“มันเป็นเรื่องของโลกสวย เป็นเรื่องของอำนาจ ถ้ามีเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในอนาคตคนต้องพร้อม ต้องไม่ให้มีเรื่องทุจริตคอรัปชัน ไม่มีการซื้อตำแหน่ง แบบเมืองนอกทำกันและประชาชนเข้มแข็งตรวจสอบได้”
“รุ่งฟ้า ทรัพย์พร้อม ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวการเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3”วิเคราะห์ “เลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ฝันไกลหรือใกล้ความจริง” ผ่าน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า คนต่างจังหวัดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัดมีมายาวนานแล้วตั้งแต่ปี 2538 เรื่องของ พ.ร.บ.การกระจายอำนาจ พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุน ส่งเสริมมาตลอด ตอนนั้นประชาชนอยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ แบบต่างประเทศ ที่มีอำนาจบริหารจัดการท้องถิ่นของตัวเอง เพื่อจะได้เข้าใจว่า แต่ละท้องถิ่นอยากทำอะไร อยากพัฒนาอะไร มีการพูดถึงตลอด แต่ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย และรายได้ว่า จังหวัดจะต้องจัดเก็บได้จำนวนเท่านั้นเท่านี้ และต้องยอมรับว่า กระแสผู้ว่าฯ กทม. พีคตั้งแต่สมัยพลตรีจำลอง ศรีเมือง ต่อมาเป็นช่วงนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และมาถึงสมัยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นกระแสกระหึ่ม แต่ช่วงนี้ที่เป็นกระแสถูกยกขึ้นมาอีก เพราะพรรคอนาคตใหม่ ต่อมาเป็นพรรคประชาชน
ไขข้อจำกัด “เชียงใหม่-ภูเก็ต” แม้จะเจริญแต่ก็ยังมีจุดอ่อน
รุ่งฟ้า บอกว่า คนต่างจังหวัดโดยเฉพาะเมืองที่มีความเจริญ เช่น “จ.เชียงใหม่” ถูกตั้งคำถามว่าเปรียบเสมือนเมืองหลวงแห่งที่ 2 ถ้าถามว่า พร้อมหรือไม่ ก็พร้อมแค่ในพื้นที่เขตเมือง เราเห็นว่า เชียงใหม่เจริญ แต่เจริญแค่เฉพาะในเมือง พอออกไปรอบ ๆ นอก เป็นป่า มีชาวเขาพักอาศัยอยู่ ส่วนที่ทำเม็ดเงินนำพัฒนาแทบจะไม่มีเลย สรุปแล้วถ้าเลือกไปก็ต้องมาของบประมาณจากส่วนกลางอยู่ดี
ส่วน “จ.ภูเก็ต” รุ่งฟ้า บอกว่า อาจเป็นพื้นที่เล็ก แต่การจัดเก็บรายได้จำนวนมหาศาล หลายคนมองว่า เมื่อมีรายได้มหาศาล ทั้งในเรื่องของธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว แต่ความจริงแล้ว บริษัทห้างร้าน ที่ไปตั้งอยู่ในภูเก็ต เป็นลักษณะจดทะเบียนอยู่ที่กรุงเทพฯ รายได้ต้องนำส่งกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกกระจายอยู่ที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งมีประชากรแฝงจากคนต่างจังหวัด ไปทำมาหากินที่นั่น เช่น ทำงานบริการ ทำงานโรงแรม แต่ทะเบียนบ้านไม่ได้อยู่ภูเก็ต เวลาเสียภาษีก็กลับคืนมายังที่ภูมิลำเนาของคนที่ไปทำงาน จึงเป็นที่มาว่า อยากมีสิทธิเลือกตั้งแบบ กทม. แต่พอมาดูในส่วนของ กทม.ซึ่งมีงบฯ ปีหนึ่งประมาณ 90,000 ล้านบาท แต่เรื่องการบริหารจัดการ กทม.เอง ก็ไม่ได้มีอำนาจ สรุปแล้ว การจะให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ แบบ กทม.เพื่อจะได้ปกครองตัวเองบริหารจัดการเมืองตัวเอง ก็จะผูกติดกับในเรื่องของงบประมาณเรื่องรายได้ต่อหัว
ประเทศไทยไม่ได้ถูกออกแบบให้แต่ละจังหวัดดูแลตัวเอง
รุ่งฟ้า บอกว่า ตามที่ได้ศึกษามาสมัยโบราณ มีภัยรุกรานจากต่างชาติ เขาก็ให้เป็นประเทศรวมศูนย์อำนาจ และภูมิภาค มี อบจ.ดูในเรื่องของการพัฒนา แต่ในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้ามองว่า ทับซ้อนกันก็ทับซ้อน ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้กฎหมาย ใช้อำนาจในการดูแลบริหารจัดการ เรียกว่าทุกวันนี้ 1 จังหวัด 2 ระบบ ก็เหมือนการกระจายอำนาจ มีนายกฯ อบจ.แต่งบประมาณไม่เยอะ บางจังหวัดได้งบฯหลักร้อย ก็พัฒนาอะไรไม่ได้ ต้องรองบประมาณจากส่วนกลาง เช่น กรมชลประทาน หรือกรมทางหลวงชนบท อาทิ จ.ภูเก็ตในเรื่องของถนนต้องใช้งบฯ จากส่วนกลาง เพราะโครงสร้างประเทศ ไม่ได้ทำมาเพื่อกระจายอำนาจ และเรื่องของระบบ กพ.กับกพร.อีก ไม่ได้ถูกดีไซน์มาเหมือนเมืองนอก แม้ในอนาคตอาจทำได้แต่คนยังไม่พร้อม
“กระทรวงมหาไทย ได้ศึกษาจังหวัดที่พร้อมเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ คือ ภูเก็ต กับเชียงใหม่ แต่ถ้าจะทำจริง ๆ ต้องปรับโครงสร้าง และต้องไปแก้ที่กรมสรรพากรในเรื่องของภาษี คิดง่าย ๆ เช่น ท่าเรือ หรือ เรือยอร์ช ที่ จ.ภูเก็ต บริษัทของคุณ จะจดทะเบียนที่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าคุณใช้สถานที่นั้น ๆ ก็ต้องไปแก้ที่กรมสรรพากร เพื่อเอาเงินภาษีมาพัฒนา โครงสร้างของประเทศไทยไม่ได้ถูกดีไซน์มา เหมือนเมืองนอก ที่เป็นสหพันธรัฐ แต่ละพื้นที่ แต่ละรัฐ เป็นอิสระดูแลกันเอง เช่น มหานครนิวยอร์ก ก็จัดเก็บบริหารจัดการของเขา เรื่องของ ขสมก.ในการเดินทาง แต่ของกรุงเทพฯ ขสมก.ขึ้นอยู่กับกระทรวงคมนาคม ฉะนั้น ของกทม.น้อยมาก มีรถไฟฟ้า BTS ที่ทำตอนต้น แต่พอครบสัมปทาน ก็จะต้องคืนบริษัท และจะต้องเข้าไปดูเพราะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ อาจจะมีบางกิจการเท่านั้นที่เลี้ยงตัวเองได้ หรือการบริหารจัดการขยะ จะต้องเป็นโรงไฟฟ้าขยะ เป็นต้น ฉะนั้นโครงสร้างประเทศไทยรวมศูนย์อำนาจ เพราะประวัติศาสตร์เรื่องของระบบประเทศราชในสมัยก่อน”
หากมีเลือกตั้งผู้ว่าฯ ต้องรื้อ อปท.ท้องถิ่นด้วย
รุ่งฟ้า บอกว่า ณ วันนี้ สมมติว่า จะต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง ดังนั้น นายกฯ อบจ.และ อบต.ก็ต้องยกเลิกไป เพราะจะไปซ้ำซ้อนกันหากมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในเรื่องของงบประมาณก็ต้องเอาที่จังหวัด แล้วผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ต้องเป็นคนบริหาร แต่ตอนนี้แม้กระทั่งบางพื้นที่ทับซ้อนกัน เพราะในเรื่องของงบประมาณประเทศไทย คิดจากจำนวนหัวของประชากร ถ้าประชากรน้อย ก็ได้งบประมาณน้อย ไม่รวมประชากรแฝงที่อยู่ในจังหวัดนั้น ๆ ด้วย เพราะเขาไม่ให้ ในส่วนของ จ.ภูเก็ต ถ้าคิดตามสัดส่วนของ สส.มีสัดส่วนประมาณ 3 คน ใช้สัดส่วนประมาณแสนกว่านิด ๆ ก็แสดงว่า ภูเก็ตมีจำนวนคนไม่ถึงล้าน แต่ที่เห็นคนจำนวนหนาแน่นเพราะเข้าไปทำงาน
“ชลบุรี-ระยอง” น่าจะพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ มากกว่า “เชียงใหม่-ภูเก็ต”
รุ่งฟ้า บอกว่า ตอนนี้ทุกจังหวัดมี สส.มีการให้เลือกตั้ง มีการดึงงบพัฒนา ที่เป็นงบจากส่วนกลางมา หากจะให้เลือกผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ต้องมีความพร้อม เป็นพื้นที่ที่จัดเก็บรายได้ของตัวเอง ซึ่งประเทศไทย จังหวัดที่จัดเก็บรายได้มากที่สุด คือ “จ.ชลบุรี” และ “จ.ระยอง” เพราะมีนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก คิดว่า จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง มีความพร้อมมากกว่าเชียงใหม่ แต่เรื่องของโครงสร้างการกระจายอำนาจที่ผ่านมา ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย หรือคณะกรรมการกระจายอำนาจ ได้พูดถึงโดยยกตัวอย่าง จ.เชียงใหม่ และภูเก็ต คนก็เลยมุ่งเป้าว่า เชียงใหม่ แต่พอไปดูพื้นที่จริง เชียงใหม่เป็นป่าเขารอบนอกเขตเมือง จะเห็นว่า เชียงใหม่ มีความเจริญกระจุกตัวเฉพาะในเขตเทศบาล ฉะนั้น จะเอาเม็ดเงินจากที่ไหนมาบริหาร ส่วนตัวจึงคิดว่า ยาก แต่ถ้าถามว่าตรงไหนพร้อม ก็เห็นว่า น่าจะเป็น จ.ชลบุรี กับ ระยอง
รุ่งฟ้า บอกว่า ถ้าจะเริ่มก็ต้องไปเริ่มที่ จ.ระยอง กับ ชลบุรีก่อน และจังหวัดที่สามารถจัดเก็บงบประมาณได้ แต่ต้องมีงบประมาณเพียงพอเพื่อที่จะนำมาพัฒนา เพราะถ้าสมมติว่า ให้อำนาจไปแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะบริหารจัดการได้ ยังต้องรองบประมาณจากส่วนกลาง ก็ถือว่า ไม่มีความแตกต่างจากปัจจุบัน เพราะแผนพัฒนานั้น แต่ละจังหวัดได้จัดทำ เข้ามาที่มหาดไทยว่า จะทำแผนพัฒนาอะไรบ้าง เวลาแปลงเป็นงบฯ ว่า กระทรวงมหาดไทยได้กี่หมื่นล้าน แสนล้านบาท จัดสรรให้จังหวัดนั้น จังหวัดนี้ ก็เป็นงบจากส่วนกลาง
ภาพรวม “อีสาน” ก็ยังไม่เข้าเกณฑ์เลือกผู้ว่าฯ ได้
ส่วนภาคอีสานมีจังหวัดไหนที่พร้อมเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด รุ่งฟ้า บอกว่า จังหวัดที่จัดเก็บรายได้เยอะ คือ นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี โดยอาจจะมองจากเรื่องของความเจริญ เรื่องของเศรษฐกิจ และการจัดเก็บภาษี ซึ่งจากที่ดูสถิติมีการมองว่าจังหวัดที่ร่ำรวยทางภาคอีสาน คือ จังหวัดที่กล่าวมานี้ สามารถที่จะเลือกตั้งได้ผู้ว่าฯ ได้ เพราะทุกจังหวัดที่กล่าวมานี้ มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ แต่สรุปแล้วห้างดังกล่าว จดทะเบียนอยู่ที่กรุงเทพฯ รายได้ก็ต้องนำส่งกรุงเทพฯ อยู่ดี ดังนั้น ถ้าให้มองภาพรวมทั้งหมดยังไม่สามารถทำได้
“ไทยยังฝันไกล ลต.ผู้ว่าฯ ชี้คนต้องพร้อม-ต้องไร้โกงก่อน”
รุ่งฟ้า บอกว่า ที่มีการมองว่า คนรุ่นใหม่อยากเลือกตั้งแบบ กทม. แต่เขาก็กังวลเรื่องอำนาจ เพราะถ้าเลือกตั้ง ก็จะต้องเปลี่ยนระบบ เช่น หากจังหวัดนั้นมีบ้านใหญ่ ถ้าเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดบ้านใหญ่ในจังหวัดนั้น ๆ ก็เอาไปกิน ทังนี้ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่ที่ประชาชนในพื้นที่ด้วย ถ้าตื่นตัวตรวจสอบและเข้มแข็ง ปัญหา คือ ประชาชนบอกว่า อยากเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่พร้อม เพราะยังไปขอความช่วยเหลือจากนักการเมือง เป็นเรื่องระบบอุปถัมภ์ในการดูแลกันนำมาซึ่งการทุจริต แต่ประชาชนรับได้เพราะถือว่าเขาดูแล
“มันเป็นเรื่องของโลกสวย เป็นเรื่องของอำนาจ ถ้ามีในอนาคต 1.คนต้องพร้อม 2.ต้องศึกษาไม่ให้มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ไม่มีการซื้อตำแหน่ง แบบเมืองนอกทำกัน และประชาชนเข้มแข็ง ตรวจสอบได้ ตอนนี้ก็มีการเลือกนายกฯ อบจ.อยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ในแง่อำนาจหน้าที่ เรื่องของนโยบาย ส่วนตัวคิดว่ายาก เราพูดกันมานานแล้ว แต่ไม่เกิดเสียที เพราะติดขัดในเรื่องของงบประมาณที่ต้องมาจากส่วนกลาง ถามว่า ไม่มีใครอยากสูญเสียอำนาจ เหมือนว่า ส่วนกลางที่เคยมีอำนาจเพราะฉะนั้นก็ยากที่จะให้มันเกิดขึ้น”
รุ่งฟ้า ย้ำว่า เรื่องของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศไทยยังไปไม่ถึงจุดที่ไม่มีการซื้อเสียง ส่วนตัวคิดว่า การเลือกผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ยังเป็นการฝันไกล เพราะตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ได้ยินเรื่องภูเก็ต กับเชียงใหม่ ก็เข้าใจอย่างนั้น จนวันหนึ่งได้ไปเจอกับผู้รู้ทำเรื่องคณะกรรมการกระจายอำนาจ เล่าให้ฟังว่า เชียงใหม่เจริญแค่ในเมือง แต่ถ้าไปดูอำเภอรอบนอกเป็นที่ป่าภูเขา ก็ต้องอาศัยงบฯ จากส่วนกลางอยู่ดี

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
