“คนข่าวทุบหม้อข้าว: เรียนภาษาต่อต่างประเทศ-เปลี่ยนชีวิต”

“ระยะเวลา 1 ปีเห็นความก้าวกระโดดของตัวเอง จากคนที่ไปสมัครบริษัทข้ามชาติ แม้แต่การสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ เพราะสื่อสารไม่ได้เรื่อง เมื่อกลับถึงประเทศไทยได้ทำงานกับสำนักข่าวต่างประเทศ จากคนที่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ ตอนนี้กลายเป็นว่าใช้ภาษาอังกฤษทำงาน สื่อสารในระดับคล่องแคล่วมืออาชีพ”



"ณฐาภพ สังเกต" นักข่าวอิสระและผู้ประสานงานสื่อต่างประเทศ เล่าประสบการณ์และมุมมอง “ภาษา: ใบเบิกทางสู่โอกาสในอาชีพสื่อ” ผ่าน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า การตัดสินใจไปเรียนภาษาต่างประเทศ เริ่มจากที่เรียนในประเทศไทยแล้ว แต่ล้มเหลว ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ พอเรียนจบ ทำงานก็ไม่สามารถร่วมงานกับบริษัทข้ามชาติได้ ทำให้เสียโอกาส เช่น ไม่สามารถเพิ่มเงินเดือน หรือเติบโตในสายงาน จึงพยายามเรียนด้วยตัวเองที่ประเทศไทย ฝึกฝนด้วยตัวเอง ทั้งดูหนัง ฟังเพลงภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังไม่ได้ จนเปลี่ยนอาชีพมาเป็นผู้สื่อข่าว อยู่ที่สำนักข่าวไทยพีบีเอส

"สื่อสารกับคนต่างชาติไม่ได้: จุดเปลี่ยนไปเรียนต่อต่างประเทศ"


ณฐาภพ เล่าว่า มีเหตุการณ์หนึ่ง ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ตอนนั้นมีงานชิ้นหนึ่ง ที่ทำร่วมกับหลายสำนักข่าวในประเทศไทยกับองค์กรไม่แสวงหากำไร หรือ NGOs ของประเทศเยอรมันนี และต้องเข้าร่วมประชุมกับชาวต่างชาติ แต่ในที่ประชุม ตนเองเป็นผู้สื่อข่าว แต่ไม่สามารถสื่อสารกับคนต่างชาติได้ ทำให้รู้สึกว่า เป็นเรื่องน่าอาย และเป็นปมด้อยว่า ทำไมมีฝีมือในการทำงาน แต่ไม่สามารถสื่อสารนำเสนอสิ่งที่เราทำให้กับคนทั่วโลกได้ ในเมื่อเราบอกว่าเราเป็นนักสื่อสาร ถ้าไม่สามารถเล่าเรื่องสื่อสารให้กับคนทั่วโลกได้ ก็น่าเสียดาย จึงตัดสินใจว่า แค่เรียนด้วยตัวเองไม่พอแล้ว ต้องไปเรียนที่ต่างประเทศเหมือนกับเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเอง เพื่อให้สามารถสื่อสารได้จริง ๆ ช่วงการหาข้อมูลนั้น ตนหาข้อมูลเองทั้งหมดไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ไม่มีทุนทรัพย์มาก เริ่มต้นมีเงินเก็บเป็นทุนประมาณ 200,000-300,000 บาทเท่านั้น คิดว่า จะทุ่มเทเวลา 1 ปีที่จะเรียนภาษา โดยมีตัวเลือกวางแผนไว้ 1-2-3-4 ว่า ไปไหนได้บ้าง ตัวเลือกแรกที่ง่ายที่สุด คือ เรียนที่ประเทศไทย อาจจะเรียนแบบ 3 หรือ 6 เดือน และก็หาโอกาสในการพูดภาษาอังกฤษให้มากขึ้นกับคนต่างชาติ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่รู้สึกว่า เงินพอและไม่เสี่ยง และทำงานประจำควบคู่ไปได้ แต่ก็มีตัวเลือกอื่น ๆ ในการมองหาประเทศอื่นว่า มีเงินจำนวนเท่านี้ วางแผนไปที่ไหนได้บ้าง ก็มีประเทศฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และอินเดีย ซึ่งด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินจึงไม่สามารถไปประเทศแถบตะวันตก หรือออสเตรเลียได้แน่นอน

จุดเริ่มต้นเรียนภาษาต่อที่ "อินเดีย" 1 ปี


ณฐาภพ บอกว่า สุดท้ายเลือกอินเดีย เพราะถ้าเรียนที่ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย ก็อยู่ในอาเซียน และถ้าเทียบกับอินเดีย คิดว่า อินเดียมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งไหน ๆ ก็เสียเวลา 1 ปีแล้ว อยากให้เต็มที่ว่า นอกจากได้ภาษา ก็อยากไปเรียนรู้ชีวิต จึงศึกษาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต และดูตามบล็อกต่างชาติที่มีคนเขียน สุดท้ายจึงลงเอยที่อินเดีย ซึ่งเหมาะกับงบประมาณที่มีอยู่ และความต้องการที่อยากเรียนรู้ ก็ไปเห็นสถาบันแห่งหนึ่ง ที่เมืองปูเน่ ซึ่งมีคนไทยหลายคนไปเรียน เป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับ จึงตัดสินใจส่งใบสมัคร หาเอกสารเองทุกอย่าง เพื่อที่จะได้ไปเรียนที่เมืองปูเน่ 1 ปี

ณฐาภพ บอกว่า เมื่อไปเรียนแล้ว ตนเองเป็นคนที่กล้าสื่อสาร กล้าพูดผิดพูดถูก พูดแบบงู ๆ ปลา ๆ เพราะเป็นคนที่ปรับตัวได้ ด้วยอาชีพเป็นผู้สื่อข่าวอยู่แล้วก่อนหน้านี้ ต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ แต่ก็ไม่ง่าย เพราะว่าจัดการเองทุกอย่าง วางแผนการเดินทางจองตั๋วเครื่องบินเอง เมื่อไปถึงสนามบินเมืองมุมไบ ประเทศอินเดียประมาณเที่ยงคืน ต้องนั่งรถจากเมืองมุมไบ ไปเมืองปูเน่ ประมาณ 3-4 ชั่วโมง โดยไม่ได้จองที่พักไปก่อน ก็พยายามหาหนทางว่า ไปอย่างไรในเวลาเที่ยงคืน สุดท้ายเอาตัวรอดโดยถามคนไปเรื่อย ๆ แบบงู ๆ ปลา ๆ ซึ่งคนอินเดียก็น่ารักช่วยเหลือ และบอกว่า มีรถตู้ที่สามารถเดินทางไปได้ ซึ่งก็ติดต่อได้รถตู้มาประมาณตี 1 คิดว่า ไปถึงสถาบันที่เรียนคงไปขอเข้าพักได้ แต่กลายเป็นว่า วัฒนธรรมเขาแตกต่างจากไทย หากเป็นคนแปลกหน้า เขาไม่ให้เราเข้าไปพักในโรงเรียน หรือในมหาวิทยาลัย ต้องไปนั่งข้างถนนประมาณตี 3 ตี 4 น่ากลัวมาก กว่าจะได้เข้าโรงเรียนก็ประมาณ 9-10 โมงเช้า

“ต้องปรับตัว-เรียนรู้-ซึมซับ” ปัจจัยพัฒนาการภาษา


ณฐาภพ บอกว่า ช่วงแรกลำบากเรื่องการกินอยู่และการเดินทาง พยายามประหยัด นั่งรถเมล์ และสื่อสารกับคนท้องถิ่น ปรับตัวให้เข้า กับเพื่อนที่อินเดีย โดย 1-2 เดือนแรก เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ กว่าจะได้เรียนภาษา ก็ช่วงเดือนที่ 2 หรือ 3 ชีวิตประจำวัน ที่อินเดียมีหนังสือราคาถูกมาก เป็นหนังสือเกี่ยวกับวรรณกรรมคลาสสิก และดีมากตรง ที่ปรับวรรณกรรม มาเป็นรูปแบบวรรณกรรมเด็ก สามารถซื้อได้ในราคาเล่มละประมาณ 50 บาท จากร้านหนังสือทั่วไป เป็นปกสวยมาก ช่วงแรกเข้าไปกวาดซื้อวรรณกรรมเด็กที่อ่านได้ง่าย ๆ ตอนเช้าตื่นประมาณ 7 โมง และใช้เวลา 1 ชั่วโมง อ่านหนังสือวรรณกรรมเด็ก พร้อมกับพยายามแปลไปด้วย ถ้าเป็นศัพท์ง่าย ๆ ก็จะพยายามเรียนรู้จากการอ่าน

ณฐาภพ บอกว่า จากนั้น 8 โมงเช้าเริ่มแต่งตัว และนั่งรถเมล์จากที่พัก ไปสถาบันการศึกษาเป็นมหาวิทยาลัย ถึงประมาณ 9 โมง ซึ่งเราเป็นคนต่างชาติคนเดียว ที่เอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น ในช่วงเช้า ๆ มีเพื่อนอินเดียมาเรียนภาษาเหมือนกัน เขาชอบคุยกับคนต่างชาติ เขาก็จะมาหาเรา ทำให้ใช้โอกาสนี้ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเริ่มเรียน พูดสื่อสารกับคนอินเดียให้ได้มากที่สุดจนกลายเป็นเพื่อนกัน เขาก็พาไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ทำให้เราได้ใช้ภาษานอกห้องเรียน พอ 11 โมง ก็เข้าห้องเรียน วันหนึ่งใช้เวลาเรียนถึง 4 โมงเย็น ถ้าวันไหนไม่ได้นัดเพื่อน ก็จะกลับหอพัก โดยเลือกราคาแพงหน่อยตกเดือนละประมาณ 5,000-6,000 บาท เป็นหอพักนักศึกษานานาชาติ พอเลิกเรียนเขาก็มาพักผ่อนกันที่ห้องนั่งเล่น นั่งคุยแลกเปลี่ยนกันจนถึงประมาณ 3-4 ทุ่ม ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนต่างชาติแบบนี้ วนไปตามตารางเวรภาษาที่ตั้งไว้ คือ อยู่กับภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ทำให้ซึมซับ และมีพัฒนาการค่อนข้างรวดเร็ว ถ้าเทียบกับคนอื่นที่ไปเรียนพร้อม ๆ กัน และตอนไปเรียนอินเดีย อายุประมาณ 26 ปี วัยใกล้เคียงกับเด็กมหาวิทยาลัย ได้ไปใช้ชีวิตกับเขา สามารถร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นนักศึกษาและยังไม่มีช่องว่างของวัย

"ฝึกฝนก้าวกระโดดอย่างหนัก 1 ปี สามารถสื่อสารได้อย่างมั่นใจ"


“ระยะเวลา 1 ปีเห็นความก้าวกระโดดของตัวเอง จากคนที่ไปสมัครบริษัทข้ามชาติ แม้แต่การสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ เพราะสื่อสารไม่ได้เรื่อง เมื่อกลับถึงประเทศไทยได้ทำงานกับสำนักข่าวต่างประเทศ จากคนที่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ ตอนนี้กลายเป็นว่า ใช้ภาษาอังกฤษทำงาน สื่อสารในระดับคล่องแคล่วมืออาชีพ งานของเราบางครั้งไปอยู่ในสำนักข่าว หรือสถานีโทรทัศน์ของสื่อระดับโลก ทำให้รู้สึกว่า เป็นการก้าวกระโดดจากคนที่ได้ภาษาอังกฤษ แบบงู ๆ ปลา ๆ ไม่รู้ภาษา แต่ 1 ปีที่ตั้งใจจริง ๆ อยู่ที่ตัวเรา ถ้าฝึกฝนตัวเองหนัก ๆ กลับมาก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง สามารถประชุมกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ โดยที่ไม่รู้สึกเขิน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่ากลับมาปี 1 ทำได้เลย พอกลับมาประเทศไทย ก็ต้องต่อต่อยอดพื้นฐาน ในช่วงแรก ๆ ทำงานกับนักข่าวต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องปรับจูนภาษา และสำเนียง รวมทั้งความรวดเร็วที่เขาสื่อมา ค่อนข้างยากจึงต้องปรับตัวเยอะ” ณฐาภพ เล่า

ณฐาภพ บอกว่า เวลาไปอบรมสัมมนา บางครั้งไม่ใช่ว่าจะเข้าใจหมด แต่พยายามที่จะเข้าใจให้ได้มากที่สุด ใช้เทคโนโลยีช่วยในการแปลภาษา หรือสอบถาม หากไม่มั่นใจ ก็ไม่อายที่จะถาม เรื่องการทำงานไม่ผิด เพราะภาษาอังกฤษเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราต้องมั่นใจที่จะถาม และตระหนักว่า ไม่ใช่ภาษาแม่ ฉะนั้น ไม่ผิดถ้าไม่เข้าใจ หรือ ต้องการให้เขาทวนคำพูดบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ หากมั่นใจเกินไปแต่ผิด บางทีกลายเป็นผลเสียมากกว่า นอกจากนี้ ต้องคอยถามเพื่อน ๆ หรือคนใกล้ชิดว่า ภาษาอังกฤษเราเป็นอย่างไรด้วย

“แนะหากไม่มีภาระควรก้าวข้ามคอมฟอร์ทโซนไปเรียนต่อต่างประเทศ”


ณฐาภพ บอกว่า สำหรับคนที่อยากจะพัฒนาตัวเองด้านภาษา ถ้าอายุยังไม่ถึง 30 ปีแนะนำว่า ให้ไปเรียนต่างประเทศ เพราะเป็นวัยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องความมั่นคง หรือไม่มีภาระ แต่ไม่ได้หมายความว่า การไปหลังอายุ 30-35 ปี เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะห้องที่ไปเรียนเรียน มีคนอิหร่าน เป็นคู่สามีภรรยา อายุ 50 กว่าปี และมีคู่สามีภรรยาเกาหลีใต้ก็อายุ 50 กว่าเช่นกัน หรือเพื่อนบางคนก็อายุ 35-40 ปี ไม่ได้หมายความว่า คนเรียนภาษาอังกฤษ จะต้องเป็นเด็ก หรือเป็นเรื่องน่าอายที่มาเรียนภาษาอังกฤษตอนแก่ คนจากหลายประเทศ ก็เพิ่งมาเรียนภาษาอังกฤษตอนแก่ ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ แต่ถ้ามีโอกาส ก็จะแนะนำตลอดว่า ถ้าไปได้ ก็อยากจะให้เรียนที่ต่างประเทศ ซึ่งอินเดียราคาไม่แพง สามารถจัดการได้ และอยากให้ไปอย่างน้อย 3 เดือน หรืออย่างดี 6 เดือน ถึง 1 ปี กลับมาแล้วได้มากกว่าก่อนเดินทางไปแน่นอน

“ถ้าอยากเรียนภาษาอังกฤษจริงจังที่ต่างประเทศ ต้องก้าวข้าม “คอมฟอร์ท โซน” ไม่ยึดติดความเป็นไทย ไปอยู่ที่อินเดียบางครั้งไม่ได้พูดไทยเป็นเดือน ๆ ไม่กินอาหารไทย และพยายามเอาตัวเองออกจากความเป็นไทยให้ได้มากที่สุด ออกนอกความคุ้นเคย ก็จะทำให้เรียนภาษาได้เร็วขึ้น เพื่อเอาตัวรอด พออยู่ในจุดนั้น ไม่ว่ายังไงก็พูดได้ถ้าออกจากคอมฟอร์ทโซนได้มากพอ และต้องแข็งใจกับตัวเองในการทำงานหนัก” ณฐาภพ บอกทิ้งท้าย


ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00 ถึง 12.00 น. โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5