“ฉากทัศน์คดีฮั้ว สว. : คดีที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ!!” 

            “เรื่องนี้มีความผิดปกติตรงที่มีการกระทำเป็นกลุ่ม เครือข่ายมากกว่า 2 คนขึ้นไป เป็นคณะบุคคล มีจำนวนเงินที่เข้ามาเกี่ยวข้องประมาณ 300 ล้านบาท คราวนี้จึงกลายเป็นคดีความผิดอาญาอื่นเพราะเขามองไปที่ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการอั้งยี่และการฟอกเงิน”

            “พิชญ์ธรา แก้วก่อ ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงยุติธรรม เดลินิวส์” ให้มุมมอง“บทสรุปคดีฮั้ว สว. ไปต่อหรือพอแค่นี้ ?” ใน“รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ซึ่ง “คดีประวัติศาสตร์การเมือง ฮั้วเลือก สว.67 มลทินเส้นทางอำนาจสภาสูง นสพ.เดลินิวส์” ได้รับ“รางวัลข่าวดีเด่น จากการตัดสินรางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทข่าวจากสื่อหนังสือพิมพ์ ประจำปี 2568 ว่า   

“เผยขั้นตอนที่มาฮั้ว สว.”

            พิชญ์ธรา บอกว่า เรื่องราวคร่าวๆก่อนที่จะมาเป็นคดีพิเศษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำและก่อนที่จะมาเป็นคดีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง หรือคดีฮั้ว สว.ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กำลังทำอยู่ ที่มาของข่าวฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เริ่มต้นจากปี 2567 สว.เลือกกันเองให้ได้จำนวน 200 คน ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศแบ่งเป็น 20 กลุ่มอาชีพ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้คนที่เป็นแคนดิเดตผู้ที่จะไปสมัครรับเลือก สว. จะต้องกรอกใบข้อมูลหรือ สว.3 ประวัติการศึกษาและประวัติการทำงาน จึงมีบางอย่างที่น่าโฟกัสเป็นพิเศษ เพราะบางคนไม่มีประสบการณ์โดยตรงกับกลุ่มอาชีพนั้นๆ แต่กลับเอาตัวเองไปลงสมัครในกลุ่มอาชีพนั้นๆ เพื่อให้ง่ายต่อการได้รับเลือก

พิชญ์ธรา บอกว่า ก่อนที่จะมีการเลือก สว. ระดับอำเภอ ต้องไปหาผู้มาลงสมัครโดยเฉพาะกลุ่มคนในพื้นที่ ท้องถิ่นจังหวัดต่างๆต้องเตรียมคนที่จัดตั้งไว้ ซึ่งตอนแรกไม่รู้ว่ามีขบวนการนี้เกิดขึ้น มารู้อีกทีตอนที่มีการเลือก สว.ระดับประเทศแล้ว เห็นได้ชัดเจนเลยที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีวันที่ 26 มิ.ย.2567 มีขบวนการคณะบุคคลที่จัดเตรียมคนไว้และหาคนมาลงสมัคร โดยอ้างว่ามาลงสมัครในกลุ่มนี้แล้วจะได้ตำแหน่งต่างตอบแทน แต่บางส่วนลงสมัครไปโดยเข้าใจว่าจะได้รับเลือก คนอื่นจะมาเลือกและกาคะแนนให้ บางส่วนรับเงินเพื่อไปเป็นโหวตเตอร์ หรือเป็นสว.พลีชีพให้คนในโพยฮั้ว 

“กลุ่มสว.สำรองพบความผิดปกติ” 

            พิชญ์ธรา บอกว่า ความผิดปกตินั้นกลุ่มสว.สำรอง คือ คนที่ไม่ได้รับเลือกมาเป็นตัวจริง พบว่าตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศที่มีการเลือกกัน พบความผิดปกติเหมือนเป็นตัวเล่นในกระดานนี้ด้วย เพราะเป็นคนที่เข้าไปสมัครเป็นผู้รับเลือกตั้งสว. มักจะสังเกตกลุ่มคน เช่น กลุ่มคนนี้มาจากจังหวัดนี้หรือกลุ่มอาชีพอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้ไปทำความรู้จักกันว่าในรอบของการเลือกไขว้ จะเลือกเพื่อตอบแทนกันให้เข้าไปทำงานในวุฒิสภาด้วยกัน แต่ตัวเลขว่าในระดับอำเภอมีทั้งหมด 928 อำเภอ ตัวเลขกลมๆมีผู้สมัครสว.ระดับอำเภอ 48,000 คน ปรากฏว่าจาก 48,000 คนผ่านเข้ารอบ 23,645 คน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนี้ต้องไปตัดเชือกที่ระดับจังหวัด ซึ่งมีอยู่ 77 จังหวัดผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบมา 23,645 คน ที่จะไปไฟนอลวอล์คในรอบระดับประเทศ ผ่านเข้าไปทั้งสิ้น 2,995 คนจำนวนดังกล่าวนี้ที่เดินทางไปอิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 26 มิ.ย.2567 เพื่อไปเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่มจาก 2,995 คนให้เหลือ 800คนซึ่ง 800 คนนี้จะต้องมาเลือกรอบบ่าย เรียกว่า “เลือกไขว้กลุ่ม”จึงได้มาเป็นว่าที่สว. 200คน จากนั้นก็ต้องไปรอ กกต. ประกาศผลรับรอง

“กกต.ให้ผู้ที่พบเห็นความผิดปกติยื่นอุทธรณ์-ข้องใจ รับรองก่อน สอยภายหลัง”

            พิชญ์ธรา บอกว่า ระหว่างที่ กกต.จะประกาศผลรับรอง ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่อยากยื่นอุทธรณ์ ซึ่งพบเห็นความผิดปกติการเลือกสว.แต่และระดับ ยื่นหลักฐานให้ กกต.เพื่อชะลอการประกาศผลก่อน แต่ปรากฏว่าการประกาศผลเกิดขึ้นก่อน เข้าธรรมเนียมที่ว่า “รับรองไปก่อนแล้วสอยภายหลัง”ทำให้คนที่รู้สึกว่าไม่แฟร์อย่างกลุ่มสว.สำรอง ที่ไม่ได้เข้ารอบก็นำหลักฐานทุกอย่าง ซึ่งพบวันที่การเลือกระดับประเทศที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี บอกว่าเจอกลุ่มคนที่มีลักษณะบางอย่าง กระทำการเป็นเครือข่าย เช่น คนกลุ่มนี้นั่งรถตู้มาด้วยกัน,เช่าพักโรงแรมอยู่ด้วยกัน ก่อนที่จะมาเลือกตั้งและรวมกลุ่มกันติวเตอร์ทำโพย ยังเจอโพยตัวเลขตกอยู่ในห้องน้ำเป็นกระดาษ น่าแปลกว่าตอนที่นับคะแนนเวลาขานคะแนน กกต.จะโชว์ใบลงคะแนนและขานเลยว่าเป็นเลขไหน ปรากฏว่าใบที่นับคะแนนซ้ำกันหลายชุดมากๆ เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าทำไมตัวเลขถึงเหมือนกันราวกับนัดกันมาเลย อะไรจะบังเอิญกันขนาดนั้น ซึ่ง กกต.ก็มีไฟล์กล้องวงจรปิดนี้ เพราะว่าเป็นบล็อกกิ้งแต่ละกลุ่มอาชีพ

“พบหลักฐานโพยคะแนนให้กาตรงกัน-ส.ว.สำรอง หวัง ดีเอสไอประเมินหลักฐาน องค์ประกอบไหนเข้าข่ายความผิด” 

            พิชญ์ธรา บอกว่า การขานนับคะแนนนอกจากมีผู้สมัคร สว.แล้ว ยังมี “iLaw”ส่งคนไปสังเกตการณ์ ขณะที่สื่อมวลชนก็ไปสังเกตการณ์ด้วยพบความผิดปกติตรงนี้ว่าทำไมขานคะแนน สมมุติว่า 10 ใบ หรือ 20 ใบตัวเลขเหมือนกันหมด เหมือนนัดกันกาคะแนนหลักฐานตรงนี้ คือ หลักฐานที่ สว.สำรองได้มา และมีคลิปวิดีโอที่มีคนแอบถ่ายไว้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ร่วมรับฟังว่าจะต้องกาเบอร์อะไร เหตุเกิดที่โรงแรมในจังหวัดต่างๆ 

            พิชญ์ธรา บอกว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะมาเป็นคดีพิเศษทางส.ว.สำรองมองว่า กกต.ประกาศรับรองไปแล้วหลักฐานที่มีจึงมอบให้ดีเอสไอ เพราะหวังอยากให้ดีเอสไอประเมินหลักฐานมีองค์ประกอบไหน เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายของดีเอสไอหรือไม่ เรียกว่า “พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ.2567” ซึ่งปกติแนบท้ายกฎหมายดีเอสไอจะต้องมี ที่เข้าได้โดยอำนาจของอธิบดีดีเอสไอ คนส่วนใหญ่จะสับสนว่าทำไมคดีนี้ อำนาจอธิบดีดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษได้เลย แต่บางคดีต้องชงเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ แตกต่างกันตรงที่ว่าถ้าคดีนั้นๆอยู่ในแนบท้ายกฎหมายดีเอสไอ ตรงนี้อธิบดีดีเอสไอใช้อำนาจตัวเองรับเป็นคดีพิเศษได้เลย

“ทำเป็นเครือข่าย มีเงินเอี่ยว 300 ล้านบาท”

            “เรื่องนี้มีความผิดปกติตรงที่มีการกระทำเป็นกลุ่ม เครือข่ายมากกว่า 2 คนขึ้นไปเป็นคณะบุคคล มีจำนวนเงินที่เข้ามาเกี่ยวข้องประมาณ 300 ล้านบาท คราวนี้จึงกลายเป็นคดีความผิดอาญาอื่นเพราะเขามองไปที่ ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการอั้งยี่และการฟอกเงิน 2 ตัวนี้ต้องชงเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่คุมกระทรวงยุติธรรมมาเป็นประธานบอร์ด ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานบอร์ด ขณะที่อธิบดีดีเอสไอ เป็นเลขานุการของบอร์ด คราวนี้มีการประชุมและลงมติกันว่า สรุปแล้วหลักฐานที่เจอจะรับเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ ในเรื่องของ “อั้งยี่ฟอกเงิน” ต้องไปลุ้นมติเสียงในบอร์ด ซึ่งรอบแรกปรากฏว่าการประชุมล่ม หลังจากนั้นมามีการประชุมครั้งที่ 2 ได้รับเป็นคดีพิเศษเพราะเสียงมติของบอร์ดผ่านครึ่งพอดี จึงเป็นคดีพิเศษที่ 24 / 2568 ที่เราเรียกกันว่า “คดีอั้งยี่ฟอกเงิน สว.” ซึ่งจะไม่เหมือนฮั้ว สว. เพราะ กกต.เป็นฝ่ายตรวจสอบในเรื่องนี้”

“คดียังไม่สะเด็ดน้ำ เหตุ อัยการตีกลับสำนวน ทำแยกเป็น 2 สำนวน ระหว่าง กกต. กับ ดีเอสไอ”

            พิชญ์ธรา บอกว่า ดีเอสไอถูกตั้งคำถามว่ารับเป็นคดีพิเศษได้อย่างไร ในเมื่อคดีมูลฐานของ กกต.ยังไม่ได้พูดเลยว่าผิดฮั้ว สว. ก็จะเป็นปัญหาตลอดในช่วงนั้น ซึ่งดีเอสไอบอกว่าการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว พยานหลักฐานมีแล้ว เช่น เงินที่เข้ามาเกี่ยวข้องกว่า 300 ล้านบาท แน่นอนยังไงก็เข้าข่ายคดีพิเศษ และบอร์ดมีมติด้วยจึงได้รับเป็นคดีพิเศษ จากนั้นก็สืบสวนสอบสวนเรื่อยมาจนทุกวันนี้ คดียังไม่จบยังไม่สะเด็ดน้ำ เพราะอัยการตีกลับสำนวน ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ทำให้คดีเดียวแยกออกเป็น 2 สำนวนระหว่าง กกต.กับดีเอสไอ

“ดีเอสไอ-กกต.ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางฯ ลงพื้นที่ทำ 2 สำนวน”

            พิชญ์ธรา บอกว่า อยากให้มองคดีนี้ออกเป็น 2 แท่ง คือ 1. คดีอาญาอั้งยี่ คดีอาญาฟอกเงิน สว.ซึ่งดีเอสไอเป็นฝ่ายทำทุกวันนี้ ยังไม่เสร็จ 2.คดีฮั้ว สว. โดย กกต.เป็นฝ่ายทำ ซึ่งคดีฮั้วส ว.นั้นกกต.ได้ตั้ง “คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26” ซึ่งมีกกต. 4 คน และมีดีเอสไอร่วมสืบสวนสอบสวนด้วยอีก 3 คน ชุดนี้จึงมีทั้งดีเอสไอและ กกต.ร่วมกันทำสำนวน มีการเรียกสืบสวนสอบสวนปากคำพยานบุคคล จนกระทั่งพบความเกี่ยวข้องว่ามีนิติสัมพันธ์ของบุคคลจำนวนทั้งสิ้น 229 คน คือสว.ตัวจริง 138 คน ขณะที่ 91 คนเป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองดังขนาดใหญ่ กกต.กับดีเอสไอจึงลงพื้นที่เพื่อไปแปะหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหา โดยไปที่คอนโดและไปที่พักอาศัยของ สว.ตัวจริง นำเอกสารหมายเรียกไปแปะที่บ้าน ซึ่ง สว.ตัวจริงส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน เพราะแต่ละคนเวลาสมัครจะใช้ที่อยู่ตามภูมิลำเนา แต่ที่อยู่ปัจจุบันอาจจะอยู่ที่อื่น

“ร่วมลงพื้นที่ดูบรรยากาศติดหมายเรียก-เสี่ยหนูมีชื่อ 1 ใน 229 คน” 

            พิชญ์ธรา บอกว่า ได้ลงพื้นที่ไปดูบรรยากาศ การนำหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาโดยมีคนมารับแทน หลังจากนี้ก็เคาท์ดาวน์รอวันที่พวกเขาจะเข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตรงนี้มีข่าวออกมาอยู่แล้ว เช่น พรรคการเมืองใหญ่อย่างภูมิใจไทย มีรายชื่อของคณะกรรมการบริหารพรรคที่โดน ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคก็เป็นหนึ่งในรายชื่อ ปรากฏว่าทั้งหมดทยอยเดินทางมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา กับอนุกรรมการฯชุดที่ 26 เมื่อได้ข้อมูลการแก้ข้อกล่าวหาเหล่านี้มาแล้ว ก็ต้องตรวจดูว่ารับฟังได้หรือไม่ ท้ายสุดมติที่ประชุมมองว่ารับฟังไม่ได้ว่าพวกคุณไม่เกี่ยวข้อง จึงทำให้มีมติเห็นควรว่าจะต้องดำเนินคดีกับทั้ง 229 คน คราวนี้แทนที่ความเห็นดังกล่าวจะถูกส่งไป ที่สำนักเลขาธิการ กกต.หรือว่ารองเลขาธิการ กกต. แต่ปรากฏว่าประธาน กกต.ในยุคนั้น คือนายอิทธิพร บุญประคอง ก่อนที่จะเกษียณก็ได้แต่งตั้งคณะที่ 36 ขึ้นมา

“อดีตปธ.กกต.ตั้ง 7 อรหันต์ ไร้คน กกต.-ดีเอสไอ เป็นอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36” 

            พิชญ์ธรา บอกว่า ตามปกติกกต.มี 35 คณะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ช่วยกันกลั่นกรองสำนวนแต่ปรากฏว่านายอิทธิพรตั้งขึ้นมาอีก 1 ชุดเรียกว่า “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36” ตั้งขึ้นมาอีก 7 คน ไม่มีคนใน กกต.และไม่มีคนในดีเอสไอเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เป็นคนใหม่ทั้งหมดเลย ตอนนั้นผู้สื่อข่าวสงสัยว่า กกต.มี 35 คณะอยู่แล้วจะไปตั้งขึ้นทำไมอีกคณะ 1 กลั่นกรองอีกทำไม ในเมื่อผู้ทรงคุณวุฒิก็ดูได้อยู่แล้ว ซึ่ง กกต.อ้างว่าต้องมากลั่นกรองสำนวนดู

“ร.ต.อ.ปิยะ โดนวิจารณ์หลังยืนรอรับเสี่ยหนู 1 ใน 229 คนที่ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ในงาน MotoGP”

            พิชญ์ธรา บอกว่า มีรายงานออกมาว่า 7 อรหันต์มีรายชื่อ 1 ที่น่าสนใจ คือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติแต่หมวกอีกใบ คือ เป็นประธานคณะอนุฯชุดที่ 36ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะมีมติก็มีข้อคอรหา ว่าคณะอนุฯชุดที่ 36 มีมติ 5/2 ชี้ควรว่า 229 คนที่ถูกกล่าวหาว่าผิดฮั้วสว.ไม่ผิด โดย 5 เสียงบอกว่าไม่ผิดจึงกลายเป็นคำที่ว่าคุณกำลัง “ ปล่อยผีฮั้วส.ว.หรือไม่” ทำให้ร.ต.อ.ปิยะเหมือนตำบลกระสุนตก เพราะงาน MotoGP สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ มีภาพข่าวประชาสัมพันธ์โดยพีอาร์กระทรวงมหาดไทยโชว์ภาพร.ต.อ.ปิยะ ไปยืนรอต้อนรับยกมือไหว้นายอนุทิน ซึ่งนายอนุทินเป็น 1 ในรายชื่อ 229 คนที่ถูกกล่าวหาคดีฮั้วสว.จึงกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กัน

“ปิยะ แจง หลังถูกจี้ถาม อ้างวันหยุดไปดูแข่งรถ ไม่เกี่ยวผลคดี”  

            พิชญ์ธรา บอกว่า ได้สอบถามร.ต.อ.ปิยะโดยตรง บอกว่าวันนั้นไปดูงานแข่งรถจักรยานยนต์เพราะเป็นวันอาทิตย์ ท่านไม่รู้เรื่องมติอะไรมากเพราะเป็น 1 ในคณะและไม่ได้คอนเฟิร์มว่าท่านเป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ตามข่าวที่ออกมาหรือไม่ จนถึงทุกวันนี้กกต.ยังไม่คอนเฟิร์มเลยว่า มติ5/2 ที่สื่อมวลชนรายงานออกมาเป็นเรื่องจริงหรือไม่ บอกแค่ว่ามติเป็นความลับ จะได้รู้กันอีกทีเมื่ออมตินี้ถูกส่งไปยังสำนักเลขาธิการกกต.  เพื่อยิงเข้าไปต่อที่บอร์ดกกต.ชุดใหญ่แล้วจึงวินิจฉัยชี้ขาด ส่งไปที่ศาลฎีกานักการเมืองซึ่งกระบวนการนี้ต้องไปลุ้นเลยว่า บอร์ดกกต.จะเห็นด้วยกับชุดแรกที่ชี้มูลว่า 229 คนผิด หรือเห็นด้วยกับชุดที่ 2 ที่ปล่อยผี 229 คน ตรงนี้เป็นฉากทัศน์ยาวๆที่ต้องติดตามควบคู่กับคดีของดีเอสไอ

“อัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวน-นำข้อมูลดีเอสไอรวมกับกกต.”

            พิชญ์ธรา บอกว่า ล่าสุดได้พบอธิบดีดีเอสไอ ถามไปว่ามติของคณะอนุฯชุดที่ 36 ออกมาแล้วว่า 229 คนไม่ผิดฮั้วสว. มีผลผูกพันกับคดีอาญาอั้งยี่ฟอกเงิน สว.ที่ดีเอสไอ ทำอยู่หรือไม่ อธิบดีบอกว่าอัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนมา เพราะก่อนหน้านี้ดีเอสไอสรุปสำนวน สั่งฟ้องไป 8 คน คือ สว.ตัวจริง 2 คนและเครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 คน ปรากฏว่าอัยการคดีพิเศษที่ตรวจสอบสำนวนบอกว่า ดีเอสไอจะสั่งฟ้องแค่ 8 คนนี้ไม่ได้ ในเมื่อพยานหลักฐานบ่งบอกว่ามีตั้ง 1,200 คน ขณะที่สำนวนคดีของ กกต.ชี้มูลไป 229 คน ฉะนั้นให้กลับมาทำใหม่ทั้งหมด แล้วเอาเนื้อหาข้อมูลสำนวน กกต.มารวมด้วย 

 “รบ.เปลี่ยนขั้ว ทำคดีล่าช้า”

            พิชญ์ธรา บอกว่า อธิบดีเอสไอจึงบอกว่าตรงนี้ คือ 1 ในปัจจัยเหมือนกันที่จะต้องรอบอร์ด กกต.ชี้ขาด ว่า 229 คนผิดหรือไม่เพราะมีผลผูกพันกัน แม้เราจะบอกว่าเป็นกฎหมายคนละฉบับ แต่มองว่ายังไงก็เกี่ยวข้องกันแน่ๆ ถ้าบอร์ดบอกว่า 229 คนนี้ไม่ผิดคดีฮั้ว สว.เลย นั่นคือคดีมูลฐาน แล้วดีเอสไอจะตอบสังคมอย่างไร ว่าไม่ผิดเลือกตั้งแต่ผิดอาญา “อั้งยี้ฟอกเงิน” ตรงนี้ดีเอสไอต้องสู้ด้วยหลักฐานเส้นทางการเงิน เพราะตอนนี้เขาไปขอสเตทเมนท์จากธนาคารว่าแต่ละคน จ่ายเงินอะไรกันอย่างไรบ้าง เพราะจะมีค่าต่างตอบแทน ทำให้ตอนนี้เกิดการชะลอเกิดขึ้น แม้จะเดินหน้าแต่ก็ไม่ได้เข้มข้นเหมือน ก่อนหน้านี้ พอรัฐบาลเปลี่ยนขั้วทำให้ความเข้มข้นลดลง

“เส้นทางการเงินโกหกไม่ได้”

            พิชญ์ธรา ยอมรับว่า ถ้าดีเอสไอสู้ด้วยหลักฐานแล้วพบว่า หลักฐานของดีเอสไอชัด มีการกระทำผิดเกิดขึ้น อาจมีผลในแง่อารมณ์ทางสังคม ว่าดีเอสไอฟ้องอั้งยี่ฟอกเงิน แต่ทำไม กกต.ถึงมองว่า 229 คนไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ไม่ผิดตาม พ.ร.บ.สว.ซึ่ง กกต.ต้องออกมาตอบเหมือนกัน ว่าทำไมถึงมองว่า 229 คนไม่ผิดทั้งที่นิติวิทยาศาสตร์อย่างเส้นทางการเงินโกหกกันไม่ได้ เพราะมีพฤติการณ์เป็นเครือข่ายองค์กร จ่ายเงินตั้งแต่ก่อนเลือกสว.และระหว่างเลือกรวมทั้งหลังเลือก สว. เพราะ สว.ตัวจริง ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีผู้ช่วยเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว เป็น สว.ที่สอบตกแล้วได้เงินเดือน หักลบจ่ายกันไปจ่ายกันมาเหมือนต่างตอบแทน ฉะนั้นเรื่องเส้นทางการเงินโกหกกันไม่ได้อยู่แล้ว มีหน้าที่ดีแคร์เท่านั้นว่าเป็นเงินอะไร ทำไมถึงจ่ายกันไปกันมาในระหว่างช่วงที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

“ยอมรับ หาข้อมูลข่าวยากขึ้น หลังเปลี่ยน รบ.” 

            “ความยากและอุปสรรคของข่าว คือ มีอะไรบางอย่างมากั้น ไม่ให้พนักงานสอบสวนให้ข้อมูลเราได้เต็มที่ ในยุคแรกของคดีพิเศษนี้เป็นรัฐบาลเพื่อไทย แต่พอมาเป็นรัฐบาลภูมิใจไทยคนที่อยู่ในสำนวนที่ถูกกล่าวหา ส่งคนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคุมดีเอสไอ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกอย่างที่ดีเอสไอทำ รัฐมนตรีจะต้องรับทราบด้วยหรือไม่ เช่น มีความเห็นอะไร ดำเนินคดีอะไรอย่างไร เพราะต้องรับทราบและตอบนักข่าวกลายเป็นว่าบางอย่างที่เคยได้ข้อมูลมันหายไป เช่น อยู่ๆติดต่อแหล่งข่าวไม่ได้ น่าจะเรื่องของการแทรกแซงการล้วงลูกหรือไม่ เพราะตอนที่นายศุภชัย ใจสมุทร เข้ามารับตำแหน่งเลขานุการ รมว.ยุติธรรมช่วงแรกๆ ตั้งคำถามกับนักข่าวกระทรวงยุติธรรมเลยว่า ฝากถามไปที่ดีเอสไอว่าเริ่มสืบสวนสอบสวนคดีฮั้ว สว.ถูกต้องหรือไม่ ตรงนี้คือความเป็นธรรมที่เขาร้องขอและสะท้อนออกมา” พิชญ์ธรา บอกทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5