“ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่พอเลือกตั้งเสร็จ จะเป็นอำนาจของ สส.โดยตรง ไม่มี สว.มาข้องเกี่ยวในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น เชื่อว่า กระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาล จะรวดเร็วขึ้นกว่าครั้งก่อน”
“คัชฑาพงศ์ ลีลาพงศ์ฤทธิ์ ผู้สื่อข่าว NationTV” กล่าวถึงขั้นตอน “หลังเลือกตั้ง'69 ก้าวต่อไปสู่ทำเนียบรัฐบาล” ผ่าน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พร้อมกับการลงคะแนนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหลังจากการนับคะแนนเสร็จสิ้น พรรคการเมือง หรือ ผู้สมัครที่อกหักจากการเลือกตั้ง ก็จะรับบทเป็นนักร้อง คือ ไปยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ตรวจสอบพื้นที่ตรงนั้น พื้นที่ตรงนี้มีการทุจริตอย่างไร รวมไปถึงข้อร้องเรียนการเลือกตั้งต่าง ๆ ซึ่งระหว่างนี้ กกต.จะมีเวลาตรวจสอบความเรียบร้อยการเลือกตั้ง ตามกฎหมายไม่เกิน 60 วัน ซึ่งหาก กกต.เห็นว่า การเลือกตั้งเชื่อได้ว่า เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรมแล้ว จึงจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง หลังจากนั้น จะเริ่มขั้นตอนกระบวนการทางการเมืองและรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสภา และเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
“ยกการเลือกตั้ง 2566 กกต.ใช้เวลาตรวจสอบรับรองผลราว 30 วัน”
''คัชฑาพงศ์'' อ้างอิงสถิติการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ว่า ในครั้งนั้น กกต.ใช้เวลาตรวจสอบเบื้องต้นประมาณ 1 เดือนก่อนจะรับรองผลการเลือกตั้ง หลังจากนั้น จะเปิดให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง ไปรับใบรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. เพื่อนำไปยื่นรายงานตัวเป็น สส.กับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เช่น ทำบัตรประจำตัว สส., รับเอกสารระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ เป็นต้น หลังจากนั้น ก็จะรอรัฐพิธี เปิดสมัยประชุมสภาตามหมายกำหนดการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเปิดประชุมสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้ง พอเสร็จขั้นตอนตรงนี้ หลังจากนั้น 5-7 วัน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะนัดสมาชิก และให้ สส.ผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดของ สส.ทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวก่อน เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก 2 ตำแหน่ง หลังจากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ทั้ง 2 คน ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตามขั้นตอน
“คาดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เร็วกว่าปี 66 เหตุไร้ตัวแปรจาก สว.”
คัชฑาพงศ์ บอกว่า เมื่อมีประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่แล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็จะนัด สส.ลงมติโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งขั้นตอนตรงนี้จะแตกต่างจากปี 2566 ตอนนั้น หลังจากการเลือกตั้งแล้ว ยังมีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ใช้อำนาจตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปี 2560 มาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีด้วย
“ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรก ที่พอเลือกตั้งเสร็จ จะเป็นอำนาจของ สส.โดยตรง ไม่มีสว.มาข้องเกี่ยวในการลงมติ ฉะนั้น เชื่อว่า กระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาล จะรวดเร็วขึ้นกว่าครั้งก่อน โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจาก สว.เพราะหากรอ สว.เห็นชอบก็จะต้องโหวตใหม่ โหวตแล้วโหวตอีกเหมือนสมัยที่ลงมติโหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล แต่ครั้งนี้กระบวนการน่าจะสั้นลง เพราะครั้งนี้ หากพรรคการเมืองไหนรวบรวมเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ก็น่าจะเสนอชื่อผู้ที่สมควรได้รับการ โหวตจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนำชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรโหวตไปเลย ครั้งเดียวจบ” คัชฑาพงศ์ กล่าว
“ขอดูขันหมากรัฐบาลเชิญพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล”
คัชฑาพงศ์ บอกว่า สมมติหากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก ให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ก็จะนำชื่อตามมติที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตามขั้นตอน เมื่อได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการฟอร์มรัฐบาล และทูลเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีก็จะเกิดขึ้น พรรคการเมืองไหนสนใจที่จะเข้าไปบริหารกระทรวงไหน พรรคการเมืองไหนมีนโยบายอะไรที่อยากจะผลักดันก็จะมีการเจรจากัน ซึ่งความจริงแล้ว ก่อนที่จะมีการฟอร์มรัฐบาล ก็น่าจะเห็นหน้าตาของพรรคร่วมรัฐบาลแล้วว่า จะมีพรรคการเมืองไหนบ้างจากการลงมติโหวตชื่อนายกรัฐมนตรี รวมถึงอาจจะมีการแห่ขันหมากไปเชิญพรรคนู้นพรรคนี้มาร่วมรัฐบาล มีการเจรจาต่อรองว่า นโยบายเป็นอย่างไร สามารถคุมกระทรวงไหนได้บ้างตามเจตนารมย์ของแต่ละพรรค
“เตือนประชาชนอย่าลืมแจ้งไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งภายใน 7 วัน”
คัชฑาพงศ์ ยังเตือนประชาชนคนไหนที่ไม่สามารถออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งคราวนี้ หรือไม่สามารถใช้สิทธิลงคะแนนประชามติได้ อย่าลืมแจ้งสาเหตุการไม่สามารถออกไปใช้สิทธิกับ กกต.ภายใน 7 วัน เพื่อรักษาสิทธิของเราไว้ในอนาคต เพราะไม่แน่ใจว่า ทิศทางรัฐธรรมนูญหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร หรือจะมีการกำหนดอย่างไร เช่น อาจจะตัดสิทธิผู้ที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งดำรงตำแหน่งการเมืองใด ๆ หรือไม่สามารถเข้าชื่อกระบวนการถอดถอน หรือกระบวนการเสนอกฎหมายได้ เป็นต้น
ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
