“วิกฤตอุทกภัยภาคใต้ : ภัยพิบัติขนาดใหญ่ ไร้ระบบจัดการ” 

         “พอเป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่น้ำท่วมสูง 4-6 เมตร บางจุดน้ำไหลเชี่ยวแรง เมื่อปริมาณน้ำสูงแล้วการช่วยเหลือจะให้ทั่วถึงและเข้าไปได้ทันท่วงทีก็ทำได้ยาก ตรงนี้ก็เข้าใจ เพียงแต่การช่วยเหลือต่างๆยังเป็นระบบน้อย เพราะหน่วยนั้นก็ทำหน่วยนี้ก็ทำ เหมือนกับไม่ประสานข้อมูลกันในการช่วยเหลือประชาชน”

            “ธิดารัตน์  ชิดวงศ์  ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย” เล่าถึงสถานการณ์ “วิกฤติอุทกภัยภาคใต้ เมื่อภัยธรรมชาติกลายเป็นวิกฤติชาติ” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

2568 มหาอุทกภัย ในรอบหลาย 10 ปี”

            ธิดารัตน์  บอกว่า ผ่านวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ 3 ครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี 2543 , ปี 2553 และล่าสุดปี 2568 สถานการณ์ครั้งนี้ถือว่าหนักที่สุด นอกจากในตัวเมืองหาดใหญ่แล้ว พื้นที่รอบนอกที่ไม่เคยท่วมก็ท่วม แรกๆน้ำมาจากเทศบาลเมืองคอหงส์และท่วมย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่ ซึ่งตอนนั้นยังคุยกันว่าจุดที่ไม่เคยท่วม คงไม่เป็นอะไรเพราะเป็นพื้นที่นอกเมือง แต่วันที่ 24 พฤศจิกายน พื้นที่ที่ไม่เคยเกิดน้ำท่วม ก็ท่วมทั้งหมด ถือเป็นน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลาย 10 ปี

“การช่วยเหลือติดขัด-ไม่ประสานข้อมูล-ระบบสื่อสารล่ม-ชาวบ้านช่วยเหลือกันเอง”

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                      “ พอเป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่น้ำท่วมสูง 4-6 เมตร บางจุดน้ำไหลเชี่ยวแรง เมื่อปริมาณน้ำสูงแล้วการช่วยเหลือจะให้ทั่วถึงและเข้าไปได้ทันท่วงทีก็ทำได้ยาก ตรงนี้ก็เข้าใจ เพียงแต่การช่วยเหลือต่างๆยังเป็นระบบน้อย เพราะหน่วยนั้นก็ทำ หน่วยนี้ก็ทำ เหมือนกับไม่ประสานข้อมูลกันในการช่วยเหลือ ในช่วงที่เกิดภัยพิบัติจริงๆการสื่อสารล่มล้มเหลว ทั้งโทรศัพท์ทั้งอินเตอร์เน็ตไม่มีเลย ทำให้การช่วยเหลือหรือการติดต่อญาติพี่น้อง หรือหน่วยงานต่างๆให้เข้ามาช่วยเหลือ ยากและติดขัดไปหมด ชาวบ้านต้องช่วยเหลือตัวเองเท่าที่ทำได้ แต่พอน้ำสูงมาก...ก็ช่วยตัวเองได้ยาก”

            ธิดารัตน์  บอกว่า สถานการณ์ปี 2543 และปี 2553 ในตัวเมืองหาดใหญ่การสื่อสารดีกว่านี้ ไม่ได้ล่มขนาดนี้ สามารถไปจุดที่เกิดภัยและเคลื่อนออกมาพื้นที่รอบนอกได้ง่ายกว่าสถานการณ์ ณ ปัจจุบันเยอะ ทั้งเรื่องการสื่อสาร , เรื่องการตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กระทบทุกฝ่ายไม่เว้นงานสื่อ-ส่งข่าวล่าช้า ติดขัดหลายเรื่อง-เฟกนิวส์””

            ธิดารัตน์ ยอมรับว่า อุทกภัยภาคใต้ครั้งนี้กระทบการทำงานของสื่อมวลชนด้วย เธออยู่นอกเมืองเป็นห่วงคนหาดใหญ่ ก็ไม่สามารถโทรฯถามได้ แม้กระทั่งตอนนี้ผ่านมาเป็นสัปดาห์แล้ว แต่การสื่อสารบางจุดยังทำไม่ได้ ส่งผลให้พอน้ำแห้ง คนที่มีญาติพี่น้องอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จึงเดินทางมา เพราะอยากทราบว่าญาติพี่น้องเป็นอย่างไรอยู่ตรงไหน จึงเป็นปัญหาการจราจรติดขัดตามมา 

            ธิดารัตน์  บอกว่า นอกจากสื่อทำงานค่อนข้างติดขัดหลายเรื่อง โดยเฉพาะการสื่อสารเป็นเรื่องหลักที่สำคัญ เพราะระบบต่างๆล้มเหลว ขณะเดียวกัน ก็มีเฟกนิวส์ มีข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ ที่ต้องตรวจสอบก่อนที่จะนำเสนอ พอสื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวล่าช้า ส่งผลให้ข่าวที่ไม่เป็นจริงทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในสังคม ตรงนี้ต้องเช็คจากหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความชัดเจนจริงๆ เช่น เรื่องหลักที่ปฏิบัติกันมา แต่พอเจออุปสรรคปัญหา เราจะอาศัยความรวดเร็วในการนำเสนอเพื่อชิงนำ หรือให้ได้ความรวดเร็วอย่างเดียว โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องไม่ได้ บางทีต้องยอมช้านิดหนึ่ง เพื่อให้เกิดความถูกต้องมากขึ้น ลดความสับสนปั่นป่วนในสถานการณ์ที่วิกฤติ

“เก็บข้อมูลไว้ก่อน เหตุ สถานการณ์เป็นอัมพาต-สถานการณ์สับสน ถามใครเบ็ดเสร็จไม่ได้” 

            ธิดารัตน์  บอกถึงการแก้ปัญหาหน้างานว่า ตอนเกิดน้ำท่วมสูงวันแรกๆ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้ส่งงานไม่ได้ ก็เก็บข้อมูลเฉพาะที่เป็นจริงเอาไว้ก่อน เมื่อตรวจสอบข้อมูลเสร็จแล้วก็จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออกจากจุดที่ไม่สามารถสื่อสารได้ เพื่อหาสัญญาณ หาระบบการสื่อสาร มีบางจุดที่สามารถทำได้ แต่บางช่วงที่เกิดปัญหาหนักจริงๆ จนระบบล่ม เราก็ต้องใช้เวลาในการรอนานหน่อย เพราะไม่สามารถส่งข่าว เนื่องจากสถานการณ์เป็นอัมพาตจริงๆ เพื่อจะให้นำเสนอข่าวที่ข้อมูลความถูกต้อง ทำให้ต้องใช้หลากหลายวิธี 

            ธิดารัตน์  บอกว่า ในอดีตจากที่เคยยกหูหาแหล่งข่าวที่สามารถตอบได้ทุกเรื่องถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ตอนนี้อยู่ตรงไหน หนักตรงไหน เบาตรงไหน น้ำจะไหลตรงไหนแล้ว ระบบการระบายน้ำตอนนี้เป็นอย่างไร สามารถตอบคำถามได้จากเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง แต่ครั้งนี้ค่อนข้างจะสับสน ไม่สามารถที่จะถามใครเบ็ดเสร็จได้ ดูแล้วสับสนไปหมด หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือชาวบ้านอยู่ และระบบสื่อสารล่มไม่ได้ยิน เรียกได้ว่าสถานการณ์ครั้งนี้ปัญหาครั้งนี้รอบด้านทุกด้านจริงๆ

“เสียงส่วนใหญ่ ชื่นชม ม.อ. มีศักยภาพพึ่งพิงได้ในทุกเหตุการณ์”

            ธิดารัตน์  บอกว่า ส่วนตัวชื่นชมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่เปิดศูนย์อพยพรองรับผู้ประสบภัยเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่  เป็นจุดอพยพหลักในช่วงวิกฤต อาจเป็นเพราะสภาพพื้นที่ ม.อ.เป็นพื้นที่สูง น้อยครั้งที่จะมีน้ำท่วม จึงมีความพร้อมของตัวหน่วยงานทุกด้านสูงมาก ด้วยความที่เป็นมหาวิทยาลัย อาทิ นักวิชาการ แพทย์ และสามารถจัดตั้งศูนย์อพยพได้ด้วย องค์กรของ ม.อ. เอง ไม่ต้องมีใครเข้ามายุ่งหรือเกี่ยวข้อง สามารถตั้งได้ทุกอย่าง ทั้งระบบต่างๆ การลงทะเบียน การช่วยเหลือ อาหาร ระบบการเคลื่อนย้าย ม.อ.ทำได้ดีทุกครั้ง ถือว่าเป็นที่พึ่งของคนในทุกเหตุการณ์ทุกวิกฤติทุกสถานการณ์ เท่าที่คุยกับทุกหน่วยงานทุกคนที่เห็นการทำงานของ ม.อ. บอกตรงกันว่า เป็นที่พึ่งได้ทุกสถานการณ์จริงๆ มีความพร้อมรองรับได้เป็น 10,000 คน ที่สามารถเข้าไปในศูนย์พักพิงแห่งนี้ ไม่มีการทำลายระบบจากปริมาณคนมาก ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ ทั้งเรื่องอาหารการกิน การดูแลการตรวจรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิตครบทั้งหมด

“หลังน้ำลดเร่งทำความสะอาด-ตามถนนขยะชิ้นส่วนกองอื้อ”

            ธิดารัตน์  บอกว่า หลังจากน้ำลดแล้วตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำความสะอาด เก็บกวาดทำความสะอาด ถ้าขับรถตามถนนจะเห็นทุกพื้นที่มีขยะเศษชิ้นส่วนสิ่งของ เช่น เฟอร์นิเจอร์กองเยอะมาก บางพื้นที่น้ำยังไม่มีชาวบ้านก็ยังคงต้องรอน้ำเพื่อมาขัดล้าง ก่อนหน้านี้ในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมนิดหน่อย ก็จะใช้น้ำที่ท่วมอยู่นี้มาล้างบ้าน แต่พอน้ำแห้งแล้วไม่มีน้ำใช้ น้ำประปาต่างๆก็จะกลายเป็นโคลนเป็นฝุ่นก็เลยยังต้องรอ ที่จะต้องล้างทำความสะอาดไปทีเดียว ตอนนี้ที่บ้านเธอเองก็ยังต้องเก็บส่วนที่กลายเป็นขยะที่ใช้ไม่ได้ หรือขยะที่ลอยมากับน้ำยังต้องเคลียร์อยู่ แม้ไม่ได้ท่วมหนัก ขณะที่บางบ้านทั้งหลัง หรือท่วมทั้งชั้นเหมือนที่ อ.หาดใหญ่เจอ ก็ยังต้องทำความสะอาดกันอยู่

“ให้ต่ำกว่า 5 คะแนนความช่วยเหลือ-รับ ป้องกันยาก”

            ธิดารัตน์  บอกว่า ส่วนตัวถ้าให้คะแนนความช่วยเหลือถือว่า ต่ำกว่า 5 คะแนน แต่จะไปว่าเขาทำงานบกพร่องหรือทำงานไม่ดีไม่ได้ เพราะว่าเป็นพิบัติภัยที่ใหญ่มาก จะป้องกันก็คงป้องกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เพราะฝนตกแช่ เปรียบเหมือนเราขับรถ แล้วเหยียบคันเร่งอยู่ที่ 100 หรือ 80 การตกของฝนนั้นคงที่ตลอด 24 ชั่วโมงหรือตลอด 48 ชั่วโมงยังคงตกอยู่อย่างนี้ ก่อนหน้าที่ฝนจะตกแช่ 1 วัน จากเดิมน้ำในคลองอู่ตะเภาและคลองภูมิราชดำริ (คลอง ร.1) ไม่มีน้ำ แต่วันเดียวน้ำเต็มคลองเลย ฉะนั้นการป้องกันทำได้ยาก

“เชื่อ ไม่ช้าสถานการณ์ดีขึ้น ภัยพิบัติใหญ่เกินกำลังพื้นที่ มีหลายหน่วยช่วยเสริม”

            “ เชื่อว่สถานกาณณ์จะค่อยๆดีขึ้น ตอนนี้การที่เจ้าหน้าที่จะกู้สถานการณ์ กู้เมืองทำได้ค่อนข้างยาก ขณะที่ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเองเท่าที่จะทำได้ ระหว่างรอก็เก็บขยะออกมาวางหน้าบ้าน ล้างเท่าที่ล้างได้ก่อน ทรัพย์สิน สินค้า ร้านค้าที่จมน้ำก็พยายามไปรื้อออกมาเก็บขาย 10 บาท 20 บาท ทำทั้งน้ำตา เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น การทำงานอาจจะไม่ได้บกพร่อง 100 % แต่เป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นครั้งใหญ่เกินกำลังของหน่วยงานในพื้นที่ ก็ต้องมีหลายหน่วยเข้ามาเสริมเข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้ก็เข้าสู่ระบบการฟื้นฟู...ก็คิดว่าน่าจะดีขึ้นในไม่ช้า”  ธิดารัตน์  บอกทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5