“วิเคราะห์ สพฐ.กางแผนบริบทการศึกษา : ทางออกเด็กเกิดน้อย” 

         “การควบรวมหรือยุบขึ้นอยู่กับประชาคมเครือข่าย หากทั้งหมดไม่ยินยอมเห็นพ้องต้องกัน ว่าโรงเรียนนี้ควรจะยุบหรือไม่ เพราะยังมีความจำเป็น สพฐ.ไม่สามารถเร่งรัดหรือบังคับได้”      

 

            “หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ  บรรณาธิการข่าว Health & Wellness กรุงเทพธุรกิจ” ให้มุมมอง “ยุบโรงเรียน!! วิกฤตเงียบการศึกษาไทยจริงหรือ??” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

“นโยบายควบรวม รร.ขนาดเล็กมีมากว่า30 ปี ชี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้รร.และบุคลากร”

            หทัยรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก มานานไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้วโดยดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย คือ ร่างกฎกระทรวงการจัดตั้งรวมหรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ช่วงแรกที่มีการดำเนินการควบรวมโรงเรียนในปี พ.ศ. 2536-2547 มีการดำเนินการนโยบายนี้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน หลักการที่สพฐ.วางไว้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก เนื่องจากคุณครูหลายคนมีคุณภาพการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน และเพื่อใช้ทรัพยากรรวมกันยังมีประสิทธิภาพมากที่สุด ยกตัวอย่าง กรณีให้ 2 โรงเรียนควบรวมกันเพื่อให้ได้งบประมาณเพิ่มขึ้น เพราะงบประมาณของโรงเรียนส่วนหนึ่ง ได้จากงบประมาณรายหัวของนักเรียน จึงทำให้โรงเรียนใหญ่ได้งบฯ มากขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กได้งบน้อยตามลำดับ

.

“สพฐ.ดูแลนโยบายควบรวม พิจารณาจากหลากปัจจัย”

            หทัยรัตน์ กล่าวว่า ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด การควบรวมโรงเรียนตามกฎหมาย ต้องเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ปกครองและเสียงส่วนใหญ่ในชุมชน เหตุผลหนึ่งที่สำคัญต้องนำมาพิจารณาเป็นหลัก คือ ต้องไม่เป็นภาระกับผู้ปกครองและนักเรียน เพราะบางครั้งการควบรวมโรงเรียนก่อให้เกิดภาระในการเดินทางมากขึ้นโดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( สพฐ. ) เป็นหน่วยงานที่ดูแลนโยบายนี้เปิดช่องไว้ว่า หากชุมชนคัดค้านจะไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้สพฐ. มีหน้าที่ดูแลโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 29,449 แห่ง มีโรงเรียนขนาดเล็กตามที่สพฐ. กำหนดไว้ คือ ต้องมีนักเรียนไม่น้อยกว่า 120 คน ประมาณ 15,300 แห่ง เกือบครึ่งต่อครึ่งของจำนวนโรงเรียนทั้งหมด ซึ่งมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยุคนี้ประเทศไทยไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเด็กเกิดใหม่น้อยลง ฉะนั้นจำนวนนักเรียนของสพฐ. จึงลดลง เช่น ปี 2568 ที่ผ่านมาลดลงกว่า 100,000 คน เนื่องจากเด็กน้อยเข้าโรงเรียนน้อยตามสถานการณ์ของสังคมปัจจุบัน ทำให้มีนักเรียนในระบบของสพฐ. ประมาณ 6.3 ล้านคน ตรงนี้ทำให้โรงเรียนเล็กเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นโยบายนี้จึงดำเนินการต่อไปด้วย

.

“สพฐ.วางกำหนด 3 ปี ย้ำควบรวมโรงเรียนให้ได้ 996 แห่ง”

            หทัยรัตน์ กล่าวว่า สพฐ. มีแนวทางเดินหน้านโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ให้ได้ 996 แห่ง จากประมาณ 15,000 แห่ง แต่ต้องเป็นไปตามความสมัครใจในระยะเวลา 3 ปี โดยปีแรกที่กำหนดไว้ตามแผน คือ ปี 2568 กำหนดไว้ 115 แห่ง ปีการศึกษา 2569 กำหนดไว้ 217 แห่งและปีการศึกษา 2570 จำนวน 664 แห่ง เมื่อ 3 ปีรวมกันจึงได้จำนวน 996 แห่งตามที่กำหนดไว้ โรงเรียนที่จะควบรวมต้องมีเด็กนักเรียนไม่น้อยกว่า 120 คน และเป็นโรงเรียนที่ไม่มีผู้อำนวยการโรงเรียนบริหาร ซึ่งขณะนี้มีโรงเรียนขนาดเล็ก ที่รอประกาศเลิกสถานศึกษาอยู่ประมาณ 26 แห่ง และมีโรงเรียนที่ยุบรวมหรือควบรวม 75 แห่ง ทำให้มีจำนวนเด็กนักเรียนต้องเดินทางไกลขึ้น กรณีโรงเรียนที่ควบรวมได้กระทรวงศึกษาธิการ จะให้งบงบประมาณอุดหนุนกับผู้ปกครอง เป็นค่าเดินทาง เพื่อแบ่งเบาภาระ

.

“สพฐ.เดินหน้าจัดสื่อการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับชุมชน”

            หทัยรัตน์ บอกว่า สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่สามารถควบรวมได้ เนื่องจากชุมชนยังมีความต้องการโรงเรียนอยู่ ผู้บริหารโรงเรียนสามารถบริหารจัดการโรงเรียนได้ สพฐ.จะมีมาตรการช่วยดูแลพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มคุณภาพระบบการเรียนการสอนภายในโรงเรียน เช่น โครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือมีครูตู้เรียนทางทีวี เพื่อช่วยให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลได้เรียนในบางวิชาที่โรงเรียนขาดแคลนครูผู้สอน ช่วยให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ตามที่สพฐ.กำหนด หรือบางโรงเรียนอาจจะเพิ่มการจัดทำหลักสูตรที่เหมาะสมกับชุมชนมากขึ้น เพราะปัจจัยที่ยุบโรงเรียนไม่ได้มาจากผู้ปกครอง ที่เป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรหลานเป็นหลัก และเด็กเล็กไม่สามารถเดินทางได้โดยลำพัง สพฐ.จึงจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนเหล่านี้จัดการศึกษาต่อไปได้

.

“หลายปัจจัยต้องนำมาพิจารณา ก่อนยุบโรงเรียนหรือไม่”

            หทัยรัตน์ บอกถึงมีปัจจัยในการพิจารณายุบโรงเรียนว่า กระทรวงศึกษาธิการโดยสพฐ. มีกรอบในการพิจารณา คือ ดำเนินการภายใต้กรอบร่างกฎกระทรวง จัดตั้งรวมหรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้การยุบรวมโรงเรียนปัจจัยแรกที่พิจารณา คือ ข้อ 1. โรงเรียนมีขนาดเล็กมีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 120 คน เมื่อควบรวมแล้วจะทำให้ยกระดับคุณภาพการศึกษามากขึ้น เช่น โรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนจำนวนน้อยมาก เมื่อคุณภาพการศึกษาไม่ได้มาตรฐานและจำนวนเด็กลดลง หากควบรวมกับโรงเรียนอื่นจะสามารถเพิ่มเงินรายหัวเพิ่มขึ้น อาจทำให้การศึกษาคุณภาพดีขึ้นได้ การบริหารจัดการเพิ่มขึ้นได้  ข้อ 2. โรงเรียนนั้นๆ มีขนาดเล็กจำนวนเด็กน้อย คุณภาพการศึกษาผู้เรียนโดยรวมค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ขาดแคลนครู  ขาดสื่อการเรียนการสอน  การบริหารจัดการไม่มีคุณภาพ อาจจะไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงไป โดยสพฐ. พิจารณาคุณภาพของผู้เรียนเป็นหลักไม่ใช่ว่าการคุ้มค่า การยุบโรงเรียนคือทางเลือกสุดท้าย

.

“บางชุมชนบริบทแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม”

            หทัยรัตน์ บอกว่า การควบรวมหรือยุบรวมโรงเรียนมีมาตลอด เหตุปัจจัยเนื่องจากแต่ละชุมชนมีบริบทแตกต่างกัน บางโรงเรียนชุมชนมีความผูกพันกับโรงเรียน ต้องดูสภาพแวดล้อมพื้นที่ตรงนั้นด้วย สมมุติผู้ปกครองทำงานอยู่ในสวนยาง เด็กๆ สามารถเดินไปหรือขี่จักรยานไปโรงเรียนได้ประมาณ 3-5 กิโลเมตร สมมุติหากมีการยกรวมไปอีกโรงเรียนหนึ่งอยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร แต่ผู้ปกครองต้องออกไปกรีดยางตอนตี 2 แต่ 8 โมงเช้าต้องไปส่งลูกที่โรงเรียน และต้องกังวลว่าต้องไปรับเด็กหลังเลิกเรียน ผู้ปกครองจะเหนื่อยมากเกินไปหรือไม่ บางคนมีปัจจัยเรื่องค่าครองชีพต้องดูแลครอบครัว ซึ่งเหตุผลเหล่านี้จะใช้ประกอบการพิจารณาทั้งสิ้น

.

“รร.ต้องทำแผนยุบ-ควบรวม เสนอสพฐ.พิจารณาก่อน”    

            หทัยรัตน์ บอกว่า ก่อนที่จะยุบหรือควบรวม ทางโรงเรียนจะต้องเสนอแผนออกมาก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร จากนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง  ขณะที่คณะกรรมการสพฐ. จะดำเนินการจัดการเรื่องบุคลากร  งบประมาณ ,เคลียร์ทรัพย์สินและเอกสารสำคัญ รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือนักเรียนก่อน จากนั้นค่อยประกาศให้ประชาชนทราบผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือปิดประกาศให้รับรู้โดยทั่วกั จากนั้นจึงจะเสนอไปที่สพฐ. เพื่อเตรียมถ่ายโอนหรือจัดตั้งรวมหรือเลิกกิจการซึ่งมีหลายกรณี บางกรณีควบรวมกันไปควบรวมกันไปมาเหลือเพียงโรงเรียนเดียว หรือบางโรงเรียนดูแล้วว่าไปต่อไม่ไหว เพราะจำนวนเด็กมาเรียนน้อยเกินไป ขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่มีสื่อการเรียนการสอน  ไม่มีงบประมาณเพียงพอ อาจจะพิจารณาเลิกสถานศึกษาไปด้วยความสมัครใจ แต่ทั้งหมดนี้จะเสนอต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัด ซึ่งผู้อำนวยการเขตฯ จะเป็นผู้พิจารณาตัดสินยุบหรือไม่ยุบหรือควบรวม เป็นต้น

.

“ปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับประชาคมในชุมชนเห็นพ้องสมัครใจ”

            การควบรวมหรือยุบขึ้นอยู่กับประชาคมเป็นเครือข่าย คือ ผู้ปกครอง , ชุมชน, ครู , ผู้บริหาร, และผู้ที่เกี่ยวข้อง หากทั้งหมดไม่ยินยอมเห็นพ้องต้องกัน ว่าโรงเรียนนี้ควรจะยุบหรือไม่ เพราะยังมีความจำเป็นเด็กยังต้องเข้าเรียนอยู่ เด็กเดินทางไม่ไหว ผู้ปกครองไม่มีกำลังเดินทางไป มีภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ สพฐ.ก็ไม่สามารถไปเร่งรัดหรือบังคับได้ เพราะการควบรวมต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ บางปีโรงเรียนขนาดเล็กที่ว่านี้ต้องยุบ แต่วันดีคืนดีอาจมีผู้บริหารโรงเรียนย้ายเข้ามาใหม่ และผู้บริหารคนนั้นอาจมีแบบแผนการบริหาร จัดการเรียนการสอนได้ผลสัมฤทธิ์ผล ทำให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้การศึกษาดีขึ้น การบริหารจัดการอื่นๆมีคุณภาพ สุดท้ายไม่จำเป็นต้องยุบหรือควบรวมกับโรงเรียนอื่น เป็นช่องทางที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กอยู่รอดต่อได้ ไม่ใช่ว่ามีโจทก์เดียว คือ นักเรียนน้อยกว่า 120 คนแล้วจะต้องยุบไป แต่มีหลายสมการที่ดำเนินการได้” หทัยรัตน์ กล่าว

.

“เปรียบ ชุมชนเหมือนไม้ไผ่”

             หทัยรัตน์ กล่าวว่า ในหลักการเหมือนไม้ไผ่ หากนำมามัดรวมกันหลายลำต้นก็แข็งแรง เวลาเอาอะไรไปฟันก็ขาดหรือแตกยากแต่ถ้าไผ่ต้นเดียวเดี่ยวๆ เหมือนการยืนเพียงลำพังหลักการเดียวกัน ซึ่งสพฐ. มองว่าอยากรวบรวมโรงเรียนหรือสถานศึกษา  แต่อีกด้านหนึ่งจะมีความสะดวกสบาย ความมั่นคงทางด้านจิตใจความปลอดภัยของเด็ก เพราะเด็กเล็กๆ สามารถเดินทางไปโรงเรียน โดยที่ผู้ปกครองไม่ต้องวิตกกังวล  โดยให้เหตุผลว่าไม่ยุบโรงเรียนได้หรือไม่ บางโรงเรียนมีเด็กนักเรียนเพียง 30 คน ก็ยังอยู่รอดได้เพราะว่ามีหลายปัจจัย เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียนยังบริหารอยู่ ภายใต้การดูแลที่เข้มแข็งของชุมชน ช่วยกันดูแลเด็กและช่วยเหลือโรงเรียน ในชุมชนนั้นอาจจะมีนักธุรกิจบางคนช่วยกันเพื่อทำให้โรงเรียนสามารถประคับประคองเดินต่อไปได้ หากย้อนไปเมื่อปี 2547-2548 มีกรณีโรงเรียนเคยถูกปิดไปแล้ว แต่ชุมชนรวมตัวกันขอให้เปิดโรงเรียนขึ้นมาใหม่และปัจจุบันก็ยังเปิดอยู่ ปัจจุบันนี้ได้เข้าไปอยู่ในความดูแลของ สพฐ.แล้ว

.

“ยก รร.วัดท่าสะท้อน เป็นตัวอย่างให้เห็น” 

            หทัยรัตน์ กล่าว ยกตัวอย่างโรงเรียนวัดท่าสะท้อน ต.ชะอวด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนชะอวดเพียง 5 กิโลเมตร โรงเรียนชะอวดมีเด็กนักเรียน 1,200 คน โรงเรียนชุมชนวัดท่าสะท้อน มีเด็กนักเรียน 34 คน ปัจจุบันไม่มีผู้อำนวยการโรงเรียนแต่มีรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน และมีครูผู้สอน 2 คนแต่กลับสามารถบริหารจัดการโรงเรียนได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาได้มาตรฐานตามที่สพฐ.กำหนด เพราะความร่วมมือของชุมชน ครูในโรงเรียนจึงทำให้โรงเรียนนี้ไม่ต้องปิดตัว และไม่ต้องควบรวมกับโรงเรียนที่ห่างไกลอีก 5 กิโลเมตร เด็กๆ ยังสามารถเดินไปโรงเรียนหรือขี่จักรยานไปโรงเรียนได้ พ่อแม่ก็ยังสามารถทำงานไปกรีดยางได้ตามวิถีชีวิตในชุมชน “ดิฉันได้พูดคุยกับครูที่รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน ท่านให้ข้อมูลอัพเดทว่า เพิ่งย้ายมาได้ 4 ปี เป็นคนอำเภอชะอวด ยังทำหน้าที่ต่อเพื่อไม่ให้โรงเรียนเล็กปิดและรู้สึกมีความสุข ตามเงื่อนไขสพฐ.ถ้าชุมชนต้องการ ครูสามารถบริหารจัดการได้ก็ไม่ต้องปิด”

.

“โรงเรียนบางแห่งปรับหลักสูตร ไม่ได้จำกัดแค่ในห้องเรียน”

            หทัยรัตน์ บอกว่า ส่วนโรงเรียนบุนนาคพิทยาคม จ.ชัยนาท ใช้วิธีการปรับหลักสูตร สามารถดึงเด็กนักเรียนเข้าระบบได้จำนวน 160 คน จากที่อยู่เครือข่ายต้องควบรวม  และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ให้หลักสูตรสอดคล้องกับวิถีชีวิตของนักเรียน ตามรูปแบบการศึกษาแบบยืดหยุ่น มีทั้งในระบบ  นอกระบบและมีทั้งตามอัธยาศัย ทำให้เด็กที่ต้องทำงานไปด้วย หรือคนที่บวชเรียนสามารถเรียนได้ตามหลักสูตรการเรียนการสอน เปิดมุมมองให้คนในสังคมเห็นว่า การเรียนไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในโรงเรียนหรือในห้องเรียนเท่านั้น แต่โรงเรียนสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนได้ การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องอยู่แต่ในห้องเรียน เพราะปัจจุบันยังมีครูยืนอยู่หน้ากระดานแต่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา

            “บริบทปัจจุบันประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ภาวะเด็กเกิดใหม่ลดลง  เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โรงเรียนควบรวมกันอาจจะง่ายขึ้นหรือเร็วขึ้น เนื่องจากจะทำให้โรงเรียนเพิ่มศักยภาพแข็งแรงขึ้น ในกรณีโรงเรียนที่ควบรวมกัน การควบคุมงบประมาณสนับสนุนก็ยังมีอยู่ทุกปี ทั้งนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อยู่ระหว่างจัดการและดูแลตัวเองได้อธิบายว่า การควบรวมโรงเรียนไม่ได้หายไป ตำแหน่งไม่ได้หายไปครูก็ยังเป็นครูอยู่และงบประมาณก็ยังได้เหมือนเดิม” หทัยรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00น. 

โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5