“ต้องรอดูทายาทบ้านใหญ่ บางคนเพิ่งจะผ่านเกณฑ์ได้เป็นรัฐมนตรีมีคุณสมบัติครบไม่กี่ปี ด้านหนึ่งตั้งคำถามเพราะวิตกกังวล ปัญหาบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ต้องให้คนมีประสบการณ์ ขนาดคนมืออาชีพเป็นความหวังของหมู่บ้าน ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม คือ “สามแม่ครัว” พอมาเจอของจริงเข้าไป ยังมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น”
“มนตรี จอมพันธ์ สื่อมวลชนอาวุโสสายการเมือง นักจัดรายการข่าวการเมือง”วิเคราะห์“ครม.อนุทิน 2 บ้านใหญ่ผลัดใบ” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“ปม ศักดิ์สยาม ถูกศาล รธน.ชี้มูล หยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นจุดเปลี่ยน ภท.”
มนตรี วิเคราะห์ว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพรรคภูมิใจไทย กึ่งๆผลัดใบไปสู่อีกเจนหนึ่ง นำโดยนายชัยชนก ชิดชอบ มาเป็นเลขาธิการพรรค ตั้งแต่ตอนนั้นย้อนไปในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยมีปัญหา ซึ่งนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้มูลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ พรรคภูมิใจไทยก็เริ่มปรับเปลี่ยนจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ที่บอกว่าเป็น “เจนใหม่-บ้านใหญ่-มีของ” แต่พอมาถึงวันนี้สถานการณ์เป็นอีกแบบหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าจะมีบ้านใหญ่อีกมากมายไปรวมกันอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย พอเกิดบรรยากาศตรงนั้นขึ้น เจนใหม่จากบ้านใหญ่ซึ่งเป็นทายาทของบ้านใหญ่ได้ขึ้นกันเป็นแผงแล้ว ก็ต้องเป็นรุ่นที่นำพาพรรคภูมิใจไทยต่อไป
“บ้านใหญ่ เจนใหม่ สู้รบไทย-เขมร รัฐบาล MOA ทำภิใจไทยฟีเวอร์-จัดสรรตำแหน่งลงตัว ”
มนตรี บอกว่า องค์ประกอบ ทั้ง 1.บ้านใหญ่ 2.เจนใหม่ 3. ความสำเร็จของรัฐบาลMOA ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ชายแดนสู้รบกับเขมร หลายอย่างบวกกันจึงเป็นที่มาทำให้พรรคภูมิใจไทย ได้รับการเลือกตั้งมากถึง 192 เสียง นั่นคือความสำเร็จที่ปฏิเสธไม่ได้ เมื่อสำเร็จเช่นนั้น การจัดตั้งรัฐบาลจึงไม่มีปัญหามากมาย ยกเว้นเรื่องการจัดสรรเก้าอี้ 35 + 1 แม้ว่าตอนนี้จะยังตั้งไม่เต็ม ว่างไว้ 1 แต่รวมแล้ว คือ 35 ตั้งนายกรัฐมนตรีด้วย จึงกลายเป็นต้องมาจัดสรรปันส่วนให้ลงตัว ซึ่งนอกจากบ้านใหญ่แล้ว ยังมีกลุ่มลูกบังเกิดเกล้า ลูกเทพก็ถือว่าลงตัว
“ส่งสัญญาณวัดค่า KPI รมต.หากไร้ผลงานปรับออก-สลับเก้าอี้ สมบัติผลัดกันชม”
มนตรี บอกว่า จากคำพูดของนายอนุทิน ที่บอกว่าที่นี่ไม่ใช่เวทีที่จะมาตอบแทนอะไรให้ใครและไม่ใช่เวทีฝึกงาน จะต้องมีการวัด KPI รัฐมนตรี ตรงนี้เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่า ไม่ใช่เฉพาะการให้โอกาสลูกบ้านใหญ่ทายาททั้งหลายแต่คนเก่าด้วยเหมือนกัน ถ้าทำงาน 3 หรือ 5 เดือนหรือกี่เดือนก็แล้วแต่ หากไม่มีผลงานก็ต้องปรับเปลี่ยนให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน ส่วนตัวมองว่าเป็นเทคนิคของนายกรัฐมนตรี ที่ส่งสัญญาณไปยังหลายคนที่ไม่สามารถขึ้นรถไฟเที่ยวนี้ทัน เดี๋ยวก็มีโอกาส เป็นการสลับเก้าอี้ดนตรี สมบัติผลัดกันชม แต่ยกประเด็นเรื่องของ KPI มาเป็นตัวตั้ง
“นิด้าโพล ชี้ คนเริ่มไม่เชื่อมั่น รมต.สามแม่ครัว แม้ยังไม่เริ่มงานจริง”
“ต้องรอดูทายาทบ้านใหญ่ บางคนเพิ่งจะผ่านเกณฑ์ได้เป็นรัฐมนตรีมีคุณสมบัติครบไม่กี่ปี ด้านหนึ่งตั้งคำถามเพราะวิตกกังวล ปัญหาบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ต้องให้คนมีประสบการณ์ ขนาดคนมืออาชีพเป็นความหวังของหมู่บ้าน ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม คือ “สามแม่ครัว”พอมาเจอของจริงเข้าไป ยังมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น ดูผล “นิด้าโพล” วันนี้ปรากฏว่าไม่เชื่อมั่นทั้ง 3 คน จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อสถานการณ์จริงต้องรบจริง 2 ท่านมีประสบการณ์ทางราชการมาถึงตำแหน่งสูงสุด ส่วนอีกหนึ่งท่าน มีประสบการณ์ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับถึงขั้นสื่อในโลกโซเชียลเรียกว่า“ซุปเปอร์จี” แต่ตอนนี้เจอสถานการณ์ตะวันออกกลาง เราไม่เคยเห็นรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งได้รับชัยชนะ และกำลังจะจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ทันได้เริ่มต้นก็ถูกตั้งคำถาม แทนที่จะเริ่มต้นพิสูจน์กัน 3 เดือน 6 เดือน กลายเป็นมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นอย่างแรง ตรงนี้คือภาพใหญ่ของรัฐบาลอนุทิน ต้องเร่งทำงานอย่างมากเพื่อพิสูจน์ฝีมือ”
“นักวิชาการ มอง เป็นโอกาสคนรุ่นใหม่พิสูจน์ฝีมือ”
มนตรี กล่าวว่า อีกกระแสหนึ่ง กรณีนักวิชาการต่างๆมองว่า เป็นโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะได้พิสูจน์ฝีมือ เพราะที่ผ่านมามักจะเห็นคนที่มาเป็นรัฐมนตรี เป็นเสนาบดีเหมือนกับที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยบอกว่ามีแต่หน้าเดิมๆนามสกุลเดียวกับผมก็มี เป็นมาแล้วกว่า 30 ปีวันนี้ยังได้เป็นอีก จึงกลายเป็นอีกด้านหนึ่งที่อยากจะเห็นการเปิดพื้นที่ ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาแสดงฝีมือเข้ามาทำงาน บังเอิญว่ามีโอกาสแต่เป็นจังหวะที่ปัญหาค่อนข้างใหญ่ แม้กระทั่งคนที่เป็นระดับมืออาชีพแท้ๆยังขยับได้ระดับนี้ แต่จะกลายเป็นว่าไปตำหนิตั้งแต่ยกต้นๆ ท่านอาจจะบอกว่ายังไม่มีอำนาจเต็ม หรือทำนั่นทำนี่ได้ ต้องรอดูหลังการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเสร็จเรียบร้อย แล้วมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)นัดพิเศษ
“รบ.เริ่มทำงาน ต้องเร่งบริหารอารมณ์ความรู้สึก-เงินในกระเป๋าประชาชนทันที”
มนตรี บอกว่า ไม่แน่ใจว่าเมื่อรัฐบาลออกตัววิ่ง 100 เมตรแล้ว น้ำมันขึ้นรายวัน และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศตรึงราคาน้ำมัน B20 ไว้ที่ 22 บาทเศษๆ ส่วน B70 ตรึงไว้ที่ 21 บาท แต่ล่าสุดประกาศปรับลดการอุดหนุนและลดเพดานการตรึงการอุดหนุนลงมาเป็นอีก 2.80 บาท กลายเป็นว่าราคาน้ำมันปรับขึ้นจนกระทั่งมีคนตั้งคำถาม เพราะคนไม่เคยเจอน้ำมันลิตรละ 50 บาท ตรงนี้เป็นปัญหาที่รัฐบาลเข้าทำงานปุ๊บ ก็ต้องบริหารอารมณ์ความรู้สึกและเงินในกระเป๋าของประชาชน เพราะเป็นต้นทุนของสินค้าทุกอย่าง ฉะนั้นจะอยู่ได้หรือไม่ได้ หรืออยู่ได้นานเพียงใด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนที่รัฐบาลได้เกือบ 300 เสียง แต่อยู่ที่ศรัทธาจากประชาชน ที่เหมือนจะเป็นน้ำให้รัฐนาวานี้ลอยลำได้ ถ้าน้ำเหือดแห้งเรือก็คงจะไปต่อยาก เอาเป็นว่ารัฐบาลอนุทินคงไม่ง่าย เพราะแถลงนโยบายเสร็จต้องทำงานแข่งกับเวลา ส่วนจะเยียวยาความรู้สึกของประชาชน ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้หรือไม่ ต้องรอดูหลังวันที่ 10 เมษายนไปแล้ว
“รบ.ต้องเร่งแก้ปม ฝุ่น-วิกฤตพลังงาน”
ส่วนร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มนตรี บอกว่า ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ค้างอยู่ที่ขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา ทุกพรรคการเมืองเห็นพ้องกันหมดเพราะเป็นปัญหา กฎหมายฉบับนี้จำเป็นต้องรองรับ“ฤดูฝุ่นจิ๋ว” ที่มาทุกวงรอบปี ตามกฎกติกาเมื่อมีการเลือกตั้งเปิดประชุมสภาครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน 2 พลัส ต้องนำร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภามายืนยันเพื่อเดินหน้าต่อ ซึ่ง สส. ฝ่ายค้านพยายามขอความชัดเจนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าจะเอาอย่างไร แต่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย อภิปรายชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องต่างๆจำนวนมากที่ซ้ำซ้อนกัน ทำให้ค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ได้ไปต่อ รัฐบาลจึงถูกตั้งคำถามค่อนข้างมาก ต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดว่าสิ่งที่นายศุภชัยระบุ รัฐบาลใช้เป็นคำยืนยันได้หรือไม่ ว่าจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่เพื่อประกาศใช้ทัน“ฤดูฝุ่น”ในปีถัดไป เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมผลักดัน เหมือนกับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นเวลานี้ หลายคนเห็นว่ามีปัญหาในเชิงโครงสร้างพลังงาน
“ฝ่ายค้านไม่เป็นเอกภาพ-ชกไม่เต็มหมัด เหตุอาจรอร่วม รบ.”
ส่วนการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลนั้น มนตรี มองว่า ความอ่อนแอเกิดจากจุดยืนของพรรคฝ่ายค้านที่ไม่เป็นหนึ่งเดียว อย่าลืมว่าทั้ง 3 พรรคแม้บางพรรคอาจจะมีเสียงมากเป็นอันดับ 2 แต่ก็ไม่รู้ว่าจะรอจังหวะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะเคยมีฝ่ายค้านที่ทำตัวเป็นฝ่ายที่รอเข้าร่วมรัฐบาล จึงทำให้ชกไม่เต็มหมัด ขณะที่พรรคประชาชนมีปัญหาภายในค่อนข้างมาก
“จับตา ปชน. ปัญหาภายในอื้อ”
มนตรี กล่าวว่า ไม่รู้ว่าจะมีปัญหาหรือไม่ กรณีที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติเห็นชอบร่างคำร้องยื่นศาลฎีกา กล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อเรื่องถึงศาลแล้วศาลประทับรับฟ้องหรือไม่ หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น อีกกรณีที่มีข่าวออกมาว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเรียกสอบผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ประเด็นการใช้บริษัท Spectre C ทำ IO และกรณีสมัครสมาชิกด้วย Laser ID หลังบัตรประชาชน หลังพบข้อกล่าวหาอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯและครอบงำกิจกรรมพรรค จึงกลายเป็นว่าพรรคประชาชนมีปัญหาภายในค่อนข้างมาก ไม่รู้ว่าแถว 3 แถว 4 จะสร้างขึ้นมาทันหรือไม่
“ปชป.ฝ่ายค้านมืออาชีพ แต่เสียงน้อย เขย่ารบ.ไม่ได้”
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคกับไม่กี่คนกลายเป็นคนแบก ฉะนั้น 21 เสียงของพรรคประชาธิปัตย์คงไม่สามารถที่จะไปเขย่ารัฐบาลได้มากมาย แม้ว่าจะเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพในอดีต แต่ตอนหลังผ่านมาหลายรุ่นหลายยุค ถ้าไล่เรียงตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ ไปจนถึงสส.คนที่ 21 จะเห็นได้ว่าหลายคนยังไม่มีประสบการณ์ ต้องบ่มเพาะใช้เวลาพอสมควร ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลเจออาการอย่างนี้ ส่วนฝ่ายค้านอยู่ในระดับที่ไม่ค่อยเข้มแข็งมากนัก ก็น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกัน แต่ทั้งประชาธิปัตย์และกล้าธรรมมีสายสัมพันธ์กับภูมิใจไทย ส่วนพรรคประชาชนอาจจะมีระยะห่างมานิด แต่บางทีการเมืองต้องดูเป็นระยะๆไป
“แนะ เสี่ยหนู ระวังคำพูด-การใช้คน”
มนตรี บอกว่า สำหรับนายอนุทินต้องระมัดระวังเรื่องคำพูด ตอนแรกสมัยโควิด ล่าสุดกรณีวิกฤติพลังงานน้ำมันขาดแคลน ไปกล่าวหาประชาชนเป็นจำเลยกักตุนไว้ ล่าสุดผลปรากฏออกมากลายเป็นหนังคนละม้วน และต้องระมัดระวังเรื่องการใช้คน กรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายอนุทินอาจมองว่าถูกฝาถูกตัว แต่คนข้างนอกมองเข้าไปแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมากลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
