“เวิร์กชอปนี้ทำให้เห็นชัดมากว่า AI ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเหมือนเพื่อนร่วมงานที่เก่งมาก แต่ยังอ่อนต่อโลกมาก เหมือนเป็นเด็กฝึกงาน ที่ยังต้องมีคนคุมและสอน ใครใช้เป็นจะมีพลังมาก ใครไม่ใช้จะช้ากว่าคนอื่นแบบรู้สึกได้
.
“ดารินทร์ หอวัฒนกุล ผู้สื่อข่าวอิสระ และ Content Creator” ให้มุมมอง “เล่าเรื่องให้ปัง ยุค AI ครองฟีดทำอย่างไร ?” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ถึง การเข้าร่วมอบรม“โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “AI Storytelling for Journalists : สรุปข่าวให้ปัง เข้าใจง่าย และสร้างสรรค์” ซึ่งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดขึ้น ว่า
“ยุคข่าวสารพุ่งเร็ว นักข่าวต้องเรียนรู้ AI เป็นเครื่องมือช่วยใช้งาน”
ดารินทร์ บอกว่า การอบรมเพื่อเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นำมายกระดับการเล่าเรื่องข่าวให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมีผู้สื่อข่าว นักเขียนคอนเทนต์ และผู้สนใจด้านสื่อสมัยใหม่เข้าร่วมอบรม หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมงานข่าวต้องมีเรื่องของสตอรี่เทลลิ่งเข้ามาผสมด้วย เพราะยุคนี้ข่าวสารพุ่งเข้ามาทุกวินาที นอกจากการได้รับรู้ข่าวสารที่รวดเร็วฉับไว อีกสิ่งที่คนต้องการ คือ อยากได้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย กระชับ และเชื่อถือได้จริง นักข่าวรุ่นใหม่เลยต้องเรียนรู้ใช้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการสรุปข้อมูล คัดกรอง หรือตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ศิลปะการเล่าเรื่อง ก็มีความสำคัญ เพราะข้อมูลดิบๆ ถึงจะแม่นยำแค่ไหน แต่ถ้าเล่าไม่เป็น ก็เข้าถึงใจผู้รับสารไม่ได้ ไม่โดนใจคน ไม่เกิดการจดจำ หรือส่งต่อ โครงการนี้เลยเกิดขึ้นเพื่อผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน
“AI ข่วยได้ แต่ต้องตรวจซ้ำเสมอ โดยเฉพาะตัวเลข-สถิติ”
ดารินทร์ บอกว่า การอบรมครั้งนี้มีการจัด Workshop ฝึกปฏิบัติการ AI Storytelling ทุกคนที่อบรมได้ฝึกตัดต่อคลิปที่ใช้เอไอทำทั้งหมด ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เต็มที่ จากโจทย์คลิปเกี่ยวกับเอไอ ได้รับการแนะนำเครื่องมือ AI ที่ตัดต่อวิดีโอได้ในระดับภาพยนตร์ และทำได้เร็วชนิดที่ทีมโปรดักชันยังอึ้ง เครื่องมือที่แนะนำในงานนี้มี Google whisk ที่สร้างได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ และ Gemini ที่ช่วยเขียน Prompt ที่ซับซ้อน เอไอช่วยทำดนตรีประกอบ สิ่งแรกที่วิทยากรย้ำเตือน คือ AI คือเครื่องมือ ไม่ใช่ผู้ทำงานแทนเราแม้จะเร็วจนเราตามแทบไม่ทัน แต่ AI ยังไม่รู้ว่าภาพไหน “มีความหมายเชิงสื่อสาร” ถ้าเราไม่กำกับมัน ดังนั้นทักษะมนุษย์ , มุมมอง , ความเข้าใจ , สังคม และสัญชาตญาณแบบนักข่าวยังสำคัญที่สุด หลายคนอาจจะคิดว่าทำไมไม่ให้ AI ทำให้หมดเลย แต่จริงๆแล้วเราต้องระวังความไม่แม่นยำ หรือ“ความมั่ว”ของ AI ด้วย และสิ่งสำคัญที่สุดคือ Content หรือเนื้อหา ยังคงเป็นหัวใจหลัก แม้ AI จะช่วยให้เราสร้างภาพหรือวิดีโอได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเนื้อหาไม่ดี มันก็ไม่มีความหมายอยู่ดี
“วิทยากรมากประสบการณ์ นำความรู้ถ่ายทอด”
ดารินทร์ บอกว่า สำหรับวิทยากรที่มาแบ่งปันความรู้ คือ “คุณจ๊ะโอ๋ ณัฏฐ์อาภา ผ่องทิพาภรณ์” นักเล่าเรื่องของ TNN StoryTeller มาแบ่งปันทริคการเล่าเรื่องให้ข่าวมีชีวิตชีวา “คอนเทนต์ยุคนี้จะทำยังไงให้คนหยุดฟังเรา” ส่วน “คุณสรกล อดุลยานนท์ (หนุ่มเมืองจันท์)” นักเขียนและนักสื่อสารชื่อดัง แบ่งปันแนวคิดการใช้ภาษาเพื่อสร้างสรรค์เรื่องราว ขณะที่“ดร.กฤษณะ เชื้อชัยนาท นักวิชาการอิสระ” และทีมงาน ที่นำผู้เข้าอบรมลงมือปฏิบัติจริง ใช้ AI ตัดต่องานวิดีโอ ทำรูปภาพ ทำอินโฟกราฟิก ซึ่ง คุณจ๊ะโอ๋ บอกว่า คอนเทนต์ยุคนี้ไม่ใช่แค่เล่าเรื่อง แต่ต้องทำให้คน “รู้สึก”ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเขา และเล่าในแบบที่เป็นคุณจริง ๆ
“หัวใจหลักมี 3 เรื่อง-คาแรกเตอร์ต้องชัด-เล่าแบบเป็นตัวตนจริง”
ดารินทร์ บอกว่า หัวใจในการเล่าเรื่อง มี 3 เรื่องใหญ่ คือ อารมณ์, ความเกี่ยวข้อง, และความกระชับ ต้องทำให้คน “รู้สึก”ก่อน“รู้เรื่อง” เพราะคอนเทนต์ยุคนี้ ไม่ใช่แค่การโยนข้อมูลใส่คนฟัง แต่ต้องสร้าง “อารมณ์ร่วม” ไปพร้อม fact เริ่มต้นแบบที่ทำให้คนสะดุ้ง หัวเราะ หรือสงสัย จะชนะข้อมูลดิบเสมอ เช่นการเล่าถึงสเปกคอม…คนอาจเลื่อนผ่านใน 1 วินาที แต่ถ้าเปิดว่า “คอมเครื่องนี้ทำให้เกือบเลิกกับแฟน” คนจะหยุดฟังทันที และ คนจะสนใจเรา ถ้ามันเกี่ยวกับชีวิตเขา เพราะมันจะน่าสนใจถ้าตรงกับเขา หรือดูแล้วทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น เช่น เรื่องเฟกนิวส์ อย่าอธิบายว่าเฟกนิวส์คืออะไร แต่ให้บอกว่า “เดี๋ยวคลิปนี้จะทำให้คุณรู้ ว่าอันไหนจริง อันไหนเป็น AI” นอกจากนี้บน TikTok ควรจับประเด็นให้เหลือ 1 แก่นหลัก แล้วค่อยแตก 3–4 ข้อย่อย มีโครงสร้าง พาดหัว–เกริ่น–fact–จุดพีค–สรุป และใส่ Text บนคลิป ช่วยให้คนตามเนื้อเรื่องง่ายขึ้น จากนั้นหามุมใหม่เพิ่ม ถ้าเรื่องเดิมคนพูดกันเยอะแล้ว และสุดท้าย คือการใส่ความเป็นตัวเอง คือ อาวุธ เพราะคนดูจับได้ว่าใคร“ปลอม” คอนเทนต์แบบไหนก็ปังได้ ถ้าคาแรกเตอร์ชัดและเล่าแบบเป็นตัวเองจริงๆ
“AI ทำวงการโฆษณา กระทบสุด”
ดารินทร์ บอกว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ วงการโฆษณา เพราะสิ่งที่เคยต้องใช้งบประมาณสูง ตอนนี้ AI ทำได้ในพริบตา เมื่อก่อนถ้าเราอยากได้ภาพโฆษณาที่ซับซ้อน เช่น ภาพถุงขนมที่แตกสวยงาม เราต้องจ้างคนรีทัชราคา 30,000-หลักแสนบาท ต่อ 1 ภาพ แต่ตอนนี้ใช้แค่คำสั่ง AI ไม่กี่บรรทัด ก็ได้ภาพแบบเดียวกันแล้ว สิ่งที่จะทำให้การใช้ AI ได้ผลลัพธ์ดีคือ Prompt Engineering ถ้าอธิบายรายละเอียดได้มาก เช่น สไตล์ภาพ ตัวละคร การกระทำ ฉากหลัง บรรยากาศ ผลลัพธ์ก็จะยิ่งตรงใจมากขึ้น ยิ่งตอนนี้ AI เข้าใจภาษาไทยได้ดีแล้วและความเพี้ยนลดลงมาก แต่ข้อจำกัดก็ยังมี เช่น คลิปที่ได้ มักยาวแค่ 8 วินาที บางครั้งผลลัพธ์ก็ไม่ตรงที่คาดหวัง
“นักเขียนต้องมีบันไดหนีไฟ”
ดารินทร์ บอกว่า หนุ่มเมืองจันท์เล่าระหว่างการอบรมว่า เทคนิคการเอาตัวรอดจากเดดไลน์ นักเขียนต้องมี “บันไดหนีไฟ” คือ สมุดจดประเด็นเล็กๆ ที่เก็บจากการคุยกับผู้คน กับหนังสือที่ทำรอยพับ หรือไฮไลท์ไว้ เวลาไอเดียตันก็เปิดกลับไปดู เหมือนเติมน้ำมันครึ่งถังที่เตรียมไว้แล้ว ในยุคที่ข้อมูลทะลัก หนุ่มเมืองจันท์เลือก “สนามที่ตัวเองถนัด” เพราะรู้ดีว่าเรื่องธุรกิจเก่าๆ หรือปรัชญาที่ฝังในประสบการณ์ ไม่มี AI หรือเด็กสายมาร์เก็ตติ้งคนไหนมีแทนได้ สิ่งนี้คือ“อภิสิทธิ์ของนักเขียน” ที่สามารถเลือกจะเล่าเฉพาะเรื่องที่รู้ลึกจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเขียนครบทุกเรื่อง แต่ขยี้เฉพาะเรื่องที่เราถนัดให้เข้มที่สุด อีกอันคือ การมีเทคนิค “สามเก้าอี้” ของบินหลา สันกาลาคีรี เขียนในฐานะนักเขียน โดยเช็กอีกครั้งในฐานะตัวละคร และอ่านในฐานะผู้อ่านว่าน่าเบื่อไหม เพื่อให้เรื่องจบอย่าง “จำได้” ไม่ใช่แค่ “ตามทัน” เช่น ทิ้งตอนจบให้สั้น คม และทิ้งอารมณ์ และงานดีๆ ทุกชิ้น ล้วนมีเทคนิคซ่อนอยู่ เขาจึงชอบอ่านซ้ำ เพื่อ “เลาะตะเข็บ” ดูว่าคนเขียนใส่กลอะไรไว้
“เดดไลน์คือแรงบันดาลใจ”
ดารินทร์ บอกว่า สิ่งหนึ่งที่หนุ่มเมืองจันท์เล่าให้ฟังว่ายึดมาตลอด คือ เดดไลน์ เป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ และการมองโลกบวก เวลามีใครใช้งาน มองเป็นโอกาสที่จะได้ทำ ไม่ใช่การถูกโยนงาน ช่วงที่หนังสือพิมพ์มีพื้นที่โล่ง เขาได้ฝึกเขียนสกูปยาวๆ และเรียนรู้เทคนิคการ “ทิ้งปม” แบบนิยาย เพื่อให้ผู้อ่านๆจนหยดสุดท้าย ไม่ใช่แค่โยนข้อมูลใส่กระดาษ แต่สร้างจังหวะให้คนอยากตามต่อ ที่สำคัญคือ ต้องมี “น้ำซุปภาษา” เพื่อเติมรสของงานเขียนให้เนื้อหามีชีวิต บางคนบอกเขียนงานต้องมีเน้นเนื้อ แต่บางทีน้ำที่จะช่วยให้งานเขียนกลมกล่อมก็สำคัญ ให้อรรถรส ความอร่อยมากขึ้น
“จุดเด่นของวิทยากรแต่ละท่านที่มาแลกเปลี่ยน ที่ชัดมาก คือ การบอกว่า AI เร็วกว่าเรา แต่ไม่เข้าใจโลกเท่าเรา นี่คือจุดที่นักข่าวต้องยืนให้มั่นว่า หน้าที่ของเรายังจำเป็น เพราะเราไม่ได้เล่าแค่ข้อมูล แต่เล่าความหมายของชีวิตผู้คนที่อยู่ข้างหลังข้อมูลเหล่านั้นด้วย ซึ่ง AI ไม่รู้เท่าเรา”
“AI ทำให้งานปิดจบคนเดียวได้”
ส่วน AI เป็นโอกาสและความท้าทายสำหรับคนทำงานข่าวอย่างไรนั้น ดารินทร์ บอกว่า การทำงานเร็วขึ้นมาก ตัดต่อ สรุปข้อมูล เช็ก fact ช่วยสกัดข้อมูลระดับ big data ข้อมูลดาต้าตัวเลขเยอะ เอกสารหลายๆไฟล์ ให้คนตัวเล็กๆทำงานคุณภาพสูงได้โดยไม่ต้องมีทีมใหญ่ ซึ่งตัวเธอเองเป็นคนหนึ่งที่ทำงานแบบปิดจบคนเดียว ตั้งแต่ลงพื้นที่ เขียน ลงเสียง ตัดต่อ ทำกราฟฟิก ซึ่งได้มีการนำ AI มาใช้ช่วยในการทำงานได้ในหลายขั้นตอน ขณะที่ความท้าทายของ AI คือ ความมั่นใจ แม้เวลามั่ว— ดังนั้นนักข่าวต้องจับผิดและรีเชค อย่าไว้ใจเต็มร้อย ทุกวันนี้ ความเร็วไม่ใช่จุดแข็งของการทำงานอีกต่อไป เพราะ AI ทำเร็วกว่าเรา แต่ “ความลึก ความแม่น ความซื่อสัตย์ของมนุษย์” เป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตาย
“นักข่าว ต้องพัฒนาทักษะเดิมให้ดีขึ้น-เรียนรู้ทักษะใหม่”
ผู้สื่อข่าวยุคนี้ ควรต้อง Upskill-Reskill เรื่องอะไรบ้างนั้น ดารินทร์ บอกว่า ต้องอ่านข้อมูลเป็น (Data Literacy) เพราะตัวเลขไม่ได้พูดความจริงเสมอไป เช่น เราเห็นรายงานการประกอบธุรกิจตามธรรมาภิบาล มีตัวเลขข้อมูลต่างๆ และเราพบว่าไม่มีจำนวนการร้องเรียนเลยจากพนักงานในองค์กร ถามว่าประหลาดไหมถ้าเราเป็นนักข่าว เราจะต้องมาตั้งคำถามแล้วว่าองค์กรนี้ ไม่มีการรับเรื่องร้องเรียนเพราะอะไร สงบสุข หรือการร้องเรียนเข้าถึงยาก หรือ พนักงานกลัวผลกระทบหรือระบบเอื้อจริงหรือไม่ เช่น ถ้าจะร้องเรียนต้องใส่ชื่อ-นามสกุล แผนกจริงของคุณด้วย เป็นต้น ทำให้พนักงานกลัวผลกระทบ กลัวอยู่ยากหรือไม่ เราอาจจะต้องไปสอบถามพนักงานด้วย เขาอาจจะดีจริงๆก็ได้แต่เพื่อความเป็นธรรม
“ต้องมีทักษะตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เร็วกว่า AI”
ดารินทร์ บอกว่า การเสพสื่อที่ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและเป็นยุคที่ทุกคนเป็นผู้ผลิต ทุกคนถือกล้อง ทุกคนมีไมโครโฟน และทุกคนสามารถกดปุ่มเผยแพร่ได้ ถามว่าแล้วเราจะควบคุมตัวเองอย่างไร เมื่อก่อนสื่อมวลชนเป็น “ผู้เฝ้าประตู” (Gatekeeper) ที่กลั่นกรองว่าอะไรควรเป็นข่าว อะไรไม่ควร แต่วันนี้ประตูถูกเปิดกว้างหรือแม่นกว่านั้น ไม่มีประตูอีกต่อไป ขณะเดียวกันความจริงก็ต้องแข่งกับความเท็จ และบ่อยครั้งความเท็จวิ่งเร็วกว่า การที่ AI เข้ามามีบทบาท สถานการณ์ก็ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะ AI สามารถผลิตเนื้อหาได้เร็วมากและน่าเชื่อถือในเชิงรูปแบบ แม้จะไม่มีสาระในเชิงเนื้อหา
“นักข่าวต้องใช้ AI ให้เป็น (AI Literacy) ไม่ใช่แค่พิมพ์คำสั่ง แต่รู้วิธีตรวจสอบ ภาพปลอม ข้อมูลปลอม หรือปลอมบางส่วน-จริงบางส่วน ต้องมีทักษะตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะยิ่งมี AI สร้างข้อมูลเร็วเท่าไหร่ เราต้องตรวจเร็วกว่า , Storytelling ทำให้ข้อมูลมีหัวใจ มีทิศ มีความหมาย , มีจริยธรรมสื่อ ยุคนี้ยิ่งสำคัญ เพราะเนื้อหาถูกสร้างได้เร็วมาก บางทียอดไลค์ ยอดเอนเกจล่อตาล่อใจทำให้หลายๆคน อาจจะเอา AI มาใช้ในทางที่ผิดวิธี โดยสร้างข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือบางทีไม่ได้ปลอมไม่ได้เท็จ แต่สร้างข้อมูลที่ไม่เกิดประโยชน์ และเสียหายผู้อื่น”
“แนะผู้เสพสื่อยุคใหม่ ต้องตรวจสอบหลายแหล่ง เรียนรู้การ “เอ๊ะ” ก่อนเชื่อ ”
ดารินทร์ บอกว่า สำหรับผู้เสพสื่อยุคใหม่ ไม่ควรเชื่ออะไรอย่างรวดเร็ว หรือจากการอ่านหรือมองแค่ครั้งเดียว เพราะในยุคที่ทุกคนมีเสียง กฎข้อแรกคือ : ไม่มีใครเป็นเทพ อย่าเชื่อแหล่งข่าวเดียว แม้จะเป็นสื่อใหญ่ที่เชื่อถือได้ เพราะทุกคนมีมุมมอง ทุกคนมีอคติ แม้แต่ตัวเราเอง เวลาเราคัดเสียงปล่อย เรายังเลือกท่อนที่เราว่าปังเลย ทั้งที่ท่อนนั้นอาจจะไม่ใช่ประโยชน์สุดของสารนั้น แต่เรารู้สึกว่าเขาพูดดี ดังนั้นให้เราเก็บเกี่ยวข่าวจากหลายแหล่ง แล้วนำมาประกอบกันเป็นภาพใหญ่ อย่าเชื่อทันที ข่าวที่ร้อนแรงมักเป็นข่าวที่ยังไม่สมบูรณ์ ให้เวลาความจริงทำงาน บางครั้งการรอสักวันหรือสองวัน ภาพจะชัดขึ้นเอง และต้องแยกให้ออก
“สำหรับผู้เสพสื่อยุคใหม่ ต้องตรวจสอบหลายแหล่ง อย่าเชื่ออะไรที่ออกมาจากคนเดียว ทันทีทันใด , ต้องรู้จักการแยกข้อเท็จจริง ความเห็น และโฆษณาออกจากกัน เพราะบางครั้งสิ่งเหล่านี้ ก็คล้ายหรือผสมกันจนแทบแยกไม่ออก รู้จักวิธีการสังเกต Pattern ของ AI เพื่อจะทำให้เรารู้เท่าทันมัน”
“เวิร์กชอปนี้ทำให้เห็นชัดมากว่า AI ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเหมือนเพื่อนร่วมงานที่เก่งมาก แต่ยังอ่อนต่อโลกมาก เหมือนเป็นเด็กฝึกงาน ที่ยังต้องมีคนคุมและสอน ใครใช้เป็นจะมีพลังมาก ใครไม่ใช้จะช้ากว่าคนอื่นแบบรู้สึกได้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ผู้สื่อข่าวยังจำเป็นเพราะ AI ยังไม่เข้าใจ “ความหมาย” ของสังคมเท่าคน ตรงนี้แหละ คือพื้นที่ที่เราต้องยืนให้แข็ง” ดารินทร์ บอกทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว" ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
