“SLAPP สร้างภาระผ่านกระบวนการมากกว่าผลคำพิพากษา โดยเฉพาะปัญหาการเลือกพื้นที่หรือสถานที่หรือท้องที่ฟ้อง เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกใช้บ่อยมาก คือ การบรรลุวัตถุประสงค์ของคนฟ้อง SLAPP เขาอาจไม่ได้ต้องการชนะคดีแต่ต้องการสร้างความยากลำบาก ให้เกิดขึ้นกับผู้กล่าวหา”
“ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล บก.หนังสือ SLAPP หนึ่งความฝันกับการถูกฟ้องปิดปาก”ให้ความเห็นกรณี “SLAPP จากช่องโหว่กฎหมาย สู่เครื่องมือฟ้องปิดปาก” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
หัวใจ SLAPP ต้องการกระตุกผู้ถูกฟ้องให้กลัว
ฐิติพันธ์ บอกว่า SLAPP (Strategic Lawsuit against Public Participation) เป็นการฟ้องคดีที่ผู้ฟ้อง อาจจะไม่ได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงที่จะชนะคดี แต่ปรารถนาที่จะสร้างความยากลำบาก ให้กับผู้ถูกฟ้องหรือผู้ถูกกล่าวหา เพื่อที่ทำให้เกิดความชะงักงันในการวิพากษ์วิจารณ์ สำหรับสื่อมวลชนคือหยุดรายงานข่าว เป็นสัญญาณเตือนว่าคิดจะเสนอข่าวนี้ต่อหรือคิดให้ดีๆ เพราะอาจจะส่งผลกระทบกับชีวิตของคุณ ในระดับถูกดำเนินคดีได้ ตรงนี้น่าจะเป็นหัวใจของการฟ้องปิดปาก ปัญหาเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการมากกว่า ที่ผลของมันจะออกมาว่าอย่างไรเสียอีก
“สังคมไทยตื่นตัวรู้จักคำว่า SLAPP มากขึ้น-ศาลในทางพิจารณาคดีมองเห็น”
ฐิติพันธ์ บอกว่า สำหรับประเทศไทยตอนนี้ยังไม่มีกฎหมาย Anti-SLAPP แต่ความตื่นตัวของสังคมมีมากขึ้นคนรู้จักคำว่า SLAPP และพอเข้าใจความหมายของคำว่าการฟ้องปิดปากมากขึ้น ซึ่งวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมมีข่าวแจกสื่อมวลชนหัวข้อ คือ ศาลฎีกาออกคำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องปิดปาก มีเนื้อหาให้ตรวจสอบกลั่นกรองไม่ให้การถูกฟ้องร้อง ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือคุกคามเสรีภาพ ไม่กี่วันต่อมาก็มีราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ในคดีอาญาก็คือเรื่อง SLAPP ซึ่งเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าสังคมให้ความสนใจเรื่องนี้ และมีปัญหานี้เกิดขึ้นจนบุคลากรศาลหรือทางพิจารณาคดีมองเห็นเหมือนกัน ความตื่นตัวที่เกิดขึ้นมีคนออกมาชี้ว่า การใช้ป.วิอาญา 161 / 1 ยับยั้งการฟ้อง SLAPP ยังใช้ได้เฉพาะกรณีที่ “ราษฎรเป็นโจทก์”หมายความว่าคดีที่ราษฎรฟ้องกันเอง เงื่อนไขนี้เกิดขึ้นยากมากในคดีSLAPP เพราะว่าคดี SLAPP ส่วนใหญ่เป็นคดีหมิ่นประมาท ที่ฟ้องผ่านอัยการมีหน่วยงานรัฐเป็นโจทก์ ถ้าอัยการหรือหน่วยงานรัฐเป็นโจทก์ก็ไม่สามารถใช้เงื่อนไขนี้ได้ ต้องหาทางอุดช่องโหว่กันต่อไป
“กำลังผลักดัน 2 แนวทางกฎหมาย Anti-SLAPP”
ฐิติพันธ์ บอกว่า กฎหมาย Anti-SLAPP โดยตรงที่กำลังผลักดันตอนนี้หลักๆ มี 2แนวทาง คือ 1.กฎหมาย Anti-SLAPP ที่อยู่ในคดีทุจริตของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประกาศใช้แล้วแต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า มีลักษณะเป็นกฎหมายคุ้มครองพยานในคดีของป.ป.ช.มากกว่า ไม่น่าจะเป็นกฎหมาย Anti-SLAPPในอุดมคติที่กำลังพูดถึงกำลังขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดขึ้นจริง และ 2. อีกร่างหนึ่งเป็นร่างพ.ร.บ.SLAPP ของกระทรวงยุติธรรม เป็นร่างหลักที่มุ่งคุ้มครองประชาชนในวงกว้างจริงๆ ยังอยู่ระหว่างการผลักดันให้เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ
“ผู้ฟ้อง SLAPP ต้องการสร้างภาระผ่านกระบวนการมากกว่าผลคำพิพากษา”
“SLAPP สร้างภาระผ่านกระบวนการมากกว่าผลคำพิพากษา โดยเฉพาะปัญหาการเลือกพื้นที่หรือสถานที่หรือท้องที่ฟ้อง เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกใช้บ่อยมาก คือ การบรรลุวัตถุประสงค์ของคนฟ้อง SLAPP เขาอาจไม่ได้ต้องการชนะคดีแต่ต้องการสร้างความยากลำบาก ให้เกิดขึ้นกับผู้กล่าวหา เช่น กรณีบรรณาธิการสำนักข่าวเดอะอีสานเรคคอร์ด ผู้ถูกกล่าวหารวมถึงทนายความ ต้องเดินทางไกลจากภาคอีสานเพื่อไปขึ้นศาลที่จ.ชลบุรี หรือไม่กี่วันมานี้อัยการสั่งฟ้องกรณีแม่ค้า จ.ราชบุรี โพสต์ข้อความวิจารณ์นักการเมืองท่านหนึ่ง ทำให้แม่ค้าท่านนี้ต้องไปขึ้นศาลที่ จ.พะเยา ทั้งที่แหล่งที่อยู่ของแม่ค้าคนนี้ คือ จ.ราชบุรี ฉะนั้นคนฟ้องอาจไม่ต้องการชนะคดีด้วยซ้ำ แต่อยากให้ผู้ถูกฟ้องเหนื่อยจนไม่อยากพูดไปเอง แค่นี้เขาก็บรรลุเป้าหมายแล้ว” กล่าว
“ชี้ ทางออก SLAPP ระยะยาวต้องปรับโครงสร้างกม.”
ฐิติพันธ์ บอกว่า ในระยะสั้นผู้ถูกฟ้องคงจะต้องใช้สิทธิ์ ยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจสอบสวน หรือเขตอำนาจศาลเป็นรายคดีไปก่อน แต่ในระยะยาวปัญหานี้จะแก้ได้ยาก ถ้าไม่ปรับโครงสร้างกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องท้องที่สอบสวน เพราะช่องว่างดังกล่าวเป็น1 ในกลไกสำคัญ ที่ทำให้การฟ้องปิดปากมีประสิทธิภาพถึงแม้ท้ายที่สุดคดีจะถูกยกฟ้องก็ตาม แม้ว่ามาตรา 18 ดังกล่าวนี้จะมีอยู่ แต่ในทางปฏิบัติเมื่อมีการร้องขอให้โอนคดีไปยังสถานที่ที่ผู้ต้องหาอยู่ คำร้องมักจะไม่ได้รับการอนุมัติ ทำให้ผู้ถูกกล่าวหายังต้องเดินทางไกลในพื้นที่ที่ผู้ฟ้องเป็นคนเลือก เพราะฉะนั้นทางออก คือ ต้องมองไปที่การปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติ กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดขึ้นหรือว่าคดีหมิ่นประมาทนี้ควรดำเนินคดีในท้องที่ ที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่หรือประกอบอาชีพเป็นหลัก เว้นแต่มีเหตุจำเป็นพิเศษจริงๆและเปิดช่องให้ศาล พิจารณาโอนคดีได้ง่ายขึ้น เมื่อเห็นว่าท้องที่ที่ใช้เป็นการสร้างภาระแก่จำเลยโดยสมควร และการนำหลักการ Anti-SLAPP มาใช้ให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้สารคัดกรองคดีที่มีลักษณะมุ่งคุกคาม หรือสร้างภาระตั้งแต่ต้นกรองออกไปมากขึ้นกว่าเดิม
“ป.วิ.อ. มาตรา 161/1 เป็น กม.ต่อต้านการฟ้อง SLAPP”
ฐิติพันธ์ บอกว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 161/1เป็น กฎหมายต่อต้านการฟ้อง SLAPP ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญและน่าจะเป็นครั้งแรกๆที่กฎหมายไทยรองรับแนวคิดเรื่องการฟ้อง SLAPP โดยเปิดโอกาสให้ศาลยกฟ้องตั้งแต่ต้น แต่ยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติที่ถูกใช้จำกัดส่วนหนึ่ง เพราะดุลพินิจของศาล ซึ่งคิดว่าศาลท่านต้องใช้ความระมัดระวัง ในการพิจารณาคดี ว่าคดีใดเป็นการฟ้องร้องโดยสุจริตจริง ทำให้ผู้ถูกฟ้องต้องเข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดี และแสดงข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นในระดับ1ก่อน และมีอีกแนวทาง 1 ที่เสนอกันมานาน คือ เรื่องการยกเลิกโทษอาญาในคดีหมิ่นประมาท ตรงนี้ก็มีข้อถกเถียงกันว่าทำให้ คนโจมตีใส่ร้ายกันมากขึ้นหรือไม่ เพราะเมื่อไม่มีโทษอาญาหรือจำคุกแล้ว จะทำให้คนด่ากันมากขึ้น ตรงนี้เป็นข้อกังวลที่เข้าใจได้ เพราะว่าชื่อเสียงเป็นสิทธิสำคัญ
“หากมีโทษจำคุกเข้ามาเกี่ยวข้อง กระบวนการอาญาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดัน”
ฐิติพันธ์ บอกว่า แต่อีกด้านหนึ่งคำถาม คือ การคุ้มครองชื่อเสียงจำเป็นว่าจะต้องใช้โทษอาญาหรือไม่ เพราะเวลามีโทษจำคุกเข้ามาเกี่ยวข้อง กระบวนการอาญาถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันและสร้างภาระมาก โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบผู้มีอำนาจ การทำข่าวหรือการแสดงความเห็นทั่วไป ในประเด็นสาธารณะ ฉะนั้นเราก็ต้องพยายามทำให้สังคมเห็นว่า ถ้าจะมีกฎหมาย Anti-SLAPP และมีเงื่อนไขเหล่านี้ ก็ต้องพยายามนำเสนอว่าการยกเลิกโทษอาญา ไม่ได้แปลว่าไม่มีความรับผิด แต่ในความเป็นจริงยังมีความรับผิดทางแพ่งอยู่ ผู้เสียหายยังฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ขอให้ลบข้อความ ขอให้เผยแพร่คำพิพากษาหรือคำขอโทษได้ ซึ่งบางประเทศไม่ได้เลือกยกเลิกทั้งหมด แต่จำกัดการใช้โทษอาญาให้เหลือเฉพาะกรณีร้ายแรง หากเป็นการใส่ร้ายโดยเจตนาชัดแจ้งหรือสร้างข้อมูลเท็จ ทำลายชื่อเสียงอย่างรุนแรงก็ยังใช้โทษอาญาได้ ฉะนั้นต้องให้ความคิดเห็นหรือมุมมองด้านนี้ เพื่อที่จะผลักดันให้เกิดกฎหมาย Anti-SLAPPขึ้น
“ชี้ช่อง นำข้อกม.และวัฒนธรรม มาช่วยกลั่นกรอง”
ส่วนพนักงานสอบสวนเสมือนต้นทางกระบวนการยุติธรรม ต้องปรับหรือมีแนวทางในเรื่องนี้อย่างไรนั้น ฐิติพันธ์ บอกว่า ส่วนตัวมองทั้ง 2 ส่วนว่าต้องเคลื่อนไปด้วยกัน ปีกที่ 1 ทางด้านข้อกฎหมาย คือ การผลักดันข้อเสนอหรือว่าข้อบังคับทางกฎหมาย อยากให้มีการปรับแก้เงื่อนไขต่างๆอาจเป็นการพิจารณาเรื่องสถานที่ ที่จะต้องขึ้นศาล ส่วนปีกอีกด้าน 1 ที่คิดว่ามีความสำคัญมาก คือ ปีกทางด้านวัฒนธรรมจำเป็นต้องสร้างความตระหนักรู้ ว่าปัจจุบันทุกวันนี้กฎหมายถูกนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ซึ่งจริงๆกฎหมายไม่ได้ถูกใช้เพื่อเจตนารมณ์ของตัวเอง ที่แก้ไขปัญหาคล้ายกับว่ากฎหมายเป็นปัญหาเสียเอง หากบุคลากรทางด้านกฎหมายไม่มองมิติทางด้านวัฒนธรรม ว่ามีการนำมาใช้ประโยชน์ แล้วหลายคนเป็นผู้ที่แสดงความคิดเห็นอย่างสุจริต ถ้าเป็นสื่อมวลชนก็น่าจะนำเสนอข่าวสาร เพื่อผลประโยชน์สาธารณะไม่ควรที่จะถูกฟ้องร้องได้ง่าย ตรงนี้ถ้ามีมุมมองทางด้านวัฒนธรรมด้วย คิดว่าจะทำให้มีการกลั่นกรองมากขึ้น ทำให้คดีความที่ไม่ควรที่จะเป็นคดีความมีมากเท่านี้
“ป.ป.ช.ประชาสัมพันธ์แล้วว่า ปท.ไทยมีกม.Anti-SLAPP เกิดขึ้นแล้ว-ครอบคลุมคนกลุ่มใหญ่ทั้งหมดต้องใช้เวลาผลักดัน”
ส่วนโอกาสที่จะมีกฎหมายเฉพาะเรื่อง ออกมาใช้ในระยะเวลาอันใกล้นี้หรือไม่ ฐิติพันธ์ บอกว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นมีหลายร่าง ซึ่งเป็นความเข้าใจของสังคมด้วยส่วนหนึ่ง ทางคณะกรรมการป.ป.ช. ภูมิใจนำเสนอกฎหมายที่เขาใช้คำว่า เป็นกฎหมาย Anti-SLAPPของป.ป.ช.เอง โดยได้ประชาสัมพันธ์แล้วว่ามีกฎหมาย Anti-SLAPP เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย แต่บุคคลทั่วไปที่เป็นนักกฎหมายหรือคนที่ศึกษาด้าน SLAPP ก็จะบอกว่ายังไม่ใช่ แต่มีลักษณะคุ้มครองพยานเท่านั้นเอง ใครที่จะมาเป็นพยานก็ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องกลัวว่าจะถูกฟ้องปิดปาก ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่รู้เป็นหนึ่งในส่วนเท่าไหร่ของปัญหา SLAPP ทั้งหมดที่กว้างใหญ่มากในสังคมไทย ส่วนความคืบหน้าอีกรูปแบบ 1 ที่มองว่าเป็น SLAPP ที่ครอบคลุมจริงๆ ทั้งสื่อมวลชนนักกิจกรรม ผู้บริโภค นักการเมืองก็มีฟ้องกันเองด้วย ถ้ากฎหมาย Anti-SLAPP ที่ครอบคลุมประชาชนกลุ่มใหญ่ทั้งหมดจริงๆ คิดว่าต้องใช้เวลาผลักดันอีกระดับหนึ่ง
“นักกม.บางคน มองต่าง”
ฐิติพันธ์ บอกว่า นักกฎหมายบางท่าน ระบุว่า กฎหมายเดิมบางมาตราสามารถนำมาใช้ป้องกันการฟ้อง SLAPP ได้ แม้ว่าท่านจะมีเจตนารมณ์ที่ดี ไม่อยากให้มีการฟ้องปิดปากเกิดขึ้นในสังคม และอาจจะไม่จำเป็นต้องสร้างกฎหมายใหม่ขึ้นมา เพราะจะกลายเป็นเป็นการทับซ้อนพันกันตีกันไปมา ไม่ใช้กฎหมายตัวเดิมได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพูดคุยกันว่าถ้ามีกฎหมาย Anti-SLAPP เกิดขึ้นจริง เนื้อหาควรเป็นอย่างไร
“สื่อ ต้องหมั่นตรวจสอบในการนำเสนอข่าว ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม”
“ในฐานะที่เป็นทั้งสื่อมวลชนและประชาชน คิดว่าทุกคนต้องคอยตรวจสอบกันเองด้วยว่ามีอคติหรือไม่ ซึ่งสื่อมวลชนเองก็เป็นคนธรรมดาอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ดังนั้นการหมั่นตรวจสอบตัวเองและพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันสื่อมวลชนทุกวันนี้ต้องเผชิญความกดดันด้านต่างๆในการทำงาน สังเกตว่าถ้าเราเขียนข่าวแบบเรียบง่าย อาจจะเผยแพร่ข่าวแจก ข่าวประชาสัมพันธ์จากองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ เราก็อาจจะปลอดภัยแน่ๆ และคงไม่ถูกฟ้องปิดปาก แต่สิ่งที่สังคมต้องการและเป็นประโยชน์กับสังคมจริงๆ น่าจะเป็นการรายงานข่าวเชิงลึก ข่าววิเคราะห์ ข่าวเจาะ ข่าวสืบสวนสอบสวน ซึ่งอาจจะดูแรงแต่ก็ต้องพยายามดันเพดานการนำเสนอข่าวให้สูงขึ้นไว้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ หมั่นตรวจสอบความคิด อคติของตัวเองอยู่เสมอในการนำเสนอข่าว รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย คิดว่าน่าจะนำไปปรับใช้หรือประยุกต์วิธีคิดได้คล้ายๆกัน” ฐิติพันธ์ บอกทิ้งท้าย
ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00 - 12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
