“แกะรอยข่าวสืบสวน ผ่านคดีวัดพระบาทน้ำพุ”


“พระทำหลักฐานเรื่องการโอนที่ดิน หรือโอนไปเป็นของมูลนิธิต่างๆต้องแนบบัตรประชาชน ซึ่งพระภิกษุใช้ใบสุทธิแทนได้ แต่อดีตพระอลงกตไม่ได้ใช้บัตรประชาชนแนบ ใช้ใบสุทธิแนบในการทำหลักฐาน แล้วบังเอิญอยู่ในปึกหลักฐานเรื่องที่ดินพอดี”

“อลงกรณ์ เหมือนดาว บรรณาธิการ ข่าว 3 มิติ” ให้มุมมอง “สืบค้นข่าวคดีอดีตพระราชวิสุทธิประชานาถ (หลวงพ่ออลงกต) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” ใน “รายการ "ช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า


“จุดเริ่มต้นมาจาก มีคนบริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ”


​อลงกรณ์ เล่าว่า เริ่มแรกทั้งโซเชียลมีเดีย, สื่อออนไลน์ , สื่อกระแสหลักลุยกัน เริ่มต้นเรื่องที่มีคนบริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ ผ่านนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล (หมอบี) จนไปถึงการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่ดิน กิจการธุรกิจต่างๆมากมายของวัด ข่าว 3 มิติไม่ได้เป็นที่แรกที่เปิดข่าววัดพระบาทน้ำพุ แต่เป็นส่วนหนึ่งในช่วงท้ายก่อนที่จะจับกุมพระอลงกต ซึ่งเป็นการแท็กทีมของสื่อต่างๆชัดเจน ร่วมกันสืบข่าวนี้ทุกหน้าสื่อ ไม่มีใครไม่สืบ ทุกสื่อลงพื้นที่ไปหาข้อมูลตามความถนัดของตัวเอง แล้วนำมาขยายต่อ เชิญแขกเข้ารายการ ถือว่าเป็นการสืบเจาะในเรื่องของข้อมูลลับ

“สื่อจับมือคอแลปข่าว เกิดผลดีมากกว่าเสีย”


​จะบอกว่าใครเป็นข่าวสืบสวนไม่สืบสวนเราพูดไม่ได้ เพราะรายการเล่าข่าวก็สืบสวน เขามีวิธีการดึงคนมาเข้ารายการจับพิรุธ ก็ถือว่าเป็นการสืบสวนอย่างหนึ่ง และส่งนักข่าวไปหาข้อมูลในพื้นที่ ผมคิดว่าตอนนี้สื่อร่วมมือกันทำข่าวหรือ Content ระหว่างบุคคลหรือองค์กร เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ทรัพยากร และสร้างการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆที่แตกต่างกัน โดยใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมารวมกัน ( Collab News) ไม่ใช่การมาแย่งชิงว่าใครเป็นคนเปิด ไม่ต้องบอกเพราะสังคมจะรู้เอง ซึ่งการทำงานรับลูกช่วยเหลือกันแบบนี้ มีผลดีมากกว่าผลเสีย


“หนุนบรรยากาศทำข่าวคอแลป-แข่งขันแย่งข่าวไม่สนุก”


​“การแก่งแย่งกันไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ที่ผ่านมาผมเห็นว่าสื่อแต่ละช่องและแต่ละออนไลน์ก็ร่วมมือกันดี เชิงว่ามีการรับลูกในการออกข่าวเป็นการเสริมกัน ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่มีการแบ่งฝ่าย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ สื่อมีการเติมเต็มกัน,คอแลปกัน ผมอยากให้บรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้น ส่วนสไตล์การเล่าข่าวหรืออ่านข่าวตามบท ก็เป็นอีกสไตล์หนึ่ง เราไม่ได้บอกว่าข่าว 3 มิติ คือ ข่าวสืบสวนตัวจริงแต่ทุกรูปแบบรายการ มีการสืบสวนในการทำหน้าที่อยู่แล้ว ข่าว 3 มิติมุ่งทำเฉพาะเรื่องเอกสารการสวมเลข 13 หลัก เรื่องอื่นเราก็ทำไปตามกระแสแต่มีเป้าหมายเลข 13 หลักตรงนี้เพราะว่าเราได้หลักฐานมา ฉะนั้นข่าว 3 มิติเป็นส่วนเติมเต็มที่ตัวเองถนัดและมีข้อมูล”

“ข้องใจ ผ่านมา10 ปีวัดพระบาทน้ำพุยังขอรับบริจาค ทั้งที่ยาเข้าถึงผู้ป่วยแล้ว”


​เมื่อก่อนเราศรัทธาอดีตหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ ท่านก็ทำจริงเราก็เห็น จนกระทั่งผ่านมา 10 ปีเราเห็นชัดว่ามีการเข้าถึงยาได้แล้วแต่ทำไมยังมีคนป่วยไปนอนอยู่ที่วัดทำไมการบริจาคถึงเกิดขึ้นทุกวัน ก็มีเรื่องร้องเรียนส่งมาที่ข่าว 3 มิติ เราก็มอบหมายทีมงานและมีทีมลับลงไปดูข้อมูลที่วัด พบข้อมูลบางส่วนแต่เป็นข้อมูลที่ฟันธงไม่ได้ แต่เห็นเค้าลางข้อมูลว่ามีแนวแบบนี้ เราก็ค้นจากการไม่ศรัทธาหรือศรัทธาที่มีต่อท่าน ก็เริ่มคลางแคลงข้อมูลที่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลที่ได้แน่นปึ้กจนเปิดไปแล้วตูมเลย จึงต้องเก็บไปเรื่อยๆแม้ว่าบางช่วงจะเริ่มห่างจากข้อมูลบ้าง แต่เราก็ยังเก็บอยู่ ใครส่งมาก็เก็บไว้วิเคราะห์


“บังเอิญ ได้ข้อมูลใบสุทธิเลข 13 หลัก จากเอกสารที่ดินวัด-เช็คข้อมูลรอบด้านละเอียดยิบ”


​การได้ข้อมูลเกี่ยวกับใบสุทธิของอดีตพระอลงกตเป็นเรื่องบังเอิญ ทีมงานได้ลงพื้นที่ จ.ลพบุรีไปดูเรื่องที่ดิน เพราะนัดแหล่งข่าวที่ดินไว้ แล้วทีมงานก็มาทำงานที่กรุงเทพฯต่อ ผมก็มาแตะมือ จังหวะนั้นแหล่งข่าวที่ทีมงานวางไว้ ก็มาคุยเรื่องที่ดินกันปรากฏว่าในแฟ้มเอกสารที่ดินที่นำมาให้ทีมงาน เราดูมีใบสุทธิของอดีตพระอลงกตแนบมาด้วย โดยที่ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเป็นการสวมบัตรประชาชนแล้ว ผมจึงขออนุญาตใช้มือถือบันทึกภาพใบสุทธิ 2 แผ่นเอาไว้ หลังจากนั้นผมก็ให้ทีมงานแต่ละคนช่วยกันเช็ค เพราะช่วงหลังมีข้อมูลว่าอดีตพระอลงกต ไม่ได้จบสถาบันการศึกษาหรือเรียนตามใบสุทธิจริง ก็เลยคิดขึ้นมาว่าเอกสารใบสุทธิเลข 13 หลักอาจจะไม่ใช่ของท่าน จึงลองนำเลข 13 หลักไปคีย์ดู ก็เลยเฮ้ย!!กลายเป็นเลข 13 หลักของคนตายเมื่อ 2 ปีก่อน เราก็พยายามอ่านเลข 9 กับเลข 7 ไทยโดยเคาะ 9 ทีและ 7 ทีเพื่อให้ชัวร์ว่าเลขไทยไม่ได้เขียนเพี้ยน ก็เช็คจนชัวร์และพยายามเช็คว่าใบสุทธิอาจจะปลอมมาหลอก เราก็ได้เช็คว่าชื่อเดิมของอดีตหลวงพ่อ คือ “เกรียงไกร เพชรแก้ว” ก็คีย์ดูว่ามีไหมก็ไปเจอชื่อผู้ชาย 4 คนอายุ 50 กว่าปี ทั้ง 4 คนก็ไม่ใช่ท่านอีก หรือว่าใช้ชื่ออื่น เราไม่แน่ใจ แต่พยายามคีย์เพื่อให้ข้อมูลรอบด้าน


“มอบทีมงานเช็คต้นทางใบสุทธินำมาเปรียบเทียบ”


​ผมให้ทีมงานไปเช็คต้นทางใบสุทธิเพื่อมาแมตช์กัน พบว่าเป็นใบสุทธิที่ออกตอนบวช นาทีนั้นเราก็เหยียบรถมาที่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบ้านของผู้ตาย ที่อดีตพระอลงกตใช้ชื่อเพื่อยืนยันตัวตน จึงได้เปิดข่าวนี้ขึ้นมา จากนั้นเราก็มานั่งดูใบสุทธิ 2 ใบ เรานั่งดูทุกวัน มีข่าวเกิดขึ้นทุกวันจากใบสุทธิ 2 ใบให้วิเคราะห์หรือให้อ่านอะไรอีกมากมายตรงนี้ คือ จุดเริ่มต้นของข่าว 3 มิติ “พระทำหลักฐานเรื่องการโอนที่ดิน หรือโอนไปเป็นของมูลนิธิต่างๆต้องแนบบัตรประชาชน ซึ่งพระภิกษุใช้ใบสุทธิแทนได้ แต่อดีตพระอลงกตไม่ได้ใช้บัตรประชาชนแนบ ใช้ใบสุทธิแนบในการทำหลักฐาน แล้วบังเอิญอยู่ในปึกหลักฐานเรื่องที่ดินพอดี ถ้าไม่มีหลักฐานเรื่องเรียนในสถานศึกษาต่างๆ เราก็อาจจะไม่เอะใจก็ได้ อาจจะสนใจเรื่องที่ดินมากกว่าเรื่องนี้”
“ในอดีตมีอุปสรรคเก็บข้อมูล-ญาติโยมเชื่อมถึงกันหมด รู้ความเคลื่อนไหวสื่อ”


​อลงกรณ์ ยอมรับว่า 5-6 ปีที่แล้ว มีอุปสรรคในการทำงานเก็บข้อมูล เพราะส่วนใหญ่ญาติโยมจะเชื่อมกันได้ รู้ความเคลื่อนไหวของเราหมด ถ้าเราเข้าไปแตะตรงไหน เขาก็จะเกี่ยวข้องกันหมด แต่ ณ วันที่สื่อต่างๆมีการคอแล็ปกัน จนโครงสร้างเครือข่ายเขาเริ่มอ่อนแอ จึงเป็นสาเหตุที่สื่อเข้าไปเจาะข่าวได้ง่าย ผมจึงเห็นใบสุทธิใบนี้ก็เป็นได้ แต่วันที่โครงสร้างแข็งแรงใบสุทธินี้อาจจะไม่ถึงมือผมก็ได้ วันที่วัดพระบาทน้ำพุอ่อนแอ เขาจึงให้เราเห็นใบสุทธินี้ ผมคิดแบบนั้น บางช่วงจังหวะแข็งแรงข้อมูลการไหลมา คนก็จะกลัวเสี่ยงภัยกัน แต่ผมก็ยังยืนยันว่าถึงวันนี้ก็ยังชื่นชมพระอลงกตว่าที่ผ่านมา10-20 ปี ได้ทำดีในเรื่องของการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ จากที่เราเคยไปเห็นมา แต่มาช่วงหลังเริ่มเปลี่ยนไป


“คุยบิ๊กเต่ามุมคำให้การ”


​ผมได้คุยกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บิ๊กเต่า) ถึงมุมคำให้การของอดีตพระอลงกต บอกว่า ผู้ต้องหามีสิทธิ์ที่จะให้การอย่างไรก็ได้ อาจจะเจตนาให้ตรงกับสื่อเป๊ะๆก็ได้ แต่พยานหลักฐานจะบอกว่าคำให้การนั้นตรงหรือไม่ หรือว่าตรงแต่มีมากกว่านั้นอีกเป็น 100% ก็ว่ากันไป ไม่ใช่ว่าให้การแค่นี้แล้วจะจบแค่ตัดตอน ไม่มีการจับแถว 2 แถว 3 ตำรวจยืนยันว่ามีสิทธิ์ให้การอย่างไรก็ได้ตามบทข่าว แต่ตำรวจมีหลักฐานมากกว่าบทข่าว


“ชมอินฟลูเอนเซอร์ใช้เลข13หลัก โอนเงินเข้าบัญชีคนตาย แต่เด้งเข้ากองทุนของวัด”


​ช่วงที่อดีตพระอลงกตยังไม่สึก ผมได้โพสต์ชื่นชมอินฟลูเอนเซอร์ท่านหนึ่ง เพราะผมทำข่าวมาไม่เคยคิดเลยว่า ในขณะที่กรมการปกครองกำลังเถียงกันอยู่ว่าข้อมูลของอดีตพระอลงกตใช้เลข 13 หลักจริงหรือไม่ แต่อยู่ๆอินฟลูเอนเซอร์ท่านนั้น ได้โอนเงินเข้าบัญชีเลข 13 หลักของคนตาย แต่เงินไปเข้ากองทุนของวัด ผมต้องขอชื่นชมเลย เพราะว่าเป็นการสืบสวนที่ละมุนพลิ้วไหวดีมาก แล้วเป็นจุดจบที่ปิดจ๊อบเลย ว่าอดีตพระอลงกตใช้เลข 13 หลักจริง แค่การโอนเงินตรงนี้ผมถึงบอกว่าเป็นการคอนแลปที่เสริมกัน ไม่ต้องไปอิจฉากันว่าทำไมอินฟลูเอนเซอร์ท่านนั้นมาตัดหน้าเรา แต่ท่านคิดได้อย่างไร ผมไม่เคยรู้เลยว่าพร้อมเพย์ใช้เลข 13 หลักด้วย คิดว่าใช้มือถืออย่างเดียว ผมจึงมองว่าเป็นการสืบที่คลาสสิกมาก ปิดจ๊อบที่สวยงาม


“กลั่นกรองข่าวทุกครั้งก่อนนำเสนอ-เช็ค100%ก่อน-ข่าวพระ,ศาสนา ผลกระทบเยอะ”


​อลงกรณ์ กล่าวว่า มีการกลั่นกรองเนื้อหาก่อนเผยแพร่ข่าว ถ้าข้อมูลไม่ชัดเจนไม่กล้านำเสนอข่าว เพราะการทำข่าวของเรา เรื่องความเชื่ออย่างหนึ่ง ความศรัทธาอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มั่นใจเราอย่าทำร้ายความเชื่อของคน ผมมักจะบอกเสมอว่าการทำข่าวที่ดีไม่ต้องไปดูถูกความเชื่อของคน และจะไม่เอาความเชื่อมาทำร้ายคน การทำข่าวเกี่ยวกับศรัทธาพระและศาสนาก็เหมือนกันมีผลกระทบเยอะมาก ถ้าไม่แน่ชัดก็อย่าไปออกข่าวต้องเช็คแล้วทุกอย่าง 100% เต็ม เราถึงออกข่าว หากเล่นกับความศรัทธา ถ้าเราพลาดก็เหมือนกับเป็นผู้หนึ่งที่ไปทำลายศรัทธาด้วย


“อย่าตัดสินข่าวโซเชียลเป็นขยะ-แนะ นำมาเป็นฐานข้อมูล-ตรวจสอบต่อ คาด อนาคตสื่อทุกแขนงรับลูกร่วมทำข่าว”


​อย่าไปตัดสินว่าโซเชียลมีเดียเป็นข่าวเท็จทั้งหมด ผมมองและพูดเสมอว่าโซเชียลมีเดียที่ใครๆก็โพสต์ข่าวได้ เป็นฐานข้อมูลที่เราหยิบข่าวมาตรวจสอบได้ อย่าดูถูกว่าข้อมูลมาจากใครก็ไม่รู้ เพราะอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องนำมาตรวจสอบแล้วไปขยายต่อ อย่าไปละทิ้งเพราะเขาไม่ใช่ขยะ เช่น ข้อมูลจากชาวบ้านในโซเชียล มีทั้งขยะและไม่ใช่ขยะ เราอย่าไปตัดสินว่าเป็นข่าวขยะแล้วตัดทิ้งไปเลย เพราะทุกอย่างมีความหมาย ถ้าเราหยิบแล้วเลือกดูว่า ข่าวนี้เฟคก็ทิ้งไป ส่วนข่าวนี้จริงเราก็ไปสืบต่ออย่างนั้นดีกว่า ให้นำไปคัดเลือกและตรวจสอบ เราจะไม่ดูถูกข้อมูลใดเลยในโลกออนไลน์ ในอนาคตผมคิดว่าลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ในสื่อออนไลน์,อินฟลูเอนเซอร์,สื่อทีวี , สื่อหนังสือพิมพ์ , สื่อวิทยุ จะร่วมกันโดยไม่นัดหมาย ไม่ใช่เป็นการยกหูโทรศัพท์ตกลงกันว่าให้ช่วยกัน แต่จะเป็นการรับลูกกันเองไม่มีใครแสดงความเป็นเจ้าของข่าว สุดท้ายสังคมจะดีเพราะมีการยื่นมือทำหน้าที่คนละมือคนละไม้


“ข่าวสืบสวนมีวิธีหาข้อมูลหลากมิติ-ไม่จำเป็นต้องฝังตัวในพื้นที่เหมือนอดีต-ใช้วิธีคิดเชิงสืบสวน”


​อลงกรณ์ ทิ้งท้ายว่า ข่าวสืบสวนอยู่ในสนามข่าวอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเสี่ยงชีวิต แค่มองมิติเชิงสืบสวนเราก็เรียกว่าข่าวสืบสวนสอบสวนแล้ว หมดยุคแฝงหรือปลอมตัว แต่การสืบสวนอาจจะต้องใช้ทุนมากในการลงพื้นที่เก็บข้อมูล หาแหล่งข่าวมากกว่าข่าวปกติ ไม่ต้องไปเฝ้ามากเหมือนสมัยก่อน 3 เดือน แต่ไปเป็นจังหวะได้ เดี๋ยวนี้ยกหูโทรศัพท์เช็คเพิ่ม หาข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย หรือประสานหน่วยงานราชการเพิ่ม ก็จะออกมาเป็นผลผลิตของข่าวสืบสวน ข่าวสืบสวนปัจจุบันใช้วิธีคิดในเชิงสืบสวนแล้วแกะข้อมูล โดยลงทุนให้น้อยที่สุด เพราะถ้าเราลงทุนมากองค์กรก็จะขาดทุน การลงไปฝังตัวแบบในอดีตก็จะน้อยลง อาจจะไม่คุ้มทุนกับสื่อยุคใหม่ที่จะไปทำแบบนั้น แต่แนะนำให้ใช้วิธีคิดแบบสืบสวนแล้วเก็บข้อมูลเท่าที่เก็บได้ เมื่อมั่นใจเราถึงเปิดออกมา แล้วก็เปลี่ยนแปลงสังคมด้วยข่าวสืบสวน แม้ไม่เป็นนักข่าวสายอาชญากรรมก็ทำข่าวสืบสวนได้ เป็นนักข่าวเศรษฐกิจหรือสายการเมือง ก็สามารถมองในมิติสืบสวนได้ เพราะจะทำให้ข่าวนั้นมีมิติในเชิงสืบสวนซ่อนอยู่ให้เราเห็น

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5