โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร
สําหรับบริบทสื่อในปี 2568 ในทัศนะของผู้บริหารสื่อที่เป็นสํานักข่าวออนไลน์ที่เปิดตัวมาถึงปัจจุบัน เข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว นั่นก็คือ สํานักข่าว Spacebar. ที่นำเสนอข่าวสารผ่านเว็บไซต์ https:// spacebar.th/ และสื่อในแพลตฟอร์มอื่นๆ “สุปรีย์ ทองเพชร” รองประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร Spacebar.” ผู้บริหารสื่อสํานักข่าวออนไลน์แห่งนี้ มองทิศทางสื่อและมีข้อคิด เห็นต่อการปรับตัวของ สื่อ-นักข่าว รวมถึง Business Model ของธุรกิจสื่ออย่างไร ก่อนอื่นต้องให้เขาเล่าถึงความเป็นมาของสํานักข่าว Spacebar. ให้ฟังก่อน

“สุปรีย์-รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสํานักข่าว Spacebar.” เล่าจุดเริ่มต้นว่า เกิดจากความคิด ของคนสองคนคือผม กับเพชร สมุทวณิช ผมทํางานด้านสายเทคโนโลยีดูแลเรื่อง publishing ทํางานด้านเทคโนโลยีการทำข่าวสารข้อมูล และสร้างระบบ social Listening เป็นของตัวเอง เลยคิดว่า น่าจะน่า ระบบ social listening ที่มีมาเป็นจุดเริ่มต้น ในการทําข่าวได้
จุดเริ่มต้นเกิดจากตรงนี้ เพราะคนทําสื่อ พอเจออัลกอรีทึ่มของพวก facebook - TikTok - Instagram เข้ามามีผลกระทบ เขาจะมองเห็นข่าวด้านเดียวเสมอ สภาวะนั้นที่คนเรียกกันว่า echo chamber คือทุกคน ที่ชอบเรื่องเดียวกับเรา จะมองเห็นเรื่องเดียวกับเรา แล้วเราจะมองเห็นแค่มุมเดียว ซึ่งในโลกของข่าว มันยังมีความจริงอีกหลายมุม เช่นความจริงของคนอ่าน ความจริงของคนสร้างข้อมูล หรือความจริงในมิติอื่นๆ ที่ถูกอัลกอริทึ่มทั้งหลาย เราคิดว่าเราจะนำระบบโซเชียลรันนิ่งที่ว่า ขยายมันออกมาแล้วทำให้คนรู้ได้ว่า เรื่องราวต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย มันยังมีมุมต่างๆ ที่น่าสนใจหรือมุมอื่นๆ อยู่ด้วยคนจะได้ไม่หลงประเด็นหรืออยู่ในกระแสของโซเชียลมีเดียมากนัก

“Spacebar. จึงขอทำหน้าที่ในการขยายหรือดึงคนออกจาก echo chamber หรืออัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย ให้เห็นในมุมอื่นบ้าง นั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งวิธีคิดในการก่อตั้งสำนักข่าว Spacebar”
เขากล่าวว่า ตอนนั้นยังไม่มีชื่อ Spacebar. แล้วเราก็มานั่งคุยกันว่า สำนักข่าวนี้ควรชื่ออะไรดี ที่ตอนแรก มีการคุยกันว่า จะใช้ชื่อแบบเดิมไหม เช่น ข่าวสาร ข่าวด่วน ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า spacebar. คือแป้นพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนแป้นคีย์บอร์ด พวกเรามากจากโลกของการพิมพ์ในวันที่หนังสือพิมพ์คือสื่อหลักของประเทศ พอมีโซเชียลมีเดียหนังสือพิมพ์เริ่มลดความสำคัญลง แต่เราคิดว่าเราไม่สามารถทิ้ง legacy เดิมได้ เราก็เลยอยากได้ชื่อสำนักข่าว ที่ดูมีความสัมพันธ์กับอดีตของพวกเราด้วย เราใช้ชื่อ Spacebar. เพราะเป็นแป้นพิมพ์แป้นเดียวในแป้นพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่สุด เห็นง่าย

พอเรานั่งคิดต่อว่า แล้ว spacebar. เหมาะสมหรือไม่ เราก็พบอีกเรื่องหนึ่งว่าตอนที่เราพิมพ์เว้นวรรค ตอนเราเคาะวรรค เราที่ทำงานด้านข้อมูลข่าวสารจากโซเชียลมีเดียไหลเข้ามาตลอดเวลา ซึ่งที่ Spacebar. อัตราการเก็บข้อมูลเราเก็บได้ที่เดือนละ 30 ล้านข้อความต่อเดือนที่ถือว่าสูงมาก หนึ่งปีเราเก็บข้อความได้ปีละ 300 ล้านข้อความที่สามารถนำมาวิเคราะห์ทำให้เกิดประโยชน์ในแง่มุมของการรับรู้ข่าวสารของสังคมได้
เมื่อเรามี data ไหลเข้ามาเยอะๆ หากเราไม่ใส่เว้นวรรคเรื่อยๆ เราจะอ่านไม่รู้เรื่องเห็นข้อมูลติดกันไปไหม ก็เป็นอีกหนึ่งความหมายของ Spacebar. คือเราพยายามทำหน้าที่ในการเว้นวรรคให้กับการรับข่าวสารสังคมด้วย คือไม่ใช่ว่าจะรับข่าวสารตลอดเวลา จนเกิดสภาวะ Information Overload (สภาวะ ข้อมูลท่วมท้น) คือล้นไปหมด จนกระทั่งเราไม่เข้าใจมันเลย Spacebar เลยทำหน้าที่ใส่เว้นวรรคลงไปให้เพื่ออย่างน้อยให้ผู้ที่เข้ามาติดตามข่าวสารในแพลตฟอร์มต่างๆ ของ Spacebar เข้าใจเว้นจังหวะของข้อมูลเข้าใจภาพรวมของข้อมูล
สุดท้าย เนื่องจากผมทำงานสายเทคโนโลยี เมื่อใดที่เราเคาะ Spacebar. ในเชิงคอมพิวเตอร์ เอาจริงๆ มันคือจุดจุดหนึ่งเว้นวรรคนั้นยังมีคาแรคเตอร์อยู่เพียงแต่มัน เราจึงเข้าใจว่ามันคือเว้นวรรคก็จะเห็นได้ว่า โลโก้ของ Spacebar. จะมีจุดกลมๆ อยู่ข้างหลังด้วย จุดกลมๆ ดังกล่าว มันคือตัวแทนของตัวอักษรที่มองไม่เห็นที่ทําหน้าที่เว้นวรรคให้ Spacebar. เลยเกิดขึ้นบนแนวความคิดหลายระนาบ หลายวิธีคิด และดึงเอามรดกที่พวกเรามีในอดีตเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ในยุคหนังสือพิมพ์เข้ามารวมกับเราด้วย แต่ตั้งชื่อให้ทันสมัย

“สุปรีย์-ผู้ก่อตั้งสํานักข่าว Spacebar. บอกถึงแนวทางการทํางานของสํานักข่าวแห่งนี้ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งว่า ต้องการนําเสนอข่าวสารการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เมื่อเริ่มก่อตั้งก็มีการตั้งทีมด้านข่าว การเมืองทีมเศรษฐกิจ ทีมทำข่าวสังคม และทีมที่ทําข่าวด้านไลฟ์สไตล์ วิถีชีวิต ซึ่ง ณ ปัจจุบันถือว่าข่าวการเมือง เป็นจุดที่แข็งแรงของ Spacebar. เราก็ได้ บก.อาวุโสมาร่วมงานกับเรา และคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทำงานร่วมกับเรา
4 ปีในการก่อตั้ง Spacebar. เป็นสี่ปีที่มี ความน่าสนใจเพราะเป็น 4ปีที่ landscape ภูมิทัศน์สื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกือบทุกปีในช่วง 4ปีที่ผ่านมา ปีแรกๆ เราเจอเรื่องโซเชียลมีเดีย เพราะแม้ต่อให้มี Social Listening แต่ความเร็วของโซเชียลมีเดียที่มีความเร็งสูงมาก มันมีผลกระทบต่อวิธีการทำข่าวของพวกเราเหมือนกัน ส่วนช่วงปีหลังๆ เราจะเห็นว่าเริ่มมี AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการทำข่าว เราก็มีการประเมินว่าแล้วเราจะทรงตัวอยู่อย่างไรในโลกที่มีเทคโนโลยีนำ เป็นสำนักข่าวที่มีความทันสมัยที่อยากใช้ AI เข้ามาด้วย
ภายใต้การจัดสมดุลระหว่างความทันสมัยในการใช้ AI กับการจัดระบบวิธีคิดในการกลั่นกรองข้อมูล จะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสุดท้าย หากเราพูดถึงเทคโนโลยี AI จะพบว่า AI ไม่ได้มีความสามารถในการกลั่นกรอง แต่มีความสามารถในการรวบรวม
ตอนเริ่มตั้งสํานักข่าว Spacebar. เราก็วางกลุ่มเป้าหมายไว้กลุ่มคนรุ่นใหม่ เห็นได้จากการออกแบบดีไซน์ของ Spacebar. การวาง branding ต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาเพื่อให้เขามองเห็นในมิติต่างๆ กัน ไม่ให้ถูกชี้นําไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่ช่วงหลังเราก็พบว่า กลุ่มที่เข้ามาติดตาม Spacebar. ก็มีกลุ่มคนที่มีอายุเข้ามาติดตาม Spacebar. เพิ่มมากขึ้น เพราะเราเริ่มทำข่าวการเมืองที่เจาะลึกลงไปด้วย และมีรายการที่เป็นไลฟ์สดออกทางโซเชียลมีเดียมากขึ้น เราก็เลยมีกลุ่มผู้ติดตามที่มีฐานอายุกว้างขึ้น
แพลตฟอร์มของ Spacebar. อย่าง Facebook ในช่วงที่ผ่านมา ก็มีอัตราการเติบโตไปในทิศทางที่ดี ได้เห็นการให้ความคิดเห็นต่างๆ หลังมีการปล่อยงานของ Spacebar. ออกไปทางโซเชียลมีเดีย เพราะเราก็อยากเห็นคนมาให้ความเห็นเพิ่มเติม เพื่อต่อยอดวิธีคิดของข้อมูล ก็พบว่าคนที่มาให้ความเห็น ก็มีมุมมองอื่นๆ ที่สามารถนำมาประกอบในการทำคอนเทนต์ถัดๆ ไป ส่วน Tiktok เติบโตขึ้นตามความสามารถของตัวแพลตฟอร์มเอง มีคนเข้ามาชมมากขึ้น ซึ่งวีดีโอสั้นต่างๆ ที่อยู่บน Tiktok ทำหน้าที่ของมันได้ดี คนเข้ามาติดตามมากขึ้น ส่วนช่อง Youtube จะเป็นรายการแบบ Long-Form Content คือเข้ามาดูรายการ ที่มีความยาวระดับหนึ่งได้

“ผมคิดว่า สื่อปัจจุบัน ควรวาง position ของตัวเองบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง ที่ไม่ เหมือนกันเพื่อให้ตัวเองใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มนั้นให้ได้มากที่สุด โดยในส่วนของ Spacebar. หากเป็น facebook ก็จะเป็นคอนเทนต์สรุป แล้วส่งลิงก์กลับมาที่ตัวเว็บไซต์ https://spacebar.th/ ซึ่งในที่สุดเราจะเห็นว่า เทรนด์ของโซเชียลมีเดีย มันไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับสำนักข่าวอย่างเราให้ทำงานได้ดีนัก เพราะมีการถูกลดการมองเห็น บางครั้งก็ถูกเพิ่ม คือมันควบคุมยากมากขึ้นไปเรื่อยๆ”
สิ่งที่ต้องทำคือจะทำอย่างไรให้ใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้คนวิ่งกลับเข้ามาดูในเว็บไซต์ คือไปให้น้ำหนักของการนำเสนอรายละเอียดต่างๆ ของเว็บไซต์มากขึ้น แต่แน่นอนว่าโซเชียลมีเดีย ยังคงเป็นพื้นที่ซึ่งทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น แต่การทำให้คนกลับมาอ่านในบ้านของเรา (เว็บไซต์) จะเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าในไม่ช้าก็ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรายังคงให้ความสำคัญที่เว็บไซต์ https://spacebar.th/ เป็นอันดับหนึ่ง เพราะในอดีตที่ผ่านมาที่ถูกละเลยไป ไม่ใช่เฉพาะที่ spacebar. ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ความแรงของโซเชียลมีเดีย ความสามารถในการเข้าถึงคนของโซเชียลมีเดียมีสูง ผลลัพธ์ก็คือ เราไม่สามารถควบคุม การมองเห็นหรือการเข้าถึงคนได้ด้วยตัวเอง ความสามารถในการ ควบคุมไปอยู่ในมือเจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ เสียหมด ที่เรื่องนี้จะเป็นปัญหามากขึ้นไปเรื่อยๆ ในอนาคต

“สุปรีย์-รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสํานักข่าว Spacebar.” พูดถึง business model ของสำนักข่าว Spacebar. ว่า ด้วย ความเป็นสํานักข่าว เราก็มีธุรกิจอยู่บนนำเสนอข่าวสารให้คนอ่าน และมีค่าโฆษณาต่างๆ ตามโมเดลธุรกิจของสำนักข่าวในปัจจุบัน แต่ Spacebar. มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือน ที่อื่นคือเรามี Whitepaper เราไม่ต้องการให้สำนักข่าวแค่นําเสนอข่าวสารอย่างเดียว แต่ควรจะเป็นการนำเสนอข่าวเพื่องานทางธุรกิจได้ด้วย เดิมที่เรียกว่า Business Intelligence Report คือการสรุปสถิติต่างๆ เพื่อประโยชน์เชิงธุรกิจ เราเรียกสิ่งนี้ว่า Whitepaper ซึ่ง Spacebar. ก็มี Whitepaper ให้ทุกคนดาวน์โหลดได้ฟรีอยู่ด้วย รูปแบบทางธุรกิจที่ขายความสามารถในการค้นข้อมูล และสรุปข้อมูล ผ่าน White- paper ก็ยังคงอยู่ ก็มีคนมาจ้างเราทำเรื่องนี้เหมือนกัน
“ผมคิดว่าสื่อต้องขยับฐานตัวเองให้เร็ว คนต้องการข้อมูล ต้องการอ่านข้อมูลข่าวสารแน่ๆ แต่เข้าอยากจะอ่านข่าวสารแบบไหน ถ้าเป็นข่าวกระแสว่าเกิดอะไรขึ้น ณ เวลานี้ ผมคิดว่าอาจจะพ่ายแพ้แต่สมรภูมิของอินฟลูเอนเซอร์ ต่อคนที่ถือกล้อง ณ เหตุการณ์นั้น เพราะข่าวจะเอียงไปทางที่คนให้ข่าวเป็นคนแรก คนที่ถ่ายภาพได้ แต่สำนักข่าวต้องมาสรุป หมายถึงเราจะช้ากว่า ในอดีตเราอยู่ในในสภาวะที่เรามีกล้อง เรามีสื่อ ก็ทำให้เราเร็วว่าคนอื่นอีกหลายล้านคน แต่ความเร็ววันนี้เราไม่ได้เร็วแบบนั้น คนที่เร็วกว่าคือคนที่ใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมดแทน และเรากลับกลายเป็นคนตามสิ่งนี้แทน ซึ่งผมคิดว่าเราต้องขยับ position ของเราให้เร็ว”
…สิ่งที่ทำได้คือเราต้องเอาเรื่องราวมาสรุปและให้ความเห็นผ่านองค์ความรู้ที่เรามีโดยนำเสนอเป็นข้อสรุปมากขึ้นดึงข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูลมากขึ้นเพื่อให้คนไม่ได้เห็นมิติแค่เหตุการณ์เบื้องหน้าแต่เป็นมิติของข้อมูลรอบเหตุการณ์”
สื่อ-สำนักข่าวกับ Data team-Data Engineer
“รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Spacebar” เปิดเผยว่าสำหรับการบริหารงานของสํานักข่าว Spacebar. ปัจจุบันมีพนักงาน อยู่ประมาณ 60 คน ซึ่งการดําเนินกิจการของสำนักข่าว Spacebar เราวางไว้ว่า 5ปี แรกเป็นช่วงแห่งการลงทุนทั้งระบบที่เราสร้างขึ้นมาและวิธีคิดที่จะต้องมีการปรับจูนให้เข้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างระบบหลังบ้าน เราก็สร้างเอง โดยเรานํา AI มาเชื่อมกับระบบหลังบ้าน Spacebar ไม่ใช่แค่การสร้างคอนเทนต์ แต่เรากําลังสร้างระบบเพื่อทํางานกับคอนเทนต์นั้นด้วย
ในแง่ของสำนักข่าว Spacebar เป็นแค่ไม่กี่สำนักข่าวที่เรามี Data team ของตัวเอง คือเรามีคนที่ทำเรื่องข้อมูล ที่เป็น Data Engineer อยู่ในทีม เพื่อทำให้เรามีอิสระในการมองเห็นข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่ในแง่ของการนําวิธีคิดของนักข่าวมาวิเคราะห์ข้อมูล แต่เป็นการวิเคราะห์เชิง Data Engineerที่ทำงานเกี่ยวกับข้อมูลจริงๆ

Spacebar. เราอยู่ในช่วงการลงทุนและการมองหาตลาดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น และในไม่ช้า เราจะบอกตลาดว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมามีอะไรบ้าง และเกิดประโยชน์อะไรกับสังคม ส่วนสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี ยอมรับว่า มีผลกระทบกับ Spacebar. อยู่บ้าง แต่ยังไม่มีวาระที่จะปรับกําลังคนให้ลดลง The new dimension of NEWS การมองข่าวในมิติที่แตกต่าง
“สุปรีย์-รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสํานักข่าว Spacebar.” มองภูมิทัศน์สื่อในปีนี้ว่า ตอนนี้สื่อกำลังต่อสู้ที่ไม่ใช่แค่เรื่องยอดผู้อ่านที่ลดลง แต่ต้องต่อสู้กับความเร็วความเร่งของข่าวที่วิ่งเข้ามาสู่มือ รวมถึงกำลังต่อสู้กับความท้าทายเรื่องการนำ AI มาใช้ อย่างเหมาะสม ส่วนเรื่องเม็ดเงินโฆษณาก็จะไปลงที่ดิจิตอลมีเดียมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเทรนด์มาทางนี้ ทำให้เอเจนซี่และเจ้าของสินค้าทุ่มเม็ดเงินไปลงสื่อดิจิตอลมีเดีย โดยเม็ดเงินไหลไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้ง facebook Tiktok Instagram

สิ่งที่น่าสนใจคือ แล้วผู้สร้างสรรค์ หรือครีเอเตอร์ เพราะสำนักข่าวถือเป็นหนึ่งในครีเอเตอร์ จะดำรงอยู่อย่างไรเมื่อเม็ดเงินโฆษณาไม้ได้เข้ามาที่สำนักข่าว แต่เข้าที่โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม สำนักข่าว ก็อาจจะต้องขยับตัวเอง เช่น ความเร็วไม่ใช่คำตอบของข่าวสารเสมอไป เพราะมีผู้ทำความเร็วได้ดีกว่าสำนักข่าวไปแล้ว แต่สำนักข่าวต้องเป็นผู้วิเคราะห์ ผู้สรุปเหตุการณ์ที่ดีกว่าคนที่เห็นมิติเพียงมิติเดียวของข่าวนั้นได้
ดังนั้น แคมเปญของ Spacebar. ปี 2568 ก็เลยปรับเปลี่ยนเป็นการนําเสนอมุมมองอื่นๆ ต่อข่าวแทนเราเรียกว่า The new dimension of NEWS ที่ก็คือการมองข่าวในมิติที่แตกต่าง มิติใหม่ๆ มากขึ้น เพราะคนบนโลกโซเชียลมีเดีย
จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน พอเห็นเหตุการณ์ แล้วตัวเองมีมือถือ ก็ถ่ายเหตุการณ์แล้ว โพสต์ขึ้นโซเชียลมีเดีย สิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดไป คือสํานักข่าวหรือนักข่าว ก็ดึงคนนั้นมาสัมภาษณ์หรือดึงเขามาออกอากาศสัมภาษณ์ ผมคิดว่าถ้าทําแบบนี้ไปเรื่อยๆ ในที่สุด คนจะไหลไปโซเชียลมีเดียทั้งหมดเอง เพราะถือว่ามีความเร็วที่สูงกว่า แต่สํานักข่าวจะทำอย่างไรให้เผชิญหน้ากับความเร็วที่สูงนั้น แต่เราก็ต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมให้ผู้อ่าน ได้มีองค์ ประกอบอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้น ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับ บทวิเคราะห์ของกอง บก.และการมองหา ข้อมูลอื่นมาซัพพอร์ต ที่ได้จากโซเชียลมีเดีย และแหล่งข้อมูลอื่นๆ มาประกอบจนเป็นข่าวขึ้นมาหนึ่งชิ้น
“โครงการก่อตั้งสํานักข่าว Spacebar. ไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้เวลา 3-4 ปีแต่เรามองโปรเจกต์นี้ในระดับ 10 ปีก็ต้องเติบโตไปเรื่อยๆปรับตัวตามกระแส สิ่งที่กําลังเข้าสู่จุดที่น่าสนใจของ Spacebar. คือทําอย่างไรถึงจะมี Spacebar ในทุกๆอุปกรณ์ของผู้ใช้ไม่ใช่ทุกโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มผมคิดว่าในไม่ช้าเราจะมีช่องทางเพิ่มขึ้นมากกว่านี้เช่นช่องทางที่เชื่อมกับ AI ที่สามารถรายงานข่าวของเราได้เลยซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานของ Spacebar. ที่เราได้เตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่วันแรกที่เราสร้างระบบของ Spacebar เอาไว้” รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร สํานักข่าว Spacebar. บอก ไว้ในตอนท้าย

