“ถ้า กกต.ไม่มีความเป็นกลาง ไม่สามารถให้ทำตัวเองให้ไว้วางใจ หรือเป็นความเชื่อมั่นของบุคคลอื่น ก็จะทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ เพราะความเชื่อมั่นก็จะถูกลดทอนลงไป ฉะนั้น การจัดการเลือกตั้งครั้งใด ถ้า กกต.ไม่มีความเชื่อมั่นเสียเลย หรือถูกมองอยู่แล้วว่า เลือกข้าง ก็ต้องแสดงความเป็นกลาง และความยุติธรรมให้เห็นก่อน”
“อุษา มีชารี ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวการเมือง นสพ.เดลินิวส์” มองบทบาท “3 ทศวรรษ "เสือ กกต." พาเลือกตั้งไทยไปถึงไหน?” ผ่าน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า ในอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกิดขึ้นมาใหม่ เมื่อปี 2543 จากรัฐธรรมนูญปี 2540กกต.มี 5 คน รับหน้าที่คนละด้าน รวม 5 ด้าน เช่น เรื่องการบริหารกลางในส่วนของบุคคล การจัดการบริหารการเลือกตั้งต่าง ๆ มีการแบ่งงานกันชัดเจน และการมีส่วนร่วม ถ้ามีปัญหาตรงไหน กกต.คนนั้นก็จะแอ็คชั่นตรง และลงพื้นที่ไปดูปัญหาว่า เบื้องลึกเบื้องหลังมีอะไรหรือไม่ และพยายามปิดช่องโหว่ให้มากที่สุด
“การทำงานของ กกต.แต่ละยุค มีปัญหาต่างกัน เพราะเรื่องการเมืองและอำนาจเข้ามาเกี่ยว ต้องมีการแข่งขัน ชิงไหวชิงพริบกัน มีเหลี่ยมตรงไหน มีช่องตรงไหน เขาก็ร้องตามปกติ ใครมีโอกาสตรงไหนมันยอมกันไม่ได้เรื่องของอำนาจ ต้องแก่งแย่งแข่งขันกัน ตั้งแต่ยุคแรก ๆ ที่เคยเห็น อดีต กกต.ยุคนายยุวรัตน์ กมลเวช ทำงานกันมาแต่ละชุดแต่ละคน ออกมามีปัญหาอะไรก็ชี้แจง” อุษา กล่าว
“เลือกตั้ง สว.ปี 43 ประเดิมงานแรก กกต.ตาม รธน.40”
อุษา บอกว่า ภารกิจแรกที่ กกต.จัดทัพ คือ การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2543 ซึ่งการเลือก สว.ไม่ค่อยมีปัญหามาก และสามารถจัดการได้ แต่การเลือกตั้ง สส.มีปัญหาทุกยุคทุกสมัยในเรื่องของบัตรเลือกตั้งซึ่ง กกต.ชุดนายยุวรัตน์ เป็นต้นแบบการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ที่มีลายน้ำ หรือมีรหัสต่าง ๆ สามารถคัดแยกได้ว่า พิมพ์จากโรงพิมพ์ไหน ช่วงแรกใช้โรงพิมพ์ของกองสลาก และกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งใช้ในหน่วยงานรัฐก่อน เพราะกลัวไปเอื้อต่อรัฐบาลหรือคนที่มีอำนาจที่เป็นเอกชน
“ยก ‘กกต.ยุคยุวรัตน์’ พิสูจน์ความเชื่อมั่นเลือกตั้ง-วางตัวเป็นกลาง”
อุษา บอกว่า นายยุวรัตน์ เป็นคนที่ทันการเมืองมาก ๆ แม้จะมีเพื่อนมาก แต่นายยุวรัตน์ บอกเพื่อนว่า ซื้อความถูกต้องไม่ได้ ถ้าจะโทรมาปรึกษาเรื่องข้อกฎหมายสามารถให้คำแนะนำได้ แต่ว่าจะใช้ช่องทางไหนอย่างไรไม่สามารถช่วยได้ เพราะถ้า กกต.ไม่มีความเป็นกลาง ไม่สามารถให้ตัวเองทำตัวไว้วางใจ หรือเป็นความเชื่อมั่นของบุคคลอื่น ก็จะทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ เพราะความเชื่อมั่นก็จะถูกลดทอนลงไป ฉะนั้น การจัดการเลือกตั้งครั้งใด ถ้า กกต.ไม่มีความเชื่อมั่นเสียเลย หรือถูกมองอยู่แล้วว่า เลือกข้าง ก็ต้องแสดงความเป็นกลาง และความยุติธรรมให้เห็นก่อนว่า คุณจะเชื่อมั่นเราได้อย่างไร กกต.ยุคแรกทำงานเข้มข้นมาก ใครขออะไรก็ขอไม่ได้
นอกจากนี้ ใน กกต.ยุคนายยุวรัตน์ ลงพื้นที่ไหนดึกดื่นเที่ยงคืนอย่างไร ผู้สื่อข่าวก็ต้องตามติดไปด้วย แม้ว่า จะมีฝนตกก็ยังต้องไปถึงหน่วยเลือกตั้งที่มีปัญหา หรือไปให้ได้ หรือมองแล้วว่า จุดไหนจะเกิดปัญหา ก็ต้องมีการสแตนด์บาย พอพบว่า มีปัญหา นายยุวรัตน์ก็จะวิ่งลงพื้นที่ทันที เพื่อไปแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะตอนนั้นจะต้องฟาดฟันกับการเมืองที่เข้มข้นพอสมควรในช่วงนั้นกกต. จึงได้ฉายานามว่า “5 เสือ กกต.”
“กกต.ยุค 3 หนา 5 ห่วง: ถูกตราหน้าเอื้อฝ่ายการเมือง”
อุษา บอกว่า กกต.ยุคต่อมา เป็นการคัดเลือกจากสภา ซึ่งการคัดเลือกทำนองนี้ อาจจะเป็นคนของคนนั้น คนของคนนี้ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่ได้เข้ามา 2 คน คือ นายปริญญา นาคฉัตรตรี และนายวีระชัย แนวบุญเนียร ซึ่งทั้ง 2 เป็นลูกหม้อของกระทรวงมหาดไทย และ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ก็เป็นตำรวจจากเลขาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ เลขาธิการ ป.ป.ง.ซึ่งมีความคุ้นเคยกับสายการเมือง ทั้ง 3 คน เคยทำงานภาคราชการ ที่คุ้นเคยกับฝ่ายการเมืองมาก่อน ทุกคนก็ถูกจับตามองว่า จะเอื้อประโยชน์ให้การเมืองหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ กกต.ปฏิเสธไม่ได้ ฉะนั้น การกระทำต่าง ๆ บ่งบอกถึงพฤติกรรมที่หลายคนมองว่า เป็นการเอื้อพรรคการเมืองหลายอย่างในขณะนั้น
อุษา ยังได้ยกตัวอย่างกรณีการเอื้อพรรคการเมือง เช่น กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ประกาศยุบสภาฯ และประกาศเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ บอยคอตการเลือกตั้ง และมีพรรคการเมืองขนาดเล็กเกิดขึ้นมาจำนวนมาก เพื่อส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ถ้าหากพื้นที่ไหนไม่มีใครส่งลงสมัคร พรรคใหญ่ในขณะนั้น ก็จ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กมาสมัครเป็นคู่เทียบ ตามเงื่อนไขของกฎหมายที่เขียนระบุไว้ จึงต้องหาพรรคการเมืองขนาดเล็กมาช่วยเหลือ ซึ่งการพิจารณามาเรื่อย ๆ ก็เห็นแล้วว่า เป็นการกระทำไม่สุจริต มีร่องรอยการจ้างพรรคเล็กลงสมัคร เป็นการฮั้วกันในการเลือกตั้ง ซึ่งอนุกรรมการของ กกต.ตรวจสอบมาจนสุดทางแล้ว และเสนอไปยัง กกต.ว่า มีความผิดถึงขั้นยุบพรรค ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่ กกต.ขณะนั้น ได้ดึงเรื่องไว้หลายเดือนจนจะมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว จนเกิดกระแสการกดดันให้ พล.ต.อ.วาสนา ลาออก แต่ พล.ต.อ.วาสนา บอกว่า ในเมื่อนายวีระชัย และนายปริญญายังไม่ลาออก แล้วตนจะออกได้อย่างไร
ส่วนเรื่องที่ตลกร้าย คือ กรณีหันคูหาเลือกตั้งเข้า-แต่คนลงคะแนนหันหลังออก ทำให้สื่อมวลชน สามารถซูมบัตรเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ พล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา อดีต กกต.คิดว่า ทำได้ หันคูหาเข้าข้างใน โดยที่คนลงคะแนนหันหลังให้นอกคูหา เป็นเรื่องดีกว่า และสะดวกกว่าสำหรับประชาชน แต่ขณะเดียวกันลืมนึกไปว่า คนไทยก็อยากรู้ สามารถซูมภาพได้แล้วนำออกมาเผยแพร่ ทำให้การหันคูหาลงคะแนนเลือกตั้งเข้า กลายเป็นบ่อเกิดการเลือกตั้งโมฆะ
“เปิดที่มาสมญานาม กกต.ยุค 3 หนา 5 ห่วง”
อุษา เล่าว่า ยุคนั้นผู้สื่อข่าวประจำ กกต.อยู่เฝ้า กกต. 2-3 ทุ่ม เพื่อติดตามประเด็นดังกล่าว พอ กกต.พิจารณาออกมา สื่อก็สอบถามว่าทำไมไม่ลาออก เพราะถ้าลาออกทุกอย่างก็จบหรือไม่ ซึ่งพล.ต.อ.วาสนา ก็ฟันธงไปว่า แน่นแฟ้นกันอยู่ 3 คน ทั้งที่คนอื่น หนีไปหมดแล้วเหลือ กกต. 3 คนนี้ จนในที่สุด กกต. 3 ก็บอกว่า เราทำงานมาทั้งชีวิต รับราชการมา ทำอะไรมาก็เยอะแยะ ถึงแม้ว่าโดนศาลตัดสินว่ามีความผิด แต่ก็เชื่อว่า จะได้ลดโทษ ซึ่งผู้สื่อข่าวยังถามย้ำว่า จะได้หรือแต่ กกต.ก็มั่นใจ ซึ่งผู้สื่อข่าวยังถามย้ำไปว่าแต่ ณ เวลานี้การเมืองจะเอาท่านเข้าคุก ซึ่ง พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนหน้าที่ศาล จะมีคำพิพากษาในคดีจัดการเลือกตั้งไม่สุจริต ตอนนี้ก็เหลือ 3 คน ถ้า 3 คนยังไม่ลาออกอีก ก็ถือว่าผิด ฝ่ายการเมืองก็นำเข้าคุกจนได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาให้โอกาสคุณในการพิจารณาเดินไปตรงกลาง แต่ท่านยังยึดมั่นในสิ่งที่ท่านทำอยู่และคิดว่าทำถูก พอจากนั้นมา ก็มีเรื่องของการรัฐประหารตามมา
“ปลุก กกต.ต้องชัดเจนปม QR Code อย่างุบงิบ”
อุษา บอกว่า ขณะนี้มีการตีฟูกันเรื่อง QR Code และบาร์โค้ดต่าง ๆ ในบัตรเลือกตั้ง เพราะถ้ารู้ถึงต้นขั้ว รู้ถึงชื่อ รู้ถึงต้นตระกูลถามว่าใช่หรือ ตรงนี้สังคมต้องตั้งสติกันนิดนึงว่า การตีฟู หรือ มโน เราต้องดูความเป็นจริง เราก็เลยคิดว่า ตรงนี้ถ้าเรื่องของหีบบัตร แล้วเรื่องของบัตรต่าง ๆ ที่หยอดลงไปในหีบ ถ้ามีใครถ่ายภาพต้นขั้ว แล้วก็ไปลงคะแนน แล้วก็ถ่ายภาพอีกที ก็จะรู้กันหมดเลยว่า คนนั้นเลือกจากหน่วยไหน ที่ไหน โรงพิมพ์ไหนเป็นคนพิมพ์บัตร สมมติถ้ามีคนทำแบบนี้จริง ๆ ก็ทำให้หน่วยนั้น มีโอกาสที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ และถ้าคนรับบัตรไป ไม่ได้ถ่ายบัตร หรือต้นขั้วแล้วไปลงคะแนน ก็อาจจะไปถ่ายภาพข้างในคูหาซึ่งทำไม่ได้ นอกเสียจากว่า คุณจะนำบัตรที่คุณ ถ่ายจากโทรศัพท์ไปดีแคร์ตรงนี้ ต้องตรวจสอบ และพิสูจน์ว่า กกต. ทำงานอย่างรัดกุมจริงหรือไม่ เพราะขณะนี้ พรรคประชาชน ไปร้องเรียนแล้ว เนื่องจากไม่มั่นใจ ซึ่งตนก็คิดว่าร้องเลย เพื่อเป็นการพิสูจน์ เหมือนเรื่องของโมฆะที่หน่วยเลือกตั้งหรือไม่ และตรงนี้จะเป็นบ่อเกิดของการโมฆะหรือไม่
อุษา บอกว่า ยังมั่นใจว่า การทำงานของ กกต.ถ้าไม่มีใครเอาไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่ทุจริต เรามองว่า ไม่สามารถที่จะไปรื้อได้ เพราะหลายครั้งที่ กกต.เก็บหีบบัตรเลือกตั้ง ค่อนข้างที่จะมีคณะกรรมการในการเซ็นรับรับรอง ตั้งแต่การปิดหีบหน้าหน่วยว่า มีคะแนนเท่าใด ทุกคนก็จะมาดู แต่ถ้าเกิดว่า มี “บัตรเขย่ง” เจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ก็จะยังไม่ปิดหน่วยนั้น และก็จะนับคะแนนอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ หากเจ้าหน้าที่ หาเหตุไม่ได้ ก็จะต้องมีหมายเหตุเอาไว้ตรงหน้าหน่วยเลือกตั้ง ว่า “ปัญหาบัตรเขย่ง” เกิดจากอะไรจำนวนบัตร กับคะแนนถึงไม่ตรงกันกี่ใบ และเกิดจากอะไรตรงนี้ เขาจะมีการรวบรวมไว้ทุกจุด สามารถตรวจสอบได้
“เรื่องบาร์โค้ดเลือกตั้ง กกต.ต้องชัดเจนและเปิดเผย อย่ามาทำงุบงิบ เพราะว่า คนมองอยู่แล้วว่าทำเพื่อใครหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และกรรมการ กกต.ถูกข้อครหาว่า ไม่มีความเป็นกลาง อาจจะเป็นคนของพรรคการเมืองหรือไม่ แต่การกระทำของ กกต.ต้องมีการพิสูจน์ให้ได้ด้วยว่า ทำเพื่อความเป็นกลาง และประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน อย่างแท้จริง ซึ่งใครมองว่า กรณีนี้ร้ายแรง ก็ให้นำเรื่องขึ้นสู่ศาล เพื่อตัดสินเลย ดังนั้น กกต.ควรที่จะออกมาชี้แจงให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้เหตุการณ์ไหลไปตามน้ำ หรือปล่อยให้มีข่าวลือต่าง ๆ ในโซเชียลตีฟูขึ้นมา จนกลายเป็นการทำลายความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” อุษา กล่าว
“แนะ กกต.อย่าสื่อสารทางเดียว – อย่าปล่อยฝ่ายเลขาฯ ออกหน้าฝ่ายเดียว”
อุษา เห็นว่า ตอนนี้ กกต.สื่อสารทางเดียวกับประชาชนและสื่อมวลชน และไม่ควรที่จะส่งให้ฝ่ายเลขาธิการ กกต.ลงมาชี้แจงกับสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว ซึ่งตอนนี้ กกต. ได้มีการเปลี่ยนระเบียบโดยการให้กรรมการ กกต.เป็นบอร์ด ไม่ต้องลงมาดูเป็นด้าน ๆ ไปเหมือนในอดีต และสมัยก่อน จะให้เลขาธิการ กกต.ดูภาพรวมของสำนักงาน กกต.และจะมีรองเลขาธิการฯ แต่ละด้านดูแลแทน ซึ่งการให้เจ้าหน้าที่ชี้แจง ก็ได้ส่วนหนึ่ง แต่ควรที่จะมีกรรมการ กกต.ลงมาเป็นตราประทับด้วย เพื่อแสดงความรับผิดชอบ และให้ได้เชื่อมั่น
“ย้อนวิวัฒนาการหีบเลือกตั้งจาก ‘หีบโลหะ’ สู่หีบกระดาษ”
อุษา ยังเล่าถึงจุดเริ่มต้นเปลี่ยนหีบบัตรเลือกตั้งจากโลหะมาเป็นพลาสติกว่า การเลือกตั้ง สว.ปี 2543 กกต.ได้ยืมหีบเลือกตั้งของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหีบโลหะ มาใช้ผสมกับการใช้หีบกระดาษ ซึ่งสมัยนายยุวรัตน์ เป็นผู้ออกแบบหีบเลือกตั้งในขณะนั้น และใช้ต่อมาจนถึงปี 2544 ในบางส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังต้องใช้อยู่ และบางส่วนของ กกต.ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ซึ่งบางพื้นที่บางเขต ยังไม่สามารถนำหีบบัตรออกมาใช้ได้ เพราะต้องเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากการร้องเรียนยังไม่จบ จึงยังทำลายบัตรเลือกตั้งไม่ได้ บางครั้งใช้เวลาเป็นปี แต่การเลือกตั้งนั้น มีเรื่อย ๆ เช่น การเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีจำนวนมาก และบางครั้งต้องมีการเลือกตั้งซ่อมเพราะผู้ดำรงตำแหน่งท้องถิ่นลาออก หรือเสียชีวิต ต้องจัดเลือกตั้งเรื่อย ๆ ตลอด ทำให้หีบโลหะไม่เพียงพอ จึงนำกล่องกระดาษมาใช้ พร้อมเสนอให้นำพลาสติกเข้าไปผสม เพื่อความแข็งแรงทนทาน เพราะกล่องกระดาษมีปัญหา เพราะ ณ เวลาหนึ่งหากเกิดปัญหาปลวกกินหีบกระดาษ การตรวจสอบคะแนนก็เป็นปัญหาตามมา
“ตำนานเครื่องลงคะแนนอิเลคทรอนิกส์ที่ยังไม่เป็นความจริง”
ส่วนเรื่องเครื่องลงคะแนนแบบอิเลคทรอนิกส์นั้น อุษา บอกว่า ประเทศไทยนำมาใช้ไม่ได้ เพราะกลัวว่า จะมีการแฮ็กเพื่อเจาะข้อมูล ซึ่งเรื่องนี้ เป็นข้อดีของ พล.ต.อ.วาสนา ที่นำ กกต.ไปดูงานที่ประเทศอินเดีย โดยนายวีระชัย ได้นำไอเดียมาใช้ และพัฒนาเรื่องนี้ เพราะเห็นว่า ประเทศไทยควรนำแนวคิดเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพราะประเทศอินเดีย มีใช้แล้ว ซึ่งกกต.ก็ถกเถียงพูดคุยกันว่า จะได้ไม่ต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้วย แต่ในเบื้องต้น จะต้องลงทุนเยอะ มีการพัฒนาไปกว่า 400-500 ล้านบาท ซึ่งที่สำนักงาน กกต.มีอยู่ 100 เครื่อง และกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงไปที่ว่า ไม่ใช่แค่บัตรกระดาษเพียงอย่างเดียวที่สามารถทำเครื่องหมายได้ มีอุปกรณ์และวิธีการอื่น ๆ ด้วย แต่ตอนนี้ในยังกลัวว่า จะมีการแฮ็กข้อมูล

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
