“ทางออกก่อนจอดำ: แก้ปัญหาทีวีดิจิทัลต้องผ่าตัดทั้งกระบวนการ”  

“ปัญหาทีวีดิจิทัล ต้องทำทั้งกระบวนการเป็นระบบใหญ่ ฝากเฉพาะ กสทช. ไม่ได้ เพราะเมื่อถึงเวลาจะต้องเปลี่ยน หรือต้องปรับทีเดียวเลย คือ ให้ทันสมัย ให้กลับมาสู่ความน่าเชื่อถือแข่งขันได้ ต้องเข้าใจด้วยว่า ครั้งที่แล้วเกิดความผิดพลาด เพราะทุกคนคิดว่า เค้กก้อนมันใหญ่ แต่วันนี้เค้กก้อนไม่ได้ใหญ่ มีเท่าที่สามารถที่จำเป็นต้องมี และแข่งขันได้ถึงจะอยู่ได้”

“พีระวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย” วิเคราะห์ “ปัญหาทีวีดิจิทัล..ปี'72เสี่ยงจอดำ....จริงหรือ!!” ผ่าน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า ทิศทางทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 ยังไงก็ต้องมี แต่จะเป็นแบบใด เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันผลักดัน ช่วยกันกลั่นกรอง แต่แผนแม่บทยังไม่ออก ก็ต้องผลักดันให้ได้ก่อนว่า จะมีแบบไหน ค่าใบอนุญาตจะต้องถูกลง สิ่งที่จะตอบแทนต้องเป็นเรื่องของคุณภาพ

“ย้ำทีวีดิจิทัล เข้าถึงงาย-ที่พึ่งเวลาสำคัญของคนดู

            พีระวัฒน์ บอกว่า ถึงคนดูไม่อยากดูโทรทัศน์ เพราะไม่รู้จะดูอะไร ทำไมคนดูถึงดู Netflix ได้ เพราะว่า มีอะไรให้ดู ดังนั้น ก่อนที่จะผลักดันอะไร ต้องตั้งคำถามตัวเองก่อนว่า ถ้าจะมีทีวีดิจิทัลในปี 2572 ผู้ประกอบการดิจิทัลคิดหรือยังว่า จะจัดสรรอย่างไรให้คนดู และจะเอาชนะโซเชียลมีเดียอย่างไร ถ้าเราพยายามที่จะชนะ ในที่สุดทำไมเวลาเหตุการณ์สำคัญ คนถึงยังคงกลับไปที่ทีวีดิจิทัล เพราะว่า เป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญมาก

            พีระวัฒน์ ย้ำว่า ทีวีดิจิทัลเป็นแพลตฟอร์มที่ประชาชนเข้าถึงง่ายที่สุดของประเทศกับคนทั่วไป ไม่ว่าจะดูหรือไม่ดู แต่พอนึกอยากดูก็แค่กดเข้าไป ฉะนั้น ทีวีดิจิทัลเป็น “สเตเดียมทีวี” ยังคงสำคัญต่อทุกประเทศในโลก แม้แพลตฟอร์มอื่นค่อนข้างมาแรง แต่ท้ายสุดถ้าพูดถึงความง่าย ทีวีดิจิทัลยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญมากอยู่ เพียงแค่กดเปิด ไม่ต้องเสิร์ช เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นมา ยังไงทั้งหมดก็ยังต้องพึ่งทีวีดิจิทัล เช่น งานพระราชพิธี ก็ต้องเป็นภารกิจหลักของทีวีดิจิทัล และทุกอย่างจริง ๆ แล้ว ทีวีดิจิทัลยังเป็นอะไรที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด

“ทีวีต้องทำให้ดี ถ้าไม่ทิ้งคนดู คนดูก็ไม่ทิ้งทีวี

            ส่วนที่มีการมองทีวีดิจิทัลแพ้โซเชียลนั้น พีระวัฒน์ บอกว่า เพราะเราไม่ทำให้คนที่ซื้อสินค้า อยากมาลง เราคิดว่าโซเชียล คือ สิ่งที่คนให้ความสำคัญ แต่เราคิดหรือยังว่า ถ้าเอาโซเชียลมาออกอากาศแล้ว ใครจะมาซื้อสินค้าของคุณ ในเมื่อไม่มีความต่างอะไรเลย ทุกอย่างอยู่ที่ทั้ง 2 ฝ่าย คือ 1.คนดูต้องการดูอะไร และจริงหรือไม่ที่คนดู ต้องการดูสิ่งที่เรานำเสนอ 2.เราทำทีวี เพื่อให้คนดู หรือว่าทำทีวี เพื่อหวังเล่นธุรกิจ 100% เราบอกว่าเราสู้โซเชียลไม่ได้ หรือเรายังไม่ได้แข่งกับโซเชียล ตรงนี้ต้องให้แง่คิดหลายมุม ไม่ได้ไหลตามว่า เราไปไม่ได้ เพราะในฐานะเป็นคนทำสื่อทำโทรทัศน์มาหลายช่อง เชื่อว่า ถ้าเราทำดี คนก็ดูของที่มันง่ายที่สุดแล้ว จะไปเข้าสิ่งที่มันยากทำไม เขาถึงง่ายที่สุดอยู่กลางบ้านเลย และทีวีก็ไม่ได้ดูที่บ้านอย่างเดียว เพราะอยู่บนแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ในมือถือเหมือนกัน มีคนเปิดดูวอลเลย์บอล เปิดดูฟุตบอล ดูพระราชพิธีก็เปิดดูทีวีผ่านแอปพลิเคชั่น

            “การที่คนไม่ดูทีวี แต่เสพสื่อโซเชียล และดูสตรีมมิ่งกันหมด เพราะเราสะกดจิตตัวเองให้เชื่อว่า ทีวีไม่จำเป็น แต่ความจริงแล้ว ความไม่จำเป็นนี้ เมื่อถึงเวลาจำเป็น ถ้าไม่มีแล้วจะทำอย่างไร มีไว้ในยามจำเป็น กับไม่จำเป็นต้องมี มันไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าวันไหนไฟดับแล้วไม่มีไฟฉายใช้ คุณคิดว่า มันจำเป็นต้องมี หรือไม่มีไว้เพื่อความจำเป็น อันดับแรก เราต้องเลิกสะกดจิตตัวเองก่อนว่า โซเชียลมีเดียทุกอย่าง คือ ชีวิตของคุณ ทำไมเรายังต้องคิดถึงวิทยุทรานซิสเตอร์ในเวลาที่เกิดภัยพิบัติ เพราะเวลาที่จำเป็นต้องใช้ มันต้องมี เมื่อมันจำเป็นต้องใช้แล้ว คุณก็ทำให้มันดี คนถึงคิดว่า มันจะจำเป็นในชีวิตเขา แต่เมื่อใดที่คุณคิดว่า มันไม่จำเป็น คุณก็มีไป ถ้ารับสัญญาณมาก็ผลิตอะไรก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจคนดู คนดูก็ไม่รักคุณเมื่อไม่รัก คุณก็บอกว่า ไม่ต้องมีก็ได้ ทำไมถึงไม่ทำให้คนดู ถ้าคุณไม่ทิ้งคนดู คนดูก็ไม่ทิ้งคุณ ดังนั้น ต้องคิดหลาย ๆ อย่าง” พีระวัฒน์ กล่าว

“จุดแข็งสื่อกระแสหลัก มีกระบวนการกลั่นกรอง-กรอบจริยธรรมและจรรยาบรรณ” 

ส่วนสื่อหันไปทำรายการออนไลน์ และทำรายการส่ง OTT Streaming เพราะทีวีดิจิทัลมีข้อจำกัดมากกว่านั้น พีระวัฒน์ บอกว่า ตรงนี้ยิ่งเข้าใจผิด เหมือนข้อจำกัดเรื่องผังรายการ เช่น ออกอากาศ 9 โมงต้องเลิก 10 โมงต้องเลิก แต่ออนไลน์จัดกี่โมงก็ได้ ความเข้าใจเรื่องเนื้อหาผิดมากอย่างมหันต์ เพราะถ้าคิดว่า จัดในออนไลน์แล้วจัดได้ไม่มีข้อจำกัด แต่เรื่องจริยธรรม และจรรยาบรรณ ความสำคัญภาพ และเนื้อหา ไม่ได้สำคัญที่แพลตฟอร์มไหน ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ความสนุกเพิ่มขึ้นได้ การนำเสนออ่อนตัวได้ แต่สลับกรอบจริยธรรมจรรยาบรรณไม่ได้ จึงต้องพยายามย้ำไปยังสื่อหลัก ๆ สื่อใหญ่ ๆ ว่า อย่าพยายามสร้างมาตรฐานนี้ให้กับเด็กรุ่นใหม่ เพราะเป็นมาตรฐานที่ไม่ถูกต้อง ทำให้สนุกได้ นำเสนอได้ แต่กรอบจริยธรรมจรรยาบรรณต้องมี อย่าหลอกตัวเอง และอย่าโกงตัวเอง

            “กระบวนการทำงานและกลั่นกรองของสถานีโทรทัศน์ ทั้งการผลิตรายการ ผลิตเนื้อหาข่าวมีกระบวนการทำงานที่น่าเชื่อถือได้ เป็นข้อได้เปรียบของทีวีดิจิทัล ดังนั้น เราต้องรักษาความได้เปรียบดี ๆ ให้ได้ เพื่อให้คนกลับมาดู เขาอาจสนุกไปกับเรื่องนี้ เรื่องนั้น แต่สุดท้าย ก็ต้องกลับมาเช็คดูว่า จริงหรือไม่ บนแพลตฟอร์มหลักเสมอ ถึงได้เชื่อว่า เป็นจริงเพราะเราเป็นองค์กรที่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อใจมากกว่า” พีระวัฒน์ กล่าว

“ทางออก TV ดิจิทัล ต้องทำทั้งระบบ - หนุน “แพลตฟอร์มสัญชาติไทย” 

สำหรับแพลตฟอร์มสัญชาติไทยนั้น พีระวัฒน์ เห็นว่า ควรมีมานานแล้วแต่ที่ยังเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีผู้เริ่มต้นนับหนึ่ง และเป็นที่ถกเถียงว่า กสทช.ต้องเป็นคนนับหนึ่งหรือไม่ ส่วนตัวขอตั้งคำถามว่า วันนี้แพลตฟอร์มต่างประเทศ ทำไมคนไทยถึงแฮปปี้กัน แต่ทำไมแพลตฟอร์มไทย เช่น เอไอเอส หรือ TrueID ทำไมถึงรู้สึกว่าไม่ได้ เพราะเป็นของนายทุน คนไทยยอมเสียเงินเงินออกต่างประเทศ แต่ยอมเสียเงินให้แพลตฟอร์มไทยไม่ได้ และแพลตฟอร์มแห่งชาติ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่จริงแล้ว มีแพลตฟอร์มไทยจำนวนมาก การที่เราสู้ไม่ได้ เพราะไม่พยายามทำอะไรแข่งกับเขา แต่ไปแข่งในจุดที่เขาแข็งกว่า ส่วนจุดที่เราแข็งกว่าเราไม่ทำ ฉะนั้น แพลตฟอร์มแห่งชาติควรมีอย่างยิ่ง เพราะทุกอย่างภายในประเทศไม่สามารถที่จะอยู่ในประเทศ เอาง่าย ๆ แค่ดาต้าที่ไหลออกไปต่างประเทศมันก็หมดแล้ว เหมือนทุกคนบอกว่า เอาบ้านฟ้า และถ้าคุณไม่มีเว็บไซต์บ้านฟ้าจะไม่มีประโยชน์เลย เพราะข้อมูลไม่ได้อยู่ที่เรา แต่ข้อมูลอยู่ต่างประเทศหมดต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน

            “ปัญหาทีวีดิจิทัล ต้องทำทั้งกระบวนการเป็นระบบใหญ่ ฝากเฉพาะ กสทช. ไม่ได้ เพราะเมื่อถึงเวลาจะต้องเปลี่ยน หรือต้องปรับทีเดียวเลย คือ 1.ให้ทันสมัย 2.ให้กลับมาสู่ความน่าเชื่อถือแข่งขันได้ ต้องเข้าใจด้วยว่า ครั้งที่แล้วเกิดความผิดพลาด เพราะทุกคนคิดว่า เค้กก้อนมันใหญ่ แต่วันนี้เค้กก้อนไม่ได้ใหญ่ มีเท่าที่สามารถที่จำเป็นต้องมี และแข่งขันได้ถึงจะอยู่ได้ เพราะฉะนั้น มีแค่ กสทช. ไม่ได้ข้อกำหนดกติกาออกมาแล้ว ท้ายสุด อาจจะเป็นกติกาที่นำพาไปสู่ความล่มสลาย” พีระวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว”ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5​