“ตอนนี้สิ่งที่น่ากังวล คือ พรรคการเมืองรู้แล้วว่าโพลออนไลน์ชี้นำได้ ซึ่งความจริงแล้วเป็นทุกโพล แม้แต่โพลของสำนักวิชาการ แต่โพลแบบนั้นแทรกแซงยาก โพลที่เห็นทุกวันตามหน้าจอหรือโพลเวทีดีเบต ทีนี้เขารู้แล้วว่าวิธีการทำอย่างไร ก็ไปศึกษาก่อนว่าเวทีนี้ใช้รูปแบบไหนในการโหวต เขาก็เตรียมทีมมาเลย”
.
“ปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหารเนชั่นทีวี” วิเคราะห์ “โพลการเมือง เชื่อได้จริงหรือแค่สีสัน” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“โพลสำรวจความเห็นประชาชนมีหลายรูปแบบ-วัดได้กระแสภาพกว้าง-ไม่ลงลึกรายเขต-จำนวนสส.ยังไม่แม่น”
ปกรณ์ บอกว่า ตอนนี้มีหลายรูปแบบทั้งโพลของทางการ คือ โพลของสถาบันการศึกษาหรือสำนักโพลต่างๆ โพลของพรรคการเมือง ซึ่งนักการเมืองจัดทำกันเอง วิธีการอาจจะคล้ายๆ กันแต่เป้าหมายอาจจะคนละกลุ่ม ส่วนโพลที่เห็นตามหน้าสื่อต่างๆ ที่มีการแถลงทุกสัปดาห์จัดเป็นโพลในภาพกว้าง หรือโพลปาร์ตี้ลิสต์ไม่ใช่สส.เขต เป็นผลความนิยมของพรรคและความนิยมของตัวบุคคล ที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในภาพกว้างระดับประเทศ ไม่ใช่การเจาะสำรวจรายเขต อาจจะสำรวจแยกเป็นภูมิภาค สมมุติว่ากลุ่มตัวอย่างเซตมาประมาณ 1,200 ตัวอย่าง โดยกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ตามสัดส่วนของประชากร เป็นผลที่วัดกระแสในภาพกว้าง แต่อาจจะไม่แม่นยำในแง่ของจำนวนสส. ที่ถอดออกมา เพราะเป็นแค่ความนิยมในภาพกว้างไม่ได้ลงลึกไปในรายเขต จึงคิดออกมาเป็นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์มากกว่า
.“ไม่แปลกใจปชน. นำทุกโพล เหตุไม่เคยเป็นฝ่ายบริหารจึงไม่มีแผล”
ปกรณ์ กล่าวว่า ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่พรรคประชาชนมีคะแนนนำเกือบทุกโพล เพราะภาพลักษณ์ดีกว่าพรรคอื่น เนื่องจากยังไม่มีแผลและยังไม่เคยเป็นฝ่ายบริหาร ประชาชนอาจตั้งความหวังว่าอยากจะให้เข้าไปบริหารดูบ้าง ภาพลักษณ์ต่างๆ เรื่องของการปรากฏตัว การตัดสินใจทางการเมืองจึงดูดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบภาพรวมในระดับประเทศ ไม่ได้หมายความว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาตามที่โพลชี้ เพราะไม่ได้สำรวจลงลึกลงไปในระดับเขต ซึ่งการสำรวจในรายเขตจะได้ผลอีกอย่างหนึ่ง ตรงนี้ต้องไปดูโพลที่พรรคการเมืองทำ จะดูได้ชัดเจนว่าแต่ละเขตใครนำ-ใครตาม หรือใครมีสิทธิ์ที่จะพลิก แต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกันฉะนั้นตัวเลขจะไม่เหมือนกัน
“แต่ละพื้นที่มีหลากปัจจัยเป็นตัวแปร นอกเหนือจากความนิยม”
ปกรณ์ บอกว่า โพลของสถาบันการศึกษา ชี้ว่าพรรคประชาชนนำตลอด แต่ไม่ใช่ตัววัดว่าจะชนะเลือกตั้ง เช่น คะแนนจริงของการเลือกตั้งปี 2566 ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาชน (พรรคก้าวไกล ) พบว่ามีคะแนนนำทุกเขต หากไม่ได้นำก็อยู่เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคประชาชาติทุกเขต ซึ่งมีทั้งหมด 13 เขต แต่ผลการเลือกตั้งปี 2566 กลับพบว่า พรรคก้าวไกลไม่มีส.ส.แบบแบ่งเขตในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แม้แต่คนเดียว แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ชนะทุกเขต แสดงว่าเมื่อเจาะลึกลงไปในแต่ละพื้นที่เขต มีปัจจัยอื่นนอกเหนือจากความนิยมในภาพกว้างและบัตรมีสองใบด้วย
“คะแนนทะลุ 1 ในปัจจัยที่ทำให้ได้คะแนน-คะแนนพรรค,คะแนนผู้สมัครบวกกันก็ยังคาดเดาผลเลือกตั้งไม่ได้”
ปกรณ์ บอกว่า การทำโพลสำรวจประมาณการได้เพียงระดับหนึ่ง ว่าพรรคการเมืองไหนกระแสดีกว่า แต่เวลาไปดูคะแนนเลือกตั้งและกลยุทธ์ของพรรคการเมือง คือ พอไปดูเขาทำโพลถ้ากระแสดีมากๆ จะทำให้ ผู้สมัครของพรรคการเมืองนั้นๆ ได้คะแนน 15,000-20,000 คะแนน และหากไปบวกกับคะแนนตัวเองประมาณ 10,000 จะได้ 25,000-30,000 คะแนน ถ้าเผื่อแบบนี้เขาอาจจะชนะในเขตนั้น โดยใช้กระแสเป็นหลัก เพราะตัวเขาอาจจะมีคนรู้จักไม่มากนักอาจจะประมาณ 8000-10,000 คนก็จะชนะแล้ว ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้จะเห็นเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่ที่พรรคประชาชน คือ พรรคก้าวไกลในปี 2566 ได้คะแนนเยอะเลย โดยที่บางเขตเรายังรู้จักเลยว่าใครลงสมัครในนามพรรคก้าวไกล หรือใครเป็นสส. ของพรรคก้าวไกลในเขตนั้น เพราะว่าประชาชนเลือกเพราะกระแสเกินกว่าคะแนนที่จะต้องได้ในเขตนั้น ภาษาเลือกตั้งเรียกว่า “คะแนนทะลุ” เช่น หนึ่งเขตจะได้คะแนนชัวร์ๆ คือ 30,000 คะแนนก็จะได้เป็นสส.เขต
ทั้งนี้ ปกรณ์ บอกว่า “หากเป็นพรรคการเมืองที่ระดับรองลงมา หรือพรรคที่ไม่มีกระแสมากขนาดนั้น เช่น ตอนนี้ถ้าเปรียบเทียบในพื้นที่ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เริ่มดีขึ้นแต่อาจจะไม่ถึงกับทะลุ ถ้าเผื่อตัวผู้สมัครเขตนั้นเป็นโนเนมหน้าใหม่ ก็อาจจะได้จากกระแสพรรค เพราะตัวผู้สมัครไม่มีใครรู้จักหรือรู้จักน้อย ทั้งนี้ตัวผู้สมัครอาจจะมีคะแนนส่วนตัวเพียง 5,000 แต่คะแนนของพรรค 15,000 คะแนนบวกกัน 20,000 คะแนนยังไม่ชนะ เป็นต้น แต่ถ้ากระแสเขาดีมากๆก็อาจจะทะลุ อย่างในหลายพื้นที่ฉะนั้นยังคาดเดาผลการเลือกตั้งไม่ได้”
“ยกภูมิใจไทยโมเดล เลือกตั้งปี 66 ชี้ช่องมุมต่อสู้-อีสานโพล ล่าสุดภูมิใจไทยมาแรง คะแนนพุ่ง”
ปกรณ์ บอกว่า สำหรับการเลือกตั้งปี 2566 ผลการสำรวจพรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนิยม 1 กว่า %หรือ2% เท่านั้น แต่เวลาแปลออกมาเป็นจำนวนสส. เห็นได้ชัดเจนว่าปาร์ตี้ลิสต์ได้แค่ 3 คนหรือได้เพียง 1 ล้านคะแนน สะท้อนว่า โพลสำรวจแม่นในส่วนของปาร์ตี้ลิสต์จริง แต่ไม่ได้ทำให้ผลการเลือกตั้งรวมออกมาตรง เมื่อไปดูในระบบเขตพรรคภูมิใจไทยกลับได้ถึง 68 เขต ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ทั้งที่คะแนนนิยมแค่ 1-2% ในภาพรวมแม้ว่าไม่มีกระแส แต่หากเครือข่ายการเมืองดี การเมืองท้องถิ่นแข็ง อาทิ เครือข่ายชุมชน เครือข่ายชาวบ้าน เครือข่ายหัวคะแนนหรือใช้ทรัพยากรการเมืองอื่นๆ และตอนนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลด้วย แน่นอนว่ามีกลไกข้าราชการที่เป็นประโยชน์กับเขา อาจทำให้คะแนนทะลุ 28,000 หรือ 30,000 คะแนน เป็นสส.ได้โดยที่กระแสอาจจะไม่มีเลย โดยที่พรรคการเมืองอื่นๆซึ่งมีกระแสไปสู้กันแล้วตัดคะแนนกันเอง จะเป็นอีกมุมหนึ่งซึ่งการต่อสู้แบบนี้เขาสามารถสู้ได้
“ตอนนี้ความน่ากลัวของพรรคการเมืองอื่นๆ คือ ภูมิใจไทยมีกระแสด้วยเลยประเมินว่าภูมิใจไทยอาจจะมาที่หนึ่ง เพราะถ้าดูอีสานโพล ล่าสุดที่ออกมาและหากย้อนดูอีสานโพลปี 2566 พรรคภูมิใจไทยได้แค่หลักหน่วยแต่ตอนนี้คะแนนโผล่ขึ้นมา 20 กว่าคะแนนเกือบ 30 คะแนน ก็อาจจะแปลมาเป็นคะแนนได้มากขึ้น ซึ่งพรรคเพื่อไทยน่าตกใจเพราะเคยได้คะแนนมากกว่านี้เยอะแต่สัดส่วนลดลง”ปกรณ์ กล่าว
“ผลโพลออนไลน์ชี้วัดยาก เหตุ มีกลุ่มจัดตั้ง-ไม่ใช่หนึ่งอุปกรณ์หนึ่งโหวต”
สำหรับโพลออนไลน์นั้น ปกรณ์ บอกว่า ดูกันเพื่อความสนุก เพราะส่วนตัวไม่ค่อยรู้เรื่องทางเทคนิค แต่พยายามศึกษาจากทีมของเนชั่นที่ทำโพล ซึ่งอาจจะบอกอะไรได้ยากเพราะปัญหา คือ หากเป็นบางระบบประชาชนสามารถที่จะเข้าไปโหวตได้หลายครั้ง ไม่ใช่หนึ่งอุปกรณ์หนึ่งโหวต
“ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัว คือ พรรคการเมืองรู้แล้วว่าโพลออนไลน์ชี้นำได้ ความจริงแล้วเป็นทุกโพล แม้แต่โพลของสำนักวิชาการแต่โพลแบบนั้นแทรกแซงยาก แต่โพลที่เห็นทุกวันตามหน้าจอหรือโพลเวทีดีเบต ทีนี้เขารู้แล้วว่าวิธีการทำอย่างไร ก็ไปศึกษาก่อนว่าเวทีนี้ใช้รูปแบบไหนในการโหวต เขาก็เตรียมทีมมาเลย เช่น บางพรรคการเมืองที่ผมเห็นวอร์รูมของเขามีคนเป็น 100 และเครือข่ายเป็น 1,000 เขาก็พร้อมที่จะเข้าไปกดสนับสนุนกดเชียร์คนนั้นคนนี้ ทำให้คะแนนออกมาค่อนข้างเบี่ยงเบนและอาจจะไม่ได้สะท้อนความนิยมจริงๆ แม้กระทั่งในเวทีดีเบตก็มีกลุ่มจัดตั้งเข้าไปดำเนินการ ฝ่ายของผู้จัดพยายามที่จะล็อคว่าต้องหนึ่งคนหนึ่งอุปกรณ์เท่านั้น
แต่หากพรรคการเมืองลงทุน เช่น 1 คนมี 10 อุปกรณ์ก็ได้หรือไม่ และผลเชื่อได้หรือไม่ เช่น มีโพล ออกมาว่าพรรคประชาชนแลนด์สไลด์ไปแล้ว ได้ 57% ผมก็ไปดูวิธีการและสอบถามจากผู้รู้ที่อยู่ในวงการโพลบอกว่า แม้ว่าจะมีการเขียนโน้ตไว้เลยว่า 1 คนโหวตได้ 1 ครั้งต้องลงทะเบียนก่อน แต่ลงทะเบียนเข้าไปแล้วเขาจะเปิดช่วงรับลงทะเบียน สำหรับการโหวตในครั้งนี้ก็จะมีกลุ่มที่แอดเข้าไปเพื่อลงทะเบียน พอฟังการดีเบสเขาก็ให้กลุ่มที่ลงทะเบียนนี้มาโหวตอีกที ดังนั้นก็สามารถที่จะจัดตั้งคนเข้าไปลงทะเบียนได้ ผลก็อาจจะเปลี่ยนได้อีกเหมือนกัน”
“กกต.เล็งเห็นผลล่วงหน้า ห้ามเผยแพร่โพล 7 วันก่อนลต.-หวั่น ชี้นำ แพร่ข้อมูลบริจาคให้พรรคการ”
ปกรณ์ บอกว่า กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำข้อมูลการบริจาคให้กับพรรคการเมืองออกมาเผยแพร่ มีผลกับการเลือกตั้งเช่นกัน เพราะดูเหมือนว่าประชาชนจำนวนมาก เทใจสนับสนุนพรรคการเมืองอาจทำให้เห็นว่าคนที่มีให้ใจกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ถึงขั้นยอมจ่ายเงินบริจาคไปอยู่ที่พรรคไหนเป็นพิเศษ อาจจะชี้นำได้เหมือนกัน
ขณะที่กกต. ระบุ ห้ามเผยแพร่โพล 7 วันก่อนวันเลือกตั้งนั้น ปกรณ์ บอกว่า “เพราะทำให้มีผลต่อการชี้นำสังคมมาก เท่าที่ผมคุยกับกกต. และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แม้จะไม่ได้ชี้นำให้เราไปเลือกแต่บางอาจชี้นำให้เปลี่ยนใจได้ สมมติตอนนี้เกิดกระแสว่าถ้าเลือกพรรคประชาชน ถึงชนะก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลเพราะอาจจะถูกพรรคการเมืองอื่นสกัด และเมืองไทยถ้าคนชนะก็อาจไม่ได้เป็นรัฐบาล อาจจะเป็นพรรคอันดับ2-3-4 มาจับมือกันแทน เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งปี 2566 แบบนี้ก็อาจจะทำให้บางคนที่ไม่ใช่แฟนคลับแท้จริง อาจจะไม่เลือกเพราะเลือกไปก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล”
“บางคนเทคะแนนให้อีกพรรค หวังสกัดพรรคไม่ชอบ”
“เทียบบางโพลที่ออกมา ยกตัวอย่าง 3 วันก่อนการเลือกตั้ง คะแนนคู่แข่งเช่นสีแดง-สีน้ำเงิน-สีส้ม หากมีสีใดสีหนึ่งคะแนนต่ำมากเหลือแค่หลัก 10 เช่น 15 ส่วนที่คะแนนสูสีกันเป็น พรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยตรงนี้สมมตินะครับ เบียดกันระหว่าง 30 คะแนนกับ 28 คะแนน คนที่อยากจะเลือกสีแดงก็อาจจะเปลี่ยนไปเลือกพรรคการเมืองอื่น สมมุติว่า 10% นั้นชอบพรรคเพื่อไทยแต่ไม่ชอบพรรคภูมิใจไทย ก็อาจจะไม่เลือกพรรคเพื่อไทยก็ได้ เพราะสู้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้อยู่แล้ว เขาก็อาจจะไปเลือกพรรคประชาชนแทน เพื่อที่จะสกัดพรรคภูมิใจไทยก็จะเกิดกระบวนการอย่างนี้ขึ้น ซึ่งไม่ค่อยเป็นธรรมกับพรรคการเมืองที่เหลือ ที่เป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก ฉะนั้นเขา จึงพยายาม ไม่อยากให้ออกโพลมาชี้นำแบบนี้ แล้วถ้าสมมุติออกผลมาพรรคการเมืองขนาดเล็กจะไม่มีโอกาสเลย” ปกรณ์ กล่าว
“พรรคใหญ่รณรงค์เลือก 2 ใบ หวั่น ตัดเชือกที่ผลบวกคะแนน”
ส่วนการเลือกในเชิงยุทธศาสตร์นั้น ปกรณ์ บอกว่า ตอนนี้ภูมิใจไทยเริ่มรณรงค์ว่าต้องเลือกพรรคเขาทั้ง 2 ใบ อย่าเลือกเขาแค่ใบเดียวในระบบเขตที่ชอบ ให้เลือกปาร์ตี้ลิสต์ควบไปด้วยเลย โดยมีความหวังที่จะได้คะแนนทั้ง 2 บัตร เพราะหากเป็นคะแนนบัตรเดียว อาจจะสุ่มเสี่ยงในการเลือกยุทธศาสตร์ เช่น เขตนี้อาจจะเกรงใจคนที่เคยช่วยเหลือ มีบารมีบ้านใหญ่เคยดูแล พาลูกเข้าโรงเรียน มาช่วยป้องกันน้ำท่วม มาซ่อมแซมบ้านให้ แต่เบอร์พรรคอาจจะเลือกอีกพรรคการเมืองหนึ่ง พอไปสู้กันในระบบที่คะแนนรวมของสส. ซึ่งรวมกัน2 ระบบ บางทีพรรคการเมืองที่ชนะเขตอาจจะแพ้ปาร์ตี้ลิสต์ เช่น การเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลได้ปาร์ตี้ลิสต์ถึง 39 คน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ปาร์ตี้ลิสต์ 29 คน แต่จำนวนสส.เขตเท่ากัน คือ 112 คน พอมาบวกกันพรรคก้าวไกลชนะ พรรคเพื่อไทยถึง 10 ที่นั่ง ผลคะแนนชี้ขาดกันแบบนี้ พรรคจึงกำชับหากเลือกขอให้เลือกทั้ง 2 ใบ
“ย้ำ! ประชาชนต้องรู้ทันโพล”
ปกรณ์ บอกว่า สิ่งสำคัญที่ประชาชนต้องรู้ทันโพล คือ อย่าอ่านแต่ผลต้องดูการสำรวจด้วยว่าใช้วิธีอะไร ต้องลงไปดูรายละเอียด ซึ่งมีการชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดในตัวเอกสารโพลฉบับเต็ม แต่หากอ่านผ่านสื่อๆ อาจจะตัดเฉพาะตัวผลออกมารายงาน เพราะตัวระเบียบวิธีวิจัยในการเก็บข้อมูลสำรวจ ค่อนข้างยาวและเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่ถ้าสนใจโพลไหนขอให้กลับไปดูรายละเอียดว่าเป็นการสำรวจด้วยวิธีอะไร บางสำนักโพลสำรวจโทรศัพท์กระจายในภูมิภาคต่างๆ แต่ว่าเป็นเบอร์ที่มีในถังข้อมูลอยู่แล้ว กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเดิมเพียงแต่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา ไม่ได้สุ่มสำรวจกลุ่มคนใหม่ๆ ทุกครั้งที่มีการสำรวจเป็นกลุ่มเดิม จึงเกิดคำถามว่าการสำรวจมีความแม่นจริงหรือไม่ ไม่ได้กระจายตัวจริงๆ ในช่วงระยะเวลาหรือสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป
“สังเกตสำรวจแบบเคาะประตูบ้าน แทบไม่เห็น”
ปกรณ์ บอกว่า ปัจจุบันการลงพื้นที่ทำโพลสำรวจแบบเคาะประตูบ้านมีให้เห็นค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง การส่งเจ้าหน้าที่กระจายในพื้นที่ของผลโพลที่ออกมา อาจจะกระจายกลุ่มตัวอย่างทุกภาคก็จริง แต่ให้น้ำหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครมากที่สุด ทั้งที่กทม.มีแค่ 33 เขตเลือกตั้ง แต่พื้นที่อีสานมีถึง 133 เขต จำนวนกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่อีสานที่สำรวจน้อยว่าในกทม. แม้ว่าความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่กทม. อาจเยอะกว่า ยิ่งเป็นโพลออนไลน์ต้องไปดูว่ามีรูปแบบการลงทะเบียนเข้าไปอย่างไร จำกัดหรือไม่ว่า 1 หมายเลข 1 อุปกรณ์ต่อการโหวต 1 ครั้งหรือไม่ได้จำกัดเลย หรือถ้าจะจำกัดวิธีการที่จะสกรีน ไม่ให้มีการจัดกองทัพไซเบอร์เข้าไปกดลงคะแนนทำได้หรือไม่จะทำให้รู้เท่าทันโพล
“ที่สำคัญคืออย่าเชื่อโพล 100% เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน เชื่อว่า 7 วันสุดท้ายหรือ 3 วันสุดท้ายจะมีแคมเปญมัดจำ จากพรรคการเมืองออกมาอีกเยอะ อย่างตอนนี้พรรคเพื่อไทยออกมาเรื่องกล่องสุ่มแจก 9 ล้านบาททุกวัน ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนใจคนได้ขนาดไหน แล้วจะมีแจกมากกว่านี้หรือไม่ จะมีพรรคไหนเกทับหรือไม่ก็ต้องดู ฉะนั้นการสำรวจแต่ละสัปดาห์ ไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายว่าพรรคไหนจะชนะเลือกตั้ง” ปกรณ์ บอกทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
