“ภาพรวมการรับสมัครเลือกตั้งสส.เขต เห็นชัดว่าเป็นการต่อสู้ของบ้านใหญ่ในแต่ละพื้นที่ เป็นการต่อสู้ความนิยมของผู้สมัครในพื้นที่แต่ละจังหวัดเอง ไม่ใช่กระแสพรรคแล้ว จากผลโพลทุกสำนักที่ออกมา ทุกพรรคการเมืองคะแนนนิยมตกหมด เรตติ้งลดลงหมด”
“สุเมธ สมคะเน ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ” วิเคราะห์ “เลือกตั้งพ่วงประชามติ ชี้ชะตาประเทศไทย” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“ผู้ใช้สิทธิ์ต้องทำตัวให้ว่าง”
สุเมธ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งต้องบริหารจัดการตัวเอง ว่าจะเลือกตั้งนอกเขตร่วมกับประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันเดียวกันหรือไม่ เพราะประชามติไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้า สิ่งแรกคือประชาชนผู้ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงจะต้องทำตัวให้ว่างบริหารเวลาตัวเองให้ดี แต่ประชามติสามารถไปใช้สิทธิ์นอกเขตได้ คนที่อยู่นอกเขตจะต้องออกไปใช้สิทธิ์ 2 วันอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งล่วงหน้าและประชามติ แต่ในวันเลือกตั้งไม่ต้องกลับไปภูมิลำเนา ซึ่งหน่วยประชามติกับหน่วยเลือกตั้งทั่วไปเป็นหน่วยคู่อยู่ติดกัน โดยเบื้องต้นลงคะแนนเลือก สส.ก่อน จากนั้นไปที่เต็นท์ถัดไปเพื่อลงคะแนนประชามติ
“ลงทะเบียนขอเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้ว ถ้าเปลี่ยนใจ ต้องทำเรื่องก่อน 5 ม.ค.”
แต่หากใครลงทะเบียนขอเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้วอยากจะแก้ไข ยังดำเนินการได้ทันก่อนวันที่ 5 ม.ค. 2569 โดยเข้าไปที่แอพพลิเคชั่น หรือที่สำนักงานเขต หรืออำเภอ เพื่อขอเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธิ์ อาจจะขอยกเลิกการเลือกตั้งล่วงหน้า แต่เปลี่ยนคำว่าเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นเลือกตั้งนอกเขต พร้อมกับทำประชามตินอกเขตจุดเดียวกัน บางคนคิดว่าไม่ทำประชามติได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่ทำประชามติจะถือว่าเสียสิทธิ์ เหมือนกับการเสียสิทธิ์ทางการเมืองกรณีไม่ไปเลือกตั้ง ดังนั้นเพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ก็ต้องไปใช้สิทธิ์ลงทะเบียนออกเสียงเลือกตั้งนอกเขต วันที่ 8 ก.พ.2569
“คนไทยต่างแดนใช้สิทธิ์ที่สถานทูตไทยอำนวยความสะดวก”
สำหรับผู้มีสิทธิ์ออกเสียงที่อยู่ในต่างประเทศ สถานทูตที่เป็นหน่วยจัดการเลือกตั้งก็สามารถจัดทำประชามติทางไปรษณีย์ได้ หรือวิธีทางอื่นตามที่เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศนั้นๆเห็นสมควร เพื่ออำนวยความสะดวก ประชาชนจะได้ไม่เสียสิทธิ์ เช่น สถานทูตไทย ณ กรุงปารีส รับผิดชอบ 3 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส , โมนาโก และแอลจีเรีย ก็ใช้วิธีเลือกตั้งทางไปรษณีย์และทำประชามติทั้งหมด ประเทศเกาหลีใต้ก็เช่นกัน
“แคมเปญหาเสียง ประกาศไม่จับมือกันหลังเลือกตั้ง”
สุเมธ ให้มุมมองสถานการณ์ทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ บางพรรคการเมืองประกาศไม่จับมือกันหลังเลือกตั้งว่า ผมมองเป็นแคมเปญหาเสียงอย่างหนึ่งที่การเมืองยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายทหาร หรือฝ่ายเผด็จการกับประชาธิปไตยก็วางไว้อย่างนี้ หรือสีแดงกับสีน้ำเงิน หรือประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย หรือฝ่ายชอบคุณทักษิณ ชินวัตร กับฝ่ายไม่ชอบคุณทักษิณก็เลือกแบ่งข้าง ซึ่งขั้วทางการเมืองยังมีอยู่ ณ ปัจจุบันไม่ได้หายไป เพียงแต่ครั้งนี้มันซอยย่อยออกเป็นหลายพรรคมากขึ้น เช่น การที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งแต่ก็เป็นดาบสองคมได้ ถ้าการลงคะแนนเสียงของประชาชนออกมาไม่ได้ตามเป้า คุณอภิสิทธิ์จะต้องลาออกอีกหรือไม่เหมือนปี 2562 ที่พรรคประชาธิปัตย์ไปรวมกับพรรคพลังประชารัฐ คุณอภิสิทธิ์ก็ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค
ณ วันนี้เราเห็นภูมิทัศน์การเมืองไทยชัดเจนมากขึ้น ตั้งแต่ก่อนยุบสภาจนถึงยุบสภาว่า ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน เช่น คุณกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต แม้ไม่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่เป็นฝ่ายค้านโดยตรง แต่พร้อมร่วมงานกับทุกพรรคที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกัน ซึ่งพรรคเล็กพรรคน้อยก็มีแนวโน้มทิศทางเดียวกันหมด ดังนั้นคงต้องดูผลการเลือกตั้งว่าจะออกมาอย่างไร
“ครั้งนี้บ้านใหญ่สู้กัน ไม่ใช่กระแสพรรค”
“ภาพรวมการรับสมัครเลือกตั้ง สส.เขต เห็นชัดว่าเป็นการต่อสู้ของบ้านใหญ่ในแต่ละพื้นที่ เป็นการต่อสู้ความนิยมของผู้สมัครในพื้นที่แต่ละจังหวัดเอง ไม่ใช่กระแสพรรคแล้ว จากผลโพลทุกสำนักที่ออกมา ทุกพรรคการเมืองคะแนนนิยมตกหมด เรตติ้งลดลงหมด จึงต้องไปวัดกันที่คนของแต่ละเขต และโค้งสุดท้ายจากนโยบาย หลังวันที่ 10 ม.ค. ไปแล้ว น่าจะเห็นความชัดเจนของนโยบายแต่ละพรรคมากขึ้น ว่านโยบายพรรคไหนจับต้องได้และประชาชนชื่นชอบให้ความสนใจมากกว่ากัน ทุกคนประกาศว่าจะเอาคนนั้นไม่เอาคนนี้ เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งผลออกมาจะมีโอกาสกลืนเลือดมากน้อยแค่ไหน เช่น กรณีคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มีท่าทีเบาลงจากที่แข็งกร้าวจะไม่จับมือกับภูมิใจไทย มาเป็นแบ่งรับแบ่งสู้แทน ฉะนั้นตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้”
“เบอร์ผู้สมัคร-เบอร์พรรค ตัวแปรทำหลายพรรคผิดหวัง หวั่น คนสับสน-กระทบแคมเปญหาเสียง”
ส่วนอีกตัวแปรที่จะวัดใจผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง คือ ตัวเลขผู้สมัคร ซึ่งพรรคใหญ่ผิดหวังกันถ้วนหน้ายกเว้นเพื่อไทย เพราะต้องทำแคมเปญโปรโมทหาเสียงให้ประชาชนหรือฐานเสียงของแต่ละพรรคจดจำได้ ว่าหมายเลขนี้คือเบอร์ของพรรค และ สส.เขตของตัวเองก็จะเป็นอีกเบอร์หนึ่ง แค่จำเบอร์ของ สส.เขตในพื้นที่ตัวเองก็อ่วมแล้ว เพราะบางพื้นที่ เช่น กทม.เขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้สมัครถึง 10 คน บวกกับเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์อีก บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ปีนี้เยอะมาก ในการเลือกตั้งปี 2566 มีเพียง 44 พรรค 44 เบอร์ แต่การเลือกตั้งรอบนี้แค่วันแรกวันเดียวมีถึง 52 พรรค 52 เบอร์ ประชาชนจะจำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาบัตรเสียหรือความผิดพลาดในการลงคะแนนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งสูง ฉะนั้นต้องวัดกันที่นโยบายและการสร้างภาพลักษณ์ การจดจำให้กับประชาชน แต่ละพรรคจะงัดกลยุทธ์อะไรออกมา
“คนรุ่นใหม่ลงเลือกตั้ง ทำหลายคนข้องใจแหล่งเงิน หวั่นทุนเทาเอี่ยวการเมือง”
ส่วนที่หลายฝ่ายห่วงกระแสทุนสีเทาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง สุเมธ บอกว่าเป็นปรากฏการณ์จากคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่เข้ามาเล่นการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตั้งแต่ปี 2562-2569 กลุ่มคนรุ่นใหม่บางคนมีอาชีพอิสระ อยู่วงการเงินดิจิตอล เป็นกลุ่มวัยรุ่นสร้างตัวในอาชีพนักการเมือง ตรงนี้เป็นศัพท์ที่นักวิชาการทางการเมืองตั้งนิยามให้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่อยู่กับกระแสพวกนี้เยอะมาก มองว่าที่มาของเงินเหล่านี้อาจจะมาจากทุนสีเทาหรือไม่ ถ้ามองจากอาชีพทั่วไปของผู้สมัครหน้าใหม่ๆ โดยเฉพาะช่วงหลังมีเงินจากกลุ่มสแกรมเมอร์ที่เข้ามาฟอกเงินในระบบธุรกิจไทยเยอะมาก ถ้าจะมองมุมนี้ก็เป็นสีเทาทั้งหมด เช่น กลุ่มบางจากก็เป็นหนึ่งในธุรกิจสีเทาไปด้วย ตอนหลังมีข่าวว่ากลุ่มทุนสีเทาถอนจากบางจากไปแล้ว
“ทุนเทามาหลายรูปแบบ”
ทุนเทามาในรูปกลุ่มธุรกิจผู้ถือหุ้น , กรรมการหรือเส้นเงินที่ทำธุรกิจร่วมกัน บางครั้งก็อาจจะไม่ได้มีเจตนาเพราะบางทีเราก็ไม่รู้ เพราะเป็นการทำธุรกิจไม่มีใครตรวจสอบ ถ้าไม่ใช่หน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจสอบว่าเอาเงินมาจากไหน แต่ถ้าจะบอกว่าทุกอย่างเป็นสีเทาหมดก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา แต่จะบอกว่าถูก 100% หรือไม่ก็บอกไม่ได้ เพราะอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่มีอำนาจขนาดนั้น แต่หากหน่วยงานรัฐเคลื่อนไหวในช่วงนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองได้อีก ฉะนั้นทุกอย่างต้องรอผลการเลือกตั้ง แล้วจึงเข้ากระบวนการยุติธรรมหลังเลือกตั้งเสร็จ
“กกต.ประชุมทำงานทุกวัน เหตุตัวแปรอื้อ”
สุเมธ บอกว่า บทบาทของ กกต.ดูแลการเลือกตั้งและการทำประชามติครั้งนี้ ค่อนข้างละเอียดมาก การทำงานน่าจะมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะประการแรกเรามีปัญหาบริเวณชายแดน ประการที่สองเป็นครั้งแรกที่มีการทำประชามตินอกราชอาณาจักร เงื่อนไขต่างๆต้องมีการออกระเบียบรองรับ มีมาตรการคุมเข้มนโยบายประชานิยม แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องดูหน้างาน ในวันที่ 1 ก.พ.2569 ที่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าว่ามีปัญหาหรือไม่ เพราะเลือกตั้งล่วงหน้าทำพร้อมกันทั่วประเทศและนอกราชอาณาจักร ก็จะเห็นว่ามีข้อบกพร่องปัญหาอะไรหรือไม่ แต่ ณ ตอนนั้นยังไม่นับถึงการจัดการปัญหาชายแดนด้วย ว่าจะมีตัวแปรขึ้นมาอีกหรือไม่ จะมีเหตุปะทะในวันที่ 8 ก.พ.หรือไม่ ช่วงนี้ตัวแปรเยอะมากเรียกว่าเสี่ยง ซึ่ง กกต.ประชุมคณะทำงานแทบทุกวันเพื่อประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา รวมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สส.ที่มายื่นใบสมัครด้วย หากประชาชนพบข้อร้องเรียน หรือข้อบ่งชี้ที่รู้สึกว่าไม่สบายใจ สามารถร้องเรียนไปที่ กกต.จังหวัดตัวเอง หรือร้องเรียนมาที่ กกต.ส่วนกลางก็ได้
“สื่อ รายงานตรงไปตรงมารอบด้าน จะได้ไม่ถูกมองว่าเลือกข้าง”
“การทำงานของสื่อมวลชนในการรายงานข่าวช่วงเลือกตั้ง ต้องรายงานอย่างตรงไปตรงมา รอบด้าน เปิดพื้นที่ให้แต่ละพรรคการเมืองหรือแต่ละฝ่าย ที่สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีพื้นที่ได้นำเสนอนโยบายหรือความเห็นได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นพรรคใหญ่ แต่เปิดพื้นที่ให้พรรคเล็กพรรคน้อยได้แสดงความคิดเห็นด้วย สื่อก็จะไม่ถูกกล่าวหาและการใช้คำพูดหรือเทคนิคการรายงานข่าว ก็มีส่วนที่จะทำให้ไม่เกิดการbias เกิดขึ้น” สุเมธ บอกทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
