นักข่าวสายศาล กับภารกิจเกาะติด คดีดังก่อนถึงวันพิพากษา

รายงานพิเศษ

โดยทีมข่าวจุลสารราชดำเนิน 

สิ่งสำคัญสำหรับคนที่จะทำข่าวสายศาลยุติธรรม-กระบวนการยุติธรรมไม่ต้องจบกฎหมายก็จริงแต่นักข่าวสายศาลยุติธรรมต้องรู้กระบวนการ-ขั้นตอนต่างๆในการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ...ข่าวศาลคือบทสรุปตอนจบของกระบวนการยุติธรรมเพราะขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าสู่กระบวนการบังคับโทษเหตุการณ์ทั้งหมดจะอยู่ในคำพิพากษา...เพราะคำพิพากษาอธิบายได้ทุกอย่างไม่ต้องอธิบายซ้ำเพราะหากอ่านคำพากษาเรื่องทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นเกิดเหตุจนถึงการลงโทษผลกรรมที่ได้รับจะอยู่ในคำพิพากษาทั้งหมด

"ข่าวศาลยุติธรรม"คืออีกหนึ่งสายงานข่าวที่มีความสำคัญในวงการสื่อสารมวลชน เพราะผลแห่งการพิจารณาตัดสินคดีของศาลยุติธรรม สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับแวดวงการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม มาให้เห็นกันตลอดหลายสิบปี โดยทุกปี จะมีคดีสำคัญที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม รวมถึงมีการอ่านคำพิพากษา ที่ทำให้เกิดผลต่างๆตามมามากมาย อย่างในส่วนของการตัดสินลงโทษนักการเมือง-ข้าราชการระดับสูง-นักธุรกิจ-บริษัทเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ก็มีให้เห็นกันหลายต่อหลายคดีที่ถูกศาลตัดสินลงโทษ ไม่เว้นแม้แต่กับอดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีให้เห็นมาแล้วที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินลงโทษจำคุก แม้สุดท้ายจะไม่ได้มีการจำคุกหลังการอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นลงก็ตาม 

และช่วงนี้จะพบว่า ข่าวเกี่ยวกับการพิจารณาคดีสำคัญๆของศาลยุติธรรม ก็อยู่ในความสนใจของสังคมและวงการข่าวหลายคดี จนมีสื่อไปติดตามทำข่าวกันจำนวนมาก เช่นข่าวเกี่ยวกับคดีความของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตกเป็นจำเลยที่ศาลอาญา ในคดีมาตรา 112 ซึ่งมีการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย หลายวันติดต่อกันในเดือนก.ค.2568 รวมถึงการไต่สวนคดีชั้น 14 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีการเปิดห้องพิจารณาคดีเพื่อไต่สวน ตลอดทั้งเดือนก.ค. 2568 โดยมีสื่อไปติดตามทำข่าวที่ศาลฎีกาฯ แต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก 

"ทีมข่าวจุลสารราชดำเนินสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย"สัมภาษณ์พูดคุยกับ คนข่าว-นักข่าว ที่คร่ำหวอดทำข่าววงการศาลยุติธรรม-อัยการ มาเกินสิบปี ที่ปัจจุบันปักหลักทำข่าวศาลอย่างเหนียวแน่นทุกวัน นั่นก็คือ "สุวัฒน์ ปัญจวงศ์ ผู้สื่อข่าวสายศาลและกระบวนการยุติธรรมเนชั่นทีวี" 

ก่อนจะให้"สุวัฒน์"เล่าถึงการทำงานข่าวที่สายกระบวนการยุติธรรม - ศาล - อัยการ เขาเล่าเส้นทางการเข้ามาเป็นนักข่าวสายศาลให้ฟังว่า ในช่วงเป็นนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ปีที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ได้ไปฝึกงานที่ "ไทยโพสต์" ในงานข่าวสายการเมือง โดยทางไทยโพสต์ให้ไปฝึกงานการทำข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลกับรัฐสภา ที่ฝึกงานอยู่ 4 เดือน พอเรียนจบ พอดีว่าที่ไทยโพสต์ มีตำแหน่งนักข่าวสายศาลว่างอยู่ เลยสมัครงานต่อทันที และทางไทยโพสต์ก็รับเข้าทำงาน และส่งไปเป็นนักข่าวประจำศาลยุติธรรม ที่โดยสายงาน ก็จะรับผิดชอบการทำข่าวของสำนักงานอัยการสูงสุด รวมถึงสภาทนายความด้วย 

..เป็นนักข่าวสายศาลที่ไทยโพสต์ประมาณ 6-7 ปี พอดีว่า ผู้สื่อข่าวสายศาลของมติชนลาออกไป ตำแหน่งว่าง เลยไปสมัครและได้งานเป็นนักข่าวสายศาลของมติชน อีกประมาณ5ปี ก็ทำข่าวสายศาลตลอด ต่อมาก็ออกจากมติชน มาอยู่ที่เนชั่นทีวี เมื่อปลายปี 2566 เป็นนักข่าวเนชั่นทีวี อยู่สายศาลอีกเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ก็อยู่เนชั่นทีวีมาได้เกือบสองปีแล้ว แต่ที่เนชั่นทีวี ก็รับผิดชอบงานข่าวในส่วนกระบวนการยุติธรรมอื่นเพิ่มเติมด้วยเช่น การทำข่าวเกี่ยวกับตำรวจในบางคดีที่สำคัญ 

..โดยปัจจุบันนักข่าวสายศาล ถ้าเอาแบบที่เป็นนักข่าวประจำเลยจะมีด้วยกัน 7 คน ส่วนมากจะเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ - สำนักข่าว โดยทั้งหมดจะมาอยู่ประจำกันที่ห้องผู้สื่อข่าวของศาลอาญา  ชั้น 4 

"สุวัฒน์ - นักข่าวสายศาลเนชั่นทีวี"บอกเล่าการทำงานข่าวสายศาลยุติธรรม ให้เห็นภาพกว้างๆว่า เนื่องจากขอบเขตความรับผิดชอบของนักข่าวสายศาล ไม่ได้ทำข่าวเฉพาะข่าวศาลอาญา แต่รับผิดชอบงานข่าวเกี่ยวกับศาลยุติธรรมทั้งหมด (ไม่นับศาลรัฐธรรมนูญ - ศาลปกครอง) ซึ่งบางวันหากมีงานของศาลหลายอย่างในช่วงเวลาใกล้เคียงกันหรือเวลาเดียวกันเลย นักข่าวสายศาลจะมีการแบ่งหน้าที่กันเช่น เมื่อรู้ว่าวันรุ่งขึ้น จะมีการอ่านคำพิพากษาในคดีสำคัญๆ และวัน - เวลาเดียวกันแต่เป็นคนละศาลกัน นักข่าวศาล จะมีการพูดคุยกันว่า ใครจะไปทำข่าว - ติดตามข่าวการอ่านคำพิพากษาในคดีใด ก็มีการแบ่งงานกัน แต่ช่วงนี้ จะเห็นได้ว่า ศาลยุติธรรม มีทั้งการไต่สวนคดี การสืบพยานในคดีสำคัญๆ - คดีที่มีบุคคลสำคัญตกเป็นจำเลยหรือผู้ถูกร้อง ซึ่งเป็นคดีที่คนสนใจ ก็ทำให้มีนักข่าวที่ไม่ใช่นักข่าวประจำศาล ก็จะมาติดตามทำข่าวด้วยจำนวนมาก 

คดีสำคัญๆ บางวันที่มีการสืบพยาน - การไต่สวนคดี ก็มีนักข่าวมาทำข่าวศาลกันร่วมๆ เกือบ 20 สำนัก รวมถึงสื่อต่างประเทศ โดยแต่ละคนก็จะมีทีมงานของเขามาด้วย เช่นช่างภาพนิ่ง ช่างภาพโทรทัศน์ ทำให้มีสื่อมาติดตามทำข่าวที่ศาลอาญาและศาลฎีกา(การไต่สวนคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ) กันจำนวนมากพอสมควร

สำหรับขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของนักข่าวสายศาล ยกตัวอย่าง เช่น คดีอาญาทั่วไป  นักข่าวศาลไม่ได้ทำแค่เฉพาะเมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว แต่นักข่าวสายศาล จะทำข่าวตั้งแต่เริ่มเป็นคดี ตำรวจมีการควบคุมตัวผู้ต้องหามาได้ เมื่อครบ 48 ชั่วโมง ก็จะต้องนำตัวผู้ต้องหามายื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาล ที่นักข่าวสายศาล ต้องเริ่มทำข่าวตั้งแต่ในส่วนนี้ โดยต้องเสาะหารายละเอียดในคำร้องขอฝากขัง ของพนักงานสอบสวนที่จะมีการระบุถึง"พฤติการณ์ของผู้ต้องหา"ว่ามีพฤติการณ์ความผิดอย่างไร มีการก่อเหตุอย่างไรตำรวจถึงไปจับกุมดำเนินคดี 

ข้อมูลดังกล่าว ไม่ใช่ข้อมูลเปิดเผยทั่วไป นักข่าวสายศาล ต้องไปหาข้อมูลมานำเสนอโดยมีเทคนิคต่างๆ เช่นการอาศัยความสัมพันธ์ในการเช็กข้อมูลรายละเอียดในคำร้องขอฝากขัง ซึ่งนักข่าวจะมีช่องทางในการหาข่าว - ข้อมูลจากหลายแหล่ง ซึ่งตรงนี้ บางเรื่องก็ไม่สามารถพูดได้เพราะอาจกระทบกับแหล่งข่าว บางทีก็อาจใช้วิธีเช่น ขอดูเอกสารคำร้องขอฝากขังแล้วจดย่อๆมา ที่จะเน้นเรื่องพฤติการณ์การกระทำความผิดและข้อหาความผิดตามกฎหมาย 

"สุวัฒน์" เล่าต่อไปว่า นอกจากนี้ ในการติดตามความคืบหน้าคดีต่างๆ ก็สามารถตรวจสอบสอบถามกับผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงในการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน ก็คือ โฆษกของหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม เช่นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด โฆษกศาลยุติธรรม แต่การเช็กข่าวกับโฆษกของหน่วยงาน นักข่าวก็จะได้ข่าวที่ก็จะเป็นแบบข่าวทั่วไป ซึ่งนักข่าวหรือกองบก.ของสื่อสำนักต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ประจำศาล เขาก็จะมีเบอร์โฆษก - แหล่งข่าวเหล่านี้เช่นกัน ทำให้นักข่าวสายศาล จะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์กับแหล่งข่าวที่อยู่ในสำนักงานอัยการสูงสุด หรือศาลยุติธรรม เพื่อที่เวลาเช็กข่าวจะให้ได้ข่าวที่แตกต่าง 

สิ่งที่จะทำให้นักข่าวสายศาล สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแหล่งข่าวสายอัยการ หรือสายศาลได้ คือทำให้แหล่งข่าวเชื่อใจในเรื่องการรักษาความลับ เพราะบางอย่างเป็นเรื่องค่อนข้างเซนซิทีฟ เนื่องจากข้อมูลที่ได้อาจกระทบกับคู่ความทั้งสองฝ่าย การที่เราไปนำข้อมูลบางอย่างออกมาเพื่อนำเสนอเป็นข่าว แม้จะเป็นข้อเท็จจริง แต่ก็อาจสุ่มเสี่ยงต่อคนที่ให้ข้อมูล นักข่าวสายศาล จึงต้องสร้างความเชื่อใจให้กับแหล่งข่าวว่า เมื่อเขาให้ข้อมูลเราแล้ว เราได้ข่าวนั้นมาจากแหล่งข่าวคนใด เราต้องปกปิดแหล่งข่าว 

... เพราะหากหลุด จะมีผลกระทบกับแหล่งข่าว ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ที่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษกับคู่ความ ซึ่งข้อมูลต่างๆ ก็อาจเป็นเช่นขอดูเอกสารบางส่วน แล้วจดมาเพื่อมานำเสนอ ไม่ใช่ว่า จะดึงมานำเสนอทั้งหมด เพราะบางเรื่องหากนำเสนอหมดก็อาจเสี่ยงผิดกฎหมายได้ เราก็คัดเฉพาะประเด็นสำคัญๆเช่น คนที่ตกเป็นผู้ต้องหาที่เป็นบุคคลสำคัญ เขามีพฤติการณ์ความผิดอย่างไร และโดนแจ้งข้อหาอะไรบ้าง

ภารกิจ-การทำงาน

นักข่าวสายศาลแต่ละวัน 

เราถามแบบขอให้"สุวัฒน์" เล่าแบบลงลึกถึงการทำงานแต่ละวันของนักข่าวสายศาลเพื่อให้นักข่าวสายอื่นเขาเห็นภาพการทำงานของนักข่าวสายศาล"สุวัฒน์"ไม่รอช้าจัดให้ทันทีเลยเล่ามาเป็นฉากๆดังนี้ 

...นักข่าวสายศาล การทำงานข่าวแต่ละวัน จะมีการเช็กหมายข่าวกันล่วงหน้า เพื่อให้รู้ว่าในวันพรุ่งนี้ มีหมายข่าวเกี่ยวกับเรื่องคดีในศาลอะไรที่น่าสนใจ โดยมีวิธีการเช็กก็คือ จะดูจากเอกสารที่นักข่าวสายศาลเรียกกันว่า "ใบลอย"ที่จะเป็นตารางนัดพิจารณาคดีของแต่ละคดี แต่ละวัน เราก็ไปเปิดดูว่าพรุ่งนี้ จะมีคดีอะไรบ้างที่จะมีการพิจารณาคดีหรืออ่านคำพิพากษา ซึ่งใบลอย จะมีรายละเอียดเฉพาะ"หมายเลขคดี"-"ชื่อโจทก์และจำเลย" และ "ข้อหา" โดยนักข่าวสายศาล ก็ต้องรู้ว่า โจทก์หรือจำเลย ในคดีต่างๆ มีความสำคัญอย่างไร ที่ข้อมูลเหล่านี้โดยเฉพาะคดีดังๆ  นักข่าวสายศาล โดยพื้นฐาน จะมีข้อมูลอยู่แล้วเพราะเคยเป็นคดีในชั้นตำรวจ ที่นักข่าวสายอาชญากรรมเขาทำข่าวมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นักข่าวสายศาล ก็ไปติดตามความคืบหน้าการนัดสืบพยานหรือการอ่านคำพิพากษา 

...ที่ศาลอาญา จะมีคอมพิวเตอร์เฉพาะสำหรับตรวจสอบเรื่องคดีต่างๆ ที่มีอยู่สองเครื่อง  โดยบุคคลทั่วไป ไม่ใช่แค่สื่อมวลชน ก็สามารถเข้ามาเช็กเลขคดีได้โดยสอดบัตรประชาชนเข้าไปในเครื่องแล้วกรอกรายละเอียดบางส่วน จากนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ จะแสดงผลข้อมูลคดีที่กรอกข้อมูลไป แต่ก็จะให้ข้อมูลแค่คร่าวๆ ไม่ได้ถึงกับลงรายละเอียดมาก

เช่น คดีใดที่มีการฟ้องคดีกันที่ศาลอาญา แล้วศาลอาญาประทับรับฟ้องเป็นคดี ก็เข้าไปตรวจสอบได้ว่า ศาลมีการนัดสืบพยานในวันใดบ้าง -มีการนัดสืบพยานกี่ปาก จะมีข้อมูลดังกล่าวแสดงไว้ให้หมด ซึ่งแต่ละวันก็จะมีคนเข้ามาใช้บริการเช่น ทนายความ หรือญาติของโจทก์หรือจำเลย เข้ามาติดต่อมาใช้บริการระบบดังกล่าวของศาล แต่จะต้องใช้บัตรประชาชนเข้าไปกดดูรายละเอียด โดยระบบของศาล ก็จะบันทึกไว้ว่า เราเป็นคนเข้าไปดูรายละเอียดของคดีต่างๆ 

นอกจากนี้ ตัวนักข่าวสายศาลเอง แต่ละคน ก็จะมีการบันทึกเป็นข้อมูลไว้ในโทรศัพท์มือถือที่เป็นข้อมูลส่วนตัวอยู่แล้วถึงความคืบหน้าคดีต่างๆ เช่น คดีนี้ อัยการนัดผู้ต้องหามาฟังคำสั่งอัยการในวันใด  พอถึงวันนัด นักข่าวสายศาลก็ไปติดตามทำข่าวที่สำนักงานอัยการสูงสุด ที่อยู่ติดกับศาลอาญา 

...นักข่าวสายศาล จะมีไลน์กลุ่ม โดยในไลน์กลุ่มดังกล่าวจะมีนักข่าวรุ่นพี่ ที่เขาอยู่ทำข่าวสายศาลมานานจะคอยตรวจสอบดูหมายข่าวสายศาลแต่ละวันเช่นดูจากใบลอย เขาก็จะคอยแจ้งเข้ามาในไลน์กลุ่มนักข่าวสายศาลว่าวันพรุ่งนี้ มีคดีอะไรที่น่าสนใจ ควรไปติดตามทำข่าว  รวมถึงนักข่าวสายศาลคนอื่นๆ หากจำได้ว่า มีหมายข่าวอย่างอื่นที่น่าสนใจ ที่เป็นงานนอกสถานที่ไม่ใช่หมายข่าวของศาลอาญา เช่น อัยการนัดฟังคำสั่งคดีสำคัญ แต่ยังไม่ได้แจ้งไว้ในไลน์กลุ่ม  ก็จะมีการแจ้งเสริมเข้ามา แล้วก็ยังมีการแจ้งเพื่อนนักข่าว-สื่อมวลชนที่ไม่ใช่นักข่าวประจำสายศาล ให้เขารู้หมายข่าวที่น่าสนใจด้วย ไม่ใช่ว่าเราจะมากั๊กทำข่าวกันเองเฉพาะในกลุ่มนักข่าวสายศาล 

เราถามด้วยความสงสัยว่า หากเกิดกรณีเช่นในวันเดียวกัน มีหมายชนกัน เช่น มีทั้งที่ศาลอาญา รัชดาฯ กับศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งทั้งสองแห่งสถานที่ตั้งห่างไกลกันมาก นักข่าวสายศาลทำอย่างไร "สุวัฒน์"อธิบายเรื่องนี้ให้เราฟังว่า  ก็มีการแบ่งหน้าที่กันในกลุ่มนักข่าวสายศาลยุติธรรม แต่หากติดขัดไปไม่ได้ ก็อาจใช้วิธีเช่น เช็กข่าวกับแหล่งข่าว เช่นอาจประสานกับโฆษกศาลยุติธรรม หรือประสานโทรเช็กกับคนที่มีหน้าที่ในหน่วยงานที่เราต้องการข่าว แต่หากเกิดยังไม่ได้ข้อมูลอีก ก็อาจต้องประสานกับแหล่งข่าว ซึ่งจะเป็นแหล่งข่าวที่เขาเชื่อใจเรา ไว้ใจเรา 

อย่างแหล่งข่าวผู้พิพากษาคนหนึ่ง เราอาจรู้จักตอนเขาเป็นผู้พิพากษาศาลอาญาฯ แล้วต่อมาเขาย้ายไปอยู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งเป็นพื้นที่การทำงานของเขา ก็จะมีข้อมูลอยู่แล้ว หากเขาไว้ใจเรา เขาก็จะให้ข้อมูล แต่เป็นการให้ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยชื่อ เช่นเดียวกับอัยการ ซึ่งบางที แหล่งข่าวเขาจะแนะนำต่อๆกัน เช่นแหล่งข่าวเราไปบอกกับแหล่งข่าวอีกคน ที่เรายังอาจไม่รู้จักว่า นักข่าวคนนี้ไว้ใจได้ ให้ข้อมูลได้เลย 

นักข่าวเข้าฟังการพิจารณาคดี

ต้องทำหนังสือขออนุญาตทุกครั้ง 

เราให้"สุวัฒน์"เล่าให้ฟังถึงการทำงานของนักข่าวสายศาลต่อไป เพราะยิ่งรู้ก็ยิ่งดูน่าสนใจ ที่เขาก็เล่าต่อไปว่า เรื่องหน้างาน-การทำงานในพื้นที่ของนักข่าวศาล ขอยกตัวอย่างเช่น อย่างในคดีที่คนสนใจอย่างคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นจำเลยในคดี 112 ที่ศาลอาญา ซึ่งศาลนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยตลอดเดือนก.ค. 2568 ตั้งแต่ 09.00 น. 

...การทำงาน ตัวนักข่าวจะเริ่มมาที่ศาลอาญา ตั้งแต่ประมาณ 08.00-08.30 เพื่อมารอดักสัมภาษณ์ตอนเช้าก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีตรงบริเวณทางขึ้นด้านหน้าของศาลอาญา แต่บางคดี บางคนเขารู้ทางเข้า-ทางออก ที่ไม่ใช่อยู่ตรงบันไดด้านหน้าศาลอาญา เขาก็เข้า-ออกทางนั้น เพื่อหลบสื่อ เพราะปัจจุบัน ศาลอาญา ออกระเบียบห้ามถ่ายภาพทางด้านหลังศาลอาญา แต่เท่าที่เห็น จำเลยที่เป็นคนมีชื่อเสียงจะไม่ค่อยหลบสื่อ ก็จะเดินขึ้นทางด้านหน้า ซึ่งปัจจุบัน ศาลอาญาจัดโซนพื้นที่ให้กับสื่อสำหรับการถ่ายภาพและการยืนให้สัมภาษณ์ เพื่อไม่ให้เห็นบรรยากาศในตัวอาคารของศาลอาญา และไม่อยากให้ถ่ายภาพติดบุคคลอื่นที่เดินทางมาที่ศาลซึ่งไม่เกี่ยวข้อง จึงจัดมุมพื้นที่เฉพาะไว้ให้ เวลาแหล่งข่าวมาขึ้นศาล สื่อก็จะขอให้แหล่งข่าวมายืนตรงจุดดังกล่าวเพื่อสัมภาษณ์ จากนั้นพอสัมภาษณ์เสร็จ ทั้งโจทก์ จำเลยและสื่อมวลชน ก็เข้าไปฟังคดีในห้องพิจารณาคดีต่อไป 

ขอบคุณภาพจาก : ไทยโพสต์

..สำหรับการทำข่าวในห้องพิจารณาคดีในแต่ละครั้ง  ไม่ว่าจะเป็นการสืบพยานโจทก์ พยานจำเลย การอ่านคำพิพากษา หากไม่ใช่การพิจารณาคดีลับ นักข่าวจะต้องเขียน"ใบอนุญาตขอเข้าห้องพิจารณาคดีของศาลเพื่อขอเข้าฟังการพิจารณาคดีและการอ่านคำพิพากษา"ที่จะต้องเขียนแบบวันต่อวัน เพื่อให้ทางศาลทราบก่อนว่ามีสื่อมวลชนขอเข้าฟังการพิจารณาคดี และเป็นสื่อมวลชนสังกัดสำนักใดบ้าง เพราะบางครั้งหากมีการนำเสนอข่าวการพิจารณาคดีบางคดีที่อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็จะตรวจสอบได้ว่ามีสื่อมวลชนจากสำนักใด ที่เข้าฟังการพิจารณาคดีดังกล่าว 

โดยในส่วนของศาลอาญาการขอเข้าฟังการพิจารณาคดีต้องทำหนังสือขอศาลแบบวันต่อวัน ที่ก็ใช้เวลาในการเขียนไม่นานเพราะมีแบบฟอร์มไว้เป็นปกติอยู่แล้ว ก็เขียนชื่อ-นามสกุล และสังกัดที่ทำงาน จากนั้นเจ้าหน้าที่ศาลอาญาก็จะส่งเอกสารไปให้ผู้บริหารของศาลอาญาเซ็นอนุญาต  

แต่หากเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(สนามหลวง) ทางศาลฎีกาฯจะมีการประสานมายังเจ้าหน้าที่ของศาลยุติธรรม เพื่อแจ้งว่าหากสื่อมวลชนต้องการเข้าฟังการพิจารณาคดีในห้องพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องมีการลงทะเบียนก่อนล่วงหน้าด้วยการส่งเอกสารต่างๆ ไปถึงศาลฎีกาฯ ทางอีเมล์ ซึ่งจะมีแบบฟอร์มให้สื่อมวลชนกรอกและถ่ายรูปของตัวเอง แนบไปกับบัตรประชาชนและบัตรสื่อมวลชน 

หากเป็นสื่อที่มีบัตรของสำนักงานศาลยุติธรรม ก็จะเป็นกลุ่มแรกๆที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฟังการพิจารณาไต่สวนคดีของศาลฎีกาฯ เพราะนักข่าวสายศาลยุติธรรม จะมีการเข้าอบรมที่จัดโดยสำนักงานศาลยุติธรรม ที่มีการจัดอบรมสื่อมวลชนเป็นประจำทุกปี 

-กรณีการไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีชั้น 14 ของนายทักษิณอดีตนายกรัฐมนตรีหากนักข่าวจะเข้าไปทำข่าวในห้องพิจารณาคดีเพื่อฟังการไต่สวนต้องทำอย่างไรโดยเฉพาะที่ไม่ใช่นักข่าวสายศาล

นักข่าวสายศาล จะมีไลน์กลุ่มศาลยุติธรรม ที่สำนักงานศาลยุติธรรมสร้างไว้สำหรับการแจ้งหมายงานหรือกิจกรรมต่าง ๆกับสื่อมวลชน ที่จะมีเจ้าหน้าที่ของศาลยุติธรรมอยู่ในไลน์กลุ่มด้วย 

โดยทางเจ้าหน้าที่ของศาลยุติธรรมจะมีการแจ้งในไลน์กลุ่มว่า นักข่าวที่ประสงค์จะเข้าฟังการพิจารณาไต่สวนคดีของศาลฎีกาฯ ที่จะมีการไต่สวนในวันต่างๆ โดยจะมีการแจ้งวันที่-เดือน เข้ามา หากนักข่าวต้องการเข้าห้องพิจารณาคดี ก็ให้แจ้งชื่อ-สังกัดมายังอีเมล์ที่เขาจะแจ้งไว้ในไลน์กลุ่ม

จากนั้นนักข่าวจะมีการแจ้งชื่อไปในอีเมล์ดังกล่าว ซึ่งนักข่าวที่ไม่ใช่นักข่าวสายศาล แต่อยู่ในไลน์กลุ่มศาลยุติธรรม ก็สามารถลงทะเบียนแจ้งชื่อล่วงหน้าเพื่อขอเข้าฟังการพิจารณาคดีได้เช่นกัน แต่หากเกิดกรณีเช่นเป็นคดีที่มีสื่อมวลชนต้องการเข้าฟังจำนวนมาก และศาลจะจำกัดจำนวนสื่อมวลชนเข้าฟังการพิจารณาคดี ศาลก็จะพิจารณานักข่าวที่ผ่านการอบรมของสำนักงานศาลยุติธรรมก่อน เพราะจะเป็นกลุ่มที่รู้ระเบียบของศาลยุติธรรมเพราะผ่านการอบรมของสำนักงานศาลยุติธรรมมาแล้ว 

-การไต่สวนคดีชั้น 14 ที่ศาลฎีกาฯไม่ให้สื่อมวลชนนำโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องอัดเสียงเข้าไปในห้องพิจารณาคดีโดยมีการไต่สวนกันหลายชั่วโมงนักข่าวทำข่าวกันอย่างไร?

การไต่สวนเรื่องชั้น 14 ของศาลฎีกาฯ ตอนแรกศาลฎีกาฯ ไม่ได้ออกเงื่อนไขอะไรเลยแต่ตอนหลัง สื่อมวลชนเข้าไปฟังการไต่สวนกันจำนวนมาก แล้วสื่อมีการจดรายละเอียดกระบวนการไต่สวน แล้วนำเสนอข่าวอย่างละเอียด มันก็ดีอย่างหนึ่ง แต่ตอนหลัง ทางทนายของนายทักษิณ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ โดยอ้างเหตุผลว่าการที่สื่อนำเสนอรายละเอียดการไต่สวนอาจไปกระทบกับการพิจารณาคดี เพราะพอเสนอข่าวอย่างละเอียดออกไป ก็มีรายการประเภทวิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์คดีของสื่อมวลชน เอาถ้อยคำต่างๆ ในช่วงการไต่สวนไปวิเคราะห์(ทิศทาง-รูปคดี) ที่อาจจะไปกระทบกับกระบวนการพิจารณาคดี เช่นไปฟันธงคดีว่าจะออกมาแบบไหน โดยที่ศาลฎีกาฯ ยังไม่ได้มีคำพิพากษาออกมา ทางทนายของฝั่งนายทักษิณก็เลยไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ทางองค์คณะฯ ก็เห็นสมควรตามนั้น เลยมีการออกข้อกำหนดขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ได้สั่งให้เป็นการพิจารณาคดีลับ

ศาลฎีกาฯ ก็อยากให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเปิดเผย ไร้ข้อครหา เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีการให้ข่าวจากบางคนว่ามีการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจากเท่าที่ได้เข้าไปฟังการไต่สวนขององค์คณะที่พิจารณาคดีดังกล่าวที่มีด้วยกันห้าคน ก็ยังเชื่อมั่นว่าศาลฎีกาฯ มีการพิจารณาไต่สวนคดีอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งสื่อมวลชน ก็ยังมีการนำเสนอข่าวการไต่สวนของศาลฎีกาฯ ออกไปอย่างค่อนข้างละเอียดอยู่ ก็พบว่า ในการไต่สวนคดีของศาลฎีกาฯ ครั้งล่าสุด ทางองค์คณะฯ ก็มีการกำชับผู้สื่อข่าวในเรื่องการนำเสนอข้อมูลคำเบิกความของพยานบุคคลที่ศาลฎีกาฯเรียกมาไต่สวนไปเผยแพร่ในเรื่องการลงรายละเอียด และมีการกำชับด้วยคำพูด แต่ยังไม่ได้มีการออกหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรว่าในการไต่สวนคดีครั้งหน้า อาจไม่ให้มีการนำปากกา-กระดาษเข้าห้องพิจารณาคดี คือยังให้เข้าฟังการพิจารณาคดี เพื่อให้เห็นว่ามีการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นกลาง

...หากศาลมีการออกข้อกำหนดดังกล่าวออกมา นักข่าวก็ต้องปฏิบัติตาม ที่ก็อาจทำให้สื่อไม่สามารถนำเสนอรายละเอียดการไต่สวนคดีแบบก่อนหน้านี้ได้ ก็ทำได้เพียงแค่นำเสนอแบบคร่าวๆ แทน จะไม่สามารถลงรายละเอียดได้เหมือนช่วงแรก ที่จะมีรายละเอียด เช่น องค์คณะฯ มีการซักถามพยานบุคคลในประเด็นต่างๆ อย่างไร แล้วทนายความของนายทักษิณมีการซักพยานบุคคลอย่างไรบ้าง และพยานเบิกความตอบข้อซักถามขององค์คณะฯและทนายความทักษิณอย่างไร 

ต่อไปสื่อก็จะไม่สามารถนำเสนอแบบลงรายละเอียดก่อนหน้านี้ได้ อาจจะได้เสนอกว้างๆ เช่น การไต่สวนในวันนี้ มีพยานบุคคลมาเบิกความกี่คน และพยานที่มา มีหน้าที่และมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องชั้น 14 เป็นต้น นักข่าวก็ต้องใช้ความจำเอา หากไม่ให้นักข่าวเอาปากกากับกระดาษเข้าไปจดในห้องพิจารณาคดี  

  สำหรับการทำข่าวในห้องพิจารณาคดี ช่วงที่ผ่านมา ที่ไม่ให้มีการนำโทรศัพท์มือถือ-ที่อัดเสียงเข้าไปในห้องพิจารณาคดี ทางนักข่าวก็ช่วยๆกัน จดรายละเอียดการไต่สวน เพราะบางทีนักข่าวคนเดียวก็จดไม่ทัน เพราะเวลาพยานเบิกความ เบิกความต่อเนื่องกันหลายคนนักข่าวบางคนจดกันชนิดสมุดจดข่าวที่เอามาจดไม่พอ พอไต่สวนเสร็จ นักข่าวก็จะมานั่งพิมพ์รายละเอียด มีการช่วยกันพิมพ์ ช่วยกันดูว่าองค์คณะฯ มีการซักถามพยานประเด็นใดบ้าง เพื่อนำเสนอรายละเอียดให้ประชาชนได้รับรู้การไต่สวนคดี 

ซึ่งเมื่อมีการขอไม่ให้นักข่าวลงรายละเอียดการไต่สวน-การเบิกความมากนักตามที่ทนายของฝั่งนายทักษิณยื่นคำร้องไป จะพบว่า ข่าวการไต่สวนคดีชั้น 14 ในนัดล่าสุดที่เป็นการไต่สวนครั้งที่สาม (8 ก.ค.) รายละเอียดข่าวการไต่สวนคดี จะมีน้อยลงกว่าการไต่สวนคดีนัดแรก จะแค่สรุปว่าการไต่สวนคดีมีพยานบุคคลมาเบิกความกี่คนและมีหน้าที่อย่างไรและการเบิกความตลอดทั้งวันเป็นอย่างไร แต่จะไม่มีการลงรายละเอียด

ในส่วนนี้ นักข่าวตัดสินใจใช้ดุลยพินิจกันเองว่าจะนำเสนอได้แค่ไหน ทางองค์คณะฯ ไม่ได้มาบอกว่าเราเขียนข่าวได้แค่ไหน เพียงแต่มีการกำชับมาเฉยๆ เราเป็นผู้สื่อข่าวเราก็ต้องรู้เองว่า การที่เราเขียนข่าวเรื่องนี้แล้วมีฟีดแบคกลับมาว่าจะเป็นผลเสียต่อไปกับรูปคดี เราก็จะไม่นำเสนอให้มีผลกระทบหรือเกิดผลเสีย

สิ่งที่นักข่าวสายศาลต้องรู้-แม่นยำ

คือกระบวนการพิจารณาคดี   

"สุวัฒน์ - ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวีที่คร่ำหวอดการทำข่าวสายศาลยุติธรรมมาสิบกว่าปี"กล่าวย้ำว่า สิ่งสำคัญสำหรับคนที่จะทำข่าวสายศาลยุติธรรม-กระบวนการยุติธรรม ไม่ต้องจบกฎหมายก็จริง แต่นักข่าวสายศาลยุติธรรม ต้องรู้กระบวนการ - ขั้นตอนต่างๆในการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ 

..เพราะหากนักข่าวรู้กระบวนการขั้นตอน จะทำให้การเช็กข่าวในงานสายนี้ จะไม่ยาก เช่นการยื่นคำร้องขอฝากขังที่มายื่นต่อศาล จะมีระยะเวลาในการฝากขังกี่วันและหากครบกำหนดแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องยื่นฟ้องคดีภายในกี่วัน เป็นต้น เพราะเมื่อนักข่าวรู้กระบวนการขั้นตอน จะทำให้รู้ว่าขั้นตอนของแต่ละคดีจะเป็นอย่างไร ทำให้เกิดความเข้าใจในการเช็กข่าวต่อได้  

...และหากนักข่าวสายศาลมีการศึกษา มีความรู้เรื่องกฎหมายด้วยก็เป็นเรื่องดี แต่เรื่องข้อกฎหมาย นักข่าวสามารถสอบถามประเด็นจากผู้รู้ที่อยู่ในสายงานได้ ทั้งผู้พิพากษา อัยการ เช่นหากเราสงสัยว่าเรื่องนี้จะไปเข้าองค์ประกอบความผิดของกฎหมายมาตราใด เขาก็จะแนะนำให้เรา เช่นแนะนำให้ไปเปิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องและไปดูมาตราที่แนะนำมา เราก็นำมาตราที่เขาบอกมาเขียนประกอบข่าวได้ แต่หากเราไม่รู้กระบวนการขั้นตอน  เราจะถามกับแหล่งข่าว ทั้งผู้พิพากษา อัยการ ไม่ได้ หากเราบอกเขาไม่ได้ว่า เรื่องที่ถามตอนนี้อยู่ในขั้นตอนใดของกระบวนการ เขาจะแนะนำเราไม่ได้ เพราะบางทีแหล่งข่าวไม่ได้ตามข่าวทุกเรื่อง 

นักข่าวศาลกับการสร้าง

แหล่งข่าวผู้พิพากษา-อัยการ 

จากที่คุยกันมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า "สุวัฒน์"ย้ำถึงวิธีการหาข่าว-หาข้อมูลของนักข่าวสายศาลยุติธรรมว่า การมี"แหล่งข่าวในวงการตุลาการ-อัยการ" เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการตรวจสอบ-เช็กข่าว เราเลยถามถึงวิธีการสร้างแหล่งข่าวที่เป็นผู้พิพากษา-อัยการว่ายากหรือไม่ เพราะเป็นที่รู้กันว่าแหล่งข่าวในวงการศาล-อัยการ จะไม่เหมือนแหล่งข่าวพวกนักการเมือง-ข้าราชการพลเรือนทั่วๆไป 

ประเด็นนี้"สุวัฒน์"บอกเล่าไว้ว่า การเข้าหาแหล่งข่าวโดยเฉพาะแหล่งข่าววงการศาลยุติธรรม จะทำได้ยากพอสมควร เพราะด้วยความเป็นผู้พิพากษา ที่จะมีเรื่องของกรอบประมวลจริยธรรมตุลาการ ที่ก็จะมีผลต่อการวางตัวของแหล่งข่าว ซึ่งจริงๆ ก็เป็นคนปกติทั่วไป เช่นก็มีการเข้าสังคมอยู่  แต่เนื่องจากเป็นอาชีพที่มีอำนาจในการตัดสินคน ก็ทำให้มีผลต่อการวางตัว เลยทำให้แหล่งข่าวสายตุลาการค่อนข้างระวังตัว ไม่ให้ผิดจริยธรรมตุลาการ 

การที่นักข่าวจะพยายามเข้าหาเขา ตัวแหล่งข่าวก็ต้องเชื่อใจเราระดับหนึ่งว่าเราจะไม่เอาความลับหรือเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นการทำงานนำไปพูดต่อหรือไปนำเสนอเป็นข่าว ไม่เช่นนั้นจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคนในกระบวนการยุติธรรมได้ เรื่องความไว้ใจจึงสำคัญมาก 

...นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของความละเอียด ความถูกต้องในการเขียนข่าว เพราะแหล่งข่าวสายตุลาการ ก็คือนักกฎหมาย หลายคนเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย คือเขียนหนังสือเกี่ยวกับกฎหมายหรือไปบรรยายสอนกฎหมายเช่น ไปบรรยายอบรมให้กับผู้ช่วยผู้พิพากษาที่สอบได้แต่ละรุ่น จึงทำให้แหล่งข่าวจะค่อนข้างจริงจังกับข้อมูลที่เขาให้มา หากเราไปนำเสนอข้อมูลที่เขาให้มาแล้วเกิดเสนอข้อมูลผิด ถ้าพบเราความผิดพลาดต้องรีบแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะเขาเป็นนักกฎหมาย หากเราไปนำเสนอที่ไม่ตรงกับที่เขาต้องการสื่อสาร จะทำให้ลูกศิษย์ที่อยู่ในวงการนักกฎหมาย หากเห็นว่าอาจารย์คนนี้ที่ก็คือแหล่งข่าว ยกข้อกฎหมายมาพูดผิด แบบนี้เขาก็เสีย เพราะเรื่องความน่าเชื่อถือในสังคม แหล่งข่าวจะค่อนข้างซีเรียส เราจึงต้องให้ความสำคัญเรื่องความถูกต้องในสิ่งที่แหล่งข่าวบอกมา 

..อย่างบางครั้ง ผมเคยเขียนข่าวเสร็จแล้ว ก็ยอมเสียเวลาโทรศัพท์ไปทวนประเด็นข้อกฎหมายกับแหล่งข่าวอีกรอบ เช่น มาตรานี้ที่ยกมาอ้างอิงถูกต้องใช่หรือไม่ ? มีการย้อนทวนกันอีกรอบ เพื่อให้ข่าวที่ออกมาถูกต้อง นำเสนอไปแล้วแหล่งข่าวไม่เสียไม่โดนด่ากลับมาว่าเป็นนักกฎหมายอะไร พูดไม่รู้เรื่อง เราต้องรักษามาตรฐานความถูกต้องตรงนี้เอาไว้ ก็ทำให้เกิดความสัมพันธ์ต่อกันกับแหล่งข่าว และตรงนี้ก็จะส่งผลที่พอแหล่งข่าวเขาเชื่อใจไว้ใจเรา แหล่งข่าวในวงการศาล ก็จะแนะนำชื่อของเราต่อแหล่งข่าวคนอื่นในวงการศาล ก็ทำให้เราได้แหล่งข่าวเพิ่มมากขึ้นตามมา 

"สุวัฒน์"กล่าวสรุปทิ้งท้ายถึง"ข่าวศาล"หลังจากทำข่าวศาลมาสิบกว่าปีกว่า ข่าวของอัยการและศาล โดยเฉพาะข่าวศาล คือบทสรุป ตอนจบของกระบวนการยุติธรรม เพราะขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าสู่กระบวนการบังคับโทษ เหตุการณ์ทั้งหมดจะอยู่ในคำพิพากษาทั้งหมด เช่นเมื่อเกิดคดีความขึ้น มีคนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด คนอาจจะยังไม่รู้ว่าเขาทำผิดหรือไม่ได้ทำผิด แต่คนจะมารู้ว่า เขาผิดหรือไม่ผิด จากคำพิพากษาเมื่อคดีถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกาฯ เพราะคำพิพากษาอธิบายได้ทุกอย่าง ไม่ต้องอธิบายซ้ำ เพราะหากอ่านคำพากษา เรื่องทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นเกิดเหตุ จนถึงการลงโทษ ผลกรรมที่ได้รับจะอยู่ในคำพิพากษาทั้งหมด 

"ข่าวศาลโดยเฉพาะข่าวคำพิพากษาของศาลจึงเป็นข่าวที่รวมเหตุการณ์ทั้งหมดในกระบวนการยุติธรรมไว้ทั้งหมดหมดที่ถือเป็นบทสรุปของคดี