“ตีแผ่ ปม ร้อนระอุ : สแกมเมอร์-ทุนเทาข้ามชาติ!!” 

            “ไม่ว่าจะปราบปรามจัดการตรงไหนเขาก็จะแตกแขนงไปที่อื่นๆ ปรับตัวทำธุรกิจแบบสแกมเมอร์หรือฉ้อโกงออนไลน์ ประเด็นคือ ไล่ตามผู้กระทำผิดไม่พอแล้ว แต่ต้องตามแหล่งทุนหรือตัวใหญ่เบอร์ใหญ่ด้วย จะตีงูต้องตีที่ตัวนี้”

            คณิศ บุณยพานิช บรรณาธิการบริหารข่าวสืบสวน สำนักข่าว Thai PBS” ฉายภาพ “เบื้องลึกเครือข่ายทุนเทา” ใน“รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

“โควิดระบาด ต้นเหตุเครือข่ายสแกมเมอร์”

            คณิศ เล่าว่า ถ้าย้อนกลับไปช่วงสถานการณ์โควิดเมื่อปี 2562 มีคนไทยจำนวนหนึ่งและแรงงานไทยจำนวนมากที่ว่างงาน , ตกงานเพราะสถานการณ์โควิด โดยเฉพาะกิจการสถานบันเทิง คาราโอเกะ ร้านอาหารจำนวนมาก จึงเห็นการประกาศรับสมัครงานที่น่าสนใจว่าให้คนไทยไปเป็นแรงงานประเภทขายสินค้าออนไลน์ หรือทำคอนเทนท์ผ่านทางออนไลน์ , เป็นคนดูแลระบบออนไลน์ในประเทศกัมพูชาค่อนข้างมาก  ได้เงินเดือน 30,000-50,000บาทแต่ทำงานไม่กี่ชั่วโมง  ประกอบกับช่วงที่สถานการณ์โควิดระบาด ประเทศจีนมีมาตรการต่อต้านเรื่องพนันออนไลน์ จึงทำให้แรงงานจำนวนหนึ่งและนักลงทุนจำนวนหนึ่ง หลั่งไหลมาภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นประเทศเมียนมาร์ใกล้ชายแดนไทย , ฝั่งสปป.ลาวและกัมพูชาทางปอยเปตกับสีหนุวิลล์ ซึ่งสีหนุวิลล์เติบโตมาพักหนึ่งด้วยทุนจีน

“ส่งนักข่าวปลอมตัวลงพื้นที่หาข้อมูล-พบโยงพม่า,ลาว,เขมร เชื่อมวันเบลต์วันโรดจีน”       

            ผมส่งผู้สื่อข่าวไปติดต่อเพื่อสมัครงาน พบข้อมูลคนไทยที่เดินทางไปทำงานประเทศกัมพูชาไปอย่างผิดกฎหมาย มีขบวนการรับส่งพนักงาน แล้วงานส่วนใหญ่เป็นประเภทคาสิโน , พนันออนไลน์ และทำงานบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง หลังจากนั้นติดตามดูเพราะว่าคนไทยจำนวนมาก ถูกล่อลวงถูกหลอกโอนเงินผ่านเครือข่ายสแกมเมอร์ค่อนข้างมาก ทีมงานจึงขยายผลต่อไปเรื่อยๆจากข่าวที่เราเห็นอยู่ ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเพียงการหลอกลวงธรรมดา แต่น่าจะมีเครือข่าย  แล้วก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาและในเมียนมาร์ เป็นลักษณะแบบสามเหลี่ยมสแกมเมอร์ คือ ในประเทศเมียนมาร์ ที่เมืองชเวโก๊กโก่ และเมืองเคเค พาร์ค ในจ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ส่วนใน สปป.ลาวก็มีจำนวนหนึ่ง และในกัมพูชาก็มีเช่นกัน จะเห็นการหมุนเวียนของคนไทยที่ออกไปทำงานต่างประเทศ ในโซนนี้ค่อนข้างมาก พบว่าข้อมูลที่คนไทยร้องเรียน สอดคล้องกับแนวทางของโครงการวันเบลต์วันโรด (One Belt One Road ) ที่ประเทศจีนพยายามลงทุนอยู่พอสมควร

พบเครือข่ายทุนจีนอื้อ-ไทยจับ เฉอ จื้อเจียง ส่งจีน” 

            เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวเหล่านี้แล้วค้นหาข้อมูล รูปแบบของเครือข่ายที่ไปลงทุนทำคาสิโนใน           ปอยเปตและในสีหนุวิลล์ พบทุนจีนหลายทุนมากที่น่าสนใจ เช่น ที่เรารู้จักเพิ่งจะส่งตัวกลับไปยังประเทศจีน คือ เฉอ จื้อเจียง (นักธุรกิจชาวจีนก่อตั้งเมืองกาสิโน ชเวโก๊กโก่ในเมียนมาร์) ซึ่งมีสัญชาติกัมพูชาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในชเวโก๊กโก่ มีความสัมพันธ์กับนักธุรกิจการเมืองในประเทศไทยหลายคน จนกระทั่งนำไปสู่การออกหมายจับโดยประเทศจีน แต่จับกุมโดยไทยที่จับตัวส่งไปให้ประเทศจีน ซึ่งเป็นคนแรกที่เราพบเห็น

ธุรกิจเอี่ยวสแกมเมอร์มีหลายประเภท ผุดปลายปี63-ต้นปี68 ฟอกเป็นคริปโต”

            “ช่วงปลายปี 2563 จนถึงต้นปี 2568 การเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ไม่ใช่เป็นแค่การหลอกลวง แต่ต้องทราบด้วยว่าเงินจะไปที่ไหน แค่ไปใช้จ่ายอย่างเดียวในธุรกิจคงไม่ใช่ ปลายทางทั้งหมดไปกองที่นายทุน แล้วเงินเหล่านั้นก็ถูกฟอกมาเป็นคริปโตเคอร์เรนซีหรือสินทรัพย์ดิจิทัล แล้ววกกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งอสังหาริมทรัพย์, การลงทุน กิจการทางธุรกิจ อื่นๆอีกจำนวนมากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จะเห็นรูปแบบโครงข่ายลักษณะแบบนี้จนถึงปี 2568 ภาพนี้ค่อนข้างชัดมาก เพราะเราคงไม่ได้มองแค่คนที่ถูกหลอกไปเป็นสแกมเมอร์ว่าเป็นปัญหา แต่เงินเหล่านี้ไปอยู่ปลายทางที่ไหนตรงนั้นน่าสนใจมากกว่า” 

“พรมแดนติดกัน ทำเครือข่ายสแกมเมอร์ลื่นไหลได้ง่าย”

            คณิศ ระบุว่า การไหลเวียนของแหล่งทุนและคนในภูมิภาคนี้ เหมือนกับไปทลายที่เมียนมาร์แต่ก็จะมาโตที่กัมพูชา หรือทลายที่กัมพูชาก็จะไปโตที่ สปป.ลาว พอไปจัดการที่ สปป.ลาวก็จะกลายเป็นกองทัพมดมาอยู่ในประเทศไทย ลักษณะก็จะเป็นการไหลไปแบบนี้ ส่วนที่ฟิลิปปินส์อาจจะมาได้ไม่ง่ายมากนัก เพราะไม่ได้ผ่านชายแดนที่อยู่ติดกัน แต่โมเดลที่ฟิลิปปินส์ก็น่าสนใจเพราะเขาพยายามจัดการคาสิโนออนไลน์และพนันออนไลน์อยู่ประมาณหนึ่ง แต่ปัญหา คือ กระบวนการจัดการช้ากว่ากลุ่มทุน ที่ส่งคนเข้าไปนั่งอยู่ในระบบต่างๆในแต่ละประเทศแล้ว

“โยงกันเป็นเครือข่ายตระกูลมิจ” 

            ถ้ามองภาพในประเทศไทย กรณีนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ตอนนี้ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาเพราะยังไม่เห็นหมายจับ แต่มาทางยิม เลียก นักธุรกิจชาวกัมพูชามากกว่า ซึ่งอยู่ในประเทศไทยมา10ปีแล้ว และอยู่ที่กัมพูชานานแล้วจนมีสัญชาติกัมพูชา เป็นคนใกล้ชิดและเป็นที่ปรึกษาของฮุนเซนด้วย ความจริงในกัมพูชามีหลายกลุ่มโดยเป็นเครือญาติกับฮุนเซนที่ดองกัน เพราะลูกชายกับลูกสาวของยิม เลียกและ              ฮุนเซนแต่งงานกัน ครอบครัวดองกัน แล้วเขาก็ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วย

“อนุทิน แฉเองเคยถูกบีบให้สัญชาติเบน สมิธแต่ปฏิเสธ” 

            คณิศ บอกว่า นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ชาวแอฟริกาใต้ แต่มาใช้สัญชาติกัมพูชาโดยใช้ชื่อว่าเบน สมิธ และเมื่อต้นปีพยายามที่จะขอสัญชาติไทย ในนามชื่อเบน สมิธ ด้วย ซึ่งคนให้การรับรองในการขอสัญชาติก็มีความน่าสนใจอยู่หลายคน เพราะถ้าไปดูรายชื่อคนที่รับรองว่า เบน สมิธ เป็นนักธุรกิจที่มาทำธุรกิจในประเทศไทย สามารถให้สัญชาติไทยได้ แต่สุดท้ายแล้วนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ออกมายอมรับเองว่าได้ปฏิเสธไม่ให้สัญชาติ และก็มีผลกระทบทางการเมืองตามมา แต่ข้อเท็จจริงเป็นแบบนั้นหรือไม่คงต้องไปว่ากันอีกที ว่าความจริงแล้วไม่ให้สัญชาติไทยเป็นเพราะเหตุผลอะไร แต่ก็มีความพยายามอีก ที่จะขอสัญชาติ

ส่วนฮุ่ยวัน กรุ๊ป ที่เคยเป็นข่าวประมาณกลางปี ก็เป็นธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับฮุน เซน เนื่องจากฮุนโตเป็นหลานของฮุนเซน เราจึงเห็นภาพของเครือข่าย แต่พอไปกวาดล้างที่ปอยเปต แรงงานจำนวนหนึ่งที่เป็นคนจีนก็มาเป็นกองทัพมดในประเทศไทย ซึ่งต้นปี 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จับกลุ่มคนจีนที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองท้องถิ่นใน จ.นครศรีธรรมราช มีคนจีนประมาณ 80 คนอาศัยอยู่ในรีสอร์ทของนักการเมืองรายนี้ ทำธุรกิจหลอกลวงคนอื่น โดยกระจายสัญญาณไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น ใช้รถตู้หนึ่งคันวิ่งกระจายสัญญาณในพื้นที่ต่างๆ หลอกลวงผู้คนให้ส่งเอสเอ็มเอส

“หน่วยราชการต้องตีงูตัวใหญ่-แหล่งทุนเทาฝังรากลึกในไทยผ่านตลาดหุ้นหลายปี”  

            “ไม่ว่าจะปราบปรามจัดการตรงไหนเขาก็จะแตกแขนงไปที่อื่นๆ ปรับตัวทำธุรกิจแบบสแกมเมอร์หรือฉ้อโกงออนไลน์ ประเด็นคือ ไล่ตามผู้กระทำผิดไม่พอแล้ว แต่ต้องตามแหล่งทุนหรือตัวใหญ่เบอร์ใหญ่ด้วย จะตีงูต้องตีที่ตัวนี้หน่วยงานราชการไทยต้องจัดการตัวใหญ่ แต่ประเด็นของผม คือ ปัญหาที่ฝังรากลึกในไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าหลายๆที่ เนื่องจากบ้านเราไม่อนุญาตให้ทำธุรกิจการพนันออนไลน์ แม้ว่ามีความพยายามจะทำให้เกิดขึ้น หรือไม่อนุญาตให้ทำคาสิโนหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่พรรคการเมืองเรียกกันแต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน เพียงแต่แหล่งทุนหรือแหล่งเงินเหล่านั้น เข้ามาฝังรากลึกในประเทศไทยผ่านระบบตลาดทุนตลาดเงินได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว”  

“นักลงทุน จับสังเกตการเคลื่อนไหวหุ้นผิดปกติในตลาดมาหลายปีแล้ว”

ข้อมูลซึ่งไทยบีบีเอสเคยทำมาตั้งแต่ปี 2562-2568 การเติบโตการขยายตัวทางเงินทุนในตลาดทุนมีความน่าสนใจ ซึ่งนักลงทุนตัวจริงที่ไปเล่นหุ้นสังเกตพฤติกรรม หรือสังเกตการเคลื่อนไหวในตลาดเงินตลาดทุน แบบนี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็เป็นเพียงเรื่องซุบซิบในวงการนักลงทุน แต่ไม่ไปถึงตัวใหญ่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังไม่เห็นภาพชัดเจนนักที่จะไปจัดการกับเครือข่ายแหล่งทุน

“ป.ป.ง.ออกตัวช้า หลัง ทุนเทากระจายตัวหลายวงการแล้ว”

            คณิศ บอกว่า น่าสังเกตว่าพอมีการออกหมายจับ ยิม เลียก หรือเปิดเผยว่าจะมีการจัดการ เมื่อ2-3 วันที่ผ่านมา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ได้ออกมาตรการมาฉบับหนึ่ง ว่ามีทั้งข้าราชการการเมืองเกี่ยวข้องกับมาตรการทางสังคม หรือคนที่อยู่ในวงการหลายคน ต้องระวังเรื่องการถูกตรวจสอบการใช้จ่ายเงินหรือเส้นทางการเงินต่างๆ  ถือว่ามาแล้วแต่ค่อนข้างล่าช้าเพราะเงินสีเทาๆ เข้าไปอยู่ในแวดวงหลายกิจกรรมแล้ว ควรจะทำมาตั้งแต่ 5-6 ปีที่ผ่านมา เพราะความจริงแล้วมันมองเห็นว่าการเติบโตของบางกิจการ เข้ามาเป็นโฮลดิ้งคอมพานีของกิจการมีข้อสงสัย

“ต่างชาติลงทุนในตลาดหุ้นไม่ผิด แต่ต้องทำตามกฎหมายไทย” 

            ส่วนการปราบปรามทุนเทาจริงจังจะกระทบต่อเศรษฐกิจ และคุมเข้มเปิดบัญชีของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยหรือไม่นั้น คณิศ บอกว่า ต้องมองภาพว่าเราจะยอมรับแหล่งทุน ซึ่งมีที่มาที่ไปไม่ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ถ้าทำทุกอย่างให้เปิดเผยตรวจสอบได้ถึงที่มาที่ไป เพราะการลงทุนของบริษัทและทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องผิด แต่บางคนต้องผ่านการตรวจสอบว่าเงินนั้นมาจากไหน ต้องตั้งคำถามว่าเงินเหล่านี้มายังไงถูกต้องหรือไม่ ทุกคนสามารถนำเงินมาลงทุนได้ นักลงทุนต่างชาติก็สามารถมาลงทุนทำอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย 49 ต่อ 51 แต่ว่า 49 นั้นเป็น 49 จริงหรือไม่ หรือมีการไขว้กัน เพราะบางกรณี 49 ของต่างชาติไม่จริง บางรายเกิน 51 แล้วยังมีหุ้นไขว้กันอีก ภายใต้การดูแลของกลุ่มต่างชาติกลุ่มเดียวกัน

“เปิดรับแหล่งทุนต่างชาติได้ แต่แหล่งทุนต้องทำตามกฎหมายด้วย”

            คณิศ บอกว่า สำหรับข้อมูลของ เบน สมิธ ไม่พบว่าเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทในประเทศไทย แต่ภริยา 2 คน คือคนที่ 1 เป็นอดีตภรรยามีกิจการหรือหุ้นหลายบริษัทในประเทศไทย และเชื่อมโยงกับตลาดทุน ส่วนภริยาคนปัจจุบันมีกิจการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนและยังถูกพาดพิงเรื่องหุ้นบางจากด้วย แม้ว่าเราควรเปิดรับแหล่งทุนต่างชาติแต่เขาต้องตอบคำถามได้ว่าคือแหล่งทุนอะไร คำถามง่ายๆคือ เบน สมิธ ทำอาชีพอะไรถึงมีเงินรายได้มากมายขนาดนี้ ครอบครัวของภรรยาและอดีตภรรยามีเงินรายได้ ที่พร้อมจะลงทุนซื้อหุ้นบางจากได้ ลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้ ต้องตั้งคำถามว่าเราควรจะเปิดรับแหล่งทุนแบบนี้หรือไม่

“ปม สแกมเมอร์จบปัญหา หากทุกหน่วยงานรับผิดชอบหน้าที่-ไม่ต้องออกกมฎหมายใหม่”

            คณิศ กล่าวว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานจำนวนมาก ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่จำเป็นต้องร่างกฎหมายฉบับใหม่ เพราะมีมากอยู่แล้ว แต่ละหน่วยงานทำหน้าที่ของตัวเองให้ถูกต้องครบถ้วน ผมคิดว่ามันก็จบแล้ว ด่านแรกคือตำรวจต้องตามจับ ถ้าเราไม่เห็นตำรวจรับส่วยจากพนันออนไลน์ ปัญหาแบบนี้อาจจะลดลงก็ได้ 2.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเรื่องแหล่งทุน คือ สำนักงาน ก.ล.ต.ทำหน้าที่ตามกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ และคนใน ก.ล.ต.บางคนที่ออกจากการเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์แล้ว ไปทำธุรกิจอะไรแบบไหนอย่างไร คนที่อยู่ปัจจุบันได้เฝ้ามองและติดตามหรือไม่ และ 3.สรรพากรที่ดูแลจัดการเรื่องภาษี ถ้าจัดเก็บให้ถูกต้อง ภาษีรายรับ-รายจ่ายทุกอย่างต้องตามไปชี้แจงได้

            “บางกิจกรรมบางแหล่งเงินที่มีรายได้ บางตัวถูกนำไปแปรเปลี่ยนเป็นอสังหาริมทรัพย์ พระเครื่อง ทองคำ หรือแปรไปเป็นสินทรัพย์อย่างอื่นที่อยู่ในบ้านหรือไม่โดยเฉพาะข้าราชการ ฉะนั้น ถ้าทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แม้อาจจะป้องกันไม่ได้ 100% แต่ก็ลดความเสียหายได้ เพราะผู้เสียหายคือชาวบ้าน ที่ต้องสูญเงินเก็บจนหมดตัว ทุกวันนี้สแกมเมอร์ไม่ได้หลอกผู้สูงอายุที่มีเงินเก็บทั้งชีวิตอย่างเดียว แต่หลอกเด็กนักศึกษาที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารอย่างรัดกุมด้วย”คณิศ กล่าวทิ้งท้าย  

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5