“ไม่อยากให้รู้สึกว่ามีการนำเสนอข่าวแล้วไปชี้ว่า ข้าราชการเป็นส่วนที่ทำให้งบประมาณสูงขึ้น แต่ความจริงแล้วยังมีส่วนอื่นอีกที่ลดได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ ซึ่งงบประมาณที่รั่วไหลไปเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ปีๆหนึ่งหลายแสนล้านบาท”
นครินทร์ ศรีเลิศ หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจ-นโยบาย กรุงเทพธุรกิจ วิเคราะห์ “สวัสดิการข้าราชการ ระเบิดเวลางบประมาณ” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“สัดส่วนโครงสร้างงบฯ ปีล่าสุด รายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 1.43 ล้านล้าน คิดเป็น 38%”
นครินทร์ บอกว่า ค่าใช้จ่ายของข้าราชการเป็นเรื่องของรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ ตอนนี้จำนวนข้าราชการของไทยอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านกว่าคน ในจำนวนนี้ไม่ใช่คนที่รับราชการทั้งหมด แต่มีสัดส่วนเป็นพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวและพนักงานจ้าง ทั้งหมด 3,004,000 กว่าคน เป็นข้าราชการประมาณ 1,700,000 คน ขณะที่พนักงานราชการมีอยู่ประมาณ 180,000 คน ที่เหลือเป็นลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว มีจำนวนเยอะหน่อยประมาณ 270,000 คน ทั้งนี้ตัวสัดส่วนโครงสร้างงบประมาณปีล่าสุด รายจ่ายบุคลากรภาครัฐประมาณ 1.43 ล้านล้าน คิดเป็นประมาณ 38% ทั้งนี้ถ้าไปดูโครงสร้างงบประมาณโดยรวม จะเข้าใจมาตลอดว่ารายจ่ายประจำทั้งหมด 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ และงบประมาณที่กำหนดอยู่แต่ละปีมีสัดส่วนได้จากตรงนี้ค่อนข้างที่จะสูงเหมือนกัน
นครินทร์ บอกว่า งบประมาณปีล่าสุดรายจ่ายประจำที่ฟิกอยู่ คือ 73.4% ของงบประมาณรวม และรายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณ 20.8% การจัดทำงบประมาณแต่ละปีรายจ่ายลงทุน จะอยู่ที่ประมาณ 700,000 กว่าล้านบาท ถ้าถามว่าลดลงจากปีที่แล้วหรือไม่ก็ถือว่าลดลง จึงเป็นประเด็นที่มีการพูดกันว่า ทำไมปีนี้รายจ่ายประจำขึ้น 5% แต่รายจ่ายลงทุนลดลงมาอยู่ที่ 8% กว่า จึงเกิดเป็นคำถามว่าเราจัดงบประมาณแบบนี้ถูกหรือไม่
“นายกฯตั้งงบฯ รับมือภัยฉุกเฉินเกือบแสนล้านบาท เหตุ ป้องกันปัญหาภัยธรรมชาติ-ภัยสงคราม”
สำหรับรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ นครินทร์ บอกว่า เวลาตั้งงบประมาณจะพูดถึงเรื่องเงินเดือน ค่าจ้างและค่าตอบแทน อยู่ในมาตรา 38 ของพ.ร.บ.งบประมาณ และปีนี้เฉพาะเงินเดือนที่ต้องจ่ายค่าจ้างอยู่ที่ 8.5 แสนล้านบาท แต่รายจ่ายบุคลากรภาครัฐจะอยู่ในงบฯกลาง ตามมาตรา 6 ตามพ.ร.บ.งบประมาณ 500,000 กว่าล้านบาท ส่วนเหตุผลที่มีการตั้ง 2 ส่วนเพราะส่วนที่มาจ่ายให้เป็นสวัสดิการ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือ เงินบำเหน็จบำนาญอยู่ในส่วนของงบกลาง ถ้าไปดูโครงสร้างจะเห็นว่างบฯกลาง จะตั้งอยู่ที่ปีละ 600,000กว่าล้านบาท แต่เวลาทำข่าวจะคุ้นเคยกับงบฯรายจ่ายสำรอง เพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ปีนี้ตั้งไว้เกือบ 100,000 ล้านบาท ที่น่าสนใจ คือ งบฯกลางตรงนี้สูงขึ้น เพราะปีที่แล้วประเทศไทยประสบสถานการณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง ภัยสงคราม แผ่นดินไหว เป็นต้น ซึ่งเป็นงบประมาณที่ตั้งไว้รับมือภัยฉุกเฉิน
“งบฯค่ารักษาพยาบาล ขรก.สูงขึ้นทุกปี-หาก นำเงินคงคลังมาใช้ต้องนำมาจ่ายคืน”
นครินทร์ บอกว่า ส่วนค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการสูงขึ้นทุกปี ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านบาท งบประมาณปี 2570 ตั้งงบฯไว้ 94,000 ล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้ตั้งฟิกไว้มาประมาณ 2-3 ปีงบประมาณแล้ว แต่เบิกจ่ายจริงเกิน 100,000 ล้านบาทใน 3 ปีงบประมาณหลังสุด ทำไมถึงเบิกจ่ายเกินได้ในการจัดทำงบประมาณ เพราะมีการทำงบฯสำรองไว้ สำหรับสำรองเงินสมทบชดเชยต่างๆ โดยงบฯปี 2570 ตั้งไว้ 70,000 กว่าล้านบาท หมายความว่างบฯตรงไหนไม่พอ ก็นำตรงนี้ไปโปะเพราะเคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านๆมา พอไม่ได้ตั้งงบฯไว้ครอบคลุมตรงนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ต้องไปเอาเงินคงคลังออกมา ซึ่งเงินคงคลังถือว่าเป็นกระเป๋าสุดท้ายแล้ว
นครินทร์ บอกว่า สมมุติถ้างบประมาณไม่พอก็ต้องไปดึงเงินคงคลังตรงนี้มา แต่เวลาไปดึงออกมาก็จะเป็นภาระงบประมาณปีถัดไปทันที ที่จะต้องตั้งงบประมาณมาคืน แต่เงินฉุกเฉินของประเทศไทยจะให้ตรงนี้พร่องไม่ได้ เพราะคือกระเป๋าสุดท้ายแล้ว ซึ่งพ.ร.บ.งบประมาณเขียนกำหนดไว้ว่า ถ้านำเงินส่วนนี้ไปใช้ก็ต้องนำมาจ่ายคืน จึงเป็นที่มาว่าบางปีงบประมาณมีการตั้งเงินชดเชยคงคลัง ลักษณะการจัดทำงบประมาณแบบนี้เห็นได้ว่าไม่ง่าย ในการที่จะมีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นทุกปี
“สิทธิสวัสดิการ ขรก. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพูดคุยกัน”
“ทุกคนเห็นปัญหาเรื่องงบประมาณตรงนี้ แต่ไม่ใช่กระทรวงการคลังหน่วยงานเดียวที่จะทำได้ เรื่องสิทธิสวัสดิการของข้าราชการ คนที่เป็นข้าราชการทำงานให้ประเทศ รัฐบาลต้องดูแลสวัสดิการข้าราชการให้ครอบคลุม ถึงครอบครัวด้วยในสิทธิรักษาพยาบาล วิธีการ คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาคุยกัน ทั้งกรมบัญชีกลาง กระทรวงสาธารณสุข ก.พ. ก.พ.ร. สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช.) หน่วยงานพวกนี้ต้องมาดูหมดว่า เรื่องค่ารักษาพยาบาลที่พูดกันว่าได้ตั้งเอาไว้ 94,000 ล้านบาท แต่เบิกจริงเป็นเงินจำนวน 100,000 ล้านบาททุกปี ก็มาคุยกันว่าส่วนที่เกินตรงนี้จะทำอย่างไร สมมติว่ารัฐบาลมีเงินงบประมาณที่จะจ่ายได้ประมาณนี้โดยไม่อยากจ่ายเพิ่มแล้ว ส่วนนี้จะเอาระบบของการประกันสุขภาพมาใช้ในสวัสดิการนี้ได้หรือไม่ และหากคุยกันเราก็จะต้องคุยกันแต่เรื่องของราคาของยา แม้ว่าเป็นโรงพยาบาลรัฐเหมือนกันแต่ตั้งราคายาแต่ละตัวไม่เท่ากัน ผมได้พูดคุยกับแหล่งข่าวที่ดูเรื่องนี้ เขาบอกว่าลองไปดูว่าราคายาแต่ละที่ยังไม่เท่ากันเลย ตกลงแล้วค่าใช้จ่ายของรัฐแต่ละปีเป็นจำนวนเท่าไหร่ ต้องหาราคาตรงนี้ให้ได้แล้วค่อยมาคุยกัน ว่าจะปรับลดหรือปรับอะไรอย่างไรคงต้องใช้เวลา ซึ่งงบประมาณปี 2571จะเป็นปีที่ตั้งต้นตรงนี้ได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าตรงไหนอย่างไร”
“ไม่ควรปรับเปลี่ยนสวัสดิการ ขรก.ปัจจุบัน-อาจเริ่มต้นจากขรก.บรรจุใหม่- ชี้ รองนายกฯ ฝ่ายกม.กำลังดูแผนอยู่”
ส่วนมีการมองว่าข้าราชการที่เคยได้สวัสดิการอยู่แล้วไม่ควรไปเปลี่ยน แต่อาจเริ่มต้นจากข้าราชการที่เข้ามาบรรจุใหม่ นครินทร์ มองว่า น่าจะเป็นแบบนั้นอะไรเป็นสิทธิที่ให้ไปกับคนที่เคยได้แล้ว ถ้าไปตัดส่วนที่เขาเคยได้ก็จะกระทบกับชีวิตเขาแน่นอน สมมุติว่าตัวของข้าราชการคนนั้นต้องรักษาโรคนั้นโรคนี้ต่อเนื่อง จะไปบอกว่าให้เขาเปลี่ยนไปใช้ระบบประกัน แล้วที่เขาเคยได้สวัสดิการรักษาอยู่แล้ว จะมีอะไรเป็นหลักประกันให้เขาหรือไม่ว่าจะได้เท่าเดิม ถึงแม้เราจะบอกว่าครอบคลุมตรงนั้นตรงนี้ แต่ถ้าคนเคยได้มาแล้วไปดึงคืนเขาก็อาจจะคิดเยอะ ในระยะยาวที่พูดกัน คือ จะแก้ตรงนี้อย่างไร ให้ปรับสิทธิ์ให้กับงบประมาณที่มี ก็ต้องพูดถึงเรื่องจำนวนข้าราชการ ว่าทั้งข้าราชการและพนักงานของรัฐจะให้สิทธิ์เท่าเดิมต่อไปหรือไม่ หรือจะลดจำนวนลงและใช้วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เรื่องนี้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กำกับดูแลสำนักงานข้าราชการพลเรือน และสำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการกำลังดูอยู่ แผนนี้น่าจะมีความชัดเจนเร็วๆนี้ คือ เรื่องการเออร์ลี่ รีไทร์ ข้าราชการ
“แนวคิดเออร์ลี่ข้าราชการอายุ 40 ปีทำได้หรือไม่ ต้องรอดู”
ส่วนแนวคิดเออร์ลี่ข้าราชการอายุ 40 ปีจะทำได้จริงหรือไม่ นครินทร์ บอกว่า เท่าที่ได้สัมภาษณ์และฟังรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายพูด 2 รอบ คือ สมมติว่าคนที่รับราชการมาต้องออกจากงานไปทำงานภาคเอกชน หรือไปทำธุรกิจก็ต้องอัปสกิล-รีสกิล หากออกจากงานตอนอายุ 50 กว่าๆ บางครั้งรีสกิลไม่ทัน เพราะบางงานต้องใช้การพัฒนาทักษะความรู้ไปเรื่อยๆ ก่อนที่เราจะไปทำอะไรในส่วนใหม่ได้ ท่านเลยรู้สึกว่าอายุ 40 ยังเฟรชอยู่ในการที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ส่วนในเชิงปฏิบัติจริงทำได้แค่ไหนเดี๋ยวค่อยมาดูกัน สมมุติว่าคนที่รับราชการมาแล้วอายุ 40 ปี เขาจะเออร์ลี่ก็ต้องคิดเยอะ เพราะกว่าจะสอบเข้ามาได้ ภาค ก.ภาค ข. ถือว่าไม่ง่ายแล้วต้องหางานใหม่
“ควรลดปัญหาคอรัปชั่นก่อน”
“ไม่อยากให้รู้สึกว่ามีการนำเสนอข่าว แล้วไปชี้ว่าข้าราชการเป็นส่วนที่ทำให้งบประมาณสูงขึ้น แต่ความจริงแล้วยังมีส่วนอื่นอีกที่ลดได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ ซึ่งงบประมาณที่รั่วไหลไปเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นปีๆหนึ่งหลายแสนล้านบาท ซึ่งนายมานะ นิมิตมงคล ผอ.ต่อต้านคอรัปชั่นบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 4-5แสนล้านบาทเป็นขั้นต่ำ ถ้าเราไปลดตรงนั้นได้เผลอๆการลดจำนวนข้าราชการลง ก็อาจจะทยอยทำไปได้ไม่ใช่ว่าจะต้องรีบทำในขณะนี้ เพราะมีเรื่องอื่นอยู่ เช่น ที่เราขาดดุลงบประมาณจากการกู้ยืมเงินในโครงการต่างๆเยอะ หลายๆโครงการต้องมาดูกันใหม่ว่าต้องทำต่อหรือไม่ และคนที่มาทำงานเป็นข้าราชการเขาก็ต้องดูสิทธิที่เขาจะได้ ในเรื่องของสวัสดิการ การดูแลเรื่องของโซเชียลเซฟตี้เน็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งของการจูงใจ”
“เทรนด์ใหม่คนรวย 30 ต้นๆสอบเข้ารับราชการ อยากมีเกียรติ-ชีวิตมั่นคง”
นครินทร์ บอกว่า ได้คุยกับเพื่อนข้าราชการทราบว่าตอนนี้มีเทรนด์ใหม่ คือ คนที่อายุประมาณ 30 กว่าปี เริ่มสอบเข้ามารับราชการกัน แต่คนพวกนี้มีฐานะดีอยู่แล้ว และความพร้อมทางบ้านก็ดีหรือไปทำธุรกิจหรือไปลงทุน แล้วประสบความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่งมาแล้วเอาง่ายๆ คือ เขาไม่ต้องการความร่ำรวยแล้วแต่ต้องการความมั่นคง ในชีวิต คนที่เข้ามาสู่ระบบราชการเขาก็ต้องยอมรับว่า ไม่ได้ต้องการรายได้ที่สูงแล้วแต่อาจจะมีในเรื่องของความมั่นคง และมีเกียรติได้รับราชการทำงานสำคัญๆให้กับประเทศก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เริ่มเห็น แต่จะจูงใจหรือไม่จูงใจคงต้องดูเงื่อนไขแต่ละคนเป็นอย่างไร เพราะการตัดสินใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
“ทุกอาชีพควรได้รับการปรับเงินเดือน ตามค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น”
นครินทร์ บอกว่า งบประมาณข้าราชการเพิ่มขึ้น เช่น มีการปรับวุฒิปริญญาตรีเป็นเงิน 15,000 บาทบวกค่าครองชีพตรงนี้ก็เกี่ยว และสมควรปรับเพราะการปรับตรงนั้นใช้เวลาหลายปี ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ตอนนั้นมาจากการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำก่อน ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งข้าราชการก็มีการปรับตอนนั้น แต่ลองคิดดูว่าถ้าฐานเงินเดือนอยู่ในระดับที่ต่ำอยู่อย่างนั้น ก็คงไม่มีใครทำงานเพราะราคาค่าครองชีพทุกอย่างก็ปรับขึ้นหมด การทำงานของทุกอาชีพควรได้รับการปรับเงินเดือน ตามค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
“หนุนนำ AI มาใช้งานเอกสาร-ไม่เห็นด้วยที่จะนำ AI มาใช้ในงานบริการประชาชน”
หากลดจำนวนข้าราชการแล้วนำเทคโนโลยีมาใช้แทน จะมีผลมากน้อยแค่ไหนต่อการบริการประชาชน นครินทร์ บอกว่า ตรงนี้เป็นประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีของหลายๆคน งานที่ต้องให้บริการประชาชนส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะนำ AI มาทำแทน 100% แต่งานเอกสารเยอะๆ เช่น ที่รองนายกรัฐมนตรีปกรณ์ดูอยู่เรื่องปฏิรูปกฎหมาย สามารถนำ AI มาช่วยได้ก็สามารถนำมาได้เลย เพราะงานเอกสารจำนวนมาก AI ทำแทนคนได้ค่อนข้างดี แยกหมวดหมู่และจัดหมวดหมู่ให้รวมทั้งสรุปให้ ทำให้งานเร็วขึ้นด้วย เช่น การปฏิรูปกฎหมายเห็นได้ชัดเจนเลย ต่อไปก็จะเห็นว่าหากกฎหมายตัวไหนซ้ำซ้อนทันสมัย ก็จะการปฏิรูปกฎหมายได้เยอะขึ้น แต่การให้บริการคนอย่าพึ่งเอา AI มาแทนเลย ดังนั้นควรเปลี่ยนให้ตรงกับฟังก์ชันที่เหมาะสมทีละขั้นตอนดีกว่า

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
