“สื่อรู้อยู่แก่ใจว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น และภาพของความรุนแรงเป็นภาพแบบไหนที่ควรเลี่ยง แบบไหนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทางวิชาการ และการนำเสนอแบบไหนที่จะทำให้สังคมเข้าถึง แต่ปัจจุบันสื่อมีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นสื่อแขนงไหนก็ตาม โซเชียลที่ทุกคนก็เป็นสื่อได้มีผลด้วยเช่นกัน”
.
.
“ภัทราพร ตั๊นงาม ผู้สื่อข่าว สำนักข่าวไทยพีบีเอส TPBS” ให้มุมมอง “สื่อกับการรายงานข่าวความรุนแรง” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“โลกดิจิทัล ทำ สังคมเกิดภาพซ้ำ-แนะสร้างภูมิต้านทางให้ตัวเอง-ลูก-หลาน ยับยั้งความโกรธ”
ภัทราพร บอกว่า การที่สังคมเห็นภาพซ้ำๆทำให้มีผล ไม่ใช่แค่เรื่องของข่าว แต่พูดถึงละคร พูดถึงสิ่งที่อยู่รอบตัว เดี๋ยวนี้เป็นโลกดิจิทัล ทุกอย่างทั้งสื่อโซเชียลที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ สิ่งสำคัญคือการสร้างภูมิต้านทานให้คนได้รับรู้ ครอบครัวจะต้องสอนลูกอย่างไร เรื่องของความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกหรือหลานของเรา รวมทั้งตัวเองด้วย ไม่ได้หมายความว่าเฉพาะเรื่องอาวุธปืน เพราะเราไม่ได้อยู่กับลูกหลานตลอดเวลา ฉะนั้นการสร้างภูมิต้านทานให้เขารู้จักยับยั้ง เช่น ถ้าเขารู้สึกโกรธจะต้องจัดการตัวเองอย่างไร หรือถ้าถูกเพื่อนหรือถูกใครรังแกเขาจะต้องมีวิธีการอย่างไร ก่อนที่จะไปถึงขั้นของการใช้ความรุนแรง อาทิ เดินหนีได้หรือไม่ หรือพูดคุยกันตรงๆได้หรือไม่ หรือเราต้องไม่ไปรังแกใคร เป็นเรื่องที่ต้องให้ลูกหลานเรียนรู้ไปด้วยกัน
“นักข่าวอาชีพต่างจากนักสร้างคอนเทนต์ ในการเสนอเนื้อหาและภาพ”
“สื่อรู้อยู่แก่ใจว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น และภาพของความรุนแรงเป็นภาพแบบไหนที่ควรเลี่ยง แบบไหนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวิชาการ และการนำเสนอแบบไหนที่จะทำให้สังคมเข้าถึง แต่ปัจจุบันสื่อมีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นสื่อแขนงไหนก็ตาม โซเชียลที่ทุกคนก็เป็นสื่อได้มีผลด้วยเช่นกัน ส่วนการรายงานข่าวอาจทำให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นคนที่ได้รับความสนใจ โดยที่สื่อไม่ได้ตั้งใจนั้น สื่ออาจจะไม่ต้องสร้างความเข้าใจอะไรกับสังคมก็ได้ เพราะหลักปฏิบัติต้องขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ เช่น ณ ตอนนั้นมีการควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ ก็ต้องถามเจ้าหน้าที่ก่อนว่าควรปฏิบัติอย่างไรด้วย เพราะตามหลักทั่วไปสื่อต้องไปทำข่าว ต่อให้เจ้าหน้าที่ไม่นำตัวผู้ต้องหามานั่งแถลงข่าว สื่อก็ต้องตะโกนถามอยู่แล้ว”
“ทุกช่วงวัยใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา ไม่ใช่เฉพาะเด็กหรือเยาวชน”
ส่วนข่าวการใช้ความรุนแรงหรือใช้อาวุธปืนในการตัดสินปัญหา เริ่มมีเยาวชนหรือคนก่อเหตุมีอายุน้อยมากขึ้น ภัทราพร บอกว่า อาจจะเห็นพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง จริงๆแล้วไม่ใช่แค่เด็กอย่างเดียว แต่ผู้ใหญ่หลายวัย ก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เป็นระยะก็อยู่ในช่วงของการใช้ความรุนแรง แต่อยู่ที่เราจะมองอย่างไรและสังคมจะเห็นทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงรัฐบาลด้วยเพราะเป็นฝ่ายที่ต้องกำกับดูแลเรื่องนโยบายต่างๆ
“หลากความเห็นเรื่องอาวุธปืน-เสี่ยหนู ลั่น ยุคนี้ไม่อนุญาตต่อใบพกพาอาวุธปืน”
ภัทราพร บอกว่า หากจะโฟกัสเฉพาะเรื่องของปืนก็มีหลากหลายเสียง ที่ผ่านมามีการพูดถึงเป็นระยะๆ รวมถึงปัจจุบันมีความพยายามแก้ไขกฎหมายอาวุธปืน ซึ่งสังคมตั้งคำถามว่าจะต้องมีใบรับรองการตรวจสุขภาพจิตก่อนที่จะครอบครองอาวุธปืนหรือไม่ คำถามใหญ่ของสังคม คือ การปฏิบัติและการกำกับดูแล ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย บอกว่าไม่ให้ต่อใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนมาตั้งแต่ปี 2567-2568 แล้ว และปัจจุบันมีปืนอยู่ประมาณ 10 ล้านกระบอก นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่ายุคของนายอนุทินเป็นนายกฯ ตอนนี้ใครมีปืนอยู่ในครอบครอง ใบพกพาอาวุธปืนไม่มีการต่ออายุแล้ว ฉะนั้นถ้าใครยังพกอยู่ก็อาจจะมีปัญหาได้
“คำถามใหญ่ คือ ต้องแยกระหว่างพกพาอาวุธปืนแบบถูกต้อง กับที่สังคมตั้งคำถามว่าในเมื่อสภาพสังคมปัจจุบันไม่ปลอดภัย เขามีสิทธิ์พกพาเพื่อป้องกันตัวเองหรือไม่ หากอยู่ที่บ้านในกรณีที่ไม่ได้พกออกมาเพ่นพ่าน แต่การพกอยู่ที่บ้านแล้วทำให้ใครก็ได้ที่ไม่ใช่เจ้าของปืน ไปหยิบมาแล้วนำไปก่อเหตุ ไม่ว่าจะเป็นลูกหรือเพื่อนหรือใครก็ตาม”
“นักอาชญาวิทยา ชี้ กม.ไทย ไม่มีการป้องกันก่อนที่ปลายทางจะนำไปก่อเหตุ”
ภัทราพร บอกว่า ได้พูดคุยกับรองศาสตราจารย์ พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ“อาจารย์โต้ง” นักอาชญาวิทยา บอกว่า เรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้น ต้องดูว่าตกลงแล้วทิศทางของประเทศไทยจะเอาอย่างไร เพราะเรื่องการบังคับใช้กฎหมายประเทศไทยมีอยู่แล้ว แต่เรื่องของการเป็นเจ้าของปืนและนำปืนมาไว้ที่บ้านแล้วให้คนมาหยิบไป ก่อนที่ปลายทางจะนำไปก่อเหตุ ตรงนี้กฎหมายของประเทศไทยไม่เคยมีการป้องกัน ส่วนใหญ่คือปลายทางก่อเหตุแล้ว ค่อยมาย้อนดูว่าปืนเป็นของใครก็ต้องไปเอาผิด แต่กฎหมายที่ป้องกันตั้งแต่แรกว่าห้าม ตรงนี้ต้องมีความเข้มข้นมาก ถ้าครอบครองปืนแล้วต้องไม่ให้ใครมาหยิบได้ง่าย กฎหมายตรงนี้ไม่เคยมีมาก่อน ฉะนั้นต้องมาดูว่าตกลงจะเอาอย่างไร
“อ.โต้ง ชี้ แก้กม.อาวุธปืนให้ตรวจสุขภาพจิตเพื่อรับรองต้องดูปัจจัยอื่นด้วย-หากปท.สงบสุขคนไม่ต้องพกปืน-ผู้นำควรเป็นต้นแบบที่ดี-ไทยต้องทำกม.ให้จริงจัง ยกสิงคโปร์เป็นตัวอย่าง”
ภัทราพร บอกว่า อาจารย์โต้ง ระบุ การแก้กฎหมายอาวุธปืนที่ต้องมีใบรับรองการตรวจสุขภาพจิตนั้น จะต้องดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ประวัติ พฤติกรรมที่ผ่านมา ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้น ไม่ใช่ดูเฉพาะสุขภาพจิตอย่างเดียวแล้วจะแก้ปัญหาได้ แต่ผู้นำไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมถึงผู้ติดตามรัฐมนตรี ผู้นำชุมชนต้องเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน มีข้อสังเกตว่าบางครั้งงานวัดระดับของผู้นำชุมชน ระดับการเมืองท้องถิ่นยังไปยิงปืนไล่นกอยู่ หรือแม้แต่คนติดตามรัฐมนตรีหรือแม้กระทั่งรัฐมนตรี ที่เห็นข่าวออกมาว่าใครบ้างที่มีปืนอยู่ในครอบครองกี่กระบอก ซึ่ง“อาจารย์โต้ง”บอกว่าต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ใช้มีปืนพร่ำเพรื่อและต้องไม่พกพา สิ่งสำคัญคือต้องทำให้บ้านเมืองสงบสุขและทำกฎหมายให้จริงจัง ตรงนี้คือโจทก์ใหญ่ที่สุด หากบ้านเมืองสงบสุข คนไม่ต้องพกปืนเลยยังได้ เช่น ประเทศสิงคโปร์มีโทษออกมาเลยว่า ถ้าใช้ปืนแบบผิดกฎหมายต้องเจอโทษหนักถึงขั้นแขวนคอหรือเฆี่ยนตี ไม่ใช่หมายความว่ามีไม่ได้หรือพกไม่ได้
“ตอนนี้ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ภัยอาชญากรรมทางสังคมถี่มาก ไม่ใช่แค่รายวันแต่อาจจะเป็นรายครึ่งวันมีเหตุนั้นเหตุนี้ ฉะนั้นคนส่วนใหญ่ที่บอกว่าเขาพกปืนไว้นอกจากความชอบส่วนบุคคลแล้ว ยังมีเรื่องของกีฬาและพกไว้เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะเขาถูกโจรหรือขโมยขึ้นบ้าน แต่คำถาม คือ ถ้ารัฐทำให้สังคมปลอดภัยและทำให้ภัยน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นภัยอะไรก็ตามในมุมมองของคนที่พกปืน แต่อีกมุมหนึ่งคนที่ไม่ได้พกปืนก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ หากเกิดเหตุโทรฯไปเรียกตำรวจมาจัดการ หรือขับรถออกไปแล้วเกิดมีเรื่องมีปากเสียงกับคนที่มาขับรถปาดหน้า ถ้าไม่มีอาวุธอะไรที่สามารถไปทำร้ายร่างกายได้หรือปืนหรืออาวุธอื่น ความรุนแรงก็จะลดลงถ้าเทียบกับการมีปืนอยู่ อาจจะหัวร้อนแล้วก่อเหตุกันซึ่งหน้า”
“โฆษกกรมสุขภาพจิต ชี้ ไม่ใช่ตรวจสุขภาพจิตแล้วขอใบอาวุธปืนได้ แต่ต้องมีอาการ ณ ขณะมาตรวจและแพทย์วินิจฉัย”
ภัทราพร บอกว่า ได้พูดคุยกับ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต สะท้อนถึงแนวคิดเรื่องต้องมีใบรับรองตรวจสุขภาพจิต ก่อนที่จะขอมีอาวุธปืนว่า ปัจจุบันเรื่องของสุขภาพจิตไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะมาตรวจแล้วไปขอใบอาวุธปืนได้ แต่ต้องมีอาการมาก่อน และการวินิจฉัยของกรมสุขภาพจิต ต้องวินิจฉัย ณ วันที่เข้าไปตรวจ คือ ต้องมีอาการบ่งบอกแล้วจึงขอนัดแพทย์ ซึ่งแพทย์สามารถวินิจฉัยได้แค่ ณ ช่วงนาทีที่เราเข้าไปพบ โฆษกกรมสุขภาพจิตบอกว่าตรงนั้นอาจจะแค่ลดความเสี่ยงได้ เพราะต้องผ่านใบอนุญาต แต่ไม่ได้บอกว่า จะสามารถควบคุมหรือลดได้ 100% เพราะต้องดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย ดูประวัติที่ผ่านๆมาว่าเป็นอย่างไร ฉะนั้นถือว่าเป็นโจทก์ใหญ่เหมือนกัน
“จนท.รัฐ ถูกฝึกให้มีหลักปฏิบัติในการพกพาปืนทั้งและนอกเวลางาน”
ภัทราพร บอกว่า เคยคุยกับเจ้าหน้าที่ถึงหลักปฏิบัติงาน เขาสามารถพกพาอาวุธได้อยู่แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่าไม่ใช่ไม่ให้พกพา แต่ถ้ามีการปฏิบัติหน้าที่ก็สามารถนำไปใช้ได้ ไม่ได้หมายความว่าคุณไปเก็บไว้ในตู้เซฟจนไม่ได้นำมาใช้ แต่การเก็บต้องระมัดระวัง โดยจิตสำนึกของเราควรรู้อยู่แล้วว่าจะเก็บแบบไหนที่ปลอดภัยมากพอ และเก็บแบบไหนที่นำมาปฏิบัติงานได้ แต่ที่สะท้อนมาบางคนบอกว่าถ้าเกิดเหตุครั้งนึง แล้วจะต้องวิ่งไปทำเรื่องเบิกอย่างนั้นหรือแล้วจะทันเวลาหรือไม่ ถ้าจะบอกว่าออกเวรแล้วไม่จับโจรคิดว่าไม่ใช่ เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง แต่หมายถึงว่าถ้าเป็นเหตุเฉพาะหน้า ก็จะเห็นอยู่ว่าเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายถูกฝึกมา ว่าหากออกเวรแล้วเกิดเหตุผิดปกติขึ้นต้องทำอย่างไร รัฐต้องมาคุยว่ากรอบของรัฐอยู่ตรงไหน เจ้าหน้าที่ทำอะไรได้หรือไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพกปืนไปตามร้านสะดวกซื้อ หรือพกปืนไปตามตลาดอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา แม้กระทั่งตามสถานบันเทิงต่างๆก็ต้องดูด้วยว่ากรอบอยู่ตรงไหน เรื่องแบบนี้ต้องคุยกันให้ชัดในทางปฏิบัติ
“ฝากแง่คิด ถึงคนทำสื่อ”
“สังคมเราพอเกิดเรื่องขึ้นก็จะมีทั้งประเด็นหลักและรอง หลายๆประเด็นที่พัวพันกัน ซึ่งภาพความรุนแรงถ้าเลี่ยงได้และไม่จำเป็นก็ควรเลี่ยง ทั้งการถ่ายทอดสดหรือคลิปภาพคลิปข่าว หากไม่มีประโยชน์ต่อเรื่องของคดีนั้นๆ ก็ควรเลี่ยง อะไรที่ดูยั่วยุหรือเสริมให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปต่อประเด็นนั้นๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วโจทก์ต้องกลับไปที่นายทุนเพราะเป็นผู้ประกอบการ และนโยบายของโทรทัศน์แต่ละช่องไม่เหมือนกัน สำหรับไทยพีบีเอสมีโยบายเรื่องภาพความรุนแรง ว่าแทบจะไม่มีให้เห็นเลย เช่น จังหวะการยิงหรือกล้องวงจรปิดจะหยุดไว้แค่ก่อนเกิดเหตุ แต่ส่วนตัวก็เข้าใจเพื่อนๆนักข่าวภาคสนามว่า ในมุมของการคุมตัวผู้ก่อเหตุมาแล้วจำเป็นต้องถาม ซึ่งภาพที่เวลาสังคมเห็นไปห้อมล้อม เป็นจังหวะเดียวของวันนั้นที่อาจจะได้ถาม แต่ว่าคำถามที่ถามผู้ก่อเหตุ หรือถามเหยื่อ หรือถามใครก็ตามต้องระมัดระวังด้วย เพราะเราไม่ใช่เจ้าหน้าที่ บางครั้งการใช้คำถามแบบกระโชกโฮกฮาก หรือถามเพื่ออะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการบิ๊วอารมณ์เกินไป ตรงนี้ต้องระวัง แต่ถามเพื่อเอาข้อเท็จจริงและถามเพื่อให้เห็นข้อมูลบางอย่างตรงนี้ถามได้” ภัทราพร กล่าวทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
