“ส่วนตัวผมเป็นกู้ภัยด้วย เคยนำรถพยาบาลไปจอดเฝ้าระวังเหตุ ตรงจุดใต้แอร์พอร์ตเรียลลิงก์มักกะสัน สิ่งหนึ่งที่เห็น คือความขาดระเบียบวินัย และไม่เคารพกฎจราจร”
.
“รัชตะ ไทยตระกูลพาณิช ผู้สื่อข่าว ช่อง ONE 31และอาสามูลนิธิเพชรเกษมกรุงเทพ”สะท้อนมุมมอง “กฎหมายไทยอ่อนแอ หรือ คนไม่แคร์วินัยจราจร” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
.
“สะท้อนเหตุทำหน้าที่สื่อ-กู้ภัย เหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ 16 พ.ค.69”
รัชตะ เล่าว่า ขอยกกรณีอุบัติเหตุรถไฟบรรทุกสินค้าพุ่งชนรถประจำทางปรับอากาศ บริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้แอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน (แยกอโศก-เพชรบุรี) จนเกิดเพลิงลุกไหม้รุนแรง ส่งผลให้มี ผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บกว่า 30 คนเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า แม้จะผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว แต่เมื่อได้ติดตามข่าวเห็นหน่วยงานต่างๆ พยายามหาสาเหตุที่นำมาสู่อุบัติเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจำลองเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อดูวิสัยทัศน์จากบนรถไฟ
ทั้งนี้วันเกิดเหตุเป็นวันเสาร์ประมาณ 15.00น.-16.00 น. ผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่เริ่มถอนทีมกลับบ้าน เพราะวันหยุดแต่ละสถานีชั่วโมงข่าวจะน้อย ปรากฏว่าอยู่ๆ ก็มีการส่งข้อมูลภาพและได้รับแจ้ง จึงรีบไปที่เกิดเหตุ สิ่งแรกที่เห็นคือไฟไหม้และรถมอเตอร์ไซต์ติดอยู่ใต้ท้องรถที่ชนกัน พื้นมีเศษกระจก ซึ่งกู้ภัยชุดแรกที่เข้าไปถึงได้พยายามลำเลียงผู้บาดเจ็บ ที่พอจะดำเนินการได้ส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังดับไฟ มีควันโขมงและกลิ่นน้ำมันรวมทั้งกลิ่นก๊าซ มีเสียงความวุ่นวายเสียงไซเรนดังสนั่นหวั่นไหว ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเจ้าหน้าที่กู้ภัยทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำอย่างโกลาหลวุ่นวายไปหมด และมีรถแอดวานซ์เป็นกูชีพขั้นสูง บางคันมีคุณหมอมาอยู่ในพื้นที่ด้วย เพราะกรณีมีผู้บาดเจ็บสาหัสมากๆ กู้ภัยไม่สามารถดำเนินการได้
.
“กู้ภัยซ้อมเผชิญเหตุประจำส่งผลจู่โจมเร็ว แต่หน้างานลำบากเหตุไทยมุงเพียบ”
รัชตะ บอกว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่กู้ภัยส่วนใหญ่มีการฝึกซ้อมการเผชิญเหตุอุบัติเหตุหมู่มาอย่างต่อนเองทุกปี ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือไม่เกิน 30 นาที สามารถนำผู้บาดเจ็บออกจากจุดเกิดเหตุไปถึงโรงพยาบาลหมดแล้ว หลังจากนั้นประชาชนไปจับตาดูที่รถบัส ซึ่งอยู่ระหว่างดับไฟมีควันโขมงและมีไทยมุงจำนวนมาก ซึ่งนับเป็นอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือค่อนข้างลำบากมากในวันนั้น แต่เจ้าหน้าที่ก็พยายามใช้น้ำดับไฟ ความจริงแล้วชั่วโมงนั้นมองเข้าไปในรถบัส จะมองไม่ออกว่ามีคนอยู่ข้างในหรือไม่ เพราะเป็นสีเดียวกันหมด คือ สีน้ำตาลเพราะกระจกรถแตกหมดรอบคัน
.
“วินมอเตอร์ไซค์ เล่าขณะไฟลุกติดตา-รถเมล์หมุนประตูเปิดไม่ได้เพราะติดทางลงแอร์พอร์ตเรลลิงก์”
รัชตะ บอกว่า สอบถามคนขับวินมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ใกล้กับแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน ซึ่งเห็นเหตุการณ์คนแรกตั้งแต่ตอนชนให้ข้อมูลว่า ช่วงจังหวะนั้นรถติดมากรถประจำทางสาย 206 มาถึงบริเวณรางรถไฟ ปรากฏว่าไฟแดงของแยกอโศก-เพชรบุรีที่มุ่งหน้าไปทาง มศว.ประสานมิตร 4 แยกนั้นเป็นไฟแดง รถติดสะสมกันมาเรื่อยๆ จังหวะนั้นรถไฟมา ไม้กั้นลงได้แค่ฝั่งเดียวและในช่วงเวลาเดียวกันรถประจำทางอยู่บนรางรถไฟก็ขยับไม่ได้ วินมอเตอร์ไซค์บอกว่าพอชนไปแล้ว ทุกคนพยายามช่วยเหลือคนเจ็บในบริเวณนั้นซึ่งเยอะมาก เพราะรถประจำทางเป็นลักษณะช่วงยาวถูกรถไฟกวาดไป ทำให้ไปกวาดรถมอเตอร์ไซต์และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลตรงบริเวณนั้นล้มระเนระนาด จากนั้นทุกคนพยายามไปที่รถประจำทางเพื่อช่วยคนออกมา แต่ว่าไฟติดขึ้นมาพอดีทำให้ช่วยไม่ทัน วินมอเตอร์ไซค์คนนี้เล่าว่าเป็นภาพติดตาเขาเลย ไม่สามารถช่วยเหลือใครบนรถโดยสารได้ เพราะเมื่อชนแล้วรถประจำทางหมุนพลิกมางฝั่งทางเดินลงรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน เหมือนขวางไว้ทำให้หลายคนบนรถออกมาไม่ได้
.
“ชี้สาเหตุโศกนาฏกรรม เกิดจากคนขาดวินัยจราจร-แนะ เพิ่มโทษ-ค่าปรับ”
“ส่วนตัวผมเป็นกู้ภัยด้วย เคยนำรถพยาบาลไปจอดเฝ้าระวังเหตุ ตรงจุดใต้แอร์พอร์ตเรียลลิงก์มักกะสัน สิ่งหนึ่งที่เห็น คือ ความขาดระเบียบวินัย ไม่เคารพกฎจราจร คนที่ใช้บริการเรียกรถผ่านแอป ลองนึกว่าหากเราเป็นผู้โดยสาร พนักงานขับรถขี่มอเตอร์ไซค์เขาต้องทำเวลา เมื่อมีรถไฟมาก็พาเรารอดไม้กั้น บางทีผู้โดยสารไม่รู้ปรากฏว่าไม้กันรถไฟไปฟาดผู้โดยสารตกรถบาดเจ็บ ผมต้องไปส่งพยาบาล ฉะนั้นประเด็นหลักๆ คือ การไม่เคารพกฎจราจร บริเวณนั้นมีทั้งสัญญาณไฟจราจร มีทั้งเส้นสีเหลืองที่รถต้องหยุดอยู่หลังเส้นสีเหลือง หลังเกิดเหตุการณ์สิ่งที่เราแทบจะไม่เคยเห็นเลยในจุดนี้ คือ ทุกคนอยู่หลังเส้นสีเหลือง แต่เจ้าหน้าที่ขสมก. เจ้าหน้าที่รถไฟและตำรวจ สน.มักกะสัน ต้องคอยไล่รถข้างหลังเส้นสีเหลือง เป็นคำถามว่าจะต้องมีคนยืนอยู่อย่างนี้ทุกวัน เพื่อไล่รถหรืออย่างไรถ้าเรายังไม่เคารพกฎจราจร และอาจต้องเพิ่มค่าปรับ การบังคับใช้กฎหมายที่รุนแรงมากขึ้นหรือไม่ เพราะถ้ายังไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้แน่ๆ” รัชตะ กล่าว
.
“ใต้พื้นผิวกทม.เป็นโพรง ขุดทำอุโมงค์ยาก ยกกรณีวชิระพยาบาล”
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีแนวคิดให้ รฟท. ศึกษาแนวทางการสร้างทางยกระดับหรืออุโมงค์ สำหรับจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพมหานครและนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุ จะศึกษาแผนภายใน 3 เดือน ไม่ให้รถไฟเข้าพื้นที่ชั้นในกทม. รัชตะ บอกว่า “ก่อนหน้านี้ที่มีถนนยุบหน้าโรงพยาบาลวชิระ มีการเปิดเผยมาหลายๆข้อมูลว่าความจริงแล้วใต้พื้นของกรุงเทพมหานครเป็นโพรง ทั้งนี้พอมีเหตุรถไฟชนรถเมล์เกิดขึ้นถ้าขุดลงไป บริเวณนั้นมีรถไฟใต้ดินอยู่แล้วด้วย ซึ่งรมว.มหาดไทย กล่าวว่าความจริงแล้วทำไม่ได้ ที่จะให้เส้นทางของการเดินรถไฟนี้ไปลอดใต้อุโมงค์อีก ขณะที่ข้างบนก็มีรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสันวิ่งอยู่เป็นระบบรางด้านบน ทั้งนี้รถไฟขนสินค้าในวันเกิดเหตุ ตามข้อมูลที่รฟท.แถลงข่าว คือ ปกติแล้วรถขบวนสินค้าไม่เดินในช่วงกลางวัน แต่รถไฟที่เกิดเหตุขบวนนี้นำตู้คอนเทนเนอร์ ยกขึ้นมาบนแคร่รถไฟทำให้ขนวนรถล่าช้าออกไป จำเป็นต้องวิ่งในช่วงกลางวันจึงมาเกิดเหตุ เรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ประชุมหารือว่า ช่วงกลางวันอาจต้องลดหรืองดรถไฟที่จะเข้าสู่กรุงเทพชั้นใน เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุแบบนี้อีก”
.
“หลากปัจจัยทำประชาชนผู้ใช้รถไฟ ค้านแนวคิดงดวิ่งรถเข้าพื้นที่ชั้นในกทม.”
รัชตะ บอกว่า หลังเกิดเหตุได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงพี่น้องประชาชน บริเวณแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน ซึ่งมีหลากหลายอาชีพมาก มีคนพลุกพล่านอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะช่วงเช้าเป็นเวลาเร่งด่วน มีแต่นักเรียนและพนักงานออฟฟิศเกือบทุกอาชีพ ที่นั่งรถไฟมาจากปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ลาดกระบังเข้ามาพื้นที่ข้างในกรุงเทพมหานครก็จะได้รับผลกระทบมากๆ เพราะต้องเพิ่มค่ารถมากขึ้น ทำให้แบกรับรายจ่ายเพิ่ม แต่เรื่องนี้ทางด้านของผู้ที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างพิจารณาและรับฟังความคิดเห็นประชาชนๆสะท้อนกลับมาว่าไม่เห็นด้วย
.
“รฟท.ย้ำขอเวลา 2 ปีศึกษาความคุ้มค่า ไม้กั้นรถไฟไม่ให้รถยนต์ผ่าน 100%”
รัชตะ บอกว่า หากพูดถึงเทคโนโลยีที่จะทำให้มีความปลอดภัย เราเห็นการใช้ไม้กั้นมานานมากแล้ว นอกจากไม้กันยังมีแผงเหล็กโดยพนักงานกั้นรถไฟ จะลากแผงเหล็กมาพร้อมชูธง พอเกิดเหตุการณ์นี้โซเชียลมักนำภาพจากต่างประเทศเรื่องของรั้ว ที่ลากไปเป็นล้อกั้นรถ 100% ไม่ให้รถผ่านเลย ตรงนี้เคยมีการไปถามทาง รฟท. เช่นกันว่าเราสามารถปรับเปลี่ยนระบบพวกนี้ได้หรือไม่ รฟม.บอกว่า สามารถทำได้และมีการเขียนแผนแล้วแต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี เพื่อศึกษาความคุ้มค่าต่างๆ ว่าจะมีการนำเทคโนโลยีหรือจะวิธีการอย่างไร เพื่อทำให้ไม้กั้นไม่ให้ผ่านทางรถไฟ ช่วงเวลาที่มีการเดินรถ100% และปลอดภัย คงต้องรอรฟท.ก่อน เวลานี้แก้ปัญหาขั้นต้น คือ รับเจ้าหน้าที่พนักงานรถไฟเพิ่มขึ้น เพื่อประจำจุดตัดรถในกรุงเทพมหานคร พื้นที่เสี่ยงอันตรายซึ่งมีอยู่ 27 จุด เช่น เดิมมี 1 คนอาจจะต้องเพิ่มเป็น 2 คนหรือถ้าจุดไหนเสี่ยงเป็นจุดใหญ่อาจจะต้องเพิ่มเป็น 3 คน มากั้นรถมากขึ้น ณ ช่วงเวลานี้
.
“ชี้อุทาหรณ์รถไฟชนรถเมล์บทเรียนสำคัญ ล้อมคอกอุบัติเหตุจุดตัดมรณะป้องกันเหตุซ้ำรอย”
รัชตะ บอกว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ควรนำไปสู่การปรับมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อระเบียบวินัยของผู้ใช้รถใช้ถนน และเรื่องของสัญญาณไฟตรงแยกอโศก-เพชรบุรี หากไปตรงนั้นถ้าไฟเขียวรถเมล์เคลื่อนไปได้ ให้ระบบบนถนนและบนรางรถไฟมีความสอดคล้องกันในการทำงาน ตลอดจนอยากให้เจ้าหน้าที่จราจรในพื้นที่ช่วยดูแลตรงนี้เพื่อทำงานร่วมกัน เพราะความจริงแล้วช่วงเวลาการเดินรถไฟ ตรงเวลาอยู่แล้วว่าจะมีขบวนนี้มาเวลาประมาณนี้ ผู้ควบคุมสัญญาณไฟในบริเวณนั้น และการคำนวณการรถติดต่างๆ อาจจะระบายไม่ให้อยู่ในช่วงของการคร่อมรางรถไฟได้ ฉะนั้นหลายมิติต้องช่วยกัน รวมทั้งเทคโนโลยีที่ รฟท.อาจจะนำมาใช้ ต้องสัมพันธ์กับฝ่ายจราจรในอนาคตด้วย
“ผมขอฝากไว้ในเรื่องของไทยมุง เวลามีอุบัติเหตุและมีเปลวไฟเกิดขึ้น อย่างแรกที่เราควรปฏิบัติคืออยู่ให้ห่างที่สุด อย่าพยายามเข้าไปในที่เกิดเหตุ เพราะนอกจากจะขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ทำงานลำบากแล้ว อาจเสี่ยงเกิดอันตรายต่อตัวท่านเองด้วยเพราะเราไม่รู้ว่าเชื้อเพลิง เวลานั้นที่เห็นว่าเป็นรถเมล์แน่ๆ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นรถเมล์ไฟฟ้าหรือรถใช้แก๊ส จึงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอันตรายหรือไม่” รัชตะ บอกทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์11.00-12.00น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
