“แบกรับต้นทุนราคาน้ำมัน : ความผันผวนที่คุมไม่ได้จริงหรือ!!”      

            “ทำไมขยับราคาน้ำมันแล้ว ถึงไม่รู้สึกว่าจะเติมได้ดีกว่าเดิม ตอนแรกคิดว่าพอรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันๆ จะทยอยออกมาจากกลุ่มที่กักตุน แต่ยังขาดแคลนเหมือนเดิม เพราะการขยับนั้นต่อให้ขยับยังไงก็ขยับน้อยกว่าราคาที่แท้จริง รัฐยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันในการอุดหนุน”

“ปรัชญ์อร ประหยัดทรัพย์ บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ ไทยพีบีเอส” วิเคราะห์ “ข้อข้องใจน้ำมันหายไปไหน? ในวันที่รัฐบอกมีพอ” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว”  

“รัฐบาลพูดถูก ว่าน้ำมันมีเพียงพอ” 

            ปรัชญ์อร บอกว่า สิ่งที่รัฐบาลพูดเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง มีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องการนำเข้าน้ำมันดิบถึงหน้าโรงกลั่น มีนำน้ำมันดิบมากลั่นกันจริง 100 กว่าล้านลิตรต่อวัน แล้วแต่กำลังการผลิตของโรงกลั่น ซึ่งรัฐบาลบอกว่าผลิต 100% บางครั้งเร่งกำลังการผลิตไปถึง 100 กว่าด้วยซ้ำ เต็มสตรีมแล้วจริงๆ แต่ก็สร้างความสงสัยว่า ถ้าเรากลั่นเยอะขนาดนั้น แล้วทำไมน้ำมันมาไม่ถึงเรา ซึ่งต้องบอกว่าโครงสร้างของธุรกิจน้ำมันมีเป็นชั้น และเป็นห่วงโซ่ มีกลไกที่กว่าจะมาถึงหน้าปั๊มหรือผู้บริโภคจริงๆไม่สั้น คือ เริ่มจุดจากโรงกลั่นก็จะมีระบบ

“โรงกลั่นในไทยมี 6 เจ้าใหญ่ๆ เป็นของไทยและต่างชาติ”

            ปรัชญ์อร บอกว่า ประเทศไทยมีโรงกลั่นไม่เยอะ มีเพียง 6 เจ้าใหญ่ๆแบ่งเป็นค่ายของประเทศไทยและต่างชาติ ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มของปตท. , กลุ่มบางจากและเชฟรอนซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ ทั้งหมดมีโรงกลั่นอยู่หลักๆแถว จ.ระยอง เมื่อกลั่นน้ำมันเสร็จไม่ได้กลั่นออกมาแล้วได้น้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ได้หลายอย่างในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็จะมีท่อที่ส่งน้ำมันเข้ามาที่คลังต่างๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ จ.สระบุรีบ้าง อยู่ที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานีบ้าง โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าถ้ามาจากท่อไม่แปลกใจ เพราะส่งตรงมาถึง แต่ว่าจากท่อจากคลังน้ำมัน ที่จะไปสู่ตลาดจริงๆหรือผู้บริโภคหรือสถานีน้ำมันจริงๆ ต้องผ่านตัวกลางหรือรถขนส่งน้ำมัน 

“ทั่วประเทศไทยมีปั๊มกว่า 20,000 แห่ง รับน้ำมันจากคลังผ่านจ๊อบเบอร์”

            ปรัชญ์อร บอกว่า ปัจจุบันปั๊มน้ำมันในประเทศไทยมีประมาณ 20,000 กว่าปั๊มทั่วประเทศ ไม่ได้เป็นปั๊มของแบรนด์ใหญ่ทั้งหมด แต่ความจริงแล้วแบรนด์ใหญ่มีประมาณ 6,000 กว่าปั๊มเท่านั้น คำว่าแบรนด์ใหญ่หมายถึง ปตท. , บางจาก , TP เป็นต้น ส่วนที่เหลือจะเป็นปั๊มอิสระ ถ้าเดินทางไปต่างจังหวัดจะเห็นเขียนว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ต่าง ๆ  เป็นต้น ปั๊มพวกนี้จะมีอยู่ประมาณ 20,000 ปั๊มทั่วประเทศ ซึ่งถ้าเรามาสแกนดูจะเห็นว่าเป็นสัดส่วนที่เยอะกว่า แล้วปั๊มเหล่านี้เขารับน้ำมันจากคลังเหมือนกัน แต่ผ่านตัวจ็อบเบอร์ ซึ่งทำหน้าที่ตัวกลางรับน้ำมันจากคลังน้ำมันไปยังจุดต่าง ๆ เช่นเดียวกับสถานีบริการนำมันแบรนด์ใหญ่ก็จะมีรถน้ำมันของตัวเองมารอรับจากคลัง

“โควตาปั๊มที่ได้มา ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการขายน้ำมัน”

            ปรัชญ์อร บอกว่า รถเหล่านี้จะมีทั้งรถของแบรนด์ใหญ่ ซึ่งรถแบรนด์ใหญ่ได้คิวได้โควตากันอย่างไรนั้น เขาได้โควตาจากยอดขายตามปกติ 1 ปั๊มเคยขายได้เท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่นขายอยู่ 30,000 ลิตรต่อวัน คุณก็ได้สัดส่วนโคต้าประมาณนี้ หรืออีกปั๊มใหญ่หน่อยมีรถเข้าเยอะมากอยู่ที่ 100,000 ลิตรต่อวัน ตรงนี้เป็นการยกตัวอย่างว่ามีโควตาที่ไม่เหมือนกัน แล้วรถน้ำมันก็จะส่งได้ประมาณ 30,000-40,000 ลิตรต่อ 1 คัน ต่อคิวแล้วก็มาส่งตามโควตาซึ่งโควตาดังกล่าวนี้ไม่ได้รับทุกวัน อาจจะเป็น 3 วันครั้ง หรือ7 วันครั้ง แล้วแต่ปริมาณที่ใช้

“จ็อบเบอร์ ดีล ลูกค้ารายใหญ่ เหตุ ต้องการใช้น้ำมันเยอะ-ไม่ต้องต่อคิวที่ปั๊ม” 

            ปรัชญ์อร บอกว่า ส่วน“จ็อบเบอร์”มีรถเหมือนกันและมีคลังน้ำมันเป็นของตัวเอง ก็จะมีรถขนส่งแต่เขาจะไปเก็บไว้ที่คลังต่างๆ  แล้วทำหน้าที่กระจายให้กับกลุ่มลูกค้าของเขา ซึ่งไม่ได้มีแค่ปั๊มน้ำมันเท่านั้น แต่ยังมีโรงงานที่ใช้น้ำมันเยอะ ๆ ก็จะผูกขาดกันเป็นสัญญาต่อจ็อบเบอร์ และมีสหกรณ์ขนาดใหญ่ , ฟาร์มขนาดใหญ่ ซึ่งตามต่างจังหวัดคนที่ใช้น้ำมันเยอะๆ ก็ต้องไปซื้อกับจ็อบเบอร์เขาไม่มาต่อคิวที่ปั๊มเพราะเสียเวลา พวกนี้จะเป็นคำสั่งซื้อที่เรียกว่า“ค้าส่ง”หมายถึงเป็นการขายขนาดใหญ่ นอกจากนี้หน่วยงานราชการบางส่วนก็ใช้บริการจ็อบเบอร์ เพราะใช้น้ำมันค่อนข้างมาก

“หลายพื้นที่กลไกการขับเคลื่อนน้ำมันตกอยู่ที่จ็อบเบอร์”

            ปรัชญ์อร บอกว่า ตรงนี้พูดถึงพื้นที่ไกลที่ไม่มีปั๊มแบรนด์ใหญ่ ทำให้จ็อบเบอร์กระจายตัวในพื้นที่อีสานและเมืองค่อนข้างเยอะ ทำให้กลไกการขับเคลื่อนน้ำมันจริงๆไปตกอยู่ที่จ็อบเบอร์ 

            “มีคำถามที่สำคัญของฝั่งประชาชนว่า เอ๊ะ!!แล้วทำไมเกิดปรากฏการณ์ตรึงราคาน้ำมัน ทั้งที่รัฐบาลประกาศ 15 วัน ทำให้ทุกคนคิดว่าหลังจาก 15 วัน ราคาน้ำมันจะต้องขึ้น ทุกคนก็พยายามเก็บน้ำมันไว้กับตัวเองเท่าที่ตัวเองเก็บได้ ตรงนี้ดิฉันไม่ได้ใช้คำว่า“ตุน” เช่น ถ้ามีรถ 2 คัน ก็เติมเต็มถัง 2 คันไม่ได้เป็นการกักตุน แต่พยายามเก็บในสิ่งที่ตัวเองมี หรือชาวนาชาวไร่มีถังแกลลอนก็ไปเก็บเท่าที่ถังเขามี เพราะรู้ว่าราคาน้ำมันจะแพงขึ้น”

“ราคาขายปลีกกับจ็อบเบอร์มีส่วนต่าง ทำราคาแพง-ภาคธุกิจแห่เติมตามปั๊ม ฉายภาพให้เห็นมุมของข่าว” 

            ปรัชญ์อร บอกว่า ย้อนมาที่ฝั่งธุรกิจบ้าง เช่น สหกรณ์ขนาดใหญ่ ฟาร์มขนาดใหญ่ โรงงานขนาดใหญ่ก็ต้องเก็บมาไว้กับตัวเหมือนกัน แต่ปรากฏว่าราคาที่อุดหนุนเขารับอยู่ที่ราคาขายปลีก แต่ราคาที่ขายจากจ็อบเบอร์จะเป็นอีกราคาหนึ่งจึงมีส่วนต่าง พอมีส่วนต่างแล้วใครอยากซื้อจากจ็อบเบอร์เพราะราคาแพงกว่า เขาก็พยายามมาวิ่งเติมแข่งกับประชาชนที่ปั๊มน้ำมัน เราจึงเห็นปรากฏการณ์ว่าทำไมปั๊มน้ำมัน มีคนเข้ามาจำนวนมากผิดปกติ ต้องต่อคิวนานผิดปกติตามภาพที่ออกมา คือ ด้านขาวของเรื่องนี้โดยไม่มีการทุจริตเลย แต่เป็นกระบวนการตามปกติ แต่ในมุมมืดอาจจะมีกระบวนการที่ใครสามารถกักเก็บน้ำมันได้มาก ก็จะเก็บตัวน้ำมันตัวนั้นไว้เพื่อรอตัดขายในราคาที่แพง ตรงนี้ไม่ได้กล่าวหาใคร เพราะทุกคนที่มีถังในการเก็บน้ำมัน คือ สิทธิของเขาที่ทำได้ แต่จะทำหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่ได้กล่าวหาใครแต่บอกว่ามีช่องทางที่พอทำได้ จนกระทั่งนาทีที่รัฐบาลตัดสินใจค่อยๆขยับราคาครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร ก็เชื่อว่าจะมีน้ำมันบางส่วนที่ทราบว่าจะต้องขยับออกไปเรื่อยๆ เพราะราคาต่างกัน

“ประชาชนข้องใจ เหตุ ราคาน้ำมันปรับขึ้น แต่ปริมาณใช้ยังไม่เพียงพอ รั่วไหลหรือไม่” 

            “ทำไมขยับราคาน้ำมันแล้ว ถึงไม่รู้สึกว่าการหาน้ำมันเติมไม่ได้ดีกว่าเดิม ตอนแรกคิดว่าพอรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันๆ จะทยอยออกมาจากกลุ่มที่กักตุนแต่ยังขาดแคลนเหมือนเดิม เพราะการขยับนั้นต่อให้ขยับยังไงก็ขยับน้อยกว่าราคาที่แท้จริง รัฐยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันในการอุดหนุน ตรงนี้คือสิ่งที่เราเห็นในประเทศว่ามีกระบวนการแบบนี้ แต่ก็มีการตั้งคำถามไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนอกประเทศด้วย ถ้ามีคนถามว่าเอ๊ะ!!น้ำมันเข้ามาจริงหรือไม่ เข้ามาตามที่รัฐบาลบอกหรือไม่ แล้วถ้าเข้ามาทำไมกลั่นกันเป็น 100 กว่าล้านลิตรใช้ในประเทศ เราเคยใช้กันอยู่ 60 หรือ 70 แต่ทำไมถึงไม่พอ ซึ่งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ออกมาพูดว่าเพราะประชาชนไปเติมกันมากเกินความจำเป็น จากเดิมเคยใช้ 60 ล้านลิตร แต่ไปเติมกัน 80-90ล้านลิตรก็ต้องไม่พอ

สิ่งที่หลายคนตั้งคำถาม คือ ทำไมถึงกลั่นน้อยกว่า และคนเติมเต็มถังได้ทุกวัน 80 ล้านลิตรอย่างนั้นหรือ มีรั่วไหลไปที่อื่นหรือไม่”  

“ไทยโชคดีมีโรงกลั่น ชี้ ชายแดนมีกองทัพมด ลักลอบขายน้ำมันให้ ปท.เพื่อนบ้าน”  

            ปรัชญ์อร บอกว่า ราคาน้ำมันแพงไม่ได้กระทบไทยประเทศเดียว ประเทศไทยยังถือว่าดี เพราะเรามีโรงกลั่นเป็นของตัวเองแต่บางประเทศไม่มี คำถามคือตามตะเข็บชายแดนจุดต่างๆเรามีการตรึงกำลังได้มากพอขนาดนั้นหรือไม่ เพราะพื้นที่ยาวไม่รู้กี่ 100 กี่ 1,000 กิโลเมตรก็มีโอกาส ในเมื่อราคาน้ำมันประเทศเพื่อนบ้านแพงมากและขาดแคลนมาก ก็อาจจะเกิดกองทัพมด ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ประเทศมาเลเซียราคาน้ำมันถูกกว่าไทย ทำให้คนไทยไปเติมน้ำมันฝั่งมาเลเซีย ทุกคนก็พยายามที่จะอยู่รอด แต่ทางการก็ยังยืนยันว่าน้ำมันที่เราส่งไปให้สปป.ลาว ตอนนี้ลดลงประมาณ 20% นี่คือตัวเลขทางการ แต่ก็คิดว่าในส่วนตะเข็บและเป็นช่องทางธรรมชาติ แอบลักลอบจะมีหรือไม่ตรงนี้ก็ต้องตั้งคำถามไว้

“ปชช.ข้องใจโรงกลั่นกั๊กน้ำมันไว้หรือไม่”

            ปรัชญ์อร บอกว่า หลายคนพูดว่าโรงกลั่นหรือเปล่าที่กั๊กเอาไว้ ทำไมโควตาถึงหมด พอเกิดความไม่มั่นใจทุกคนก็ตั้งคำถามไปได้หมด ทางโรงกลั่นบอกว่ารถที่มารอแต่ละคันก็ต้องพยายามกระจายให้มากที่สุด เช่น เดิมแบรนด์ใหญ่เคยได้โควตาแต่ในเมื่อหลายพื้นที่ขาดแคลนจริงๆ โดยเฉพาะพื้นที่เขามีปั๊มอิสระแล้วไม่ขาย คนก็แทบจะไปรุมเติมปตท.กับบางจาก เขาก็เลยต้องพยายามกระจายโควตา ซึ่งบางปั๊มก็อาจจะน้อยลงเพราะต้องไปแบ่งปันปั๊มที่ขาดหรือปั๊มที่มีโควตาน้อย แต่ละจุดเค้าชี้แจงกันแบบนี้แต่เราจะเชื่อเราจะสงสัยเราจะตั้งคำถามก็เป็นสิทธิของเรา

“ก.พลังงาน แจงการใช้น้ำมันมีนาคมสูงกว่ามกราคม30-40%- ปริมาณการขาย 20 วันเท่ากับ 1 เดือน”

            ปรัชญ์อร บอกว่า ถ้าพูดถึงที่ตัวกลั่นทางกระทรวงพลังงานออกมาชี้แจงว่า สถานภาพของน้ำมันเป็นสิ่งที่ผลิตในประเทศในวันนี้น้ำมันเบซิน ผลิตจาก 5 โรงกลั่น มีกำลังผลิตรวม ณ วันนี้ 35.28 ล้านลิตร ซึ่งเป็นเบนซินพื้นฐานที่จะต้องมีการเติมเอทานอล นำมาจำหน่ายเป็นกลุ่มน้ำมันเบนซินทั้งแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 จะอยู่ที่ 34.40 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่สถานการณ์ของน้ำมันดีเซลนั้น มีโครงการทั้งสิ้น 6 โรงกลั่น โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 20 มีนาคม มีการผลิตดีเซลพื้นฐานจำนวน 79.91 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจำหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า และเรือเดินทะเล ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล จากนั้น โรงงานจะส่งให้ผู้ค้านำมาผสมไบโอดีเซลจนกลายเป็นดีเซลที่จำหน่ายทั่วประเทศ คือ ดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งผลิตรวมได้ 66.81 ล้านลิตร และส่งต่อให้ผู้ค้ารายย่อย และผู้ค้าที่ผลิตดีเซลหมุนเร็วออกมาก็จะจำหน่ายยังผู้ค้าจำหน่ายทั้ง 15 ราย โดยมีจำนวน 71 ล้านลิตร ซึ่งจะดึงสต๊อกเก่ามาใช้ โดยปริมาณการใช้ดีเซลตามปกติอยู่ที่ 67-70 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งขณะนี้สูงขึ้นกว่าปกติ และมีบางช่วงที่ผ่านมาบางวันขึ้นไปถึง 100 ล้านลิตร ตรงนี้คิดว่าเราตั้งคำถามได้ แต่ต้องฟังคำชี้แจงด้วยว่าเป็นแบบนี้ 

“รัฐบาลต้องสื่อสารความจริงกับประชาชน” 

            ปรัชญ์อร บอกว่า ผู้ที่จะให้ตัวเลขดีที่สุดและหัวใจสำคัญ คือ เวลานี้รัฐบาลต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างชัดเจนด้วยตัวเลขที่แท้จริง ให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เพราะถ้าไม่สื่อสารก็จะเกิดการตั้งคำถามในหัว ตรงนี้ถึงนำไปสู่โพลที่บอกว่า “คนไทยไม่เชื่อมั่นการบริหารจัดการเรื่องน้ำมันของรัฐบาล”แล้ว เพราะคนจะยกเลิกการเดินทาง ส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็นจุดที่เราต้องระวัง และเดินไปด้วยกันทั้งประเทศ เพราะถ้าไปถึงจุดที่คนไม่เชื่อมั่นและรู้สึกว่าน้ำมันจะขาดแคลนแล้ว ก็จะเป็นผลร้ายกับประเทศค่อนข้างมาก

“แนะ ปชช.ลดปริมาณการใช้ อย่าตื่นตระหนก มอนิเตอร์สถานการณ์ รอฟัง รบ.ชี้แจง”

            “ประชาชนควรใช้เท่าที่จำเป็นและปรับลดพฤติกรรม อะไรที่ไม่ใช้ก็ต้องไม่ใช้ เช่น เปลี่ยนไปใช้คาร์พูลหรือระบบขนส่งสาธารณะเท่าที่สะดวก บางคนอาจเถียงว่าไม่สะดวก แต่ถ้าทุกคนช่วยกันแล้วก็จะ 1.ลดปริมาณการใช้ลง 2.ลดความตื่นตระหนกไม่ต้องเติมจนล้น ที่รัฐบาลตำหนิหรือดุเราก็ต้องทำ 3. มอนิเตอร์ติดตาม ตอนนี้มีปั๊มเรดาร์ต่างๆก็เลือกไปใช้บริการ ปั๊มที่มีน้ำมันเหลือไม่ไปปั๊มที่แออัดจนเกินไป 4.รอฟังข้อมูลการชี้แจง รัฐบาลมีหน้าที่กำกับดูแลชี้แจงประชาชน  ประชาชนต้องมีหน้าที่ให้ความร่วมมือ เขาให้เราประหยัดเราก็ต้องทำตามนั้น แม้ว่าการส่งเสียงหรือตั้งคำถามจะเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของเรา เพราะรัฐบาลอาสาเข้ามาทำหน้าที่ก็ต้องพร้อมรับฟังประชาชน ไม่ใช่ฟังเฉพาะวันเลือกตั้ง ฉะนั้นต้องเป็น 2 ด้าน” ปรัชญ์อร บอกทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวัน 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5