“ต้นเหตุของคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องการเข้าไปแย่งชิงพื้นที่ แต่มีมิติความซับซ้อนเยอะแยะ บางส่วนคนไร้บ้านมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยไม่มีบ้านจริงๆ ขณะที่บางกลุ่มมีบ้านญาติพี่น้องแต่อยู่อาศัยไม่ได้ อาจมีปัญหาเรื่องจิตเวชหรือมีปัญหาครอบครัว และบางคนเมื่อเข้าสู่วงจรคนไร้บ้านแล้ว ก็ไม่อยากกลับเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านพักที่จัดหาให้”
.
.
“ณรรธราวุธ เมืองสุข บรรณาธิการข่าว สังคมและสถานการณ์ทั่วไป ไทยพีบีเอส” ให้มุมมอง “บ้านอิ่มใจ กทม. จัดระเบียบคนเร่ร่อน” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“กทม. ลุยจัดระเบียบคนไร้บ้าน! ดัน ‘บ้านอิ่มใจ’ พื้นที่เซฟโซนฟื้นฟูชีวิต”
ณรรธราวุธ บอกว่า บ้านอิ่มใจเป็นโครงการและศูนย์พักพิงที่กรุงเทพมหานคร ตั้งขึ้นตามกฎหมายเปิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ตามนโยบายของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยมีการปรับปรุงพื้นที่อาคารเก่าของการประปาแม้นศรี เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ให้กลายเป็นศูนย์พักพิงสำหรับคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบาง เปิดโอกาสให้คนไร้บ้านเข้าไปขึ้นทะเบียน เพื่อเข้ารับการช่วยเหลือตามระบบขั้นตอน
“ต้องเข้าใจก่อนว่าการจัดระเบียบคนไร้บ้าน เรามักจะมองเห็นพื้นที่มากกว่าต้นเหตุ โดยมองว่าคนไร้บ้านเข้ามาอยู่ในที่สาธารณะ อาจเข้ามาอยู่ในพื้นที่เกะกะรำคาญ จึงต้องจัดระเบียบให้คนกลุ่มนี้เข้าไปอยู่ในจุดที่กทม.สามารถควบคุมได้ มากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริงหรือไม่”
“ชี้ปมคนไร้บ้าน ปัญหาซับซ้อนหลากมิติ”
“ต้นเหตุของคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องการเข้าไปแย่งชิงพื้นที่ แต่มีมิติความซับซ้อนเยอะแยะ บางส่วนคนไร้บ้านมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยไม่มีบ้านจริงๆ ขณะที่บางกลุ่มมีบ้านญาติพี่น้องแต่อยู่อาศัยไม่ได้ อาจมีปัญหาเรื่องจิตเวชหรือมีปัญหาครอบครัว และบางคนเมื่อเข้าสู่วงจรคนไร้บ้านแล้ว ก็ไม่อยากกลับเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านพักที่จัดหาให้ เพราะไม่อยากกลับไปอยู่ในจุดที่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ใดๆ ถ้ารู้สึกสบายกว่าและอยู่ได้มากกว่าจึงเป็นปัญหาวนลูปแก้ไม่ตก”
“เปรียบเทียบ NGO แก้ปัญหาถูกจุดเน้นยกระดับ 'คุณค่าคน' มากกว่าย้ายพื้นที่”
ปัญหาคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะนับเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมที่มักถูกมองผ่านเลนส์ของการ "จัดระเบียบพื้นที่" โดยหน่วยงานภาครัฐ ทว่าในมุมมองของภาคประชาสังคม (NGO) การแก้ปัญหาที่แท้จริงกลับเริ่มต้นจากการมองเห็น "ตัวตน" และ "คุณค่าของความเป็นมนุษย์" มากกว่าการมองเพียงแค่เรื่องการทัศนียภาพของเมือง
นายณรรธราวุธ สะท้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดว่า โครงการของมูลนิธิและองค์กรภาคเอกชนมักให้ความสำคัญกับ "คน" เป็นศูนย์กลาง มากกว่าการมุ่งเน้นไปที่ "พื้นที่" โดยใช้วิธีการลงพื้นที่รับฟัง ปรับความเข้าใจ และเจาะลึกถึงต้นตอของปัญหาในระดับบุคคล ซึ่งมีรูปแบบการช่วยเหลือที่สอดคล้องกับข้อจำกัดและศักยภาพที่แตกต่างกัน
จี้แก้ปัญหาที่ต้นตอเมื่อ "งาน" และ "บ้าน" เริ่มต้นจากคุณค่าในตัวเอง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากโครงการ "จ้างวานข้า" ของมูลนิธิกระจกเงา คือการเปลี่ยนผ่านทางความคิดของคนไร้บ้าน จากเดิมที่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้ใช้อาศัยพื้นที่สาธารณะไปวันๆ ให้กลับมารู้สึกถึง "การมีคุณค่า" ผ่านการทำงานและมีรายได้เป็นของตนเอง ซึ่งการสร้างความมั่นคงทางรายได้นี้เอง ที่เป็นรากฐานสำคัญนำไปสู่การขยับขยายให้พวกเขาสามารถมีบ้านเช่าหรือที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งได้อย่างยั่งยืน
การทำงานของภาคประชาสังคมจึงสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาคนไร้บ้านอย่างยั่งยืน ไม่อาจทำได้เพียงแค่การย้ายพวกเขาออกจากพื้นที่หรือการจัดระเบียบเชิงทัศนียภาพ หากแต่คือการลงไปแก้ที่ต้นเหตุ ด้วยการคืนศักยภาพ สุขภาวะ และคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมายืนได้ด้วยตัวเองในสังคมอีกครั้ง
“ชูจุดแข็งภาครัฐ 'งบประมาณ-เครื่องมือ' แก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม”
ณรรธราวุธ ยอมรับว่า แม้แนวคิดการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านในระดับบุคคลจะได้รับการยอมรับเพิ่มมากขึ้น แต่ในมิติการทำงานระดับโครงสร้างใหญ่ หน่วยงานภาครัฐยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่ภาคส่วนอื่นยากจะทดแทน นั่นคือความเป็นระบบ ที่มาพร้อมกับความพร้อมด้านงบประมาณและเครื่องมือการบริหารจัดการ โครงสร้างของหน่วยงานรัฐช่วยให้การทำงานมีระบบรองรับและมีเครื่องมือในการดำเนินงานที่ครอบคลุม แม้ว่าที่ผ่านมา เครื่องมือหรือมาตรการของรัฐอาจเน้นหนักไปที่การบริหารจัดการพื้นที่เป็นหลักก็ตาม ภาครัฐไม่ได้หยุดนิ่งและมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินงานของพม. สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐพยายามลดช่องว่าง ด้วยการเปลี่ยนจากการเน้นระเบียบพื้นที่เพียงอย่างเดียว มาเป็นการพัฒนาศักยภาพของคนไร้บ้านโดยตรง ทว่าในความเป็นจริง กระบวนการทำงานตามระบบของรัฐจำเป็นต้องใช้เวลา ขณะที่ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมกลับขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้จำนวนคนไร้บ้านเติบโตแซงหน้าความเร็วในการฟื้นฟู “ภาพที่เรายังคงเห็นคนไร้บ้านปรากฏอยู่ในพื้นที่สาธารณะ จึงเป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นในช่วงสุญญากาศระหว่างรอผลลัพธ์ของระบบ ซึ่งหากภาครัฐนำจุดแข็งด้านงบประมาณและเครื่องมือที่มีอยู่ มาประสานความยืดหยุ่นและการแก้ปัญหาตรงจุดแบบภาคเอกชน ก็จะช่วยเร่งให้การแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”
“รัฐเน้นงานฝีมือ เอกชนเน้นงานจริง แนะปรับวิธีคิดสร้างอาชีพคนไร้บ้านให้ตรงจุด”
ส่วนที่มีการมองว่า การฝึกอาชีพที่หน่วยงานรัฐจัดให้คนไร้บ้าน อาจไม่ตอบโจทย์เพราะฝึกแล้วไม่สามารถนำไปทำงานได้นั้น ณรรธราวุธ บอกว่า ยกตัวอย่างเรื่องการเย็บปากถร้อยจะนำไปสู่การสร้างรายได้ขึ้นมาจริงหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ เราจะเห็นได้ว่าคนไร้บ้านหรือผู้ต้องขังจะมีการสอนเรื่องงานฝีมือ และหน่วยงานนั้นๆ ก็จะนำงานฝีมือไปขาย
ขณะที่หน่วยงานขับเคลื่อนภาคเอกชน ไม่ได้มองเรื่องงานฝีมือ แต่นำเรื่องของการตอบสนองกับงานที่สามารถทำได้จริงมาแก้ปัญหาให้ตรงจุด เช่น การผลักดันคนไร้บ้านไปเข้าโครงการจ้างวานข้า ของมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งเอกชนหรือคนที่สนใจอยากจะจ้างคนไร้บ้านไปทำงาน อาทิ ปรับปรุงบ้านเก่า ทำความสะอาดบ้านเก่า ช่วยขนของ คิดว่าตอบโจทย์มากกว่าเพราะคนไร้บ้านยินดีที่จะใช้แรงงานมากกว่าที่จะมานั่งทำงานฝีมือ หรือบางคนอาจมีความรู้แต่พอเขามาไม่ได้อยู่ในวงจรคนไร้บ้าน ความรู้ตรงนั้นอาจเลือนหายไป
“ฉะนั้นเวลาเราพูดถึงอาชีพที่คนไร้บ้านสามารถทำได้ เบื้องต้น ควรเริ่มจากการตอบสนองงาน ที่เขาทำได้จริงๆ มีคนต้องการจ้างงานจริง ตรงนี้คือสิ่งที่ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนว่า คนที่มีวิสัยทัศน์ก็ต้องพยายามสื่อสารกับเขาว่าจะทำอย่างไร ให้เขารับแนวคิดหรือเอาวิธีคิดในการที่จะทำให้ทุกอย่างเกิดเป็นรูปธรรมจริงๆ สามารถนำไปใช้”
“ชูแก้ปัญหาสุขภาพ คนไร้บ้านไร้เอกสารสิทธิ์ เข้าไม่ถึงการรักษาขั้นพื้นฐาน”
หลักๆ ของบ้านอิ่มใจไม่ใช่สิ่งที่บอกว่าตอบโจทย์หรือไม่ แต่รูปแบบหรือวิธีการที่จะทำให้คนไร้บ้าน รู้สึกว่าตรงนั้นเป็นเป็นพื้นที่ปลอดภัย ภายใต้กฏระเบียบหรือกติกาหรือหลายๆอย่าง ที่บ้านอิ่มใจจะต้องปรับเปลี่ยนทำให้คนไร้บ้านรู้สึกว่า ไม่ได้เป็นพื้นที่ผูกมัดเขาไว้ แต่อย่างน้อยเป็นพื้นที่ปลอดภัย
“ผมมองว่า อาจต้องเพิ่มการดูแลด้านสุขภาพคุณภาพชีวิต การมีเอกสารสิทธิ์ เพราะคนไร้บ้านจำนวนมากสูงอายุและเป็นผู้พิการทางร่างกาย จึงมีปัญหาเจ็บป่วย เอกสารที่จะไปใช้บริการกับโรงพยาบาล จึงต้องมีพื้นที่ที่ให้เขาใช้พึ่งพิง“บ้านอิ่มใจ”จะมีทั้งงานและมีเครือข่าย หรือหากใครอยากจะอาศัยอยู่ถาวรจริงๆ ก็น่าจะมีกลไกหรือระบบราชการเข้าไปกำกับ ให้คนไร้บ้านรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นที่ของการช่วยเหลือเขาจริงๆ แต่คงต้องใช้เวลาและไม่ควรไปผูกโยงกับการจัดระเบียบกทม.ด้วย ตรงนี้คือเรื่องสำคัญที่เทศกิจและตำรวจรวมทั้งฝ่ายปกครอง สนธิกำลังกับหลายหน่วยงาน ให้คนไร้บ้านลงทะเบียนแล้วนำคนกลุ่มนี้ผลักดันเข้าบ้านอิ่มใจ กลายเป็นเป็นเหมือนคุกๆ หนึ่งหรือไม่ ปีนี้กทม. ได้เข้ามาจัดระเบียบคนไร้บ้านอีกครั้งหนึ่ง คำถามคือเป็นเครื่องมือที่จะสามารถแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนจริงหรือไม่” ณรรธราวุธ บอกทิ้งท้าย
ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
