“เจาะเบื้องหลังโปรเจกต์ร้าง : ภาษีที่หายไป!!”    

            “บางโครงการไม่ผ่านการประชาพิจารณ์หรือสำรวจความเห็นความต้องการประชาชน และเลือกสถานที่ตั้งอยู่โดดๆไกลจากชุมชน ไม่สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์จริง กลายเป็นว่าตอนเริ่มทำหน่วยงานที่อนุมัติงบประมาณ สร้างอาคารต่างๆเหล่านี้ก็เดินหน้าทำไปเพราะตัวเองอนุมัติงบฯแล้ว ตรงนี้ยังไม่รวมอาจต้องมีเงินทอนต่างๆในการสร้างอาคารหรือสำนักงาน กลับสู่เจ้าหน้าที่บางกลุ่มด้วย”

.

         “สายชล วัชนุชา ผู้สื่อข่าว 3 มิติ” เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ “สำรวจอาคารร้าง กับงบประมาณที่สูญเปล่า” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า  

“หลากโครงการ ใช้งบฯรัฐสร้างแล้วทิ้งเปล่าประโยชน์ ไม่ถามความ

ต้องการปชช.” 

            สายชล บอกว่า โครงการต่างๆที่เห็นตอนลงพื้นที่มีหลายรูปแบบ อาคารที่สร้างแล้วทิ้งก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่โครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐ ไปโดยเปล่าประโยชน์อย่างหนัก ส่วนใหญ่เป็นโครงการของท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการที่รัฐหรือหน่วยงานท้องถิ่น จะตัดสินใจสร้างอาคารหรือโครงการอะไรสักอย่าง เหมือนตัดสินใจอยู่ฝั่งเดียว ไม่ดูความต้องการของประชาชน หรือการเลือกใช้พื้นที่เพราะไม่สอดคล้องกับการใช้งาน

“ด่านศุลกากร จ.ศรีสะเกษ ถูกปล่อยทิ้งร้าง-วัสดุอุปกรณ์ถูกขโมย”

            สายชล เล่าว่า เคยทำข่าวเมื่อปีที่แล้ว เป็นโครงการก่อสร้างอาคารด่านศุลกากรที่ จ.ศรีสะเกษ ตั้งเป้าให้เป็นจุดทำงานของหลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการนำสินค้าผ่านเข้าแดนหรือเป็นตลาด และสร้างตลาดขึ้นมาด้วย เพื่อเป็นแหล่งค้าขายให้ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าทั้ง 2 ประเทศ เพราะศรีสะเกษอยู่ติดกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน  ในช่วงแรกได้รับความสนใจ เพราะโครงการนี้น่าจะส่งเสริมเรื่องการค้าขายระหว่างประเทศและชุมชน แต่เมื่อสร้างขึ้นมาจริงๆ กลับแทบไม่มีการใช้งานเลย เพราะอยู่ห่างจากพื้นที่ชุมชนหรือตัวอำเภอหลักๆ 30-40 กิโลเมตร ไม่มีรถโดยสารประจำทางผ่าน ทุกวันนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างและเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา อุปกรณ์วัสดุต่างๆ คอมคอมเพรสเซอร์แอร์ ถูกขโมย  กลายเป็นสิ่งที่รัฐต้องเสียเงินอีกก้อนหนึ่งเพื่อซ่อมบำรุง หากคิดว่าจะกลับมาใช้งานอีกรอบ

“บางแห่งตรวจแล้วพบกระบวนการถูกต้องจริง แต่ปัญหามาจากหลายปัจจัย”

            ส่วนการตรวจสอบการทุจริต เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (...) ประจำจังหวัด ซึ่งกระบวนการตรวจสอบจะดูว่า ขั้นตอนการดำเนินการก่อสร้างมีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างไร ใครเป็นผู้รับงานก่อสร้าง ตรงตามระยะเวลาในสัญญาหรือไม่  มีการจ่ายเงินอย่างไร ซึ่งแม้กระบวนการต่างๆดำเนินการถูกต้อง แต่ปัญหาที่อาคารหรือโครงการถูกทิ้งร้างมีหลายปัจจัย ตั้งแต่ก่อนที่จะสร้างตัวอาคารหรือตัวโครงการ

“ไม่ถามความเห็นชาวบ้านก่อนสร้าง-สถานที่ตั้งไกลชุมชน-มีเงินทอนให้จนท.บางกลุ่ม”  

            “บางโครงการไม่ผ่านการประชาพิจารณ์หรือสำรวจความเห็น ความต้องการประชาชน และเลือกสถานที่ตั้งอยู่โดดๆไกลจากชุมชน ไม่สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์จริง กลายเป็นว่าตอนเริ่มทำหน่วยงานที่อนุมัติงบประมาณ สร้างอาคารต่างๆเหล่านี้ก็เดินหน้าทำไป เพราะตัวเองอนุมัติงบฯ แล้วตรงนี้ยังไม่รวม อาจต้องมีเงินทอนต่างๆในการสร้างอาคารหรือสำนักงานกลับสู่เจ้าหน้าที่บางกลุ่มด้วย ก็เดินหน้าสร้างไปเมื่อสร้างไปพอทำเสร็จแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า ต่อมามีการร้องเรียนนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ เขาก็จะมาบอกว่าตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีการกระทำความผิดจริง เพราะดำเนินการถูกต้องทุกอย่างตามขั้นตอน เป็นไปตามที่ราชการระบุทุกอย่าง หลังจากนั้นทำได้แค่เพียงชี้แนะ ให้ดำเนินการแบบนั้นแบบนี้ถ้าจะใช้ประโยชน์ก็ให้ระหว่างหน่วยงานหารือกัน เท่าที่เคยเห็นเอาเฉพาะโครงการที่เป็นโครงการก่อสร้างอาคารต่างๆ แล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ ปล่อยทิ้งมีแทบทุกจังหวัด”

“โครงการใช้งานไม่ได้-ถูกปล่อยทิ้งร้างอื้อเกือบทั่วปท.-ยก โครงการโซลาร์เซลล์ ของกรมทรัพยากรน้ำ-กรมชลฯให้เห็นภาพ-ปท.หมดงบฯโครงการนี้จำนวนมาก”

            สายชล กล่าวว่า ที่เห็นเยอะบ่อยๆคือ โครงการเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ของกรมทรัพยากรน้ำหรือกรมชลประทาน  โครงการนี้ถ้าไปดูตามพื้นที่ห่างไกลในหลายๆพื้นที่ รูปแบบน่าสนใจตรงที่ว่า หน่วยงานหลักของบประมาณมาสร้าง 30-40ล้านบาท บางพื้นที่100 ล้านบาท แต่พอทำเสร็จ 3 หรือ 5 ปี ก็จะส่งมอบให้กับอบต.ในพื้นที่นั้นๆ  ปัญหาคือ ส่งมอบแต่ อบต.ไม่อยากได้เพราะไม่มีความพร้อม ทั้งผู้เชี่ยวชาญที่จะดำเนินการตัวเครื่องต่างๆ และงบประมาณซ่อมบำรุงต้องขออนุมัติงบฯซ่อมบำรุงทุกปี เมื่อท้องถิ่นไม่พร้อมที่จะรับกลายเป็นปัญหา ว่าส่งมอบไม่ได้ หรือส่งมอบไปแต่ไม่เต็มใจก็ต้องรับไว้ พอรับไว้ก็กลายเป็นว่าเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์มูลค่าจำนวนมาก ใช้งานไม่ได้จริงในพื้นที่ กลายเป็นว่าถูกปล่อยทิ้งร้างเยอะมาก ถ้าสำรวจเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ พบว่าประเทศไทยหมดงบประมาณกับโครงการแบบนี้จำนวนเยอะมาก 

“บางแห่ง เจ้าของโครงการเป็นตัวผลักดันเอง ของบฯให้โครงการเกิดขึ้น”

            สายชล เล่าว่า เท่าที่เคยพบมาโครงการใหญ่ๆที่มีงบประมาณ 100 ล้านบาท มีกระบวนการทำประชาคมและมีการสำรวจจริง แต่ภายใต้ประชาคมนั้นอาจจะไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอน 100% ที่สำคัญ คือ หน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าของโครงการเป็นตัวผลักดันสำคัญที่ทำให้โครงการเกิดขึ้น เช่น มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะสร้างอาคารนี้หนึ่งอาคาร เขาก็จะเดินหน้าขออนุมัติงบประมาณ นอกจากนี้โครงการที่เจออีกโครงการหนึ่ง คือ สนามกีฬา อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วงต้นปีนี้งบก่อสร้างสนามกีฬาดังกล่าวประมาณกว่า 30 ล้านบาท สร้างเสร็จหลายปีแล้วแต่ไม่มีไฟฟ้า,ไม่มีน้ำประปา  ใช้ประโยชน์ไป 1-2 ครั้งจัดงานกีฬาสี หลังจากนั้นก็ปล่อยทิ้งร้างมา ไม่ได้ทำอะไร จนหน่วยงานท้องถิ่น มีนายก อบต.คนใหม่พยายามผลักดันให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้

            เมื่อลงไปดูโครงการนี้ลึกๆ พบความจริงว่ามีปัญหาเรื่องพื้นที่ เพราะพื้นที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก พื้นที่นี้เป็นที่สาธารณประโยชน์ มีการก่อสร้างโดยหน่วยงานท้องถิ่น พอสร้างเสร็จก็เกิดข้อร้องเรียนว่าไม่ได้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ กลายเป็นว่าทุกหน่วยงานที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ก็ไม่กล้าแตะ  พอยื่นมือไปก็ต้องดึงมือกลับ จึงคาราคาซัง เหมือนกับติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก สุดท้ายต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อสืบหาว่าจริง  กว่าจะเริ่มต้นกลับเข้ามาใช้ได้ก็กินระยะเวลาหลายปี วัสดุอุปกรณ์ต่างๆก็เสื่อม ต้องของบประมาณมาอีก 3-5 ล้านบาทเพื่อเข้าไปบูรณะ กลายเป็นว่างบประมาณถูกใช้ซ้ำซ้อน ขอแล้วขออีก ใช้แล้วใช้อีก วนอยู่อย่างนั้น

“ยังไม่เห็นแต่ผู้เกี่ยวข้องหรืออนุมัติโครงการ ถูกดำเนินคดีจริง”

            อาคารร้างต่างๆถูกทิ้งจำนวนมากทั่วประเทศ แต่คนที่เกี่ยวข้องหรืออนุมัติโครงการให้สร้างตั้งแต่แรก แล้วถูกดำเนินคดีจริง ส่วนตัวยังไม่เคยเห็น มีหลายเคสที่ใช้เวลาในการตรวจสอบ นำไปสู่กระบวนการร้องเรียนและมีการชี้มูลโดยสำนักงาน ป.ป.ช. กินระยะเวลาเป็น 10 ปีในการชี้มูลจริง หลังจากชี้มูลความผิดแล้วนำสู่กระบวนการทางกฎหมายก็ใช้เวลาต่อสู้อีก จึงยังไม่เห็นผู้รับผิดชอบถูกโทษจำคุกจริง  ส่วนใหญ่ออกไปในลักษณะไม่ได้เป็นการทุจริต แต่เป็นการสร้างไม่ตรงวัตถุประสงค์ ท้ายที่สุดเป็นในรูปหาแนวทางแก้ไขกันมากกว่า

“ภาคประชาชน ขอเอี่ยว ติดตามรายละเอียดตั้งแต่แรก ทำให้การทุจริตน้อยลง-แนะ หน่วยงานที่มีบทบาทตรวจสอบ ต้องกำหนดโทษให้ชัดเจนกว่านี้”

            สายชล เล่าว่า ลงพื้นที่ไปดูหลายโครงการที่มีปัญหา พบว่าภาคประชาชนหลายส่วนพยายามเข้ามาตั้งแต่โครงการเริ่มนับหนึ่ง ช่วยผลักดันเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ  เมื่อรู้ว่าโครงการนี้จะมาลงในพื้นที่ เขาก็จะประสาน อาจจะในระดับชมรมหรือกลุ่ม และอีกส่วนหนึ่งเขาก็จะมาจับตา ขอมีส่วนร่วมรับรู้รายละเอียดโครงการและคอยติดตาม ตรงนี้เป็นช่องทางหนึ่งที่คิดว่าช่วยลดเรื่องการใช้งบประมาณ ทำให้โอกาสที่จะเกิดช่องว่างหรือเกิดการทุจริตน้อยลงเพราะถูกจับตาอยู่ตลอด จากเดิมที่ไม่มีใครเข้ามาดูแล้วก็เดินหน้าทำไป ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐที่มีบทบาทเกี่ยวกับการตรวจสอบ อาจจะต้องกำหนดโทษให้ชัดเจนมากกว่านี้ เพราะงบประมาณของประเทศมีการทุจริต หมดไปกับโครงการที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ หลักๆมาจากงบท้องถิ่นทั้งนั้น ที่มาจากนโยบายของส่วนกลางเป็นจุดเริ่มต้นและท้องถิ่นเป็นผู้สนอง ถ้าแก้จุดนี้ได้น่าจะช่วยลดการใช้งบฯได้จำนวนมาก 

“บางโครงการผู้รับเหมามีไม่กี่บริษัท มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงป็นเครือญาติ โดยเฉพาะ จว.บ้านใหญ่นักการเมือง”

         “บางโครงการที่มีผ้าเปิดสวยๆถ้าดูและวิเคราะห์ทีโออาร์ ดูรายชื่อของผู้รับเหมา จะเห็นว่า แทบจะทุกโครงการหากจำแนกในพื้นที่ เป็นผู้รับเหมาเพียงไม่กี่เจ้าวนอยู่ในพื้นที่นั้นๆ โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นบ้านใหญ่ของนักการเมือง กลุ่มบริษัทที่ได้รับงานก็จะวนเวียนอยู่ไม่กี่บริษัท บางที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นเครือญาติ กลายเป็นว่างานถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีบริษัทที่รองรับอยู่แล้ว ก็จะวนกันอยู่ไม่กี่บริษัทมีความเชื่อมโยงถึงกันหมด พอเป็นแบบนี้ ถึงเวลาที่โครงการทำไม่ได้ตามสัญญา จะต้องถูกปรับถูกยกเลิกก็เลยเป็นการพยายามช่วยกัน ขยายสัญญาไปแล้วหลายครั้ง ค่าปรับก็ไม่ต้องจ่าย บริษัทก็ไม่ต้องติดแบล็กลิสต์ หลายพื้นที่มีให้เห็นรูปแบบเป็นแบบนี้”

“มหากาพย์ แลนด์มาร์กเกาะกลางแม่น้ำปิงที่ จ.กำแพงเพชร สร้าง 30 ปีไม่แล้วเสร็จ-ผู้บริหารชุดใหม่มาก็ของบฯบูรณะจัดทำแผนแม่บท วนลูป”

            สายชล เล่าว่า มีอยู่เคสหนึ่ง คือ เกาะกลางแม่น้ำปิงที่ จ.กำแพงเพชร เป็นเกาะที่เกิดขึ้นจากทรายที่มีการขุดและน้ำซัดมารวมกันซึ่งใหญ่มาก ในพื้นที่เรียกว่า“มหากาพย์” เพราะต่อเนื่องมาน่าจะประมาณ 30 ปี ถ้าไล่ดูไทม์ไลน์การใช้งบประมาณของผู้บริหารท้องถิ่นแต่ละชุด เหมือนกับว่าพอได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ก็ตั้งโครงการว่าของบประมาณพัฒนาปรับภูมิทัศน์ ตั้งใจจะทำให้เป็นเหมือนจุดศูนย์กลาง เป็นแลนด์มาร์กของจังหวัด มีงบประมาณลงมาเรื่อยๆ เช่น ทำถนน พอทำเสร็จก็รื้อ เมื่อรื้อโครงการเดินหน้าต่อไม่ได้ก็หยุด ผู้บริหารชุดใหม่มาก็ของบประมาณอีกเพื่อบูรณะออกแบบจัดทำแผนแม่บท ทุกอย่างเสร็จสรรพแล้วหมดงบไปหลาย 10 ล้านบาท โครงการก็ไม่ไปต่อและหยุดเมื่อผู้บริหารชุดใหม่มา ก็ของบประมาณลงมา ทำซ้ำซ้อน วนลูปอยู่อย่างนี้ 30 ปีไม่มีอะไรเดินหน้า 

            ปัจจุบันยังเป็นพื้นที่โล่งๆมีสิ่งปลูกสร้างอยู่หนึ่งหลังเหมือนอาคารศาลเจ้า แต่เป็นงบของเอกชน  ซึ่งอาคารก็ไปไม่สุดทาง สร้างประมาณ 50-60% มีแต่โครงสร้างและเสี่ยงที่จะถล่มลงมาแต่ยังรื้อไม่ได้ จนปีนี้ลงไปติดตามมีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ไปด้วย ได้แนวทางในการที่จะหาผู้รับผิดชอบที่แท้จริง ที่ผ่านมาไม่มีเจ้าภาพของพื้นที่ พิสูจน์ไม่ได้ว่าอยู่ในความดูแลของใคร แต่กลายเป็นของบลงมาทุกปี ใช้กับพื้นที่ตรงนี้เยอะมากต่อเนื่อง แต่ว่าไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่างให้เห็นชัดเจนขึ้นมา ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งที่ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ 

“ทางออก เริ่มจากรัฐและทุกฝ่ายในพื้นที่พูดคุยกันอย่างจริงจัง”

            “ทางออกของปัญหาอาจจะเริ่มจากการพูดคุยกัน ก่อนที่จะเริ่มทำโครงการใดๆ โดยให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่แรก เช่น โครงการชลประทานเป็นเจ้าภาพของบประมาณมาทำ แต่อยู่ในความดูแลของชลประทาน 5 ปี พอหลังจาก 5 ปีก็จะส่งมอบให้ท้องถิ่นรับดูแลต่อ โดยให้ท้องถิ่นเข้ามาตั้งแต่โครงการเริ่มนับหนึ่ง เข้ามาร่วมพูดคุยกันเลยว่าโครงการจะเกิดขึ้นแบบนี้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาส่งมอบโครงการ ท้องถิ่นรับไปดูแลต่อ ท้องถิ่นมีความพร้อมด้านไหนบ้าง หรือพื้นที่ตรงนี้มีโครงการใหม่ๆเตรียมจะเกิดขึ้น ก็จะมีท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อปิดช่องโหว่ที่ทำแล้วท้องถิ่นไม่อยากได้และถูกปล่อยทิ้งร้าง ตรงนี้เห็นแล้วมีทิศทางว่าน่าจะช่วยแก้ปัญหา เรื่องการใช้ภาษีที่เกิดประโยชน์ได้บางส่วน” สายชล กล่าวทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น.  โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5​