“ประเทศแถบภูมิภาคเอเชียมีข้อได้เปรียบ จากวิกฤตภูมิภาคตะวันออกกลาง แทนที่นักท่องเที่ยวจะเลือกเดินทางไปอเมริกาหรือตะวันออกกลาง ก็หันมาเที่ยวประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแทน ขณะนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้คนจีน อินเดีย เกาหลีใต้ เดินทางมาประเทศไทยอยู่แล้ว”
“ประกฤติ โคตพงษ์ ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอีจัน วิเคราะห์ “วิกฤตตะวันออกกลางกระทบการท่องเที่ยวไทย?” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“ไทยกระทบตั้งแต่วิกฤตตะวันออกกลาง เริ่มรบใหม่ๆ”
ประกฤติ บอกว่า วิกฤติตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น กระทบต่อประเทศไทยตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่มีการเปิดฉากโจมตีกัน เพราะหลายประเทศในตะวันออกกลางประกาศปิดน่านฟ้า ทุกสายการบินยกเลิกเที่ยวบินกะทันหัน นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางได้เลย และลามมาถึงประเทศไทยด้วย แต่ประเทศไทยได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยช่วงไฮซีซั่นของเขา คือ ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ในช่วงต้นปีจึงยังไม่เดินทางมามาก แต่อาจจะมีกระทบมากในส่วนของอิสราเอล ที่ยกเลิกไฟลท์บินไปจำนวนมากเพราะกังวลเรื่องราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น และค่าใช้จ่ายต่างๆที่เยอะขึ้น รวมทั้งเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก
“ผู้ประกอบการท่องเที่ยวโซนภาคใต้ กระทบอื้อ-ยอมแบกรับต้นทุนราคาน้ำมัน”
ตนได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการ หลักๆที่กระทบมากสุด คือ ภาคใต้โซนทะเล เช่น จ.กระบี่ ภูเก็ต พังงา เพราะรับนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเป็นหลัก เมื่อสายการบินยกเลิกทำให้นักท่องเที่ยวชะลอมาโซนภาคใต้ของไทย นอกจากนี้ผู้ประกอบการสะท้อนปัญหาว่า สิ่งที่น่ากังวล คือ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่เขายังกัดฟันวิ่งเรือต่อ เพราะอย่างน้อยยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว จึงต้องยอมแบกต้นทุนตรงนั้น
“ผู้ประกอบการเรือกังวลเรื่องของน้ำมัน ตอนแรกกังวลเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่ก็ยังยอมวิ่งเรือพานักท่องเที่ยวทัวร์ต่อ เพราะยังมีลูกค้าเดินทางมาอยู่ แม้จะไม่เต็ม 100% แต่หลังจากวิกฤติสงครามที่มีการยิงกัน ประมาณช่วงสัปดาห์ที่ 2 เริ่มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องกัดฟัน ทำให้ผู้ประกอบการต้องมาแบกเรื่องของน้ำมันต่อ เหมือนกระทบ 2 ทางเลยตอนนี้ ส่วนผลที่ตามมาของค่าพลังงาน ส่วนใหญ่กระทบเรือและรถทัวร์มากกว่าภาคการโรงแรม ที่ยังไม่กระทบเท่าไหร่เพราะโรงแรมส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า”
“นักท่องเที่ยวจีน อินเดีย เบนมาเที่ยวแถบเอเชีย รวมทั้งไทยมากขึ้น”
ส่วนนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย ประกฤติ บอกว่า เป็นผลดีมากกว่า พอเริ่มมีการปะทะกันในภูมิภาคตะวันออกกลางและอเมริกา ทำให้นักท่องเที่ยวระยะใกล้ อาทิ จีน อินเดีย แทนที่จะเดินทางไปอเมริกา หรือไปฝั่งตะวันออกกลาง ก็เริ่มเดินทางมายังประเทศแถบเอเชียมากกว่า รวมทั้งประเทศไทย ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์ไปด้วย แม้ว่านักท่องเที่ยวจีนจะกังวลเรื่องสถานการณ์ความมั่นคงบ้างเล็กน้อย เช่น โซเชียลมีเดียของจีนยังพูดคุยกันเรื่องสแกมเมอร์ แต่ไม่ได้เป็นเรื่องหลักเหมือนช่วงก่อนหน้านี้
“ตั้งเป้านักท่องเที่ยวจีนมาไทยปีนี้ 6 ล้านคน-นักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์อาจกังวล ต่างจาก FITที่มาไทยเรื่อยๆ”
ประกฤติ เล่าว่า นักท่องเที่ยวจีนหายไปพักหนึ่งหลังโควิด และลดลงเป็นจำนวนมาก จากเดิมจีนมาเที่ยวประเทศไทยช่วงก่อนโควิดประมาณ 11 ล้านคน หลังจากโควิดก็เริ่มทยอยกลับมา ปีแรกหลังจากที่เปิดประเทศก็กลับมา 4 ล้านคน แต่ปีนี้ตั้งเป้าไว้ประมาณ 6 ล้านคน ถือว่าจำนวนยังน้อยอยู่ เพราะยังมีความกังวลเรื่องสแกมเมอร์และปัจจัยอื่นๆรวมถึงเรื่องค่าน้ำมัน ทั้งนี้นักท่องเที่ยวที่เป็นกรุ๊ปทัวร์อาจจะกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง แต่กรุ๊ปนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมาด้วยตัวเอง ( FIT ) ก็อาจจะยังเดินทางมาประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ ฉะนั้นสถานการณ์ตะวันออกกลางก็อาจจะเป็นโอกาสที่จะกลับมาฟื้นนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย สำหรับนักท่องเที่ยวมาเลเซียอาจจะมาบ้าง แต่จำนวนยังน้อยเพราะสถานการณ์น้ำท่วม อ.หาดใหญ่ ยังมีผลกระทบต่อความรู้สึกอยู่
“ประเทศแถบภูมิภาคเอเชียได้เปรียบจากวิกฤตภูมิภาคตะวันออกกลาง แทนที่นักท่องเที่ยวจะเลือกเดินทางไปอเมริกาหรือตะวันออกกลาง ก็หันมาเที่ยวประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแทน ขณะนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้คนจีน อินเดีย เกาหลีใต้ เดินทางมาประเทศไทยอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสดีที่จะเดินทางมามากขึ้น ซึ่งบรรยากาศงานสงกรานต์ที่ผมได้ไปทำข่าว 2-3 ที่ผ่านมา และไปเดินห้างสรรพสินค้าด้วย อาทิ ห้าง One Bangkok และสยาม พารากอน ตอนนี้มีนักท่องเที่ยวเกาหลีและจีนมาจำนวนมาก”
“นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จองโรงแรมก่อนเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง-ช่วงสงกรานต์จองสูง 75-80% หวั่น หลังสงกรานต์ ยอดจองร่วง50%”
ประกฤติ บอกว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยอดจองโรงแรมช่วงสงกรานต์มีเข้ามาจำนวนมากโดยเฉพาะในพื้นที่จัดงานของเมืองหลักๆทั้ง กทม.และภาคใต้ ตอนนี้มียอดจองห้องพักเฉลี่ยประมาณ 75-80% เพราะส่วนใหญ่จองห้องพักล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะมีวิกฤต และก่อนที่สหรัฐอเมริกากับตะวันออกกลางจะยิงกัน รวมถึงก่อนที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จองเข้ามาแล้วไม่ได้ยกเลิก แม้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น เมื่อมีการจองห้องพักไปแล้วเขาก็ตัดสินใจเดินทางมา แต่หลังสงกรานต์ผู้ประกอบการบอกว่า รู้สึกกังวลว่าการจองห้องพักจะร่วงลงไปประมาณ 50% แต่ปีที่แล้วเมืองหลัก คือ เชียงใหม่ กทม.และพัทยา เป็นพื้นที่จัดงานสงกรานต์ มีจำนวนนักท่องเที่ยวเยอะขึ้น สำหรับสงกรานต์ปีนี้ผู้ประกอบการประเมินว่า นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเยอะขึ้น ทั้งชาวต่างชาติและคนไทยด้วยกันเองที่เดินทางในประเทศ โดยประเมินว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 7% แต่หลังจากวิกฤตของสงครามก็ไม่แน่ใจ เพราะผู้ประกอบการยังไม่ได้บอกตัวเลขใหม่ว่ามีการปรับเป้าลงหรือไม่
“วิกฤตฝุ่น PM2.5 และวิกฤตพลังงาน ทำยอดจองห้องพัก จ.เชียงใหม่ ร่วง จำนวนมาก”
ประกฤติ ยอมรับว่า จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะเดินทางไปเล่นน้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่มีปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ทำให้นักท่องเที่ยวกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน เพราะสงกรานต์ปีนี้ยอดจองห้องพักใน จ.เชียงใหม่ร่วงไปจำนวนมาก แม้ว่าฝุ่น PM2.5 จะมาช้ากว่าปีที่แล้ว แต่พอมีฝุ่น มีเรื่องของวิกฤตพลังงาน ทำให้คนชะลอการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้ยอดจองห้องพักของเชียงใหม่ร่วงลงไปจำนวนมาก จึงมีโอกาสที่จะกระทบภาพรวมเศรษฐกิจ หรือ GDP ซึ่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ประเมินตัวเลขล่าสุดที่มีการแถลงว่า การท่องเที่ยวเริ่มปรับฟื้นตัวขึ้นมาดีแล้ว ก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ GDP ของไทย อยู่ที่ประมาณ 2.7-2.9% หรือคาดการณ์ไว้ 2% แต่เมื่อมาเจอวิกฤตตะวันออกกลาง ก็อาจจะกระทบท่องเที่ยวเช่นกัน อาจจะทำให้ต้องหั่นเป้า GDP ลงมาเป็น 1% ต้นๆ

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
