“จะไปสรุปว่าการที่จีนเทาออกมากระทำผิดในประเทศอื่น มาจากนโยบายที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน ในการปราบปรามคนกลุ่มที่ก่อเหตุในประเทศของเขา ด้วยเหตุผลเดียวนั้นไม่ถูกต้อง เพราะช่องทางของคนที่ลักลอบแล้วทำผิดมีเยอะแยะไปหมดและทุกชาติด้วย”
“โสภิต หวังวิวัฒนา ผู้จัดรายการมองจีนมุมใหม่ ไทยพีบีเอสพอดแคสต์” ให้มุมมอง “แก้ปัญหาจีนเทาอย่างไร เมื่อไทยเทาเต็มเมือง” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว”ว่า
“ไทยเทา-ช่องโหว่กฎหมาย-ไม่ตรวจเข้ม ต้นเหตุ เกิดทุนเทาจากหลายชาติ กระทบความมั่นคงในระยะยาว”
โสภิต บอกว่า หากขยาย scope จริงๆตอนนี้ไม่ใช่แค่จีนอย่างเดียว แต่ชาติอื่นก็มีเหมือนกันแต่อาจจะไม่ได้เป็นประเด็น ที่ถูกดึงมาให้ความสนใจมากเท่ากับกลุ่มคนจีนที่มีจำนวนค่อนข้างเยอะ แต่สำคัญที่สุดถ้าบอกว่าเป็นต้นเหตุจริงๆ ก่อนที่จะไปตำหนิหรือกล่าวโทษว่าคนที่มีเป้าหมายไม่ดี เข้ามาฉกฉวยโอกาสจากประเทศไทย ต้องสำรวจบ้านเราเองก่อน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ 1.คนไทยเทาเกิดขึ้นมาเยอะมากจากหลายปัจจัย มีทั้งคนที่ยอมเป็นนอมินีหรือยอมหลบเลี่ยงกฎหมาย ยอมที่จะทำเรื่องผิดเพื่อให้ได้ประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่เห็นประโยชน์แก่ภาพรวม 2.ช่องโหว่ทางกฎหมายหลายเรื่องที่กลายเป็นช่องว่าง และเป็นโอกาสให้คนที่คิดไม่ดีกับประเทศไทยเข้ามาฉกฉวยประโยชน์ 3.การบังคับใช้กฎหมายเป็นประเด็นสำคัญ ที่ไม่เคร่งครัดหรือละเลยตรวจสอบที่เข้มงวดมากเพียงพอ ทำให้คนที่ทำไม่ถูกต้องมีช่องทางที่อยู่ได้ในเวลานี้ และส่งผลกระทบไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ของประเทศหรือของส่วนรวม ที่เสียหายในระยะสั้นๆเท่านั้น แต่ในระยะยาวมีอีกหลายเรื่องที่ติดตามมารวมถึงความมั่นคงของประเทศด้วย
“ทางการจีน กร้าว รับไม่ได้หากคนจีนทำผิดในต่างแดน-ไทยควรจัดการเด็ดขาดแบบเดียวกัน”
โสภิต บอกว่า ขณะที่ทางการจีนประกาศว่าไม่ยอมรับเรื่องราวเหล่านี้ และพร้อมที่จะจัดการหรือปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายของชาตินั้นๆ ที่มีคนไปทำผิดตรงนี้คือทางการข้างบน แต่สิ่งที่จะต้องก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือ ถึงแม้เป็นคนจีนที่ทำผิดกฎหมายในต่างประเทศ ถ้าทางการจีนออกมาแสดงท่าทีที่แข็งขันว่าจะจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถ้าเขาถูกส่งกลับหรือว่าด้วยเงื่อนไขอะไรก็ตามภายใต้กฎหมายที่จีนมีอยู่ ก็อาจจะสร้างความอุ่นใจหรือความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดไม่ต้องไปพึ่งในส่วนของทางการจีน แต่คิดว่าทางการไทยควรจะต้องเข้มข้นในการจัดการ กับคนที่ทำผิดเหล่านี้เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ
“กฎหมายจีนเข้มงวด ทำ จีนเทา หาประเทศอื่น ที่กฎหมายย่อหย่อน เอื้อต่อการทำผิด”
โสภิต บอกว่า แต่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายหลายๆเรื่อง คนที่จะทำแบบนี้หรือฉกฉวยโอกาสแบบนี้ในเมืองจีนก็มีอยู่ แต่ในอดีตที่ผ่านมาการมีอยู่ของเขา สิ่งที่ทำให้ไม่สามารถที่จะกำเริบเสิบสาน หรือทำคดีต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศตัวเองได้ จนต้องออกมาหาที่ทำผิดกฎหมายในบ้านอื่นเมืองอื่น ด้านหนึ่งเพราะว่ากฎหมายและการกำกับดูแลของจีนเข้มงวด ทำให้เหิมเกริมไม่ได้ จึงออกมาหาลู่ทางในประเทศที่อ่อนแอกว่าหรือประเทศที่ด้อยกว่า หรือประเทศที่มีช่องว่างทางกฎหมาย ที่ทำให้เอื้อต่อการทำผิดได้มากกว่า คือ ประเทศไทยและอาเซียน ตรงนี้เป็นปัญหาในเชิงระยะยาวที่นิ่งนอนใจไม่ได้
“จะไปสรุปว่าการที่จีนเทาออกมากระทำผิดในประเทศอื่น มาจากนโยบายที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน ในการปราบปรามคนกลุ่มที่ก่อเหตุในประเทศของเขาด้วยเหตุผลเดียวนั้นไม่ถูกต้อง แต่ช่องทางของคนที่ลักลอบแล้วทำผิดมีเยอะแยะไปหมดและทุกชาติด้วย เพียงแต่ว่ากรณีที่เกิดขึ้นคนจีนเก่งเรื่องการค้า เขามองลู่ทางธุรกิจที่ทำให้ตัวเองได้ประโยชน์ แต่ว่าวิธีการที่ไม่ถูกต้องก็เป็นกติกามาตรฐานสากล ไม่ว่าทำที่ไหนก็ไม่มีใครยอมรับ ประกอบกับกฎหมายประเทศจีนเข้มงวด หรือการลงโทษปราบปรามโทษค่อนข้างรุนแรง ทำให้เขาต้องหาที่อื่นที่เขามีโอกาสจะหลบเลี่ยงได้มากกว่า ดังนั้นพอเขาออกมาจากประเทศจีน ไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียว แต่มีกระบวนการเหล่านี้อีกหลายๆประเทศ แต่ของไทยเกิดหลายเหตุและหลายคดี ที่ทำให้เห็นว่ามีจำนวนที่เยอะขึ้นนั่นคือความหย่อนยาน”
“ยก 4 ข้อ เร่งแก้ ไทยเทา ที่เอื้อ จีนเทา”
โสภิต บอกว่า ท้ายที่สุดจะแก้จีนเทาในประเทศไทย เราคงต้องวนกลับมาว่า 1.เราต้องกวาดบ้านเราเองโดยดูทั้งในเชิงกฎหมายที่มีความเสี่ยง 2.ดูเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย 3.ทำอย่างไรที่จะให้กระบวนการที่จะคอร์รัปชั่นหรือติดสินบนทำได้ยากขึ้น 4.กลุ่มคนที่ยอมรับเป็นนอมินี ด้านหนึ่งต้องบอกว่าเขาอาจจะมีความจำเป็นเรื่องของเงิน และความรู้ความเข้าใจของเขาอาจจะยังไม่มากพอ ว่าการไปเป็นนอมินีไม่ใช่จบแค่ตัวเขา แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในระยะยาวเสียหายมากกว่านั้น ตรงนี้เป็นส่วนที่จะต้องทำความเข้าใจและชี้ให้คนไทยที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ว่าอาจจะต้องยอมไปเป็นนอมินีเข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้นด้วย เพราะรับแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น แต่เสียผลประโยชน์ระยะยาวในภาพรวม สุดท้ายผลกระทบจะอยู่ที่ลูกหลานเรา ซึ่งคิดว่าทั้ง 4 ข้อนั้นต้องทำพร้อมๆกัน ส่วนมาตรการจะยาวหรือสั้นก็ว่ากันอีกทีหนึ่ง
“อย่าหลับตาข้างเดียว มองแต่เม็ดเงิน ศก.-ปล่อยคนโกงเข้ามาทำ ปท.เสียหาย”
“การมีมาตรการที่เข้มงวดเพื่อสร้างมาตรฐานที่ดี เป็นสิ่งที่ควรทำ100% แต่ถ้าบอกว่าขอหลับตาข้างหนึ่งแล้วให้คนขี้โกงเข้ามา ไม่น่าจะใช่ตรรกะที่ยอมรับได้ เพราะได้เงินแค่ในระยะสั้นและไม่ได้เงินให้กับคนทั้งประเทศ ยกตัวอย่างว่าอสังหาริมทรัพย์บ่นว่าทุนจีนเข้ามายาก คำถามคือใครได้ประโยชน์จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ก็คือเจ้าของ แต่ไม่ใช่คนทั้งหมด ประเด็นการกำกับดูแลต้องเป็นคนละกลุ่มกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวและนักลงทุนก็เป็นคนละกลุ่มกัน พฤติกรรมไม่เหมือนกันเป็นคนละ Sector ไม่เกี่ยวกัน ในส่วนของนักท่องเที่ยวถ้ากำกับก็คือกำกับกิริยามารยาท เราก็มีข่าวว่านักท่องเที่ยวไทยบางกลุ่ม ไม่ได้มีมารยาทที่ดี เวลาไปต่างประเทศก็ไปขีดเขียนกำแพงหรือส่งเสียงโวยวาย เช่น ประเทศญี่ปุ่นเคยแสดงความไม่พอใจมาแล้ว หรือนักท่องเที่ยวจีนทำให้ญี่ปุ่นบางเมืองถึงขั้นไม่ค่อยอยากจะรับ หรือกรณี จ.เชียงใหม่ของไทยที่เรียกว่าแทบจะเป็นเมืองแตก ตอนที่กำลังฮิตอยู่ช่วงหนึ่งมีนักท่องเที่ยวจีนหลั่งไหลมา ทำนองเดียวกันคนไทยเองก็มีคนที่มีมารยาทไม่น่ารัก หรือนักลงทุนไทยเองก็เคยไปเอาเปรียบชาติอื่นๆที่กำลังพัฒนาเช่นเดียวกัน ฉะนั้นคิดว่าถ้ามองต่อเรื่องนี้อาจจะสรุปเร็วไปหน่อย ว่าจะต้องเข้มงวดหรือจะต้องผ่อนปรน เพราะ Sector ของคนที่เข้ามานั้นแตกต่างกัน แต่ไทยควรมีกติกาที่แข็งแรงในการกำกับดูแล โดยมองที่สุดของปลายทาง ไม่ใช่มองว่าได้เงินเท่าไหร่หรือจะมีทุนเงินเศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้นมาเท่าไหร่”
“ไทยต้องเตรียมแผนระยะยาว ประเมินความคุ้มทุน หากให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน”
โสภิต บอกว่า คำถามคือในระยะยาวประเทศไทยได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แล้วชั่งตวงวัดว่าคุ้มค่าหรือเปล่า ตอนนี้ก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังเป็นข้อถกเถียงซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับจีนเทา แต่เป็นประเด็นเรื่องชักชวนการลงทุนที่จะมี Data Center เข้ามา คำถามคือ 1.การ Consume หรือใช้ทรัพยากรทั้งน้ำ-ไฟ-ทรัพยากรธรรมชาติที่มีในบ้านเรา เพียงพอแล้วรองรับได้หรือไม่และจะส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือไม่ 2.การจ้างงานที่จะช่วยเศรษฐกิจกระตุ้นนั้นคุ้มค่าหรือไม่ 3. มีการถ่ายโอนเทคโนโลยีหรือไม่ ไม่ใช่แค่เราเป็นคนรับจ้างตลอดชั่วกัลปาวสาน แต่ต้องมีแผนว่า 3 ปี 5 ปี และคนของเราเก่งขึ้นมี Know-how สามารถที่จะมีความรู้ในการพัฒนาขึ้นมาเอง แบบนี้คือการประเมินความคุ้มค่าและคุ้มทุน
ซึ่งทำนองเดียวกันกับเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือว่ามาตรการที่ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะส่งเสริม แล้วก็ดึงแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามา แลกกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมแลกกับเรื่องของการเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่ เรื่องการถ่ายโอนเทคโนโลยีหรือชาวบ้านท้องถิ่นได้ประโยชน์แค่ไหน ตรงนี้คือประเด็นที่ควรจะถามมากกว่า ไม่ใช่ตั้งป้อมแค่ว่ากีดกันไม่ให้เข้าหรือว่าเข้ามาแล้วต้องผ่อนปรน คิดว่าไม่ปฏิเสธการเข้ามาลงทุน ไม่ปฏิเสธการรับคนเข้ามา แต่ต้องกลับมาที่ตัวเรา ว่าเรามีมาตรการกำกับดูแลที่รัดกุมเพียงพอหรือยัง และถ้าต้องมีการเทรดแล้วก็แลกเปลี่ยนการค้ากัน การเทรดนั้นไทยได้เปรียบหรือเสียเปรียบคุ้มค่าหรือไม่
“ต่างชาติ ฟอกเงิน ผ่านนอมินีไทยในรูปแบบบริษัท”
“เคยมีข้อมูลว่ามีต่างชาติเป็นเจ้าของบริษัทในสัดส่วนผู้ถือหุ้นมาก เรียกว่ากุมอำนาจบริหารเลย ถามว่าทำได้อย่างไรแม้ว่ามีกฎหมายกำกับอยู่ ก็เขาดำเนินการผ่านนอมินีไทยในรูปแบบบริษัท มีสิทธิ์ที่จะซื้อบ้านและคอนโดได้อยู่แล้วเป็นปัญหาที่มีผลกระทบเศรษฐกิจ ตัวอย่างล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นมีการไปทลายบ้านหรูที่ถูกซื้อด้วยเงินฟอกผ่านนอมินีคนไทย บ้านหรูที่เขาซื้อไม่ได้ทิ้งไว้เฉยๆ เป็นสินทรัพย์ที่ค้างไว้และไม่มีผลประโยชน์งอกเงย แต่ทำกำไรต่อด้วยการให้คนจีนเช่า เงินก็ไม่ได้เข้ามาที่ประเทศไทย ทรัพยากรทั้งหลายถูกใช้บนแผ่นดินไทยแต่ผลประโยชน์หายไป”
“ปม พ่อทิพย์ มีนานแล้ว ทางการไม่ติดตามตรวจสอบจริงจัง ชี้ ผลเสียแรง เอี่ยว ความมั่นคง”
ส่วนกรณีพ่อทิพย์นั้น โสภิต บอกว่า ความจริงแล้วมีมาโดยตลอด แต่ไม่มีกระบวนการไปติดตามตรวจสอบอย่างจริงจังทำให้สังคมไม่รู้ แต่พอตามแล้วผลที่เกิดขึ้นมันซ่อนอยู่ข้างใน รุนแรงมากกว่าแค่เพียงความเสียหายในระยะน้อยๆเท่านั้น เพราะว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคง เนื่องจากเราสนใจสิทธิ์ในฐานะสิทธิ์พลเมืองไทยที่จะทำธุรกรรมได้ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ เป็นเจ้าของกิจการได้ แม้ว่าจะมีกฎกติกาบอกอยู่ เช่น พ.ร.บ.การประกอบการค้าให้สัดส่วนให้สิทธิ์ผู้ถือครองต่างชาติ 49% ส่วนคนไทย 51% แต่แค่ใช้นอมินีนิดเดียวสิทธิ์ก็พลิกกลับเลย และตอนนี้ที่ยังไม่ถูกทางการสำรวจตรวจสอบก็มีอยู่ไม่น้อย
“ปม ลูกทิพย์-จีน100% สัญชาติไทย-ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พ่อแม่มีสิทธิ์ทำธุรกรรมแทน”
โสภิต บอกว่า เรื่องความมั่นคงของประเทศในระยะยาว กรณีพ่อทิพย์ที่เป็นข่าว คือ ลูกที่เกิดขึ้นถ้าบอกว่าเป็นลูกระหว่างพ่อไทยแม่จีน หรือพ่อจีนแม่ไทย ครึ่งหนึ่งก็ยังถือว่าเป็นสัญชาติไทยที่พอเป็นไปได้ แต่นี่คือลูกจีน 100% แต่มีสัญชาติไทย การถือครองกรรมสิทธิ์ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ถ้าเด็กยังอายุไม่ถึง 18 ปี ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พ่อแม่มีสิทธิ์ทำธุรกรรมได้ ทั้งการโอนถ่ายในแง่ของกรรมสิทธิ์การถือครองทรัพย์สิน ที่สำคัญคือที่ดินที่ว่านี้ยังไม่นับรวมสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น การศึกษาและรักษาพยาบาล หรืออื่นใดในฐานะพลเมืองไทย ถูกฉกฉวยโดยไม่ถูกต้อง ในขณะที่ยังมีคนอีกหลายกลุ่มมากซึ่งควรจะได้รับสิทธิ์เหล่านั้น ที่พึงมีพึงได้ในฐานะพลเมืองที่เกิดบนแผ่นดินไทย แต่การดูแลกลับไม่ทั่วถึง เช่น คนไร้สัญชาติซึ่งต้องพิสูจน์ทราบกันในพื้นที่ภาคเหนือ
“แนะ หน่วยงานรัฐตรวจสอบช่องทางเสี่ยง เชื่อ พ่อทิพย์แม่ทิพย์มีหลายจังหวัด”
โสภิต บอกว่า อย่างแรกที่สุดและเร็วที่สุด คือ หน่วยงานรัฐต้องไปตรวจสอบช่องทางเสี่ยงด้วย เพราะพ่อทิพย์แม่ทิพย์จะมีอีกแน่ๆ และไม่ได้มีแค่ในบางจังหวัดแต่มีหลายจังหวัด ต้องฝากในเรื่องของการปราบปราม นอกจากนี้ถ้าใครมีเบาะแสมีข้อมูลหรือใครตกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ แล้วเกิดกลับใจก็ให้เบาะแสกับทางการ ตรงนี้ถือว่าทำได้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอใคร ส่วนกระบวนการทบทวนกฎหมายหรือกระบวนการทำความเข้าใจ ให้ผู้คนทั่วไปรู้ว่ามีความเสี่ยงหากไปตอบรับเป็นนอมินี หรือจะเป็นบัญชีม้าหรือเป็นอื่นใดตรงนั้นคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ตอนนี้หลายครั้งเป็นข่าวก็น่าจะทำให้ผู้คนมีข้อมูลกว้างขวางมากขึ้น และคนไทยก็เฝ้าระวังเพิ่มขึ้น
“ยกกรณีแพทย์โพสต์โซเชียล ไม่สบายใจ ปม คนไข้แฝง-ไทยเทา เป็นสะพานเชื่อม ให้ต่างชาติฉกฉวยประโยชน์จากไทย”
โสภิต เล่าว่า ไม่นานมานี้ได้เห็นโพสต์ของคุณหมอท่านหนึ่งไปปฏิบัติหน้าที่ จ.เชียงใหม่ แต่ค้นพบว่ามีคนไข้ที่เข้ามาโรงพยาบาลหลากหลายมาก ทำให้คุณหมอท่านนี้อึ้งแบบไม่ค่อยสบายใจ คือ มีคนที่พูดไทยไม่ได้เลย แต่มีบัตร 30 บาทที่มาใช้สิทธิ์รักษาได้ และมีคนที่เป็นคนไทยแต่ไม่มีบัตรประชาชนเข้ามารักษาไม่ได้ มีคนที่เป็นแรงงานต่างด้าวซึ่งมีสิทธิ์ตามประกันสังคมที่เขาจ่ายก็เข้ามารักษา และมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่มีสิทธิ์อะไรเลย แต่มีเงินเป็นฟ่อนๆก็เข้ามาโรงพยาบาล เพื่อจะบอกว่าขอรับการรักษาที่ดีที่สุดเท่าไหร่ก็พร้อมเปย์และจ่ายไม่อั้น ซึ่งมีคนหลากหลายกลุ่มมาก ตรงนี้เลยเกิดคำถามเรื่องความเท่าเทียม เรื่องสวัสดิการ เรื่องการดูแลรักษาพยาบาลและสิทธิ์พึงจะมีสำหรับคนไทย เป็นตัวอย่างรูปธรรมที่สะท้อนความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ที่เกิดขึ้นจากการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ใช้นอมินีและใช้ไทยเทาเป็นสะพานเชื่อม ให้คนที่ทำไม่ถูกต้องสามารถฉกฉวยประโยชน์จากประเทศไทยได้
“เชื่อ ไม่มี ปท.ไหน ยินดีที่คนของตัวเองไปทำผิดกฎหมายประเทศอื่น”
“ไม่ว่าจะชาติไหนคงไม่มีใครยินดีกับคนที่ไปทำผิดในบ้านเมืองอื่น ล่าสุดที่เป็นไวรัลในเมืองไทย คือ กรณีของเด็กนักเรียนอิตาลีมาทัศนศึกษาและแสดงกิริยาไม่ดีบนรถไฟฟ้าเมืองไทยก็ทำนองเดียวกัน เรื่องนี้บริษัททัวร์เอเจนต์ที่นำเด็กอิตาลีกลุ่มนี้มาก็ขอโทษแล้ว แต่มันสายไปเสียแล้วเพราะว่าสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของเขา ที่ไม่เข้าใจว่ามารยาททางสังคมที่ควรจะมีเป็นอย่างไร ทำนองเดียวกันกรณีของกลุ่มจีนเทา หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงคนจีนกันเอง หรือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในโซเชียลมีเดียและในสังคมคมจีน คนทั่วไปรับไม่ได้อยู่แล้วมีการวิพากษ์วิจารณ์กันและไม่เห็นด้วย” โสภิต บอกทิ้งท้าย
ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
