"เรื่องบุกรุกที่ดินคนตั้งคำถามว่าในเมื่อที่ดินเป็นของรัฐแล้ว ทำไมอยู่ดี ๆ มีการก่อสร้างอีก การสร้างบ้านแต่ละหลัง ไม่ได้สร้างแค่ 1-2 วันทำไมถึงปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้ สุดท้ายคำถามก็เด้งกลับมาที่หน่วยราชการ ว่าทำไมคนอื่นรู้แต่หน่วยราชการไม่รู้”
“เพลินพิศ ชูเสน ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวไทย” กล่าวผ่าน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ถึงแนวคิด “รีเซ็ตภูเก็ต: ล้างบางมาเฟีย-จัดระเบียบข้าราชการ” ใน ว่า ที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ จ.ภูเก็ต ไม่เคยมีลักษณะ 25 วัน โยกย้ายข้าราชการ 8 คนแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่ระดับปฏิบัติงานไปจนถึงระดับผู้ว่าราชการจังหวัด
“จ.ภูเก็ต” ไม่เคยเป็นพื้นที่ง่ายสำหรับราชการ 1 ปี มีผู้ว่าฯ แล้ว 4 คน
เพลินพิศ บอกว่า จ.ภูเก็ต ไม่เคยเป็นพื้นที่ง่ายอยู่แล้วสำหรับข้าราชการที่มาอยู่ เช่น ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ขึ้นชื่อว่า เปลี่ยนตัวผู้ว่าฯบ่อยมาก ในอดีตก็เคยมีผู้ว่าฯ บางคนมาอยู่แค่ 6 เดือน ก็ขอย้ายตัวเองออกจากพื้นที่ อาจจะอยู่แล้วไม่มีความสุข หรือรู้สึกว่า ตัวเองไม่เหมาะกับบริบทของเมือง อาทิ สมัย นายปรีชา เรืองจันทร์ อดีตผู้ว่าฯ ภูเก็ต ซึ่งเป็นคน จ.พิษณุโลก ซึ่งตอนที่มาอยู่ใหม่ ๆ นายปรีชาบอกเสมอว่า เป็นลูกชาวนา เติบโตมาด้วยบริบทอีกแบบ แต่มาอยู่ภูเก็ต ก็รู้สึกว่า เป็นจังหวัดที่โตมาก จึงอยู่ 6 เดือนก็ย้ายไปที่อื่น แต่เบื้องหลังไม่ทราบว่า เป็นอย่างไร จึงขอไม่พูดถึง แต่มีบางคนที่มาอยู่แล้ว ตั้งใจอยู่นานกว่านั้น สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ด้วยอะไรก็ไม่ทราบ เช่น ผู้ว่าฯ มาดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด คือ ผู้ว่าฯ ศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร
เพลินพิศ บอกว่า ก่อนหน้านายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือ ผู้ว่าฯ เซมเบ้ ในฐานะอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตจะมาเข้ารับตำแหน่ง ผู้ว่าฯ ศรัณศักดิ์ ก็ดำรงตำแหน่งไม่ถึง 2 เดือน ซึ่งถ้ามาดูในห้วง 1 ปีที่ผ่านมา คือ ปี 2568 ผู้ว่าฯ โสภณ สุวรรณรัตน์ เกษียณอายราชการเดือนตุลาคม 2568 เมื่อผู้ว่าฯ โสภณ เกษียณผู้ว่าฯ ศรัญย์ศักดิ์ ถูกแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งในเดือนตุลาคม จ.ภูเก็ต ยังไม่เสร็จงานงานประเพณีถือศีลกินผัก แต่ปรากฏว่า มีคำสั่งย้าย กลายเป็นว่า ผู้ว่าฯ เซมเบ้ มารับช่วงต่อในเดือนพฤศจิกายน 2568 - 16 มิถุนายน 2569 ประมาณ 7 เดือน และตอนนี้จังหวัดภูเก็ต ก็จะมีผู้ว่าฯ คนใหม่ อีก จะเห็นว่า ใน 1 ปี จ.ภูเก็ต มีผู้ว่าฯ แล้ว 4 คน ไม่ทราบว่า ทำไมและเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ไม่ขอไปลงลึกในรายละเอียด แต่มีเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ภูเก็ตบอกว่า ภูเก็ตเป็นเมืองที่มีความพิเศษกว่าเมืองอื่น ๆ ด้วยบริบทของเมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยว การเติบโตต่าง ๆ เยอะ
“2 แนวคิดไปต่อภูเก็ต: เลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือ เพิ่มงบให้สอดคล้องการพัฒนา”
เพลินพิศ บอกว่า เสียงสะท้อนจาก ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคธุรกิจบอกว่า ถ้าผู้ว่าฯ ย้ายบ่อย ข้าราชการที่ลงมาทำงานในพื้นที่ย้ายบ่อย ไม่เป็นไปตามกรอบ จะทำให้อะไรหลายอย่างของภูเก็ตสะดุด ไม่มีความต่อเนื่อง เลยกลายเป็นว่า พอเกิดการเด้ง 8 ข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตภายใน 25 วัน คนก็เริ่มหยิบคำพูดหนึ่งขึ้นมาพูดกันจำนวนมากขึ้น คือ การเสนอหาทางออกว่า ควรทำอย่างไรไม่ให้เกิดแบบนี้ขึ้น บางคนบอกว่า ถึงเวลาหรือยัง จะปกครองตัวเอง “แบบเขตปกครองพิเศษ” คือ ประชาชนเลือกผู้ว่าฯ เองดีหรือไม่เหมือนกรุงเทพฯ จะได้ไม่ต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ แต่ภาคเอกชนกับภาคธุรกิจบอกว่า นั่นก็อาจจะไม่ใช่ทางออก ต้องมาดูตัวเราให้ชัดด้วยว่า ความจริงแล้วภูเก็ต ต้องการ "อำนาจทางการปกครอง" หรือต้องการ "งบประมาณ" เพราะถ้าต้องการงบประมาณ รัฐจัดสรรงบประมาณลงมาให้เรา มากกว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ เพราะปัญหาของเราจริง ๆ เราทำรายได้ทางการท่องเที่ยวจำนวนมากปีละ 500,000 ล้านบาท แต่งบที่จัดสรรลงมาให้น้อยมาก จึงพัฒนาเมืองไม่ได้ เพราะงบประมาณที่ได้ไม่สะท้อนรายได้จริง ส่วนตัวคนเป็นผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้งก็ได้ แต่ต้องวางระบบใหม่ว่า อยู่ให้ครบ 4 ปี หรือ 3 ปี แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งผู้ว่าฯ ก็ได้ จึงกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในพื้นที่ค่อนข้างมากตอนนี้
“หาดฟรีด้อม” พื้นที่อุทยาน-เงื่อนงำการออกเอกสารสิทธิ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เพลินพิศ ยังบอกว่า จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่มีปัญหาบุกรุกมายาวนานมาก เช่น หาดฟรีด้อม เป็นพื้นที่พิพาทมาตั้งแต่ปี 2555 มีการประกาศปักป้ายขายในโลกออนไลน์ 4,000 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งตอนนั้นสำนักข่าวไทย น่าจะเป็นทีมข่าวทีมแรก ๆ ที่เข้าไปในพื้นที่แต่ว่า พื้นที่เข้าถึงยากลำบากมาก ต้องเช่าเรือหัวโทง เพื่อที่จะไปถึงหาด และวันนั้นคลื่นสูงมาก จำได้ว่า กว่าจะถ่ายภาพข่าวได้ ทุกภาพที่ออกอากาศทุลักทุเลมาก หาดนี้ไปทางบกไม่ได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ เนื่องจาก มีการปิดกั้นพื้นที่เขา อ้างการถือครองเอกสารสิทธิ์ พื้นที่ส่วนบุคคลในปี 2555และประกาศขาย แต่ด้วยความที่ว่า พอประกาศขาย 4,000 ล้านบาท ก็กลายเป็นข่าวดัง คนสงสัยเห็นว่า พื้นที่ตรงนี้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเทือกเขานาคเกิด แต่ทำไมถึงประกาศขายได้ เหมือนกับไปมีเอกสารสิทธิ์ที่อยู่ในป่าที่เหมือนเป็นไข่แดง เมื่อทีมข่าวเข้าไปปรากฏว่า ไปตรวจสอบจนกระทั่งทราบว่า เอกสารสิทธิ์ที่ออกมาน่า จะออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าที่ดินคนหนึ่งเสียชีวิตจากการผูกคอตาย ในห้องขังของ DSI และผู้ที่ออกเอกสารสิทธิ์ในยุคนั้น ก็เสียชีวิตอย่างปริศนา ยิ่งกลายเป็นประเด็นที่คนภูเก็ตจับจ้องกันมาก
วังวน “หาดฟรีด้อม” : ถูกบุกรุกซ้ำซาก-มาเฟียแอบอ้างเรียกเก็บค่าผ่านทางหาผลประโยชน์
เพลินพิศ บอกว่า หลังจากนั้นปรากฏว่า กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของหาดฟรีด้อมกลับมา เนื่องจากพิสูจน์แล้วว่า พื้นที่นี้อยู่ในอุทยานแห่งชาติเทือกเขานาคเกิด ฉะนั้น โดยสภาพของหาดฟรีด้อม นับตั้งแต่มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ มันก็คือ พื้นที่ป่าโดยสมบูรณ์ ในข้อเท็จจริงคือ สมควรเป็นพื้นที่ที่คนสามารถลงไปได้ แต่ก็มีการบุกรุกซ้ำซ้อนต่อมาเรื่อย ๆ ไม่จบสิ้น จนกระทั่งครั้งนี้ ตามที่เห็นเป็นข่าว ถ้าถามถึงมุมของคนข่าว ซึ่งอยู่ในพื้นที่ และตามข่าวนี้มาตลอดเห็นว่า เป็นพื้นที่บุกรุกซ้ำซากเป็นวังวนเดิม ๆ ที่มีคนแอบอ้างเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ คนบางกลุ่มมีการเรียกเก็บค่าผ่านทาง คนก็บอกว่า ในเมื่อกลับมาเป็นพื้นที่ของรัฐแล้ว ทำไมยังมีการบุกรุกได้อีก จนกระทั่งมารอบล่าสุดที่เห็น ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นการลงกันไปหลายรอบมากพอลงไปแล้วมีการรุกใหม่เพิ่มขึ้นอีกทุกครั้ง มีการเก็บค่าผ่านทาง และสร้างสิ่งปลูกสร้าง ทั้งร้านอาหารและบ้าน โดยอ้าง สค.1 ซึ่ง สค.1 ก็ถูกอ้างวนไป ซึ่งพื้นที่ตรงหาดฟรีด้อม มีความแปลกที่ตั้งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยว ระหว่างอำเภอกะทู้กับอำเภอเมือง พอเดินจากข้างบนลงไปข้างล่างนิดเดียวที่เป็นหาดก็เป็นคนละรอยต่ออำเภอกันแล้ว และมีบางส่วนเป็นพื้นที่ สปก.ด้วย ดังนั้น รอบนี้เมื่อเจ้าหน้าที่ลงไปเขาพบว่า ส่วนที่มีการสร้างอาคารบางส่วนอยู่ในพื้นที่ สปก.ด้วย และอีกส่วนหนึ่งสร้างในพื้นที่ป่าไม้ แม้ตอนหลังราชการประกาศเป็นพื้นที่ป่านันทนาการ ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันไปแล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องของความพยายามเก็บค่าผ่านทางลงไปอีก
“ทำให้คนรู้สึกและคิดว่าเหล่านี้ คือ กระบวนการของมาเฟียหรือไม่ เพราะคนก็ตั้งคำถามว่าในเมื่อเป็นของรัฐแล้ว ทำไมอยู่ดี ๆ มีการก่อสร้างอีก การสร้างบ้านแต่ละหลัง ไม่ได้สร้างแค่ 1-2 วันทำไมถึงปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้ สุดท้ายคำถามก็เด้งกลับมาที่หน่วยราชการว่า ทำไมคนอื่นรู้ แต่หน่วยราชการไม่รู้ สถานการณ์จึงกลับมาแบบเดิม ๆ การสร้างสิ่งปลูกสร้างขออนุญาตไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นที่อุทยานแห่งชาติ ดังนั้น สิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ คือ ปลูกสร้างเถื่อนหมด เวลาเราจะสร้างบ้านสัก 1 หลังเราต้องไปขออนุญาตเพื่อสร้างบ้าน แต่สิ่งก่อสร้างนี้ไปอยู่ในพื้นที่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ฉะนั้น สร้างไม่ได้อยู่แล้ว คนก็ตั้งคำถามกันว่าแล้วถ้าเกิดสร้างโดยที่ไม่มีเอกสารหลักฐาน เวลาขอไฟขอน้ำขอได้อย่างไร สุดท้ายก็วนลูปกลับมาที่ราชการอยู่ดี” เพลินพิศ กล่าว
“หาดบางเทา” สุดบูม! หลังยุคโควิด-19 ที่ดินไม่ต่างจากทองคำ เสมือน “ทองหล่อแห่งใหม่”
ส่วนกรณีหาดบางเทา เพลินพิศ บอกว่า ณ วันนี้คำนิยามของคนในพื้นที่ภูเก็ต หรือ นักธุรกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิดเป็นต้นมา ให้คำนิยามว่า “บางเทา”เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ทองหล่อ เพราะบริบทการเติบโตของบางเทาปัจจุบันแรงมาก ถ้าดูในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ทุกที่มีราคา มีค่าไม่แตกต่างจากทองคำ ที่ดินนิดเดียว มีมูลค่าสูง แต่บางเทา ตั้งแต่หลังโควิด-19 เป็นต้นมา การเติบโตสิ่งปลูกสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และวิลล่า เกิดขึ้นเยอะมาก บางเทาถูกพัฒนาขึ้นแบบผิดหูผิดตา พื้นที่หาดบางเทาที่กำลังเป็นข้อพิพาทอยู่นี้ ก็เช่นเดียวกัน ถึงขนาดว่า นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ จ.ภูเก็ต เคยบอกว่า คนที่มาซื้อคอนโด หรือ มาซื้อพูลวิลล่าที่บางเทา ถึงขั้นนั่งเครื่องบินส่วนตัว เพื่อมาซื้อในราคากว่า 100 ล้านบาทขึ้นไปก็มี ซึ่งด้วยความที่ต่างชาติเข้ามาในพื้นที่ เขาก็บอกต่อ ๆ กัน เลยทำให้ทุกคนโฟกัสว่า บางเทาเหมือนกับทองหล่อแห่งใหม่
หมดยุค คสช.จัดระเบียบหาดภูเก็ต-ขบวนการบุกรุกหาดบางเทาก็ฟื้น
เพลินพิศ บอกว่า หากย้อนกลับไปรัฐบาล คสช.สมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาใน 2557 หาดบางเทาตรงจุดที่กำลังมีข้อพิพาทกันอยู่ เคยมีการสร้างพื้นที่บุกรุกลงไปในหาด แต่ คสช.ได้เข้าไปรื้อ โดยมีเป้าหมายจัดระเบียบชายหาดทั่วเกาะภูเก็ต และหาดบางเทา ก็เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกเข้าไปจัดการรื้อคืนหาดกลับมาให้คนทั่วไปลงได้ตามปกติ แต่หลังจากรัฐบาล คสช.หมดอำนาจ ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ก็เริ่มพบว่า มีการกลับไปรุกพื้นที่อีกและรุกหนักขึ้น หลังโควิด-19 ที่หาดบางเทาบูมเยอะ พอกลับเข้าไปอีกทีล่าสุดก็รู้สึกตกใจว่า ทำไมพื้นที่ที่เคยรื้อแล้วปัจจุบันถึงมีอาคารอยู่ถึง 80 กว่าหลัง ซึ่งตรงหาดบางเทาจุดนี้ ก็เป็นจุดที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ไป
“พื้นที่สร้างอาคารกว่า 80 หลังเป็นพื้นที่บุกรุก-ไม่มีทางขออนุญาตก่อสร้างได้”
เพลินพิศ บอกว่า ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ วันนี้ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนโดยส่วนแรก 10 กว่าไร่ตรงนี้อ้างพื้นที่ที่ออกโฉนด 5 แปลง แต่พื้นที่อีกจุดหนึ่งประมาณ 6 ไร่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้บอกว่า ตรงนี้ คือ พื้นที่ป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 แต่คนที่เข้าไปก่อสร้างอาคารบอกว่าไม่ใช่ แต่เป็นพื้นที่ของเขา และเขามี สค.1 หมายเลข 9 ซึ่งอีกฝั่งบอกว่า จะมีได้อย่างไร ในเมื่อ สค.1 หมายเลข 9 ได้รับการพิสูจน์มาหลายครั้งแล้วว่า ไม่มีอยู่จริง ฉะนั้น พื้นที่ตรงนี้ คือ พื้นที่บุกรุก แต่จุดที่น่าสนใจ คือ พื้นที่ 2 ส่วนนี้ที่มีอาคาร 80 กว่าหลัง มันมีทั้งที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์ กับพื้นที่ระบุว่าเป็นพื้นที่ป่าไม้ ทั้ง 2 ส่วนนี้ มีจุดเหมือนกันคือ เป็นอาคารเถื่อนหมดเลย ไม่มีการไปขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ตรงจุดนั้นส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่และมีสถานประกอบการต่าง ๆ
เพลินพิศ บอกว่า ถ้าติดตามข่าว จะเห็นว่า ฝั่งของผู้ที่อ้าง ถือครองเอกสารสิทธิ์ สค.1 มีการส่งหมายไปฟ้องเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฟ้องปลัดอำเภอ ฟ้องรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตท่านหนึ่ง ในข้อหาเข้าไปบุกรุกพื้นที่ประเด็น คือ ต้องตามดูต่อจากนี้ว่าเป็นอย่างไร เพราะป่าไม้ยืนยันชัดเจนว่า ตรงนี้คือพื้นที่ป่า อาจต้องกลับมาพิสูจน์กันอีกครั้งหรือไม่ แต่ในส่วนของพื้นที่ตรงนั้น คนตั้งข้อสังเกตว่า อาคาร 80 กว่าหลังตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้น คนที่อยู่ก่อนหน้านั้นอยู่กันอย่างไร ทำไม อบต.ถึงไม่รู้ ทำไมถึงปล่อยให้สร้างขึ้นมาได้ บางคนพยายามบอกว่า คนที่สร้างเป็นกลุ่มของผู้มีอิทธิพลหรืออย่างไรถึงมาอยู่ได้ แต่อีกฝั่งหนึ่งบอกว่า ไม่ใช่ตรงนี้ คือ พื้นที่ในเอกสารสิทธิ์ จึงสร้างได้ แต่ส่วนตัวก็ไม่เข้าใจเหตุผลว่า ถ้าเป็นพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ทำไมถึงไม่ไปยื่นเอกสารก่อสร้างให้ถูกต้อง
“ชี้ต้องพิสูจน์สิทธิที่ดินใหม่เป็นอันดับแรก”
เพลินพิศ บอกว่า สิ่งแรกเรื่องของสิทธิ์ที่ดินอาจต้องไปพิสูจน์ แต่เบื้องต้น คือ เรื่องของอาคารพอเป็นอาคารเถื่อน อบต.ต้องไปบังคับ และปิดประกาศว่าห้ามใช้อาคาร 80 กว่าหลัง ส่วนเรื่องที่ดินว่า เป็นที่ของใครก็เป็นขั้นตอนที่ 2 ที่จะต้องไปตรวจตรวจสอบหลังจากนี้ แต่ ณ วันนี้ ถ้าเข้าไปพื้นที่ตรงนั้น ทั้ง 80 กว่าหลังต้องหยุดไปก่อน ถ้าบอกว่า มีเอกสารสิทธิ์ ก็ให้เอาเอกสารสิทธิ์มายื่นขออุทธรณ์ขอใหม่ ซึ่งธงของรัฐบาล ไม่ได้อยากที่จะไปทุบอาคารพวกนั้นทิ้ง ถ้าบอกว่าอยู่บนพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ ก็ให้มานับ 1 ใหม่ในการมาขอให้ถูกต้อง แต่หากพิสูจน์แล้วว่าที่ดินเป็นพื้นที่ป่าไม้ จะขออย่างไรก็ขอไม่ได้เพราะเป็นที่รัฐ
“หวั่น! แนวคิดเช่าที่ดินเป็นดาบสองคมเปิดช่องทุนเดิม ๆ”
ส่วนที่มีคนแสดงความเห็นว่าให้เช่าที่ดินป่าไม้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานั้น เพลินพิศ บอกว่า มีการพูดถึงประเด็นนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ลงไปเหมือนกับว่า การลงมาครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการจะมาทำลายอาชีพ หรือทำลายปากท้องของใคร แต่ว่า มาเพื่อตรวจสอบว่า สิ่งไหนที่ผิดอยู่ ก็ทำให้ถูก และนโยบายถ้าพิสูจน์แล้วว่า เป็นพื้นที่ของรัฐเป็นพื้นที่ป่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่ป่าไม้จะรับเอาแนวทางนี้ คือ มาเช่าให้ถูกต้องจากที่วันนี้จ่ายให้ใครอยู่ก็ไม่รู้เดือนละเท่านี้ คุณก็มาจ่ายให้ถูกต้องกับป่าไม้ ซึ่งแนวคิดของนายกรัฐมนตรี ไปสอดรับกับแนวคิด ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ลงมาล่าสุดก็พูดประเด็นนี้เหมือนกัน ส่วนตัวได้ถามไปว่า ถ้าใช้วิธีการนี้ คือ เช่าให้ถูกต้องกลัวว่า เป็นดาบสองคมหรือไม่ ที่จะเปิดช่องให้กับกลุ่มทุนเดิม ๆ
“ที่ถามไปเพราะตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นต้นแบบนำร่องให้หลายพื้นที่ทำตาม รุกพื้นที่ป่าไปก่อนแต่สุดท้ายก็แก้ไขปัญหาด้วยการให้เช่า แทนที่จะเปิดช่องให้กับคนใหม่ ๆ ที่มองเห็นโอกาสว่า เดี๋ยวก่อนแล้วค่อยเช่าทีหลังโดยใช้โมเดลตรงนี้ ซึ่งท่านบอกว่าก็ต้องไปดูและตั้งคณะกรรมการขึ้นมาให้โปร่งใส ถ้าเราไปคิดว่าเป็นดาบสองคมก็จะแก้ไขปัญหาไม่ได้ แต่สาเหตุที่ถามท่านไปวันนั้นเพราะเห็นว่า พื้นที่ภูเก็ตหรือหลายพื้นที่มีปัญหา เรื่องการบุกรุกเป็นจำนวนมากแล้วถ้าเกิดมีโมเดลนี้ขึ้นมา คือ ให้เช่าอย่างถูกต้องแล้วจะมีกรอบตัวไหนที่มากำหนดได้บ้าง ว่ามีกระบวนการในการรุกไปก่อน พอถึงเวลาก็ตบเข้ามาในกรอบ มีโอกาสเกิดขึ้นได้หรือไม่” เพลินพิศ กล่าว
เพลินพิศ บอกว่า หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะว่าเหตุการณ์นี้หรือไม่ เพราะก่อนที่นายอนุทินจะลงไป เจ้าหน้าที่ป่าไม้ สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัด ลงไปตรงพื้นที่นี้เข้าไปตรวจสอบจับกุมจนออกมา หลังจากนั้นไม่ถึงสัปดาห์นายกรัฐมนตรีก็ลงไป เพราะกลุ่มลูกจ้างที่เป็นพนักงานที่อยู่บนนั้น มีอยู่ประมาณ 300-400 คน ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมหลังจากที่ไปจับกุม ข้อคำสั่งให้หยุดและปิดกิจการไปก่อน และบอกให้ อบต.ไปติดตามเรื่องของตัวอาคารต่าง ๆ

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
