“เปิดจุดบอดร้านอาหารแฝงสถานบริการ ช่องโหว่กฎหมาย กับบทเรียนที่รัฐต้องทบทวน”

            “เรื่องนี้สะท้อนอย่างหนึ่งว่าเกิดการลักลั่น หรือละเลย หรือแอบแฝง เพราะถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ยังคงมีผู้ประกอบการ ที่ได้ใบอนุญาตร้านอาหารแต่ประกอบการสถานบันเทิงแบบนี้ยังมีอยู่ ต่อให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก็ยังเชื่อว่าตามชานเมือง ตามพื้นที่ที่ไม่ใช่โซนนิ่งให้เปิดสถานบันเทิงแบบผับ ยังคงใช้วิธีการแบบนี้แอบแฝงอยู่”

            มนตรี อุดมพงษ์ ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ ช่อง 3 ให้มุมมอง “ มาตรฐานความปลอดภัยแหล่งราตรี มีไว้ใช้ หรือมีไว้โชว์ ? ” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว”  

“ปม โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว มาจากใช้ไฟฟ้าเกินกำลังของระบบ-ผู้ประกอบการประมาท” 

            มนตรี บอกว่า ได้ติดตามจากเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ สำนวนคดีโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวเป็นหลัก สาเหตุมาจากปัญหาการใช้ไฟฟ้าเกินกำลังของระบบที่ติดตั้งมีปัญหา ทำให้ต้องหาคำตอบว่าเกิดจากไฟฟ้าช็อตหรือไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจร สอดคล้องกับที่นักดนตรีพูดเสมอก่อนหน้านี้ว่าไฟของร้านตก ใช้กำลังไม่พอติดๆดับๆ สอดคล้องกับหลักฐานที่ร้านเคยไปยื่นขอเพิ่มกำลังไฟเพิ่มจาก 100 วัตต์ แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาตซึ่งการขอมีรายละเอียดชัดเจน ขณะที่ทางพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบพบว่า ตัวไฟที่ไหม้อยู่ตรงจุดเพดานเป็นจุดที่มีการติดตั้งและเป็นฉนวนความร้อน กลายเป็นข้อสันนิษฐานมีน้ำหนักมากที่สุด หลังจากนี้ก็จะนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยประมาท และประกอบการไม่ตรงกับใบอนุญาต ตรงนี้เป็นนัยยะสำคัญมากที่สุดของเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสาธารณชนเรื่องคดี เพราะจะเป็นบรรทัดฐานต่อไป

“แพทย์ ระบุ ผู้เสียชีวิตเพิ่มหลังเกิดเหตุ เพราะสูดควันพิษจากสารเคมี” 

            มนตรี บอกว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 27 รายที่เหลือมาเสียชีวิตเพิ่มเติม ทั้งนี้จากประสบการณ์การทำข่าวสอดคล้องกับที่แพทย์เตือนว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทุกครั้งที่เกิดเพลิงไหม้ ลักษณะดังกล่าวจะไม่จบในตัว “บางรายอาจจะชีพจรเต้นหรือขาดเหมือนหมดสติในช่วงหนึ่งในที่เกิดเหตุ จึงอาจจะถูกดีแคลร์หรือยืนยันว่าเป็นผู้บาดเจ็บยังไม่สิ้นชีวิตในขณะนั้น เพราะไม่ได้ถูกไฟไหม้แบบคลอก แต่ในทางการแพทย์บอกว่า 24 ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุการณ์ คือ ช่วงของการทรมานมากที่สุดของผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้แล้วเบิร์นร่างกายไปเกินกว่า 80% เช่น ถึงแม้ไฟจะไม่ได้ไหม้ด้านนอก แต่ว่าสูดควันพิษเข้าไป เป็นควันไฟที่เกิดจากการไหม้ของสารเคมี จึงทำปฏิกิริยากับระบบทางเดินหายใจ”

            มนตรี อธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุของผู้ป่วยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ภายนอกอาจจะไม่ถูกไฟไหม้ แต่ภายในสูดควันพิษเข้าไป จากนั้นไป 2-3 วันอาการก็จะโรยราตามมา นั่นคือเหตุผลที่ตัวเลขของคนเสียชีวิตยังมีอยู่ต่อเนื่อง ถ้าเทียบกับกรณีเหตุเพลิงไหม้Mountain B อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2565 ผู้เสียชีวิตบางรายเสียชีวิตหลังจากเหตุการณ์นั้นเป็นเดือน ค่ารักษาพยาบาลสูงมาก เพราะทำทุกสรรพกำลังเพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วยไว้ให้ถึงที่สุด บางรายมาจากการติดเชื้อเพราะต้องเจาะคอช่วยหายใจกรณีที่สูดควันไฟเข้าไป

“ความลักลั่นของกฎหมาย เปิดช่องเลี่ยงจดทะเบียนสถานบันเทิงเป็นร้านอาหาร”

            มนตรี บอกว่า ความจริงแล้วมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นเยอะแต่ไม่ได้เป็นข่าว เช่น ไฟไหม้ตามร้านอาหารหรือคาราโอเกะ แต่จำนวนคนไม่ได้มากขนาดนี้ จากกรณีดังกล่าวหากย้อนกลับไปถามว่าสถานบริการนี้เป็นประเภทไหนกันแน่ คำตอบเห็นได้ชัด คือ ถ้ายึดตามใบอนุญาตคือร้านอาหาร แต่ถ้าตีความตามหลักกฎหมายหรือดูสถานการณ์จริง การประกอบการจริงไม่ใช่ร้านอาหาร แต่คือสถานประกอบการประเภทสถานบันเทิงตรงนี้ชัดเจน หากไปตีความที่ไหนก็ต้องใช้หลักการเดียวกันว่า แม้จะได้ใบอนุญาตประเภทนี้ แต่ลักษณะการประกอบการไม่ใช่แล้วเพราะเป็นสถานบันเทิง เป็นความลักลั่นเพราะว่าระเบียบกฎหมาย ถ้าจดทะเบียนเป็นร้านอาหารธรรมดาไม่ได้มีข้อบังคับอย่างละเอียดมาก เรื่องทางหนีไฟหรือระบบสปริงเกอร์ควบคุมน้ำหรือวัสดุกันไฟ เพราะจดทะเบียนเป็นร้านอาหารจึงไม่ได้ถูกกำหนดในระเบียบ การเข้าไปตรวจตราหรือเทคนิคถ้าเทียบกับสถานบันเทิง แต่ที่ต้องยอมรับสภาพถ้าเป็นร้านอาหารแต่แอบแฝงทำสถานบันเทิงก็ต้องปิดเที่ยงคืน และต้องหยุดขายแอลกอฮอล์ทุกอย่างต้องจบ ตรงนี้ก็จะเป็นความลักลั่นถ้าเทียบกับสถานบันเทิงโดยตรงที่ได้รับใบอนุญาต

“โซนนิ่ง เป็นปัจจัยสำคัญ”       

            มนตรี บอกว่า กรณีนี้ยังไม่ต้องพูดถึงโซนนิ่ง เพราะโซนนิ่งตั้งสถานบันเทิงไม่ได้ ให้บริการไม่ได้ เป็นความย้อนแย้งอย่างหนึ่งว่าต่อให้ผู้ประกอบการอยากจะทำเป็นสถานบันเทิง แต่ด้วยกฎหมายโซนนิ่งดังกล่าวนั้น “ให้” ไม่ได้ จึงเห็นลักษณะการประกอบร้านอาหารในรูปแบบสถานบันเทิง และการจดทะเบียนเป็นร้านอาหารกับจดทะเบียนเป็นสถานประกอบการบันเทิง ความเข้มงวดในการตรวจสอบแตกต่างกัน เพราะหลักและกรอบใหญ่ที่สุด คือ โซนนิ่ง การที่จะประกอบการสถานบันเทิงหรือประกอบการร้านอาหาร ความเข้มงวดในระเบียบข้อนี้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน คนจะทำร้านที่เป็นสถานบันเทิงย่อมมีประสบการณ์และมีหุ้นส่วน ซึ่งพวกนี้ไม่ได้มีปัญหาในแง่ของการที่จะเรียนรู้ระเบียบ แต่มีประเด็นว่าทำเลที่อยากได้ เช่น พื้นที่ตรงนี้ปรึกษากับหุ้นส่วนแล้วว่า สถานที่ตั้งโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ถ้าคนเลิกเรียนมาเลิกงานมาจะเห็นว่าบริเวณลาดพร้าว มีทั้งรถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือรถเมล์ มีห้างสรรพสินค้าใกล้เคียงถือว่าเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อการเดินทาง ฉะนั้นถ้าอยากไปอยู่ในโซนนิ่ง เช่น อาร์ซีเอหรือตรอกข้าวสารอาจจะไปช่วยทรัพย์สินไม่ได้ จึงเลือกทำที่นี่แต่ถ้าเลือกมาทำเป็นร้านอาหารก็ได้เท่านี้ เงื่อนไขกฎระเบียบกติกาประกอบการกี่โมง ไปขออนุญาตทางสรรพสามิตเพื่อที่ขายอาหารที่เป็นสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังจากนั้นก็เปิด-ปิดตรงเวลาทางเข้าทางออกเป็นอย่างไร ระเบียบข้อนี้ก็จะเบากว่าถ้าเทียบกับสถานบันเทิง เพราะต่อให้มีดนตรีเล่นก็ได้แค่เที่ยงคืน แต่ถ้าเป็นสถานประกอบการสถานบันเทิงก็จะปิดได้มากกว่านั้น กรอบใหญ่จึงอยู่ที่ความเป็นโซนนิ่ง ถ้าอยากอยู่ตรงนี้ก็ต้องยึดตามพื้นที่ว่าทำผับไม่ได้ ทำแค่เป็นร้านอาหารแบบนี้

“ชานเมือง ยังมีสถานบันเทิงแฝงเป็นร้านอาหาร” 

            “สะท้อนอย่างหนึ่งว่าเกิดการลักลั่นหรือละเลยหรือแอบแฝง เพราะถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ยังคงมีผู้ประกอบการ ที่ได้ใบอนุญาตร้านอาหารแต่ประกอบการสถานบันเทิงแบบนี้ยังอยู่ ต่อให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก็ยังเชื่อว่าตามชานเมือง ตามพื้นที่ที่ไม่ใช่โซนนิ่งให้เปิดสถานบันเทิงแบบผับ ยังคงใช้วิธีการแบบนี้แอบแฝงอยู่ เพียงแต่ว่าความเข้มงวดของแต่ละพื้นที่แตกต่างกันแค่ไหน มันไม่ได้เกิดขึ้นจากหน่วยเดียว เช่น ไม่ได้เกิดขึ้นจากสำนักงานเขตอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากตำรวจท้องที่ด้วยหรือไม่ ผู้ควบคุมอำนาจด้วยมั้ยตรงนี้จะมีส่วนสำคัญด้วย” 

“ปรับแก้กฎหมายโซนนิ่ง ไม่ง่าย เหตุ มีหลายองค์ประกอบ”

            ส่วนเมืองขยายตัวมากขึ้นจะเพิ่มโซนนิ่งจาก 3 พื้นที่คือ พัฒน์พงศ์ อาร์ซีเอ รัชดาภิเษก ไปยังพื้นที่อื่นได้หรือไม่ มนตรี บอกว่า  เป็นสิ่งที่ทางรัฐบาลกำลังทำถ้าฟังจากที่นายกรัฐมนตรีพูดว่า 1.โซนนิ่งต้องเปลี่ยนไปตามวิถีของคน ตรงนี้ฟังจากนายกรัฐมนตรีเป็นหลักก่อน เพราะว่าจะมีหลายเครือข่ายทั้งเครือข่ายเยาวชน เครือข่ายปลอดแอลกอฮอล์ เครือข่ายชุมชนเมือง มีวิถีคิดที่แตกต่างกันออกไป โซนนิ่งเดิมห่างกับห้าง ห้ามใกล้วัดหรือสาธารณสถานและโรงเรียน ถามว่ามุมไหนบ้างในพื้นที่ กทม.ที่ไม่มีวัด ไม่มีโรงเรียน แหล่งที่อยู่อาศัย เพราะฉะนั้นต้องกลับมาถามว่าแล้วสถานบันเทิงเหล่านี้จะอยู่ที่ไหน ถ้าไปแก้กฎหมายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกฎหมายนี้ตอนแรกที่ออกมาสมัย ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีต รมว.มหาดไทย ตั้งแต่ยุคการออกตรวจเข้มงวดสถานบันเทิง เพราะฉะนั้นพอมาสู่การปรับแก้กฎหมายเรื่องของโซนนิ่ง ก็จะเป็นเรื่องระดับของการแก้กฎหมาย ต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน แต่ถ้าไม่ถึงขั้นต้องปรับเข้าโซนนิ่งเอาแค่ว่ารักษากติกาของร้าน ที่มีอยู่ภายใต้กฎหมายเดิมยังจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบการได้หรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการอย่างถูกต้องคิดว่าน่าจะยังพอไปได้ และต้องดูว่าเจ้าหน้าที่หลับหูหลับตาหรือไม่ ในการอนุญาตให้บางที่บางแห่งที่ไม่ได้เป็นโซนนิ่ง แต่ทำแบบนี้ก็ทำให้โซนอื่นๆอยากทำตาม  เพราะรู้ว่าเมื่อเขาทำตามกฎหมายให้ไปอยู่โซนนิ่งแต่ไม่มีลูกค้าเขาก็อยู่ต่อไม่ได้ ก็ต้องเกิดกระบวนการแบบเดียวกัน คือ หาทางซิกแซ็กที่จะออกมาให้ได้คิดว่าตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ

4 องค์ประกอบ ปัจจัยสำคัญช่วยลดความสูญเสีย” 

            ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียมากแบบนี้ในอนาคต มนตรี มองว่า  ต่างคนต่างต้องมีความรับผิดชอบต่อการป้องกัน อย่างน้อย 4 ด้าน คือ 1. ผู้ประกอบการหรือผู้ถือหุ้นยึดมั่นในกฎระเบียบ 2. ผู้จัดการหรือคนที่บริหารจัดการ 3. เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้กำกับดูแลกฎหมาย 4. ผู้ใช้บริการ ส่วนตัวให้น้ำหนักไปที่ 2 ฝ่ายหลักที่เป็นตัวแปลสำคัญ คือ ผู้ที่ขอใบอนุญาตคือเจ้าของและเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้า 2 ฝ่ายนี้เข้มงวดไม่ละเลยต่อความรับผิดชอบ จะทำให้ส่วนที่ 2 และ 4 มีความปลอดภัยมากขึ้น ที่เหลือจะเป็นเรื่องของเหตุสุดวิสัยหรือเหตุที่แก้ไขไม่ได้ เช่น ถ้าระเบียบบอกว่าเป็นสถานบันเทิงต้องมีทางหนีไฟแบบไหน ต้องมีพื้นที่โล่งแบบไหน ที่สำคัญ คือ จำนวนคนไปใช้บริการต้องไม่เกินกว่าที่ได้รับอนุญาต เพราะส่งผลต่อการหลบหนีในเวลาที่เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้น

“จนท.รัฐ ต้องไม่เอื้อผู้ประกอบการ ใช้วิธีการเล่ห์กลเพื่อได้รับใบอนุญาต”

            “หากเจ้าหน้าที่รัฐเห็นแล้วว่าร้านนี้ดูเหมือนว่าเอาเปรียบ คืออนุญาตให้ได้ 20 โต๊ะๆหนึ่งนั่งได้ 4 คน แต่ดูแล้วเจตนาต้องการจะเพิ่มคนมากกว่านี้ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่หลับหูหลับตาและทำงานอย่างเต็มที่ก็ต้องไม่ยินยอม เพราะเมื่อเราไปเที่ยวก็อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน หากเจ้าหน้าที่รัฐอนุญาตแล้ว ตรงนี้ก็จะปลอดภัยขึ้น แต่หากใช้วิธีการเล่ห์กลเพื่อได้รับใบอนุญาต คนที่เข้าไปเที่ยวหรือใช้บริการก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น เราคงไม่สามารถบอกได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้หรืออุบัติเหตุได้ แต่ว่าต้องอยู่ในขอบข่ายว่าเกิดเหตุแล้วสามารถควบคุมได้ หรือลดความสูญเสียได้มากที่สุด” 

“เปรียบการถอดบทเรียนเป็นไฟล์ คงเต็มฮาร์ดดิสก์แล้ว”

            มนตรี บอกว่า กรณีเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว มีการมองว่าควรถอดบทเรียน คิดว่าถ้าเป็นชั้นหนังสือบทเรียนนี้คงเต็มชั้นไปแล้ว ถ้าเป็นไฟล์บทเรียนนี้ก็เต็มฮาร์ดดิสก์แล้ว ส่วนตัวมองว่ากลับไปที่จุดเริ่มต้นใหม่เรามีบทเรียนมากมาย แต่บทเรียนเริ่มต้นจากทุกครั้งว่าได้รับอนุญาตมาอย่างไรมาตรฐานเป็นอย่างไร เราฝากสิ่งนี้ไว้กับเจ้าหน้าที่รัฐในฐานะผู้ได้รับอนุญาตอยู่เกินครึ่งหนึ่งของจำนวน 100% แล้ว เพราะเราเสียภาษีให้กับรัฐที่กำกับดูแล รัฐก็เอาภาษีของเราไปใช้ในการทำงานเพื่อกำกับดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้กับสถานบริการ ประเด็น คือ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วไปเอื้ออำนวยให้กับเขา กลายเป็นว่าคุณรับผลประโยชน์ 2 ฝั่ง คือ รับจากผู้ประกอบการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เขาย่อหย่อน ทำให้ผู้ประกอบการนั้นเอาเปรียบผู้บริโภค เพราะเขาถือว่าเขามีส่วนได้ส่วนเสียกับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้ว เรียกว่ามาเอาเปรียบเรา แทนที่จะคำนึงถึงความปลอดภัยให้กับเรา ทำให้เมื่อเกิดเหตุขึ้นก็เกิดความเสียหาย

“ถูกดองเรื่องล่าช้า นำไปสู่การทุจริต” 

            มนตรี บอกว่า สมมุติเราอยากสร้างอะไรก็ตามที่ถูกกฎหมาย แต่ก็ยังถูกประวิงเวลา ตรงนี้ไม่ได้พูดเฉพาะร้านที่ประกอบการอย่างผิดเงื่อนไขหรือผิดกฎหมาย ผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายยังถูกประวิงเวลา ที่จะออกใบอนุญาตหรือทำอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าทำไมการที่จะทำอย่างถูกต้องถึงได้ยุ่งยาก เช่น ลองไปทำกิจกรรมหรือธุระอย่างหนึ่งที่จะต้องอาศัยกฎระเบียบ ต้องอาศัยลายเซ็นจากเจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจ มันยุ่งยากล่าช้าใช้เวลานาน ก็จะมีใครสักคนหนึ่งอาจจะเป็นเสียงในหัวเราเองก็ได้หรืออาจจะเป็นเสียงข้างๆมาบอกเราว่า ลองไปหาคนนี้สิลองไปเจรจาสิอาจจะได้เร็วขึ้น ก็นำไปสู่ช่องทางของการมีผลประโยชน์ร่วมกัน 

“หลายหน่วยงาน เปิดหลากช่องทางให้ร้องเรียน-แจ้งเหตุ”

            มนตรี บอกว่า กทม.มีแอปพลิเคชัน Traffy Fondue เป็นช่องทางร้องเรียนปัญหาและแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ ส่วนหน่วยงานที่เห็นแอ็กชั่นบ่อยๆ คือ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยก็แจ้งได้มีชุดเฉพาะกิจของกรมฯ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละท้องที่ คิดว่าเพื่อความปลอดภัยก็แจ้งได้ หรือผู้สื่อข่าวถ้าเราห่วงความปลอดภัยของเรา เองเดี๋ยวนี้พอเราพึ่งพาหน่วยงานรัฐดังกล่าวได้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าพึ่งพาไม่ได้ เพราะอยู่ดีๆจะไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เราก็ไม่รู้ว่าสถานบันเทิงนั้นเป็นเป็นของใคร และเป็นหุ้นส่วนใคร เราไม่ได้โลกสวย แต่เราอยู่ในความเป็นจริง ว่าประเทศนี้ทำธุรกิจโดยไม่มีใครสักคนคอยคุ้มกันก็อยู่ได้ยาก เกิดเราไปแจ้งความก็มีประเด็นว่าไม่รู้ว่าคนที่เราจะไปแจ้งความนั้น คือ เจ้าของหรือหุ้นส่วน ฉะนั้นต้องพินิจพิเคราะห์หาช่องทางดูว่าท่าทีเป็นอย่างไรหรือใครเกี่ยวข้องบ้าง

“ไปในสถานที่ไม่คุ้นชิน ต้องมองหาทางออกเป็นอันดับแรก” 

            “พฤติกรรมของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนชอบไปสถานที่แบบนี้ไปแล้วรู้สึกผ่อนคลายความเครียดไปรีแลกซ์ ก็ต้องระมัดระวังตัวเองดูว่าพื้นที่ดังกล่าว ปลอดภัยหรือไม่บางคนถือเป็นจริต ส่วนตัวตั้งแต่จบเหตุการณ์ซานติก้าผับก็เหมือนคนกึ่งๆโรคจิตนิดหน่อยเวลาไปก็จะมองหาทางหนีไฟก่อน หรือไปที่ไหนที่เราไม่คุ้น ต่างเมืองต่างประเทศหรือต่างพื้นที่ แล้วจำเป็นต้องไปร้านแบบนั้น มีการประชุมตอนเย็นนัดกันทานข้าวในร้านอาหารลักษณะดังกล่าว ถ้าเราไม่คุ้นเคยไม่คุ้นชินต้องมองหาทางออกก่อน แต่ถ้าเป็นร้านที่คุ้นเคยคิดว่าสบายใจได้ในระดับหนึ่ง ตรงนี้เป็นพฤติกรรมส่วนตัวอาจกลายเป็นจริตของเราไปแล้ว เป็นส่วนประกอบหนึ่ง 100% ของความปลอดภัยที่ต้องเซฟตี้ไว้เหมือนกัน” มนตรี กล่าวทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5​