“บทบาทของสื่อต้องระมัดระวัง หลักการทำข่าวในความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นสมรภูมิไหน เพราะวิธีการนำเสนอของเรา ส่งผลหมดต่อความรู้สึกของคนที่เสพสื่อ โดยเฉพาะตอนนี้ออนไลน์ไปเร็วมาก ลงอะไรไปนิดนึงก็มีคนดูเป็นแสนเป็นล้านแล้ว”
“ธันย์ชนก จงยศยิ่ง บรรณาธิการบริหาร TNN Online Publisher” วิเคราะห์ “มองมุมสื่อ....สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านไทยควรรับมืออย่างไร?” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“ทรัมป์ยังเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านไม่ได้”
ธันย์ชนก บอกว่า ตั้งแต่เกิดสงครามขึ้นมาก็มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ในสหรัฐอเมริกาทั้งประชาชนและนักการเมืองอเมริกา ว่าเป้าหมายที่โดนัล ทรัมป์ ตัดสินใจโจมตีทางอากาศ หรือเปิดศึกกับอีร่าน คืออะไร ตอนแรกทรัมป์พูดถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง คือ เปลี่ยนระบบผู้นำของอิหร่าน และการกำจัดโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ไปๆมาๆทุกครั้งที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ จะมีอะไรที่ปรับเปลี่ยนเสมอ หลังๆไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยนระบอบการปกครองแล้ว เพราะท้ายที่สุดแม้ว่าสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างมีนัยยะสำคัญ หรือพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินให้กับอิหร่านได้ อิหร่านพูดตลอดว่าต่อให้สังหารผู้นำเขากี่คน เขามีระบบที่วางไว้ มีคนพร้อมขึ้นแทนตลอดเวลา ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน ไม่น่าจะเป็นไปในเวลานี้
“ทรัมป์ไร้คำตอบ โจมตีอิหร่านทำไม-นักวิเคราะห์ คาด ต้องการจัดอำนาจใหม่”
ธันย์ชนก บอกว่า ขณะที่ทรัมป์ก็พูดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา โดยพูดถึงเรื่องนิวเคลียร์และการไปทำลายแสนยานุภาพ ด้านการทหารด้าน ขีปนาวุธด้านทางทะเลจำนวนมาก เพื่อความมั่นคงของอเมริกากับอิสราเอล จึงเกิดคำถามในกลุ่มนักการเมืองของอเมริกาแล้วว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร แล้วทรัมป์มีแผนหรือไม่ว่าจะมีทางลงของสงครามอย่างไร และเมื่อสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อ ซึ่งแผนนี้ทรัมป์ และรัฐบาลของทรัมป์ไม่สามารถชี้แจงให้ชัดเจนกับสภาคองเกรซได้ จึงเกิดคำถามว่าแล้วทำไปทำไม แต่อาจจะมีคำตอบในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์ เพราะหลายการวิเคราะห์ที่เห็นจากสื่อหลักๆ ทั้งตะวันตกและตะวันออกกลาง เป้าหมายไม่ใช่เรื่องการทำสงครามอย่างเดียว แต่อาจเป็นเรื่องการจัดอำนาจใหม่ก็เป็นได้
“อิสราเอลหาทางรอดตัดวงแหวนแห่งไฟ-อเมริกา สกัดไม่ให้อิหร่านขึ้นมาเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์”
ธันย์ชนก บอกว่า ในมุมของอิสราเอลนี่คือเรื่องของการอยู่รอดของเขา คือ จะต้องตัดวงจรที่เป็น“วงแหวนแห่งไฟ” หรือ “กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน” ของอิหร่านที่อยู่ล้อมอิสราเอล ได้แก่ ฮิซบอลเลาะห์ (เลบานอน), ฮามาส/อิสลามิกจิฮัด (กาซา), กลุ่มกบฏฮูตี (เยเมน) และกองกำลังในซีเรีย/อิรัก ส่วนอเมริกาเป้าหมาย คือ จำกัดอิทธิพลไม่ต้องการให้อิหร่าน ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่อาจจะเป็นภัยในอนาคต และเป็นการส่งสัญญาณไปยังพันธมิตรในตะวันออกกลางด้วยว่าอเมริกายังอยู่ แต่เป้าหมายที่ว่านี้จะทำสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะระหว่างทางมีปัจจัยแทรกซ้อนจำนวนมาก
“ไม่มีใครยอมถอย-ลงก่อนถือว่าแพ้-เสี่ยงเกิดสงครามเต็มรูปแบบ”
ส่วนสถานการณ์จะยืดเยื้อและขยายวงกว้างหรือไม่ ธันย์ชนก บอกว่า ณ วันนี้ยังหาทางลงของสงครามไม่ได้ เพราะใครลงก่อนก็ถูกมองว่าแพ้ อาจจะเป็นคำที่ทรัมป์ต้องใช้แน่นอนว่า อิหร่านแพ้แล้วและทรัมป์พูดอยู่แล้วด้วย ว่าเราคงจะไม่เห็นใครจะถอยก่อนอย่างมีนัยะสำคัญ ล่าสุดทรัมป์บอกว่าอิหร่านต้องยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข ขณะที่อิหร่านบอกว่าไม่มีทางไม่มีวันและไม่คุยด้วย คงต้องตามต่อว่าเกมที่ยืดยาวแบบนี้ ตอนแรกทรัมป์บอกว่าสถานการณ์จะเกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์ แต่ตอนนี้ทรัมป์เริ่มพูดแล้วว่า ถ้าจำเป็นจะต้องตลอดไปก็ต้องตลอดไป การที่บอกว่าเล่นตลอดไปหรือไม่รู้ว่าจะมีทางลงเมื่อไหร่ หรือเจ็บกันไปข้างหนึ่งตายกันไปข้างหนึ่ง คือ เกมที่สหรัฐกำลังเล่น คือ ความเสี่ยงสูง-ผลตอบแทนสูงแต่ถ้าทำสำเร็จ ก็ได้ผลตอบรับที่สูงเช่นกันและอาจเสี่ยงกับการเกิดสงครามเต็มรูปแบบ แน่นอนว่าเศรษฐกิจโลกกระทบมากและก็จะไปกระทบกับฝั่งอเมริกาด้วย ก็จะทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์ ในประเทศอเมริกาและพรรครีพับลิกันในประเทศลดลง
“ทรัมป์ ทุ่มต้นทุนที่มองไม่เห็นในระยะยาว”
ธันย์ชนก บอกว่า ทรัมป์อาจมองจะหยุดภัยคุกคามของอิหร่านในระยะยาว แต่ในฐานะที่ดิฉันทำข่าวต่างประเทศมานาน นี่คือต้นทุนที่มองไม่เห็นสำหรับทรัมป์ เขาอาจจะไปปักหลักอะไรในตะวันออกกลางได้ก็จริง แต่สมรภูมิอื่นหรือจุดอื่นที่อเมริกามองว่าเป็นจุดที่น่าสนใจ เป็นจุดที่เป็นผลประโยชน์ของอเมริกา เช่น ทะเลจีนใต้, อินโดแปซิฟิคหรือยูเครนตอนนี้ ถูกดิสแทร็กไปหมด เพราะตอนนี้อเมริกาและพันธมิตรต้องมาทุ่มสรรพกำลังตะวันออกกลางแทน คือ ต้นทุนที่มองไม่เห็นในระยะยาวของอเมริกาเช่นกัน
“รัสเซีย,จีน ฉากหน้าให้ทุกฝ่ายเจรจา-ฉากหลังแอบช่วยอิหร่าน”
ส่วนท่าทีรัสเซีย,จีน,เกาหลีเหนือนั้น ธันย์ชนก มองว่า ตอนนี้จีน,รัสเซีย,เกาหลีเหนือ กำลังวางบทบาทเหมือนไม่ได้เป็นผู้ร้ายหรือผู้รุกราน จะเห็นสิ่งที่รัสเซียกับจีนทำ คือ มีแถลงการณ์ประณามเรียกร้องให้ยุติสงคราม ล่าสุดนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนบอกว่า สถานการณ์การเผชิญหน้าทางทหารระหว่าง 2-3 ฝ่ายนั้น ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น เขาเรียกร้องให้หยุดยิงและทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา ตรงนี้คือสิ่งที่เป็นฉากหน้า แต่ฉากหลังต้องยอมรับว่าอิหร่านเป็นประเทศที่สำคัญ ต่อจีนและรัสเซียเพราะความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งสงครามรัสเซีย-ยูเครนตามข่าว จะเห็นว่าโดรนจำนวนมาก ของรัสเซียที่ใช้ที่ปฏิบัติการก็มาจากอิหร่าน หรืออิหร่านก็อยู่ในพื้นที่เส้นทางสายไหมใหม่ของจีนเช่นกัน ฉะนั้นความไม่สงบที่เกิดขึ้นในอิหร่านกระทบจีนกับรัสเซียแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจึงเชื่อกันว่า2 ประเทศนี้ช่วยอยู่ดี แต่ช่วย Support แบบไหน คงต้องมาดูอีกที แต่จะไม่เห็นการ Support ด้วยกำลังทางทหารหรือส่งอาวุธไปให้แบบโจ่งแจ้ง
ธันย์ชนก บอกว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่านตอนนี้ กำลังทำให้รัสเซียกลับมาได้เปรียบ เพราะพอมีปัญหาเรื่องพลังงานโลก เห็นได้ว่าประเทศแถบยุโรปกระทบ ตั้งแต่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครนแล้ว แต่ ณ ตอนนี้ไม่กี่วันที่เกิดคราวนี้น้ำมันดิบของรัสเซีย เรียกว่า High Demand เป็นที่ต้องการและเป็นที่สนใจไปทั่วโลก ตรงนี้คือผลพลอยได้จากสงครามครั้งนี้ ที่รัสเซียกำลังได้รับท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตร ที่รัสเซียก็เจ็บเหมือนกันจากเศรษฐกิจมานานก็จะเป็นเรื่องที่รัสเซียได้ด้วยเช่นกัน
“เหตุสู้รบกระทบไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม-ต้องวางตัวนิ่งแบบชาญฉลาด”
ส่วนประเทศไทยได้รับผลกระทบและต้องเตรียมรับมืออย่างไรนั้น ธันย์ชนก บอกว่ากระทบทางตรง คือ แรงงานหรือคนไทยที่อยู่ในตะวันออกกลาง ส่วนทางอ้อมเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมัน , ก๊าซ ,ค่าครองชีพที่จะเพิ่มขึ้นต่อจากนี้ , เงินเฟ้อรวมไปถึงห่วงโซ่อุปทานต่างๆ ไทยก็ได้รับผลกระทบแน่นอนเพราะการขนส่ง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงตอนนี้กระทบไปหมด ซึ่งรัฐบาลไทยได้ตั้งวอร์รูมขึ้นมาแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ แต่ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับไทย ฉะนั้นเราควรต้องวางตัวโดยยึดหลักนิ่งแบบชาญฉลาด
“นักวิชาการ แนะ ไทยต้องมีบทบาทเชิงรุก”
ธันย์ชนก บอกว่า นักวิชาการหลายท่านอาจมองว่าไทยนิ่งได้ เป็นกลางได้แต่ต้องมีบทบาทเชิงรุกด้วย เพราะเมื่อสงครามจบแล้วประเทศ ที่มีมีบทบาทเชิงรุกจะมีแต้มต่อหรือเป็นที่มองเห็นได้มากกว่า จะเห็นประเทศอินโดนีเซียที่อาสามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งนี้ โดยพยายามเสนอตัวเป็น Middle Power ตั้งแต่สงครามรัสเซียยูเครนแล้ว ว่าเขามาช่วยเจรจาด้วยเช่นกัน ซึ่งนายโจโก วิโดโด อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เดินทางไปเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยระหว่างรัสเซีย-ยูเครน พยายามแสดงบทบาทขึ้นมาตรงนี้ เป็นบทบาทที่ถ้าอยากจะเป็น Middle Power ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้เป็นปัญหา เดี๋ยวก็จะบอกว่าคนไทยไปยุ่งกับเรื่องนี้ เพราะเราไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง ฉะนั้นเราไม่มีมีความจำเป็นที่จะต้องมาเลือกข้าง ในสมรภูมิที่ไกลเกินภูมิศาสตร์ของเรามากๆ
“ให้ไทยวางตัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย”
ธันย์ชนก บอกว่า สิ่งที่ไทยทำมาตลอดและเป็นแนวนโยบายต่างประเทศ คือ เราเลือกข้างกับเรื่องของมนุษยธรรม และกฎหมายระหว่างประเทศ ฉะนั้นสิ่งที่ไทยทำได้ตอนนี้ คือ บทบาทเชิงรุกช่วยเจรจาหรืออีกอย่างหนึ่ง คือ วางประเทศไทยเป็น Safe Zone สำหรับทุกฝ่าย เพราะคือจุดเด่นของไทย แต่ละฝ่ายอาจจะต้องการความช่วยเหลือต้องการการ Support จากเราที่แตกต่างกันไป ตรงนี้เราสามารถทำได้มากกว่าการออกตัวในเชิงการทหารหรือการเมืองที่อาจทำให้เราได้รับผลกระทบด้วย
“สื่อต้องระวังการนำเสนอข่าวความขัดแย้ง เหตุ ออนไลน์กระจายเร็ว”
สำหรับมุมมองของคนทำสื่อ ธันย์ชนก ยอมรับว่า คนเสพสื่อที่เป็นกองเชียร์แต่ละฝ่าย อาจส่งผลกระทบอะไรต่อรัฐบาลหรือภาพลักษณ์ของประเทศ สมมุติว่าถ้าคนไทยเชียร์ไปทางอิหร่านอย่างมาก และรัฐบาลไทยอาจจะไปตอบรับการร้องขอความช่วยเหลือ บางอย่างจากอเมริกาจะมีผลแน่นอน เพราะรัฐบาลทำอะไรก็อาจจะดูผิดในสายตาของคนบางกลุ่มหรือไม่
“บทบาทของสื่อต้องระมัดระวัง หลักการทำข่าวในความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นสมรภูมิไหนไม่ว่าจะเป็นรัสเซียยู-เครน, อิหร่าน-สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล สิ่งที่ควรคำนึง คือ บทบาทเพราะวิธีการนำเสนอของเรา ส่งผลหมดเลยต่อความรู้สึกของคนที่เสพสื่อ โดยเฉพาะตอนนี้ออนไลน์ไปเร็วมาก ลงอะไรไปนิดนึงก็มีคนดูเป็นแสนเป็นล้านแล้ว”
“แนะสื่อระวังตรวจสอบข้อมูล-ความขัดแย้งศาสนา ก่อนเสนอข่าว”
ธันย์ชนก บอกว่า สิ่งที่ควรทำในฐานะสื่อ คือ 1.ต้องตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจก่อนที่จะไปขยายความ ให้เป็นเรื่องใหญ่โตเพราะพอมีโซเชียลมีเดียมา ทุกวันนี้เราเน้นเร็วมีอะไรลงเร็วไปก่อนทำให้คนแตกตื่นมาก เช่น อเมริกาบอมแล้วอิสราเอลบอมแล้ว อิหร่านโดนสังหารโน่นนั่นนี่ตรงนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่โต ทำให้อารมณ์ของผู้คนมา 2. สิ่งที่ต้องระวัง คือ ความขัดแย้งที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา จะมาพร้อมกับ Hate Speech การกระตุ้นความเกลียดชัง ทางศาสนาหรือทางชาติติพันธ์ทางเชื้อชาติ ตอนนี้สื่อก็ต้องระวังด้วยเช่นกันเพราะตอนนี้กลายเป็นเรื่องของยิวกับมุสลิมแล้วใช่หรือไม่ หมายเหตุอาจจะเป็นมุสลิมชีอะห์ เป็นมุสลิมโดยรวมทั้งหมด จะเห็นการพาดหัวข่าวบางที่รุนแรงถึงขั้นยิวเล่นหนัก เป็นการตราหน้าชาติพันธุ์ของเขา ทั้งที่ความจริงแล้วการตัดสินใจทำสงครามนี้โดยคนไม่กี่คน ไม่ใช่ประชากรทั้งหมดหรือคนที่เป็นมุสลิมชีอะทั้งหมด ตรงนี้เป็นสิ่งที่สื่อต้องระวัง
“สื่อต้องให้ความสำคัญวางกรอบนำเสนอข่าว-เลือกคำ-กำหนดประเด็น”
ธันย์ชนก บอกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่อยากพูดถึงให้ทุกคน ได้รู้เท่าทันสื่อมากขึ้นไม่ใช่แค่สื่อของไทย แต่เป็นสื่อระดับโลก สิ่งหนึ่งในยามวิกฤติแบบนี้การวางกรอบการนำเสนอการเลือกคำ , กำหนดประเด็นเป็นเรื่องสำคัญ เช่น สื่อตะวันตกเขียนถึงรัฐบาลอิหร่าน เขาใช้คำว่า “ระบอบ”กับอิหร่าน แต่ถ้าเป็นข่าวที่เขียนถึงอเมริกาหรืออิสราเอล เขาใช้คำว่า “รัฐบาล”อ่านแล้วความรู้สึกแตกต่างกัน พูดถึงระบอบเราจะรู้สึกว่าเป็นเผด็จการจะมีความรู้สึกในแง่ลบ เห็นข่าวนี้ว่า “ระบอบเผด็จการของอิหร่าน” เป็น1-2-3-4 ในขณะที่รัฐบาลอเมริกากับอิสราเอล ไปเปิดฉากโจมตีอิหร่านกลับใช้คำว่ารัฐบาล ทำไมเราไม่ใช้คำว่า “ระบอบเนทันยาฮู” และทรัมป์ใช้ตลอดเลยว่า “เราโจมตีเพื่อป้องกัน” คำนี้คำเดียวทำให้ดู Positive ขึ้นมาเลย แต่เป็นการโจมตีที่ทำให้นักเรียนโรงเรียนประถมหญิงเสียชีวิตกว่า 100 คน แต่บอกว่าเป็นการโจมตีเพื่อป้องกัน หรือกลุ่มที่หนุนอิหร่านสื่อตะวันตกจะใช้คำว่า “ก่อการร้าย,ก๊อปปี้,กลุ่มตัวแทน” ซึ่งเป็นการลดความชอบธรรมของกลุ่มที่เป็นผู้สนับสนุนอิหร่าน ตรงนี้เป็นภาษาข่าวเล็กๆน้อยๆ สมมุติว่าเราแปลตรงตัวแบบนี้ทุกวัน จะรู้สึกเหมือนกันว่า อิหร่าน,ระบอบ, ผู้ก่อการร้าย, กลุ่มตัวแทน เป็นคำที่ให้ความหมายในเชิงลบ
“สื่อตะวันตกใช้คำลดทอนอิหร่าน”
ธันย์ชนก บอกว่า บางเรื่องตะวันตกแถลงเขาจะใช้คำว่า “แหล่งข่าวจากทำเนียบขาวคอนเฟิร์มแล้ว” หรือว่า “กองทัพอิสราเอลคอนเฟิร์มยืนยันแล้ว” แต่ถ้าเป็นข่าวมาจากทางอิหร่านเขาจะใช้คำว่า “ทางการอิหร่านอ้างว่า” เป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือว่าจริงหรือไม่ เพราะการอ้างว่าตรงนี้เป็นจุดสำคัญ เราในฐานะบรรณาธิการข่าวหรือคนทำสื่อโดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ ไม่ได้ลงพื้นที่เองและแทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ที่เราจะไปรายงานข่าวมาจากอิหร่านหรืออิสราเอล เพราะอันตรายสำหรับเรา แต่เวลาเราดึงสื่อมาใช้ ต้องนำมาแปลอย่างระมัดระวัง ว่าแต่สื่อเขากำหนดในการวางให้คนมองแต่ละฝ่ายอย่างไรในความขัดแย้งนี้
“ใช้แหล่งที่มาข่าวหลากหลาย-จับสังเกตคำที่ใช้ของสื่อแต่ละฟาก”
สำหรับหลักในการคัดเลือกข่าวและแหล่งที่มาก่อนนำเสนอของ TNN Online ธันย์ชนก บอกว่า ข่าวความขัดแย้งเราต้องอ้างอิงจากทางการของประเทศนั้นๆ ที่อเมริกาจะมีทำเนียบขาวหรือจากทรัมป์หรือจากรัฐมนตรีกลาโหม ส่วนของอิหร่านมีการแถลงอยู่บ้าง แม้ว่าความถี่จะน้อยกว่าอเมริกา แต่จะมีตัวของประธานาธิบดีแล้วก็มีรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ตรงนี้เรียกว่าแหล่งข่าวทางการอยู่แล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่งข่าวที่เราซื้อมาจากสำนักข่าวต่างๆ ตอนนี้เราใช้ค่อนข้างหลากหลาย เราไม่ได้ใช้แค่สำนักข่าว AFP และ Reuters แต่เราใช้ Al Jazeera ซึ่งเป็นสื่อฝั่งตะวันออกกลาง รวมไปถึงสื่อของจีนเราก็ใช้ไม่ว่าจะเป็น CCTV ,ซินหัว ส่วนของรัสเซียก็มี RT ที่รายงานเรื่องพวกนี้เหมือนกัน ฉะนั้นเราจะเห็นโทนว่าในเรื่องเดียวกัน “ความจริง”เหมือนกันในเรื่องของการโจมตี แต่ภาษาที่ใช้ต่างกันหมดเลย ถ้าเป็นฝั่งตะวันตกก็จะใช้คำว่า “อิหร่านโจมตีอิสราเอล”แต่ถ้าเป็นสื่อทางรัสเซียกับจีน จะใช้ทำนองว่า “อิหร่านถูกโจมตี” ตอบโต้กลับแบบนี้ ฉะนั้นเวลาเรารับสื่อมาจะต้องดูหลายๆสื่อ และเปรียบเทียบว่าเหตุการณ์เดียวกันมุมมองแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร
“ก่อนนำภาพข่าวมาใช้ต้องตรวจสอบเข้ม ไม่ต่างจากเนื้อข่าว โดยเฉพาะภัยพิบัติ-ความขัดแย้ง”
ธันย์ชนก บอกว่า ส่วนเรื่องการใช้ภาพต้องตรวจสอบเช่นกัน เพราะตอนนี้ทุกหน่วยงานแม้แต่สื่อที่เราซื้อ อย่าง AFP และ Reuters เขามีการตรวจสอบอยู่แล้ว ฉะนั้นภาพที่เราซื้อมาเป็นกิจจะลักษณะ มีกระบวนการในการกรองภาพจากแหล่งข่าวชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่ภาพเก่า เพราะปกติแล้วทุกความขัดแย้ง หรือเหตุการณ์ภัยพิบัติจะมีภาพเก่าภาพปลอมวนมาเสมอ เช่น แผ่นดินไหวเกิดมา 1 ครั้งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ภาพก็อาจจะยังวนมาอยู่ว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือการโจมตีล่าสุดเด็กหญิงชาวอิหร่านเสียชีวิต 100 กว่า คนมีภาพออกมาเป็นหลุมฝังศพจำนวนมาก ก็มีการตรวจสอบแล้วว่าภาพนี้ไม่จริง แต่ภาพนี้เป็นภาพหลุมฝังศพ ตอน โควิด-19 ซึ่งมีคนเสียชีวิตจำนวนมากที่อินโดนีเซีย ตรงนี้กระบวนการ Newsroom ของ TNN มีการคัดกรองอยู่แล้ว แหล่งข่าวเรื่องของภาพค่อนข้างไม่มีปัญหา
“TNN ระวังสูงสุดก่อนเผยแพร่ข่าว”
ธันย์ชนก บอกว่า TNN เป็นสื่อเราต้องระวังสูงสุด ซึ่ง Newsroom ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น TNN Online หรือ TNN World หากเป็นข้อมูลที่ไม่ผ่านการกรอง และอาจสร้างความตื่นตระหนก เราต้องมาคุยกันก่อนว่าจะรายงานหรือไม่ , ถูกต้องหรือไม่และรายงานอย่างไร รวมถึงการใช้ภาพที่รุนแรง ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูญเสีย หรือเหตุการณ์ที่ดูรุนแรงเกินไป แล้วมีภาพตรงนี้เราไม่ใช้แน่นอน เชื่อว่าแทบจะทุกสำนักข่าวก็ไม่ใช้ด้วยเช่นกัน 3. เนื้อหาที่กระตุ้นความผิดทางศาสนาหรือเชื้อชาติ เราไม่ใช้แน่นอนเพราะว่าหน้าที่ของสื่อ คือ การให้ข้อมูลให้ปัญญาไม่ใช่ทำหน้าที่ในการเติมเชื้อไฟที่รุนแรงอยู่แล้ว ให้เผาผลาญแรงไปกว่านี้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามระมัดระวัง เรื่องของการใช้คำในแต่ละข่าวเรามีกระบวนการพูดคุยกันใน Newsroom เช่นกัน

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
