมุมมองสะท้อนให้เห็นชัดว่า เขามีความสุขที่ได้ทำงานกับหน่วยงานรัฐใกล้บ้าน เขาใช้คำว่า“ใกล้บ้าน-ใกล้ใจ-มีงานทำ” ทำให้เขารู้สึกว่ามีคุณค่าที่ได้ทำงานและได้เงิน เขามองว่าควรที่จะมีการจ้างงานผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเพราะเป็นเรื่องดี  ส่วนแรงงานจ้างเหมา เช่น จ้างทำงานภาคการเกษตร เขาบอกว่าได้เงิน 300 บาท/วัน ทั้งที่ทำงานตากแดดทั้งวัน ถ้าเป็นคนในชุมชนจ้างไปทำงาน ให้ค่าจ้างมากกว่าอาจจะได้ 400-450 บาท ตรงนี้ทำให้พบว่ารูปแบบการจ้างงานประจำ เขาจะรู้สึกดีมีงานที่เหมาะสม แต่ถ้าจ้างรายวันควรจะมีอัตราการจ้างที่เหมาะสมมากกว่า 

“จุดสนใจ ต่อยอดสมาคมนักข่าวฯจับมือ TDJ ทำ Data”

  เหตุผลที่สนใจทำเรื่อง “ว่าแต่เขาอิเหนาไม่ทำ?” สำรวจ Open Data การจ้างงานผู้สูงอายุของภาครัฐเมื่อนโยบายมุ่งแต่ให้เอกชนจ้าง ในโครงการ “TRAINING & WORKSHOP: DATA JOURNALISM FOR INVESTIGATIVE REPORTING” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย (TDJ ) เนื่องจากแรงงานไทยขาดแคลน และอัตราการเกิดน้อยลง ขณะที่ไทยก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ทำอย่างไรเราถึงจะบาลานซ์เรื่องนี้เข้าด้วยกัน

“ไทยมีตัวเลขผู้สูงอายุมากถึง 14 ล้านคน เปรียบเดินผ่าน 100 คนมีผู้สูงวัย 28 คน”

  “ผู้สูงอายุของไทยตอนนี้มีจำนวนมากถึง 14 ล้านคนแล้ว ถือว่าเยอะมาก และคาดว่าในอนาคตจะเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับสุดยอดมีสัดส่วน 28% เช่น เดินผ่าน 100 คนจะมีผู้สูงวัย 28 คน ปัจจุบันผู้สูงอายุจำนวนมากอยากทำงานต่อ แต่อาจจะไม่มีงานที่เปิดรองรับเขามากพอ เป็นเรื่องของมุมมองและทัศนคติต่อผู้ที่มีอายุมากขึ้นด้วย สอดคล้องกับข่าวที่ว่าทำไมการเออร์ลี่รีไทร์ เมื่อก่อนมีอายุ 55 ปี ตอนนี้ลดลงเหลือ 45 ปี”  

 “ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การจ้างงานจึงสำคัญ-ภาครัฐจ้างงานน้อยเพียง1.9%” 

  จากการศึกษาของสมาคมนักข่าวฯกับ TDJ ทำ Data  ได้นำมาเทียบสัดส่วนการจ้างงานเห็นว่า ลูกจ้างที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อยู่ในการจ้างงานของภาคเอกชนประมาณ 12.8%  ส่วนภาครัฐมีน้อยมากเพียง 1.9% และทำไมภาครัฐจึงจ้างงานผู้สูงอายุน้อยมาก เราจึงค้นหาต่อไปว่าในการจ้างงาน ในภาคเอกชนมานานแล้ว อยู่ในระดับผู้บริหารขึ้นไปมีสัดส่วนที่น้อยเช่นเดียวกัน เมื่อค้นหาข้อมูลในระดับจังหวัด พบว่า ผู้สูงอายุยังกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ และจังหวัดที่มีการจ้างงานเยอะ เช่น โซนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยทำงานอยู่ในภาคการเกษตร , การใช้แรงงาน เป็นต้น ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น แต่คนที่ทำงานจริงยังมีน้อยอยู่ ขณะเดียวกันรัฐยังไม่มีการส่งเสริมจ้างงานผู้สูงอายุแบบเจาะจงไปในเชิงพื้นที่ จึงยังกระจุกตัวอยู่ในหัวเมืองหรือพื้นที่ทำการเกษตร 

“7 ปีภาครัฐใช้งบประมาณเพียง 260 ล้าน จ้างงานผู้สูงอายุ”

  “ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐใช้งบประมาณ 260 ล้านบาท อาจจะไม่มากพอหรือไม่และงบประมาณส่วนนี้ครอบคลุมผู้สูงอายุเพียง130,000 คน ทั้งที่ทั่วประเทศมีจำนวนผู้สูงอายุถึง14 ล้านคน ซึ่งงบประมาณตรงนี้อาจจะยังไม่มากพอ หรืออาจจะใช้กับผู้สูงอายุเพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น 100 ล้านบาทใช้กับผู้สูงอายุ 1 แสนคน ทั้งที่เรามีผู้สูงอายุถึง 14 ล้านคน ที่เหลือตกหายไปไหน ซึ่งพื้นที่ กทม.เป็นจังหวัดที่จ้างงานกระจุกตัว แต่ขณะเดียวกันพบว่า จ.นนทบุรี ซึ่งอยู่ใกล้ กทม. ไม่มีการจ้างงานของภาครัฐเลยแม้แต่คนเดียว อาจจะเป็นเรื่องของประชากรแฝง เช่นว่า พักอาศัยอยู่ที่ จ.นนทบุรี แต่เดินทางเข้ามาทำงานที่ กทม. ตรงนี้อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ”

อย่างไรก็ตาม มี 4 จังหวัด คือ จ.สกลนคร , อำนาจเจริญ , สุรินทร์ และน่าน ที่ภาครัฐจ้างงานผู้สูงอายุมากกว่าเอกชน ซึ่งมีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัดเป็นพื้นที่ภาคการเกษตร ไม่แน่ใจว่าจะมีจุดที่ชี้วัดแน่ชัดในเรื่องของการทำงานภาครัฐตรงนี้หรือไม่  

“เอกชน ชี้ รัฐควรปรับมาตรการให้ดึงดูด-จูงใจ-ปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับผู้สูงวัย”

  สิ่งหนึ่งที่รัฐทำ คือ สนับสนุนให้เอกชนจ้างงานมากขึ้น เป็นการ “ว่าแต่เขาอิเหนาไม่ทำ” หรือไม่ เพราะเป็นการสนับสนุนให้เอกชนทำ โดยมีเรื่องของมาตรการ MOU ในการลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้เอกชนจ้างงานผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น  แต่ก็มีข้อจำกัด คือ MOU ระบุไว้ว่า บริษัทจะนำการจ้างงานผู้สูงอายุมาลดหย่อนภาษีได้ ต่อเมื่อลูกจ้างมีค่าตอบแทนไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งภาคเอกชนมองว่าเป็นมาตรการที่ไม่จูงใจพอ เพราะส่วนใหญ่คนที่ทำงานในภาคเอกชนที่อายุมากแล้ว เงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท อาจจะเป็นในระดับผู้บริหารไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ เอกชนมองว่าควรปรับมาตรการให้ดึงดูด และจูงใจมากกว่านี้หรืออาจจะมีการปรับรูปแบบการทำงาน ให้เหมาะสมกับผู้สูงวัย เช่น ทำงานเป็นพาร์ทไทม์ได้ เพราะบางคนอาจจะไม่สามารถมาทำงานได้เต็มวัน 

“ชี้ช่อง รัฐควรเริ่มจากท้องถิ่นก่อน-ทำฐานข้อมูลกลางMatchingกับเอกชน” 

  ทีมงานได้เสนอแนะให้เริ่มจากท้องถิ่นก่อน เพราะภาครัฐมีเงินทุนมาก ควรเจาะลงไปในท้องถิ่น อาจจะเริ่มที่ศูนย์ท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ 5,300 กว่าแห่ง หากจัดสรรงบประมาณและจ้างผู้สูงอายุอย่างน้อยแห่งละ 2 คน ก็จะทำให้เกิดงานใหม่ขึ้นถึง 10,600 กว่าตำแหน่ง ถือเป็นโอกาสสำคัญในการที่จะสร้างหลักประกันรายได้ ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ด้วย เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีงบประมาณที่สามารถนำมาสนับสนุนงานได้ในเรื่องของสังคม , สาธารณสุข , พัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชุมชน สามารถจ้างงานกลุ่มเปราะบางหรือผู้สูงอายุได้ เป็นต้น ขณะที่ภาครัฐควรทำฐานข้อมูลกลางด้วย เพราะเป็นหน่วยงานที่น่าจะมี DATA จำนวนมาก ทำให้ข้อมูลกลางที่สามารถ Matching ให้บริษัทเอกชนต่างๆเข้ามาเป็นตลาดแรงงาน เพื่อเข้ากับหน่วยงานนั้นๆ และเป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำมากขึ้นด้วย เป็นการทำงานที่บูรณาการกันมากขึ้นในอนาคต

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5​