“วิธีการทูต : สลายสงครามไทย-กัมพูชา”

         “ไทยต้องแสดงออกว่ามีศรัทธา ต่อสิ่งที่ตกลงไว้กับประเทศคู่กรณี และมีศรัทธาต่อสันติภาพ ไม่ใช่ว่าจะชักปืนยิงเขาตลอดเวลา ตรงนี้เป็นแมสเสจที่ผิด ผมคิดว่าในแง่ของการสื่อสารกับนานาชาติรัฐบาลไทยล้มเหลวสิ้นเชิง”   

 .

            “สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี  ผู้สื่อข่าวอิสระ” ให้มุมมอง “สันติภาพไทย-กัมพูชา ไปต่อหรือพอแค่นี้” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

“ไทยแสดงออกเร็วไป ปม ห้วยตามาเรีย”

            สุภลักษณ์ บอกว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นการผิดขั้นตอนไม่มีทิศทาง ไม่มีเป้าหมายเพื่อสันติภาพเลย และเป็นเรื่องน่าเสียใจที่ฝ่ายไทยแสดงออกเร็วเกินไป ว่าไม่มีศรัทธากับกระบวนการสันติภาพ ที่ได้ลงนามประกาศและทำสัญญาไว้แล้วกับกัมพูชาต่อหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และต่อหน้านายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เมื่อเกิดเหตุเริ่มต้นจากที่ห้วยตามาเรีย ก่อนเป็นระเบิดสังหารบุคคล หนทางที่ประเทศไทยจะทำได้มี 2 ทาง คือ 1.ควรจะเลือกทางที่เราได้ตกลงกับกัมพูชาไว้ก่อนในการลงนาม “Joint Declaration” ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในวันที่ 26 ตุลาคม ว่า 2 ฝ่ายจะดำเนินการประสานงานเก็บ-กู้ทุนระเบิด เพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดน ตามข้อตกลงกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา  เพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือน , ส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินงานจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจหรือจัดทำหลักเขตแดนระหว่างประเทศ

“หลังเกิดเหตุการณ์ ต้องทำ 2 ข้อตามข้อตกลง” 

            สุภลักษณ์ บอกว่า หลักการ คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นไทยต้องประสานไปยังฝ่ายกัมพูชา ใช้คำว่าขอคำชี้แจงและคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ( AOT ) มีหน้าที่ในการเข้ามาสังเกตการณ์ ตามที่ไทยได้ตกลงกับกัมพูชา เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการดำเนินการตามปฏิบัติการตามข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ให้กันไว้ แต่ตอนนี้มีการละเมิด AOT ทำอะไรได้บ้างนั้นใน TOR ของ AOT ที่กำหนดบทบาทภาระหน้าที่ ระบุไว้ 2 ข้อ คือ การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงต้องถูกรายงานต่อผู้ประสานงาน ที่ได้รับการกำหนดในแต่ละประเทศเจ้าภาพโดยทันที คือ สถานทูตของประเทศมาเลเซียในประเทศไทย และรายงานดังกล่าวจะต้องถูกส่งไปยังประธานอาเซียน รวมทั้งประเทศคู่กรณีของไทยคือกัมพูชาด้วย

“ไทยเบลมเขมรก่อน-แนะหารือมาตรการที่เกี่ยวข้อง”

            สุภลักษณ์ บอกว่า ข้อที่กระทำต่อไปนี้ คือ กัมพูชาและไทยจะหารือกันถึงมาตรการที่เหมาะสม ต่อกรณีละเมิดที่รายงานโดย AOT ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว  โดยผู้แทนของศูนย์ประสานงาน AOT ของแต่ละประเทศ คือ ผู้แทนที่สถานทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพอาเซียน อาจจะขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการหารือก็ได้ถ้าจำเป็น และต้องได้รับการยินยอมจากทั้ง 2 ฝ่าย

            “ในความเห็นของผมรัฐบาลไทยเลือกไปเริ่มต้น Blame เขาก่อน ว่าระเบิดนี้เป็นระเบิดใหม่ที่กัมพูชาเป็นคนมาวางเอาไว้ กรณีนี้ผิดตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อเกิดเหตุระเบิด ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเราต้องถามไปทางกัมพูชาก่อน ว่าคุณรู้เห็นกับเรื่องนี้หรือไม่ ไม่ใช่ว่ารีบประท้วงเขาแล้ว Blame ให้มาคุกเข่าขอโทษ แบบนี้ถือเป็นท่าทีที่ผิด Spirit ที่ได้ตกลงกันไว้”

“แนะ ให้ กต.ทำจดหมายประท้วง-ระมัดระวังใช้ถ้อยคำต้อง เหตุ ตามาเรีย ไทยดูแล 100% ไม่ใช่พื้นที่ขัดแย้ง”

            สุภลักษณ์ บอกว่า หากจะทำแบบนั้นผมแนะนำทางที่ 2 คือ เขียนจดหมายไปเหมือนกันแต่ไม่ต้องเริ่มจากการประท้วง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศกำลังทำอยู่ เพียงแต่ว่าไปยังไม่สุดทาง แต่การประท้วงจะมาสุดท้ายเลยถ้าพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของกัมพูชา เราถึงจะประท้วงและประณามเรียกร้องความรับผิดชอบ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะต้องเขียนไปยังกัมพูชา ขอคำชี้แจงว่าไทยเจอระเบิดใหม่ แต่ก็มีเรื่องย้อนแย้งเรื่องนี้เวลาใช้ถ้อยคำต้องระมัดระวัง เพราะพื้นที่ห้วยตามาเรียไม่ใช่พื้นที่ขัดแย้ง ไม่เคยมีเหตุปะทะมาก่อน และอยู่ในความครอบครองดูแลของฝ่ายไทย 100% การที่คุณจะ Blame แล้วบอกว่าพบทุ่นระเบิดที่แล้วทำลายทหารไทยในพื้นที่ ซึ่งเราครอบครองรับผิดชอบอยู่ตรงนี้เป็นประเด็น

“หากไทยไม่พอใจ ให้ทำตามอนุสัญญาออตตาวาระบุไว้”

            สุภลักษณ์ บอกว่า กัมพูชาและไทยต่างก็เป็นภาคีของ “อนุสัญญาออตตาวา เราสามารถทำอย่างนั้นได้เพราะว่าเกิดเหตุระเบิด ในฐานะที่เป็นภาคีด้วยกันเราขอคำอธิบายว่า ทำไมถึงเกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ซึ่งไทยครอบครองอยู่ กัมพูชาก็อาจจะตอบมาว่าไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องของคุณ อยู่ในประเทศของคุณเป็นพื้นที่ที่คุณดูแลอยู่แล้ว มาถามผมทำไม กัมพูชามีสิทธิ์ที่จะตอบอย่างนั้น ถ้าเราไม่พอใจเราก็ต้องส่งจดหมายไปอีก 2 ฉบับโดยฉบับแรกส่งไปที่เลขาธิการสหประชาชาติ อีกฉบับ 1 ให้ส่งไปที่ประธาน Ottawa Convention ปัจจุบัน คือ ประเทศญี่ปุ่น ส่งไปทำได้ 2 อย่าง อย่างแรกขอให้เลขาธิการสหประชาชาติและประธาน Ottawa Convention ไปขอคำอธิบายจากกัมพูชาว่าเกิดเหตุในประเทศไทยกัมพูชาจะว่าอย่างไร

“ไทย ควรขอให้คณะเดินทางเพื่อรวบรวมข้อมูล มาตรวจสอบข้อเท็จจริง”

            สุภลักษณ์ บอกว่า ถ้าไทยไม่พอใจเพราะผลออกมา กัมพูชาก็อาจจะบอกเหมือนเดิมว่าเกิดเหตุในประเทศไทย เขาไม่เกี่ยวข้องอะไร สิ่งที่ไทยจะต้องทำ คือ ขอให้ส่ง Fax-finding mission เข้ามาตรวจสอบและบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นกลางมีผู้เชี่ยวชาญแต่ทั้งนี้ Fax-finding mission ต้องทำงานหนักในทางการฑูต ไทยต้องได้เสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิก Ottawa Convention  ถึง 2 ใน 3  ผมลองคำนวณแล้วต้องได้160 กว่าประเทศ ฉะนั้นเป็นการทำงานทางการทูตที่หนักพอสมควร ที่เราต้องไปทำให้ประชาคมโลกเชื่อว่า เหตุระเบิดในพื้นที่นี้มีประเด็นมากๆ และเป็นเรื่องเร่งด่วนมากๆ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคนี้โดยรวม หากเชื่อแบบนั้นเขาถึงจะส่ง Fax-finding mission มา ซึ่งทางนี้ยากแต่การจะไปอาเซียนง่ายกว่า เพียงแต่ว่าต้องทำให้ถูกขั้นตอนและแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเราศรัทธาหนทางสันติภาพ ไม่ใช่ประกาศว่าพอมีการละเมิดข้อตกลงแล้วเราระงับข้อตกลงเลย ตรงนี้ถือว่าผิดและไม่มีตรงไหนเลยในข้อตกลงที่บอกให้เราระงับ

“นิสัยของอารยชนควรหารือกัน”

            สุภลักษณ์ บอกว่า เมื่อละเมิดข้อตกลงก็ต้องหารือกันว่าละเมิดตรงไหน อะไรอย่างไรใครเป็นคนละเมิด กระบวนการที่เขียนเอาไว้ตกลงกันไว้เป็นแบบนั้น ไม่อนุญาตให้คุณละเมิดแล้วฉันยกเลิก ข้อตกลงเลยอันนี้มันเป็นนิสัยนักเลง ไม่ใช่นิสัยของอารยชน ฉะนั้นผมคิดว่าเหตุที่บานปลายมาถึงขนาดนี้ แล้วไปพัวพันถึงการเจรจาภาษี เพราะสหรัฐอเมริกาเอาเรื่องเหล่านี้ผูกกันไว้ ต้องจำให้ได้ว่าเรายอมไปเจรจาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เพราะประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ไว้ว่าถ้าไม่ยุติสงครามสหรัฐจะขึ้นภาษี แล้วไทยก็ยอมให้สหรัฐอเมริกาลดภาษีเหลือ 19% ซึ่งประเทศที่เกี่ยวข้องได้ 19% เหมือนกันหมด ทั้งกัมพูชาและมาเลเซียด้วย

“ควรให้อำนาจ รมว.กต.ทำงาน” 

            สุภลักษณ์ บอกว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมมีการลงนาม MOU ความร่วมมือพัฒนาแร่แรร์เอิร์ธฉบับแรกของไทยกับอเมริกา ที่ประเทศมาเลเซียและยังพ่วง MOU เข้ามาอีก 2 ฉบับ แปลว่าอเมริกาทำเรื่องนี้เป็นแพ็คเกจ เราจะมาพูดเดี่ยวๆว่าเราไม่ง้อเราไม่แคร์จะเลิกก็เลิกไปอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราอยู่ในประชาคมโลกเราแสดงออกมาโดยตลอดว่า เราเชื่อมั่นในรัฐมนตรีต่างประเทศของเรา ที่ไปแสดงบทบาทใน UN เราปรบมือให้แต่พอมาถึงวันนี้ทำไมถึงไม่ให้บทบาทท่านทำงาน ทำไมถึงมารีบบอกตัดช่องทางที่รัฐมนตรีต่างประเทศของเราจะไปทำงานเสียแล้ว เมื่อระงับการบังคับใช้ Joint Declarationแล้ว เครื่องมือที่เราจะทำงานต่อคืออะไร กลายเป็นการปิดประตูตัวเอง ดังนั้นควรให้อำนาจกระทรวงต่างประเทศดำเนินการตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น

“ติง นายกฯเผลอพูดก่อนขั้นตอนทางการทูต-เขมร ไม่ยอมรับผิดจะขอโทษทำไม” 

            สุภลักษณ์ บอกว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเผลอปากพูดไปตั้งแต่วันก่อน โดยที่กระทรวงต่างประเทศยังไม่ได้ทันทำอะไร ทั้งที่ต้องเริ่มจากการสอบสวนทวนความก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น ระเบิดนั้นเป็นระเบิดใหม่หรือระเบิดเก่า ถ้าเป็นระเบิดใหม่แล้วใครเอามาวาง มันอยู่พื้นที่ตรงไหนมัน Make sense หรือไม่ที่จะโทษกัมพูชาก่อน ไม่ใช่ไม่ฟังใครหรอกก็ตัดสิน พอนายกรัฐมนตรีพูดไปแล้วกระทรวงต่างประเทศจะพูดอะไรได้อีก จะไปพูดขัดแย้งกับนายกรัฐมนตรีก็เป็นไปไม่ได้ก็ต้องเลยตามเลย ถอยไม่ได้แล้วยังมา Repeat เวลาพูดกับนายโดนัลด์ ทรัมป์อีก โดยเรียกร้องให้กัมพูชาขอโทษและแสดงความรับผิดชอบ ก็กัมพูชายังไม่ยอมรับผิดเลยว่าทำผิดแล้วเขาจะขอโทษอะไร 

“เหน็บ หนู ทำปืนลั่นก่อนยิง”

            สุภลักษณ์ บอกว่า ฉะนั้นเราต้องทำให้เขมรยอมรับก่อน จำนนด้วยหลักฐาน ปฏิเสธไม่ได้ และมีผู้เชี่ยวชาญจาก Ottawa Convention มาตรวจแล้วเรียบร้อย สรุปว่ากัมพูชาเป็นคนวางระเบิดอย่างนั้น จะมีมาตรการ Sanctionอีกหลายอย่างตามมา ภายใต้ Ottawa Convention ผมดูแล้วขั้นตอน คือ รัฐบาลไทย , นายกรัฐมนตรีของไทยภาษาทางการฑูตเรียกว่า “ปืนมันลั่นก่อน ที่เรายิง” ด้วยซ้ำไป ทำให้การทำงานขั้นต่อไปยากลำบาก ผมไม่แน่ใจว่าเกิดแบบนี้เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ พูดแบบนี้แล้วไทยต้องพะวงกับการเจรจาภาษีของเราด้วยหรือไม่ แล้วเราจะดำเนินการต่ออย่างไร เมื่อเราระงับข้อตกลงนี้ไปแล้ว แล้วเราปรารถนาจะให้กัมพูชา ทำช่องทางที่จะสื่อสารกัน กฎระเบียบที่จะอ้างต่อกันมันถูกปิดลงแล้ว ผมนึกไม่ออกว่ารัฐบาลไทยจะทำอะไรต่อไป

“ไทย ใช้วิถีการเมือง-กล่าวหาเขมรเร็วไป ทำเขมรฟ้องทั่วโลก”

            สุภลักษณ์ บอกว่า การที่ไทยกล่าวหากัมพูชาเร็วเกินไป จึงเปิดช่องทางให้เขาปฏิเสธได้อย่างง่ายๆ ไม่เช่นนั้นเขาจะปฏิเสธได้ลำบาก สมมุติว่าเมื่อเกิดเหตุระเบิดเราให้AOT เข้ามาตรวจสอบพื้นที่แล้วรายงานไปยังประธานอาเซียน และส่งให้กัมพูชา คือประเทศคู่กรณีของเรา เราก็ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินภายใต้กลไกที่ทำอยู่ คือ GBC จะต้องนำเรื่องนี้ไปหารือ เพราะเรามีพยานหลักฐานไปว่ากันในที่ประชุม แล้วกัมพูชาว่าอย่างไร โดยจะให้มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเข้ามาสังเกตการณ์การประชุมด้วย เขาก็จะรายงานต่อสาธารณะว่าสุดท้ายแล้วกัมพูชา ถูกไทยต้อนจนแต้มถึงจะมาสู่ขั้นตอนต่อไปว่า เหตุการณ์แบบนี้คุณยอมรับแล้วคุณไปไม่รอดแล้ว ในทางการเจรจาคุณต่อรองเราอะไรไม่ได้แล้ว คุณยอมรับผิดมาแล้วคุณปฏิบัติตามที่ไทยต้องการ ไปตั้งข้อเรียกร้องก่อนเรื่องนี้ต้องเกิดในที่ประชุมไม่ใช่เกิดขึ้นต่อหน้าสื่อ หรือพูดกันเอามันในเขตเลือกตั้งหาเสียง ไปลงพื้นที่ประกาศแล้วประกาศ เหมือนกับแคมเปญการเลือกตั้ง ตรงนี้ถือว่าผิดวิธีการทูตทำให้การทำงานไม่ได้ผล แทนที่เราจะร่วมกับกัมพูชาแก้ไขปัญหาได้ แล้วกัมพูชาจะทำอะไรนอกจากปฏิเสธท่าเดียว และฟ้องใครต่อใครเต็มไปหมดทั่วโลก

 “เขมร มียุทธศาสตร์สื่อสารเป็นระบบ ยกหูคุยทรัมป์-อันวา ก่อนไทย”

            “ไทยต้องแสดงออกว่ามีศรัทธา ต่อสิ่งที่ได้ตกลงไว้กับประเทศคู่กรณี และมีศรัทธาต่อสันติภาพ ไม่ใช่ว่าจะชักปืนยิงเขาตลอดเวลา ตรงนี้เป็นแมสเสจที่ผิด ผมคิดว่าในแง่ของการสื่อสารกับนานาชาติรัฐบาลไทยล้มเหลวสิ้นเชิง เพราะฮุนมาเนตโทรศัพท์หาโดนัลด์ ทรัมป์ก่อนที่ไทยจะโทรไป และโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีมาเลเซียก่อนเราในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่กัมพูชามียุทธศาสตร์ในการสื่อสารค่อนข้างเป็นระบบ เขารู้ว่าควรคุยกับใครและปล่อยข่าวแบบไหนออกมายังไง จะสังเกตได้ว่าทุกบรรทัดทุกถ้อยคำที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาใช้ เขายึดมั่นต่อข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับไทยและยึดมั่นแนวทางสันติ ขณะที่นายกรัฐมนตรีของไทยบอกว่า เราไม่ปฏิบัติการในสิ่งที่ตกลงกันไว้ และไทยเตรียมพร้อมที่จะใช้กำลังทางทหาร แมสเสจ 2 อย่างนี้ในประชาคมโลก ถ้าผมเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ฟังผมก็เก็ตว่าตกลงไทยเตรียมถล่มกัมพูชาแล้วใช่หรือไม่  ขณะที่กัมพูชาบอกว่าเราใช้สันติเราคุยกันได้ แมสเสจที่ออกไปในโลกนี้มันสำคัญ คนข้างนอกไม่ทราบว่าในพื้นที่เกิดอะไรขึ้น แต่ท่าทีผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่แสดงออกต่อประชาคมโลกจะต้องบอกว่า เรายึดมั่นแนวทางสันติ และปฏิบัติตามพันธะกรณีที่ตกลงกับคู่กรณี ถ้าใครละเมิดเรามีกลไกที่ตรวจสอบอยู่แล้ว” 

“วอน รบ.คืนสภาวะปกติให้ชาวบ้านโดยเร็ว” 

            สุภลักษณ์ บอกว่า ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ก็จะอยู่แบบเผชิญหน้ากัน ผมเป็นประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน วิงวอนมาตลอดว่าช่วยทำให้สภาวะปกติคืนสู่ชีวิตของประชาชน ที่อยู่ตามแนวชายแดนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ อะไรที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มเติมหรือเปิดประเด็นใหม่ ผมขอให้ไปพูดกันในทางการทูตเพราะการใช้วิธีการทางการทูต ด่า , ประท้วง , ทะเลาะกันจะหมดกระดาษ A4 กี่รีมหมดหมึกไปเท่าไหร่ ไม่ทำให้ใครเสียชีวิตไม่ทำให้ใครเสียหาย อย่างมากก็เปลืองกระดาษเปลืองน้ำลายหน่อย แต่ได้ผลสำหรับการที่จะทำให้ประชาชนใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติทั่วไปก่อน ไม่ใช่มาปั่นกระแสกันว่าเราเตรียมพร้อมรบอยู่ตลอดเวลา ต้องเห็นใจกันด้วยซึ่งผมอยู่ชายแดนช่วงนี้เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และเป็นไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ซึ่งหลายปีก่อน อ.กันทรรักษ์ จ.ศรีสะเกษ เคยมีรายได้จากการที่คนเข้าไปเยี่ยมชมผามออีแดง แต่ตอนนี้ปิด ไปไม่ได้แล้วฉะนั้นการท่องเที่ยวจบลง การค้าชายแดนปิด เพราะด่านปิดมาหลายเดือนไม่มีรายได้

“เปรียบงานลอยกระทง เหมือนตลาดนัด”

            “งานลอยกระทงที่ผ่านมา ดูเงียบเหงามากถึงขนาดต้องถามว่า งานลอยกระทงหรือตลาดนัดธรรมดาเพราะไม่มีคนเลย คนไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะรื่นเริง เพราะแต่ละวันเราต้องฟังข่าว, ดูไลน์กลุ่มหมู่บ้านจะสั่งให้เตรียมพร้อมอพยพเมื่อไหร่ ทุกคนเตรียมเก็บกระเป๋าต้องเอากุญแจรถติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลา พร้อมที่จะกระโจนขึ้นรถออกไป หากมีคำสั่งหรือเสียงเตือน ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าเสียงฟ้าร้องหรือเสียงปืนใหญ่  เป็นชีวิตที่ไม่สงบสุข อยู่กันด้วยความหวาดผวาตลอด”

            สุภลักษณ์ บอกว่า สำหรับท่าทีของรัฐบาลต้องมองโดยองค์รวม ผมกราบเรียนนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพ และรัฐมนตรีต่างประเทศก่อนที่จะสื่อสารออกอะไรออกมา ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ 2 แบบคือ  1. ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่และระบบเศรษฐกิจ 2. ผลกระทบในทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นทั้งในประชาชนและสากล 

          “ประเทศไทยพูดปาวๆว่า “เป็นประเทศรักสงบ แต่ไม่ต้องสร้อยต่อหรอกว่าเราจะรบไม่ขลาด” ผมอยากให้เราไม่รบเลยดีกว่า สำหรับผมเราจะใช้สติปัญญาในทางการทูตและขีดความสามารถ  ในการต่างประเทศจัดการกับปัญหาเรื่องนี้ และอยู่ร่วมกับกัมพูชาโดยสงบสุข ทำไมถึงไม่พูดว่าเราจะไม่รบกับกัมพูชา ประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนจะได้สบายใจ ไม่ใช่ว่าเราจะพูดว่าเราจะรบอยู่ตลอดเวลา แล้วประชาชนทำอย่างไร มีเงินพอสำหรับชดเชยความเสียหายหรือไม่ หลายคนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านผมบ้านพังยังไม่มีการซ่อมเลย เพราะงบประมาณที่ให้มาไม่เพียงพอที่จะซ่อมบ้าน”

“แนะ ถามใจชาวบ้าน ใช้วิถีทางการทูตมากกว่าปฏิบัติการทางทหาร เหตุ ไม่อยากสูญเสียไปมากกว่านี้”

            “ที่สำคัญที่สุด คือ ผมอยากให้รัฐบาลเตรียมเงินไว้ ถ้าเกิดอยากจะรบ เป็นเงินชดเชยรายได้สำหรับประชาชน เพราะตอนนี้ข้าวกำลังจะเกี่ยว ยังมาเกิดปะทะกันอีกก็เลยไม่ต้องเกี่ยวข้าว ขณะที่รถเกี่ยวข้าวส่วนใหญ่อยู่นอกพื้นที่ พอได้ยินข่าวความไม่แน่นอนก็ไม่เข้ามาเพราะไม่กล้า และไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้าวเสร็จหรือไม่ หรือถ้าจะยิงกันเสียก่อนก็ต้องทิ้งเครื่องจักรเครื่องมือ ราคาเป็นล้านบาทไว้ในไร่นา เขากลัวว่าอาจจะโดนระเบิดก็ได้จึงไม่กล้าเสี่ยง แล้วรัฐบาลจะปล่อยให้ชาวบ้านอยู่กับความเสี่ยงอย่างนั้นหรือ  โดยที่ไม่มีการันตีเลยว่าถ้าเราจะประทะกับกัมพูชาอีกรอบ ประชาชนพร้อมหรือไม่ คุณไม่ต้องถามทหารหรอกเพราะเขาพร้อมอยู่ตลอดเวลา แต่ต้องถามประชาชนก่อนพร้อมหรือไม่ ที่จะอพยพและอาหารการกินมีพร้อมหรือไม่ ไม่ใช่ว่ามีอาหารกินในศูนย์อพยพ แต่ประชาชนต้องทำมาหากินทุกวัน ลูกต้องไปโรงเรียนต้องเงินค่าใช้จ่าย” สุภลักษณ์ ทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5​