“เกาะติดสมรภูมิรบไทย-กัมพูชา”

“ชาวบ้านเครียดและกังวลเรื่องความปลอดภัย แม้จะอยู่ในหลุมหลบภัยแต่ก็ไม่ได้ปลอดภัย100% เพราะว่าเวลาจรวด BM21ยิงเข้ามา ได้ยินเสียงจรวดถูกยิงออกมาจากลำกล้องไม่นานก็มาถึงเป้าหมายแล้ว”

            

“สันติวิธี พรหมบุตร ผู้สื่อข่าวไทยรัฐทีวี” เล่าเรื่องราวการลงพื้นที่ทำข่าวการสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

“พนมดงรัก แนวรบสำคัญค่อนข้างหนักหลายจุด” 

            สันติวิธี บอกว่า พื้นที่ที่ผมอยู่ บริเวณ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ มีแนวรบที่สำคัญ เป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบค่อนข้างหนัก ตั้งแต่คราวที่แล้วที่ปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม จุดนี้หนักมาก 2-3 วันที่ผ่านมา จุดที่รบหนักที่สุดในพื้นที่ อ.พนมดงรัก คือ ปราสาทตาควาย เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค.ก่อน 22.00น. ปกติตอนค่ำเราได้ยินเสียงปืนใหญ่จากฝั่งไทยและ BM21 ของกัมพูชายิงตอบโต้กันไปมา แต่ช่วงเวลา 22:00น.ไม่ได้ยิน ช่วงเช้าผมยังไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ แต่มีรายงานจากพื้นที่เข้ามาว่า ตอนเช้ายังมีการสู้รบกันอยู่เหมือนเดิม ยังมีการปะทะกันอยู่ตรงพื้นที่พนมดงรัก 

“เขมรเสริมกำลังเรื่อยๆตลอด แถวช่องกราด”

            อีกจุดหนึ่ง คือ ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกัน แล้วมีอีกจุดที่สำคัญอยู่ระหว่างปราสาทตาเมือนธมกับปราสาทตาควาย คือ ช่องกราด จะเป็นช่องที่ความลาดชันน้อยที่สุดในบรรดาช่องต่างๆ ซึ่ง 3 ช่องทางนี้ มีการสู้รบหนักมาก เช่น ที่ปราสาทตาควายตั้งแต่ช่วงประมาณ 2 วันก่อน ที่เรารับรู้ข้อมูลจากแนวหน้าว่า จะพยายามเข้าไปยึดเนิน 350 ให้ได้ เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่ง่าย ตรงจุดนั้นได้ยินเสียงการสู้รบค่อนข้างชัดและหนัก ผมจึงมาอยู่จุดนี้เพราะว่าเป็นพื้นที่สำคัญ ประเทศไทยต้องการเข้าไปควบคุมให้ได้ทั้งหมด เท่าที่รู้บริเวณปราสาทคนาและปราสาทตาเมือนธม ทหารไทยควบคุมได้หมดแล้ว เหลือเพียงปราสาทตาควายจุดเดียว และอีกจุดหนึ่ง คือ ช่องกราดอยู่ระหว่าง ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย มีการเสริมกำลังของกัมพูชาเข้ามาเรื่อยๆตลอดหลายวันแล้ว

“เปรียบเทียบการสู้รบพนมดงรัก รอบแรก-รอบ 2 ต่างกันพอควร”

            ที่พนมดงรัก ถ้าเทียบรอบนี้กับรอบที่แล้วต่างกันพอสมควร รอบที่แล้วตั้งแต่วันแรกที่เกิดการสู้รบ กัมพูชาเปิดฉากยิง BM21 เข้ามาในพื้นที่ชั้นใน ซึ่งพลเรือนอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก แต่วันแรกของการสู้รบกันครั้งนี้ คือ 8 ธันวาคม สังเกตเห็นว่ากัมพูชายิง BM21 เข้ามา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่แนวสู้รบที่เกิดการปะทะกัน แต่วันที่ 2 ของการสู้รบเริ่มมีกระสุนBM21หลุดเข้ามาในพื้นที่ค่อนข้างมาก แต่ไม่ค่อยหลุดเข้ามาในบ้านเรือนประชาชน ส่วนใหญ่ที่ว่าตกเยอะๆเป็น 100 ลูก ไปตกตามทุ่งนา ตามไร่อ้อยและฟาร์มสัตว์เลี้ยง ขณะที่วันที่ 3 ของการสู้รบ คือ 11 ธันวาคม เริ่มเข้ามาตกบริเวณบ้านของชาวบ้าน3-4 หลัง ซึ่งชาวบ้านอพยพออกไปหมดแล้ว 

“ชาวบ้านเปรียบเทียบการอพยพ ระหว่างการสู้รบครั้งก่อนและครั้งนี้”

            ชาวบ้านสะท้อนว่า ครั้งก่อนมีการสู้รบกันก่อนแล้วจึงค่อยอพยพ เป็นการอพยพแบบไม่ทันตั้งตัว         แต่ครั้งนี้มีการเริ่มปะทะกันวันที่ 7 ธันวาคม ในพื้นที่พระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ไทยกำลังสร้างถนนก็ถูกกัมพูชายิงเข้ามา ส่งผลให้ทหารไทยบาดเจ็บ 2 นาย ตรงนั้นคือจุดเริ่มต้น และได้มีการแจ้งเตือนให้ชาวบ้านอพยพในวันที่ 7 ธันวาคมเลย ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงอพยพออกไปตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม การสู้รบใหญ่เกิดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม ภาพที่เห็นจึงแตกต่างออกไปพอสมควร แต่ละหมู่บ้านจะอพยพออกไปมากกว่าการสู้รบในเดือนกรกฎาคม เหลือเฉพาะชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ที่คอยดูแลความเรียบร้อยในหมู่บ้าน 

 “ชาวบ้านเครียดและกังวลเรื่องความปลอดภัย แม้จะอยู่ในหลุมหลบภัยแต่ก็ไม่ได้ปลอดภัย100% เพราะว่าเวลาจรวด BM21 ยิงเข้ามา ได้ยินเสียงจรวดถูกยิงออกมาจากลำกล้อง ไม่นานก็มาถึงเป้าหมายแล้ว เหมือนที่เราเห็นที่ทางพระวิหาร จ.ศรีสะเกษเมื่อวานนี้ ชาวบ้านนั่งอยู่หน้าบังเกอร์ แล้วBM21ยิงมาตก ขนาดนั่งอยู่หน้าบังเกอร์แต่หลบไม่ทัน แม้จะอยู่ในบังเกอร์แต่ก็ไม่ปลอดภัย แต่หลายคนต้องอยู่เฝ้าทรัพย์สินที่บ้านโดยเฉพาะชรบ.”

ผมลงพื้นที่เมื่อการปะทะครั้งก่อน  พบชาวบ้านอาศัยอยู่ตามบังเกอร์  เขาอาศัยอยู่ในบ้านแต่กลางคืนจะมานอนตามบังเกอร์ การสู้รบรอบนี้จะไม่ค่อยเห็น แต่มีการขอให้อพยพออกจากพื้นที่เยอะที่สุด อยู่เฉพาะคนที่จำเป็นจริงๆ ส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นคนที่เลี้ยงปศุสัตว์ เช่น วัว ควาย หมูจำนวนหลายตัว ที่ขออยู่เพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเอง คนจำนวนมากที่เราเห็นคืออพยพออกไปตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม  อยู่ตามศูนย์อพยพต่างๆจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ จ.สุรินทร์ 70,000 กว่าคน 

 “พ่อ-แม่กังวล เด็กกระทบการเรียน-ต้องอพยพไปอยู่ศูนย์” 

            การประทะที่ต่อเนื่องยืดเยื้อยาวนาน ทำให้เด็กจำนวนมากต้องไปอยู่ที่ศูนย์อพยพ ส่วนใหญ่ตามพ่อแม่เพราะโรงเรียนตามแนวชายแดนปิดหมด ผมได้เข้าไปที่ศูนย์อพยพคุยกับเด็กๆส่วนใหญ่มีเพื่อนเล่น แต่ละคนอยากไปโรงเรียนเพราะหยุดมา 1 สัปดาห์ ที่ผ่านมาเรียนไปก็ต้องเฝ้าระวังไป ทำให้การเรียนไม่เต็มที่ แต่ก็มีเด็กบางคนที่เจอ ยังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เด็กกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีเพื่อน แต่เล่นกันอยู่คนสองคน บอกอยากไปโรงเรียนและคิดถึงเพื่อนๆ ขณะที่พ่อแม่หลายคนเป็นห่วงการเรียนของลูกเรียน เพราะเด็กเพิ่งเปิดเทอม 2 ที่ผ่านมาเรียนได้ไม่เต็มที่ก็มาเจอสถานการณ์แบบนี้ ต้องหลบลี้ภัยไปอยู่ศูนย์อพยพ แล้วเด็กจะเรียนรู้ไปยังไงกันต่อ ตรงนี้คือสิ่งที่พ่อแม่กังวล  ส่วนอาหารการกินตามศูนย์อพยพ ชาวบ้านบอกว่าเพียงพอไม่ขาดเหลืออะไร แต่ที่หลับที่นอน หลายคนอาศัยนอนบนรถ เพราะในอาคารศูนย์อพยพคนแน่น ไม่อยากเข้าไปนอนแออัดกัน บางคนนอนในรถเพราะคิดว่าโล่งสบายมากกว่า และบางคนก็นอนกางเต็นท์สนาม มีหลากหลายรูปแบบ         

 “ชาวบ้านรับรู้การปะทะมีอยู่ เหตุ 2 ฝ่ายยังตรึงกำลัง-อาวุธ”

            ผมคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ เขาค่อนข้างที่จะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีการปะทะ คนในพื้นที่เขามองว่าการปะทะกันเดือนกรกฎาคมมีการเจรจาให้หยุดยิง แล้วคุยกันที่ประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม แต่ในมุมของชาวบ้านในพื้นที่รู้ว่าสถานการณ์ยังไม่สงบ ยังไงก็ต้องมีการปะทะกันเหมือนครั้งที่แล้ว เพราะทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลังและยังมีการคงอาวุธต่างๆ การปะทะกันครั้งที่แล้วยังไม่จบแต่มีการเจรจาหยุดยิงกันก่อน พอเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมานิดหนึ่ง ชาวบ้านจึงรู้สึกได้ว่าต้องมีการปะทะ   

 “ชาวบ้าน เชื่อ ลงนามสันติภาพที่มาเลเซียแค่พักรบ”     

            ตลอดระยะเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมา ผมคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ประชิดชายแดน บางคนบอกว่าทำอะไรได้ไม่เต็มที่ การทำนา ทำสวน ไร่อ้อย มันสำปะหลัง ทุกอย่างตกอยู่ในความหวาดระแวงหมด ได้ยินเสียงอะไรก็รู้สึกว่าจะต้องมีการปะทะกันเกิดขึ้น พอเกิดเหตุวันที่ 7 ธันวาคมที่พระวิหาร แล้วมีการแจ้งเตือนให้อพยพ ชาวบ้านรู้เลยว่ายังไงก็ต้องเกิดการปะทะ และรู้สึกว่าการสู้รบยังไม่สิ้นสุดเหมือนแค่การพักรบ  ช่วงที่มีการเจรจาหยุดยิงกันตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม มีการลงนามสัญญาสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มีประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ มาเป็นสักขีพยาน แต่ในมุมของชาวบ้านคิดว่าไม่จบแค่นั้น

“อยากให้จบเร็ว หวั่นปะทะยืดเยื้อทำรายได้หด-กระทบผลผลิต”

            ชาวบ้านสะท้อนมุมมองว่าได้รับกระทบหนักจากการสู้รบ หลายคนขาดรายได้ ช่วงนี้กำลังตัดอ้อย บางทีอ้อยคาอยู่ในรถต้องตัดทิ้งแห้งเสียหาย ผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นกับชาวบ้านมาก ตั้งแต่การสู้รบคราวที่แล้วมาจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็อยากให้จบสงบโดยเร็ว ไม่ต้องมีการสู้รบกันอีก เพราะเมื่อคาราคาซังอยู่แบบนี้ ชาวบ้านก็ทำอะไรไม่ได้ ได้รับผลกระทบมาก 

            “ตลอด 4-5 เดือนที่ผ่านมา เขาอยู่กันด้วยความหวาดระแวง เห็นชัดเลยว่าเขาเครียดเรื่องเศรษฐกิจ หลายคนรับจ้างวันต่อวันและมีรายได้วันต่อวัน พอเกิดการสู้รบไม่รู้จะหยุดตอนไหน เขากังวลแน่นอน เช่น ทำสวนตอนนี้ทุกอย่างต้องทิ้งไว้หมดเลย ชาวบ้านที่ อ.พนมดงรัก ทำไร่อ้อยเยอะมาก บางรายเกี่ยวข้าวไว้เสร็จแล้ว แต่บางรายยังเกี่ยวไม่เสร็จต้องเกี่ยวทิ้งไว้ไม่ได้เก็บ ตอนนี้เป็นฤดูกาลเปิดรับซื้ออ้อยตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาได้ไม่กี่วันก็เกิดการสู้รบ หลายคนตัดอ้อยทิ้งไว้ ทุกคนก็เครียดว่าอ้อยที่ตัดทิ้งไว้คงแห้งตาย หมดราคาไปแล้วขายไม่ได้ หรือไม่ก็ขายได้นิดหน่อย ส่วนคนที่ทำมาหากินทั้งรับจ้างและทำเกษตรกังวลว่า ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานออกไปจะส่งผลต่อพวกเขามาก อยากให้จบเร็วๆ จบยังไงก็ได้ที่ทำให้เขาสบายใจในระยะยาว ไม่ใช่ยุติพักรบแบบคราวที่แล้ว ถ้ายุติการสู้รบและเจรจากันแบบคราวที่แล้ว เขาไม่โอเค”

 “ต้องเจรจา แต่ละฝ่ายต้องยอมถอย”

            “ส่วนตัวผมคิดว่าทางออกของเรื่องนี้ ท้ายสุดรบไปต้องมีการเจรจากัน แต่ละฝ่ายจะยอมถอยไป ตอนนี้สมรภูมิตรงปราสาทตาควายยังรบกันหนัก เท่าที่ผมอยู่ในพื้นที่ตรงจุดนั้นก็เป็นจุดที่ยากพอสมควร เพราะฉะนั้นส่วนตัวผมก็คิดว่าควรเจรจากัน อยู่ที่จุดไหนเพราะชาวบ้านเองก็บอกว่าอยากให้จบ ชาวบ้านไม่อยากให้ยืดเยื้อ” สันติวิธี กล่าวทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5