”พลังงานสะอาด” เกมใหม่เศรษฐกิจโลก-ไทย เดินหน้าสู่ Net Zero2050”

''การใช้ชีวิตประจำวันของหลายคน ใช้แก้ว หรือกระติกส่วนตัว เพื่อลดการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single Use) มีความพยายามที่จะแยกขยะ ตักอาหารมาและทานให้หมด สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยลดคาร์บอนได้ทำให้สังคมเดินหน้าไปสู่เน็ตซีโร่ได้''

“จิรพรรณ อัญญะโพธิ์ บรรณาธิการสำนักข่าว SD Perspectives” ให้มุมมอง “ทิศทางสิ่งแวดล้อมไทยในยุคโลกเดือด” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า ตนมีโอกาสสัมผัสจากการไปทำข่าวที่ผ่านมา หลายหน่วยงานมีความตื่นตัว เรื่องจัดการขยะหรือสิ่งแวดล้อม บริษัทขนาดใหญ่จะเห็นชัดเจน หรือบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทุกแห่งตื่นตัวหมด บางบริษัทมีแม่บ้านยืนเฝ้าถังขยะเลยว่า ของชิ้นนี้ จะทิ้งลงถังขยะประเภทไหน ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัว และเห็นความก้าวหน้ามากขึ้น รวมถึงผู้บริโภค หรือประชาชนมีจิตสำนึกในเรื่องนี้เยอะขึ้นเช่นกัน

“ไทยพร้อมใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด”

“ประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ที่ผ่านมารัฐบาลผลักดันว่าต่อไปนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ขับเคลื่อนประเทศ ขอพูดถึงภาคเอกชนขนาดใหญ่ก่อน เพราะเขาได้ลงทุนเรื่องนวัตกรรมไว้ค่อนข้างมาก เราแทบไม่ต้องพูดถึงเรื่องโซลาร์รูฟแล้วเพราะเป็นเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่พูดถึงเรื่องนวัตกรรมที่กักเก็บคาร์บอน ทางกลุ่มปตท.พยามทำเรื่องการปรับเปลี่ยนน้ำมันบนเครื่องบิน ที่เราจะได้ยินคำว่า “SAF” ซึ่งจะมีน้ำมันทำอาหารที่ใช้แล้วมาเป็นส่วนผสม โดยเฉพาะเครื่องบินที่จะต้องบินไปยุโรป ต้องมีสัดส่วนของน้ำมันนี้เพิ่มขึ้น เป็นต้น” จิรพรรณ กล่าว

“บิ๊กเอกชนไทย พร้อมเดินหน้าลงทุนนวัตกรรม-เน้นพลังงานสะอาด”

จิรพรรณ บอกว่า บริษัทขนาดใหญ่ของประเทศไทย พยายามนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และเดินหน้าลงทุนเรื่องนวัตกรรม, ลงทุนเรื่อง R&D ไว้ทุกกระบวนท่า แม้แต่เรื่องปูนซิเมนต์คาร์บอนต่ำก็มีขายแล้ว ซึ่งในภาคการก่อสร้างที่ส่งออกไปขายยังสหรัฐอเมริกา SCG ทำแล้วตอนนี้ และภาคการก่อสร้างกำลังทำหลายเรื่องมาก แม้แต่อสังหาริมทรัพย์ก็ต้องทำเรื่องนี้ เพราะว่า ตอนนี้เราเดินมาถึงการทดลองใช้พลังงานทางเลือก ในภาคการขนส่งของไทยได้ผ่านพ้นระยะแรกจบไปแล้วภายใต้ Thailand Taxonomy เฟส 1 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยปัจจุบัน กำลังอยู่เฟส 2 ซึ่ง 1 ในนั้นเป็นเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ เพราะฉะนั้นโครงการที่ขึ้นมาจะเป็นเรื่องของทางการเงิน ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับคาร์บอนว่าลดคาร์บอนได้เท่าใด เป็นไปตามเกณฑ์ของเฟส 2 หรือไม่ และต่อไปเราจะเห็นการแข่งขันลักษณะนี้เยอะขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อาจจะพรีเมี่ยมขึ้น แต่ว่าจะเป็นลูกค้าที่เข้ามาอยู่แล้วสบายขึ้น ตอนนี้เดินทางมาถึงการแข่งขันแบบนี้แล้ว ด้วยกฎเกณฑ์ที่บังคับขึ้นมา

จิรพรรณ ยังบอกว่า ประเทศไทยปรับตัวขึ้นมาเยอะ เรื่องภาคการขนส่ง มีนโยบายให้ใช้เครื่องยนต์ Green Economy อาทิ อุตสาหกรรม EV พลาสติกชีวชีวภาพ และตัวเลขรถ EV ส่วนตัวเพิ่มขึ้น แม้จะไม่เพิ่มขึ้นเหมือนช่วงที่รัฐอุดหนุนงบจัดซื้อ แต่ตอนนี้ก็มีคนเปลี่ยนมาใช้รถ EV มากขึ้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกตัวเลขรถแท็กซี่ ที่เปลี่ยนมาใช้ EV สูงขึ้นอย่างน่าสนใจมาก ซึ่งตนคิดว่า เนื่องจาก EV เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของคนด้วย เช่น เวลาเติมน้ำมัน เติมเสร็จแป๊บเดียวเราก็ขับเคลื่อนรถออกไป แต่การที่เราจะไปชาร์จไฟรถไฟฟ้าต้องใช้เวลา แต่บางคนอาจไม่มั่นใจประสิทธิภาพรถ EV แต่วันนี้ถือว่า ผ่านจุดตรงนั้นมาแล้ว และเมื่อเร็ว ๆ นี้แม้แต่ กทม.เอง ก็อยากให้วินมอเตอร์ไซค์เปลี่ยนไปใช้รถมอเตอร์ไซค์ EV หลายส่วนอยู่ในช่วงที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงแม้อาจจะยาก แต่ตนเองคิดว่าเมืองไทยมีความพร้อม

“ภาษีคาร์บอน'' รอ พ.ร.บ.โลกร้อนคลอด-หมดเขตภาคสมัครใจ

ส่วนเรื่องภาษีคาร์บอนนั้น จิรพรรณ บอกว่า น่าจะต้องรอร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือพ.ร.บ. โลกร้อนก่อน ถ้าออกมาเมื่อไหร่ก็จะเป็นภาคบังคับแล้ว เพราะที่ผ่านมาเป็นภาคสมัครใจทั้งหมด แต่พอเป็นภาคบังคับคิดว่าคงต้องเริ่มจะต้องมีภาษีคาร์บอนแล้ว เพราะขณะนี้ถ้าเป็นฝั่งรัฐทางกรมบัญชีกลาง จะดูเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นสีเขียวเยอะขึ้น อาจจะยอมให้จ่ายแพงกว่า เช่น กระดาษปริ๊นส์เราจะพอรู้เลยว่าหน่วยงานภาครัฐไหนเลือกใช้ของพวกนี้ ซึ่งจะถูกปรับเปลี่ยนโดยกระบวนการ กรมบัญชีกลางมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวขึ้นมา ดิฉันคิดว่าตรงนี้พอที่จะทำให้แต่ละหน่วยงาน ช่วยกันเปลี่ยนแปลงไปด้วย ถือเป็นการเริ่มปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างไปเรื่อยๆ และตอนนี้กำลังรอพ.ร.บ. โลกร้อน แต่เมื่อเราเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยก็ยังไม่แล้วเสร็จเสียที แต่ดิฉันได้มีโอกาสฟังผอ.พ.ร.บ.โลกร้อน พูดในงานเลยว่าจริงๆพร้อมฟาสต์แทร็กได้เลย พอเซ็นปุ๊บก็ออกเป็นกฎหมายใช้ได้เลย ขอให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติออกมา พวกเราที่เป็นนักข่าวสายนี้อยู่ก็รอเหมือนกัน

“ผู้ประกอบการ ต้องเตรียมพร้อม ปมภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน”

ส่วนสหภาพยุโรปเริ่มมีการเก็บภาษีคาร์บอน ข้ามพรมแดน (CBAM) จะกระทบหนักต่อผู้ส่งออกของไทยหรือไม่นั้น จิรพรรณ มองว่า ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เสมอ เพราะเร็ว ๆ นี้ จะถูกเก็บภาษีนี้สักวัน เนื่องจากต้องเปลี่ยนในห่วงโซ่อุปทาน และตัวห่วงโซ่การผลิตของเขาด้วย ไม่ได้มีแค่ผู้ส่งออกรายเดียว แต่มีหลายบริษัทเล็ก ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่ของเขา จะต้องไปเปลี่ยนตรงนั้นด้วย ตอนนี้สิ่งที่ตนเองเห็นแล้ว และหลายบริษัทแม้กระทั่งบริษัทที่เป็นกลุ่ม SMEs สินค้าอุปโภคบริโภคที่หมุนเวียนเปลี่ยนเร็ว ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้สำหรับส่งออกออกไปก่อน เช่น ใช้ลังกระดาษลดคาร์บอน ซึ่งบริษัทที่ทำแล้ว คือ SCGP

นอกจากนี้ จะมีการคำนวณด้วยว่า ลังกระดาษทุกหนึ่งกล่อง จะเท่ากับปลูกต้นไม้ 150 ต้น ซึ่งทุกอย่างถูกคำนวณด้วยวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ลูกค้าบางราย ถามว่ากล่องที่นำไปใช้ช่วยลดคาร์บอนได้เท่าไร เพราะตัวเลขที่เกิดขึ้นทุกตัวที่เกี่ยวกับการลดคาร์บอน จะถูกเก็บเข้าไปในการรายงานความยั่งยืนของบริษัททั้งหมด ยิ่งถ้าบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะต้องอยู่ในรีพอร์ตที่ต้องรายงานต่อผู้ลงทุนเพราะฉะนั้นบริษัทส่งออกแม้ว่ายังไม่ถึงเวลาเต็ม 100 แต่คุณก็ต้องทำ

“ทุกบริษัทที่เข้าตลาดหุ้นต้องรายงานความยั่งยืน”

จิรพรรณ บอกว่า เรื่องรายงานความยั่งยืนจะเริ่มที่บริษัท ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีไม่ได้ ถ้าเข้มขึ้นมาหน่อย จะต้องทำวันรีพอร์ตออกมาเป็นรายงานที่ค่อนข้างละเอียด ส่วนบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ดิฉันเห็นหลายบริษัททำออกมาเลย ตรงนี้เกี่ยวข้องกับประชาชน เพราะเกี่ยวกับนักลงทุนแน่นอน ข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยอยู่บนเว็บไซต์อยู่แล้ว หากประชาชนสนใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ จะเข้ามาคลิกอ่านและทำความเข้าใจ ว่าบริษัทที่ตนเองจะซื้อของด้วยหรือเป็นคู่ค้าหรือจะไปใช้บริการ ทางบริษัทให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้อย่างไร เมื่อทำแล้วเป็นอย่างไรเพราะบางส่วนจะต้องรายงานด้วยว่า ถ้าเป็นการผลิตในโรงงานในช่วงเปรียบเทียบกันปีต่อปี พนักงานมีการบาดเจ็บหรือไม่ในโรงงาน ก็จะถูกเผยแพร่รายละเอียด ส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนที่เข้ามาดู สิ่งเหล่านี้ถ้าในแง่การตลาดเข้ามาใกล้ตัวผู้บริโภค สามารถเป็นสตอรี่เทลลิ่งได้เรื่องหนึ่ง แต่จะต้องมีจุดที่วัดได้ทางวิทยาศาสตร์ ฉะนั้น ทุกอย่างต้องวัดได้มีรายงานเกี่ยวข้องเป็นห่วงโซ่อุปทานทุกอย่าง เพราะเราไม่รู้เลยว่าในอนาคต ธุรกิจนั้น ๆ จะไปเกี่ยวข้องกับนโยบายของประเทศ เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตต่างๆ

“ไทยมีคาร์บอนเครดิต เป็นมาตรฐานสากลแล้ว-นำหน้าปท.ต่างๆในอาเซียน”

จิรพรรณ บอกว่า เรื่องคาร์บอนเครดิตประเทศไทย มีมาตรฐานกฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ ทำไว้เป็นมาตรฐานสากลแล้ว แต่สิ่งที่เรายังขาด คือ ตลาดของประเทศไทยยังเล็กถ้าเทียบกับยุโรป แต่เรามีหลายโครงการ คุณภาพของเราในเรื่องของพลังงานสะอาด ได้รับการรับรองระดับโลก และขายคาร์บอนเครดิตให้กับบริษัทข้ามชาติด้วยมาตรฐาน T-VER หรือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ที่ออกแบบมาค่อนข้างแน่นหนา ซึ่งประเทศไทยทำได้ดีเพียงแต่ตลาดยังเล็กอยู่ แต่ถ้าเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยอยู่ในลำดับต้น ๆ เพราะมีบริษัทเอกชนที่ค่อนข้างแข็งแกร่งมากนำหน้าอาเซียนได้เยอะทีเดียว

โอกาสธุรกิจสีเขียวไทย ตอบโจทย์ต่างชาติ

ส่วนมิติซอฟต์พาวเวอร์การท่องเที่ยวประเทศไทยนั้น จิรพรรณ เห็นว่า ประเทศไทยมีโอกาสเยอะมากเพราะพื้นฐานที่มีอยู่ ถ้าพูดถึงโรงแรมก่อน จะเห็นว่า สิ่งแรกที่นักท่องเที่ยว หรือกลุ่มคนที่เข้ามาประชุมต่าง ๆ หรือตัวแทนบริษัท จะเลือกสถานที่พัก เขาจะต้องเลือกโรงแรมที่อยู่ในเกณฑ์กรีนทั้งหลายแน่นอน เมื่อเร็ว ๆ นี้ดิฉันได้สัมภาษณ์บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง เขาบอกว่า หากจะต้องไปประชุมเวลาเลือกโรงแรม เขาจะเลือกแบบกรีนว่า มีเกณฑ์วัดในเรื่องพวกนี้อย่างไร ได้รับใบรับรองในเรื่องพวกนี้จริงหรือไม่ และถ้าถามว่าชาวบ้านได้อะไรถ้าพูดถึงนิเวศท่องเที่ยว ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเรียนรู้ สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนว่าเป็นอย่างไร ดิฉันคิดว่าหลายแห่งบวกในเรื่องของการลดการใช้พลังงาน บวกกับเรื่องการใช้หรืออาหารตามฤดูกาลเพื่อนำมาใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวได้

จิรพรรณ บอกว่า บางแห่งมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง เช่น ดุสิตธานีหัวหิน อย่างภาพที่เราเห็นคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ สมัยดำรงตำแหน่ง CEO เครือดุสิตธานี ลงมือทำนา ดำนา และฝัดข้าวที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เป็นโครงการช่วงโควิด-19 เพื่อรักษาพนักงานโดยไม่ปลดออก เปลี่ยนพื้นที่โรงแรมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และแปลงนาสาธิตตรงนั้นจริง ๆ และพื้นที่อีกส่วนหนึ่งกันเป็นพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว ที่เป็นเกษตรอินทรีย์ บางส่วนก็นำวัตถุดิบเข้ามาใช้ในโรงแรมด้วย ส่วนการลดใช้น้ำ-ใช้ไฟในห้องพักเป็นพื้นฐานที่จะต้องทำอยู่แล้ว แต่โรงแรมต้องมีเรื่องพวกนี้เยอะขึ้น เพื่อที่จะทำให้เห็นจริง ๆ ว่า โรงแรมโลวคาร์บอน ซึ่งโรงแรมดุสิตธานีหัวหิน มีนักท่องเที่ยวจากยุโรปจำนวนมากดูสวนผักด้วย ฉะนั้น ถ้าในแง่การท่องเที่ยวดิฉันคิดว่าประเทศไทยมีโอกาสมากทำอะไรได้เยอะ และลงถึงชุมชนได้จริง ๆ แต่บางครั้งชุมชนอาจจะเก่งกว่าเรา

“เอกชน นำร่องเน็ตซีโร่ หลังไทยขยับ พ.ร.บ.โลกร้อนขึ้นมาอีก 15 ปี”

ส่วนความคืบหน้าของแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ เน็ตซีโร่ นั้น จิรพรรณ บอกว่า ประเทศไทยมีการเปลี่ยนพระราชบัญญัติโลกร้อน มีผลให้บังคับใช้เปลี่ยนจากระบบให้สมัครใจเป็นกติกา โดยขยับขึ้นมาอีก 15 ปี ในส่วนของภาคเอกชนจะเป็นตัวนำก่อนและเร่งเครื่องเยอะขึ้น เพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวันเดียวได้ จะเห็นรายใหญ่ ๆ ที่เริ่มทำมากขึ้นในทุกเรื่อง อาทิ การจัดการเรื่องการเงิน ที่ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เน็ตซีโร่กำลังจะมาถึง แต่มีเรื่องการใช้พลังงานฟอสซิลที่สูงอยู่ แต่เขาก็พยายามที่จะเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดเยอะขึ้น และหน่วยลงทุนสีเขียวหลายธนาคาร หลายสถาบันการเงินมีความพร้อม เพียงแต่ว่า จะต้องเข้ากฎเกณฑ์ เพราะหลายเรื่องที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเอกชนรายใหญ่มีความพร้อมมากพอสมควร เหลือ SCG ที่ต้องค่อย ๆ ประคับประคองไปด้วย

ส่วนกรณีเงินลงทุนสีเขียวนั้น จิรพรรณ ยกตัวอย่างถ้าใกล้ตัวเราที่สุด เช่น สมมติว่า มีบริษัทขนาดเล็ก หรือ โรงแรมขนาดเล็ก อยากจะทำเรื่องพวกนี้อันดับแรก ต้องดูเรื่องการลดใช้พลังงานเป็นพื้นฐาน เช่น เปลี่ยนไฟเป็น LED แล้วหรือยัง, การจัดการขยะเป็นอย่างไร ดูเรื่องการลดการใช้พลังงาน, ลดการใช้น้ำ และถ้ายังพอมีเงินลงทุน สามารถเปลี่ยนการใช้ไฟบางส่วนเป็นโซลาร์รูฟบ้างหรือไม่ รวมถึงเรื่องการจัดการขยะซึ่งกทม.มีนโยบายในเรื่องนี้ด้วย

“ความยั่งยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัว”

จิรพรรณ บอกว่า ความยั่งยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมในยุค 2569 ไม่ใช่แค่คำพูด หรือรายงานเป็นกระดาษที่เป็นการส่งเสริมจริยธรรม แต่ความยั่งยืนอยู่ใกล้ตัวเราในทุกมิติจริง ๆ จากนี้ไปความหมายของคำว่า ยั่งยืน คือ กฎระเบียบวิทยาศาสตร์ที่องค์กรต้องรายงานข้อมูล ตรวจสอบได้ภายใต้สารพัดมาตรฐาน จากนี้เราจะได้ยินเรื่องมาตรฐานทางบัญชีของโลก IFRS S1,S2 ซึ่งบริษัทในตลาดทุนต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ หรือเกณฑ์ ESG หรือเรื่องของคาร์บอน ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ จะเป็นความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ปีนี้เราจะได้ยินคำว่า การทำให้ธรรมชาติเป็นเชิงบวกได้มากที่สุด ซึ่งต่อไปนี้ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) จะเป็นเรื่องยากกว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนในตอนนั้น แต่ตอนนี้หลายคนเข้าใจแล้วว่าแค่เริ่มต้นจากการแยกขยะให้ถูก ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเราที่สุด แต่พอเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ และต่อด้วยเรื่อง Nature-Positive ตอนนี้ในประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือไหนวัด แต่คิดว่าอีกไม่นานคงจะมีเครื่องมือที่วัดเรื่องพวกนี้ได้

“ทั้งหมดเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก เพื่อที่จะเตรียมพื้นฐานของเราเอง เป็นวิธีคิดและเป็นพฤติกรรม ที่จะเปลี่ยนผ่านไปในระดับประเทศได้ ดิฉันเชื่อในเรื่องของรูปแบบการดำเนินชีวิตและทัศนคติ วันนี้เราจะเห็นว่า การใช้ชีวิตประจำวันของหลายคน ใช้แก้ว หรือกระติกส่วนตัว เพื่อลดการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single Use) มีความพยายามที่จะแยกขยะ ตักอาหารมาและทานให้หมด สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยลดคาร์บอนได้ทำให้สังคมเดินหน้าไปสู่เน็ตซีโร่ได้เหมือนกัน” จิรพรรณ บอกทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5