“ไทยพร้อมเต็มสูบ : ลุยจัดแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33”

         “ตอนนี้ทุกจังหวัดพร้อม เพราะมีสนามแข่งขันอยู่แล้วโดยไม่ต้องสร้างใหม่ ทำให้ความพร้อมมาครึ่งหนึ่งแล้ว ตอนนี้กำลังปรับปรุงบางส่วนที่ต้องใช้เป็นสถานที่แข่งขัน เท่าที่ดูเกือบพร้อม 100% แล้ว”

.

            “พัลลภ ศรีไพรวัลย์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย และหัวหน้าข่าวกีฬา นสพ.ไทยรัฐ” ให้มุมมอง “ความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

“ทุกจังหวัดเกือบพร้อม 100%” 

            พัลลภ บอกว่า สถานที่จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ไม่ใช่มี 3 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ , ชลบุรีและสงขลาตามที่เป็นข่าวเท่านั้น แต่มีจังหวัดอื่นๆรวมอยู่ด้วย เช่น เชียงใหม่ , นครปฐม กระจายจัดบางชนิดกีฬา ส่วนใหญ่ดูศักยภาพแต่ละจังหวัด เช่น มีโรงแรมที่พักพร้อมหรือไม่ , มีสนามกีฬาหรือไม่ โดยไม่ต้องไปสร้างใหม่แต่ปรับปรุงจากเดิม และการเดินทางแต่ละที่ค่อนข้างสะดวก เพราะทุกที่มีสนามบิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหลักของการพิจารณา แม้ว่า จ.ชลบุรี ไม่มีสนามบิน แต่เป็นพื้นที่ใกล้กับกรุงเทพฯ เชื่อว่าไม่มีปัญหา ตอนนี้ทั้งเรื่องสนามแข่งขัน , โรงแรม , การเดินทางน่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่แล้ว 

“พิจารณาศักยภาพจังหวัดที่พร้อม” 

            พัลลภ บอกว่า เท่าที่พูดคุยกับผู้ใหญ่ จะดูเรื่องของศักยภาพจังหวัดที่จะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงอยู่แล้ว ส่วน จ.ชลบุรี ส่วนใหญ่จะจัดแข่งขันกีฬาทางน้ำ ขณะที่ จ.สงขลา มีหลายชนิดกีฬาที่เป็นกีฬาของภูมิภาค เกี่ยวกับการต่อสู้และเป็นกีฬาทางภาคใต้ อาทิ วูซู , ปันจักสีลัต  ที่สำคัญ คือ จ.สงขลา อยู่ใกล้กับประเทศมาเลเซีย ตรงนี้มีสนามกีฬาติณสูลานนท์จัดแข่งขันฟุตบอลได้ และสงขลามีการโปรโมทว่าเป็น “เมืองแห่งกีฬาต่อสู้” ซึ่งทีมช้างศึกของไทยก็อยู่ตรงนั้นด้วย แต่ช่วงหลังเปลี่ยนมาที่กรุงเทพฯ เพราะหน่วยงานความมั่นคงห่วงความปลอดภัย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงแจ้งว่าขอให้มาจัดที่สนามราชมังคลากีฬาสถานได้หรือไม่ 

“ติงหลายรอบ เรื่องนำกีฬาพื้นบ้านมาแข่ง”

            ส่วนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องเพิ่มกีฬาพื้นบ้านเพื่อที่เจ้าภาพมีโอกาสคว้าเหรียญการแข่งขันนั้น พัลลภ บอกว่า ครั้งนี้ทางสหพันธ์มนตรีซีเกมส์วางแผนไว้ดี สื่อมวลชนก็ติงไปหลายรอบเหมือนกัน ตอนที่ไทยไปแข่งกับประเทศอื่นๆที่เป็นเจ้าภาพเราก็ด่าเขา ทางสหพันธ์มนตรีซีเกมส์ของไทยก็ด่าเขา คณะกรรมการโอลิมปิกไทยก็ด่าเขาว่าแข่งแต่กีฬาพื้นบ้าน และพอดีเราไม่ได้เหรียญด้วย ต้องเข้าใจคำว่าพื้นบ้าน  คือ ความถนัดของแต่ละชนชาติ บางครั้งพอเราไม่ได้เหรียญก็มีการก่นด่าเขาว่าเป็นกีฬาพื้นบ้านทำให้เราไม่ได้เหรียญ

“สหพันธ์มนตรีซีเกมส์ทุกชาติ ที่ร่วมแข่งขันทำสัญญาตกลงหลักเกณฑ์มาตรฐานใหม่” 

            พัลลภ บอกว่า สหพันธ์มนตรีซีเกมส์ทำหลักเกณฑ์มาตรฐานใหม่ ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ไม่มีการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน จะมีก็น้อยและเป็นกีฬาสาธิต เช่น ชักเย่อหรือกีฬาทางอากาศ แต่ก็มีการแข่งขันอย่างอื่นทั่วไปด้วย โดยจัดกีฬาพื้นบ้านน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย แต่จะเน้นกีฬาสากลเป็นหลัก สื่อมวลชนพยายามตีไปว่าถ้าเราจัดกีฬาพื้นบ้าน ก็ไม่แตกต่างจาก “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” ที่สำคัญ คือ อนาคตที่เราจะประสบความสำเร็จในเอเชียนเกมส์และโอลิมปิกเกมส์ก็จะยากไปด้วย ฉะนั้นการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่มุ่งแต่กีฬาสากลเป็นหลัก ส่วนกีฬาอื่นๆที่เป็นกีฬาสาธิต มีการมองเอาไว้ในอนาคตว่าไม่แตกต่างจากพื้นบ้าน แต่มีทั้งไม่มีชิงเหรียญและมีชิงเหรียญและไม่ได้รับเหรียญรวม ตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีเพราะมีการทำสัญญาตกลง กับสหพันธ์มนตรีซีเกมส์ของทุกชาติไว้แล้ว ตอนนี้ทุกชาติพยายามหันมารณรงค์เรื่องนี้ เพราะในภูมิภาคอาเซียนบอกตรงๆโอกาสที่จะไปสู่เอเชียยาก ตอนนี้กีฬาที่ดีๆในอาเซียนอย่างกีฬาซีเกมส์ ก็มีประเทศฟิลิปปินส์ ,เวียดนาม , อินโดนีเซีย พัฒนาเยอะทำให้การประชุมสหพันธ์มนตรีซีเกมส์จะเน้นแต่กีฬาสากลก็ง่าย

“ปม งบประมาณ 1 ในสาเหตุดราม่าวงการกีฬา”

            ส่วนดราม่าวงการกีฬาไทยนั้น พัลลภ บอกว่า เป็นปัญหาของแต่ละสมาคม สิ่งหนึ่ง คือ เรื่องงบประมาณที่เกิดขึ้นกับทุกสมาคม เรื่องของเบี้ยเลี้ยงการฝึกซ้อม ตรงนี้ไม่แปลกเพราะหลักการของระบบราชการไทยต้องมีเอกสารให้ครบ ตรงนี้ที่เป็นข่าวและผมได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ เช่น สมมุติว่ามีเอกสาร 10 อย่างแล้วตกไป 1 อย่าง ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลล่าช้าไปด้วย ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่รัฐมนตรีคนก่อน คือ นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่าอยากจะให้ลดขั้นตอนที่มีการซ้ำซ้อน สมมุติว่าต้องมา 1-2-3-4-5 ให้ลดเหลือ 1-2-3 ได้หรือไม่ อย่างน้อยเข้าใจดีว่าการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ ค่อนข้างละเอียดอ่อนและต้องมีเอกสารครบถ้วน เขาก็ขอร้องว่าให้ทุกสมาคมกีฬาส่งเอกสารให้ครบ ถ้าส่งครบการเบิกจ่ายก็ไม่ล่าช้า แต่ที่ผ่านมามีประเด็นหลายเรื่อง

“กฎระเบียบ ปม ดราม่าแบดมินตัน” 

            พัลลภ บอกว่า กรณีการแข่งขันแบดมินตันที่ผ่านมา เป็นเรื่องของกฎระเบียบ,งบเบี้ยเลี้ยง ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นผู้จ่ายเบี้ยเลี้ยงการฝึกซ้อมมีข้อกำหนดว่า นักกีฬาแต่ละคนก่อนที่จะได้รับเงิน สมมุติว่าอนุมัติให้นักกีฬาเริ่มเก็บตัววันที่ 1 มกราคมก็จะนับไปจนถึงการแข่งขัน แต่ระหว่างนั้นนักกีฬาต้องไปทดสอบร่างกายตามที่กกท.กำหนด ผมไม่แน่ใจการประสานงานระหว่างสมาคมกีฬากับนักกีฬา การพูดคุยกันมากน้อยแค่ไหน กรณีนักกีฬาแบดมินตันที่มีปัญหา 3 คน ไปแข่งขันต่างประเทศพอดีนักกีฬาแต่ละชนิดแต่ละสมาคม จะมีไปเก็บแรงกิ้งและไปแข่งขันหาประสบการณ์ก่อน ที่จะถึงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ทั้งนี้ในช่วงที่เขาไปแข่งขันกีฬาต่างประเทศ บางคนอาจจะยอมแลกว่าไปทัวร์นาเมนต์ที่มีเงินรางวัลสูงกว่า อาจจะไม่รับเบี้ยเลี้ยงฝึกซ้อมตรงนี้ก็ได้ แต่เขามองเหมือนกับเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ ทั้งที่ความจริงเขาแจ้งไปแล้วสมาคมก็ควรแจ้งกลับกกท. ว่าช่วงนี้เขาติดการแข่งขันขอเลื่อนไปทดสอบร่างกายได้หรือไม่ ตรงนี้กรณีนักกีฬาแบดมินตันจึงเป็นปัญหาล่าสุด เพราะเรื่องนี้เลยทำให้ต้องมาเคลียร์กันว่า ช่วงนั้นคุณติดการแข่งขันหรือติดเรื่องไหนอยู่ ถ้าอย่างนั้นค่อยมาทดสอบกันไป

“ธรรมนัส ทุบโต๊ะ ทุกฝ่ายต้องเคลียร์ ปม หมิว-พรปวีณ์”

            พัลลภ บอกว่า กรณีนี้ต้องยอมรับว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย มีความรวดเร็วพอรู้ปัญหาดำเนินการทันที เพราะหมิว-พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ ประกาศถอนตัวจากการแข่งขันแบดมินตันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 สาเหตุเรื่องการหักเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา จะไม่เล่นเลยซึ่งหมิว เป็นความหวังเหรียญทองแบดมินตันของประเทศไทย พอหมิวไม่เล่นจึงกระทบต่อจำนวนเหรียญรวมที่ประเทศไทยตั้งเป้าไว้ ว่าเราต้องเป็นเจ้าเหรียญทองให้ได้ ซึ่งสมาคมกีฬาแบดมินตันพยายามจะแก้ไขแต่จะแก้อย่างไรก็ลำบาก ร.อ.ธรรมนัส ทุบโต๊ะให้มานั่งเคลียร์กันให้หมด แล้วขอร้องหมิวกลับไปเล่น  สุดท้ายสมาคมแบดมินตันยอมจ่ายส่วนต่างให้กับนักกีฬาเอง ยอมควักเนื้อให้เองเลย จึงได้เคลียร์กันได้ ส่วนใหญ่นักกีฬามีปัญหาเป็นเรื่องเบี้ยเลี้ยงที่ออกช้า

“กัมพูชา ยันส่งนักกีฬาร่วมซีเกมส์ 200 คน-รับ ทุกฝ่ายหวั่นเหตุปะทะ-จนท.ยันรับมือได้”

            ส่วนกัมพูชาจะส่งนักกีฬามาแข่งขัน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทย ต้องเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างไร  พัลลภ บอกว่า เท่าที่ผมทำข่าวและติดตามอยู่นั้นทุกคนเป็นห่วง เพราะความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ การเมืองกับกีฬาจะบอกว่าแยกกันก็ได้หรือไม่แยกก็ได้ แต่หลายฝ่ายกลัวเรื่องการกระทบกระทั่ง ไม่รู้ว่าช่วงในการแข่งขันจะมีกองเชียร์กี่คน เพราะเรื่องรักชาติเราเข้าใจ บางทีเราก็มีความโมโหแต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุปะทะกันตามแนวชายแดน ซึ่งทางสหพันธ์มนตรีซีเกมส์บอกว่า พยามเจรจาและพูดคุยยกเหตุผล กลัวจะเจอเหตุการณ์อะไรขึ้น ตอนแรกเขาไม่รับปากว่าจะสามารถไปได้หรือไม่ หรือจำกัดนักกีฬาได้หรือไม่ เพราะถ้าเราเกิดจำกัดให้กัมพูชาส่งนักกีฬาเท่านั้นเท่านี้ หรือกีฬาประเภทนั้นประเภทนี้ก็จะเกิดข้อกล่าวหา สุดท้ายทางกัมพูชาเข้าใจจึงส่งนักกีฬามา ถ้าผมจำไม่ผิด 200 คนส่งมาบางชนิดกีฬา ที่มีความหวังซึ่ง 200 คนนั้น เจ้าหน้าที่ของไทยบอกว่าถ้า 200 คนสามารถรับมือได้ เราก็ไปโฟกัสหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นกีฬาต่อสู้ จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเยอะหน่อย 

“กัมพูชา อิมพอร์ตลูกครึ่งต่างชาติลงแข่งหลายชนิดกีฬา ให้สัญชาติ,พาสปอร์ต-ปธ.สหพันธ์มนตรีซีเกมส์ไทย เตรียมอุดช่องโหว่”

            พัลลภ บอกว่า เท่าที่ผมทำ “มีตเดอะเพรส ซีเกมส์”ของสมาคมนักข่าว มีหลายสมาคมบอกว่านักกีฬาของกัมพูชาก็ไม่ธรรมดา การที่เขาส่งนักกีฬามาน้อยเป็นเรื่องดี แต่มีหลายชนิดกีฬาที่เขาอิมพอร์ตลูกครึ่งเข้ามา สมมุติว่าต้องการเหรียญก็จะอิมพอร์ตนักกีฬา ทุกคนมีทั้งสัญชาติและพาสปอร์ต หลังจากจบการแข่งขันก็ว่ากันไป แต่ตอนนี้มีพาสปอร์ตที่ออกให้ได้เลย ตรงนี้เป็นช่องโหว่อย่างหนึ่งเหมือนกัน ขณะที่นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานสหพันธ์มนตรีซีเกมส์ พยายามจำกัดเรื่องนี้ถ้าเป็นอิมพอร์ตหรือนักกีฬาที่โอนสัญชาติ ต้องระบุว่าโอนมากี่ปี ถือเป็นกฎอีก 1 ข้อที่เราจะต้องแก้ไขต่อไป เช่น กรณีการแข่งขันบาสเกตบอล กัมพูชาอิมพอร์ตมาหมดเลย บางทีหน้าตาเป็นฝรั่ง หรือฟุตบอลเขาอิมพอร์ตมาเยอะมาก เพราะชาติพวกนี้เขาเป็นปกติ แต่แข่งในประเทศเขา เขาก็ต้องการชื่อเสียงต้องการเหรียญให้ได้ แต่ครั้งนี้แข่งขันในประเทศไทย การจะมาทำแบบนั้นก็น้อยลงไป

“สมาคมกีฬา ชี้ คนชาตินั้นๆควรลงแข่งจริง-หลายชนิดกีฬาร่วมรณรงค์ หวั่น ส่งผลเสียภูมิภาคอาเซียน”

            พัลลภ บอกว่า สมาคมกีฬาก็เบาใจที่กัมพูชาส่งนักกีฬามา 200 คน เพราะกลัวคำว่า “ลูกครึ่ง”กลัวคำว่า “โอนสัญชาติ” ซึ่งครั้งนี้น้อยลงไปหลายชนิดกีฬา เราดูและเข้มงวดในเรื่องนักกีฬาที่โอนสัญชาติเป็นหลัก พยายามที่จะไม่ค่อยให้ลงแข่งขันและพยายามพูดคุยว่า อยากให้เป็นประชาชนของชาตินั้นๆ มีส่วนร่วมจริงๆ 

“ ตอนนี้หลายชนิดกีฬาก็รณรงค์เรื่องนี้ว่าไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะส่งผลเสียต่อภูมิภาคของเราเอง ซึ่งสหพันธ์มนตรีซีเกมส์พูดคุยกันรู้เรื่อง ทำให้หลายข้อ เช่น กีฬาพื้นบ้านและนักกีฬาโอนสัญชาติน้อยลง ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีกับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เพราะอนาคตทำให้เราอยากก้าวพัฒนาเติบโต ไปสู่กีฬาที่ใหญ่ขึ้นอย่างเอเชียนเกมส์และโอลิมปิกเกมส์ ”

            ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5