รายงานพิเศษ
------------------
15กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งราชบัณฑิต รวมทั้งสิ้น 14 ราย
โดยหนึ่งในนั้นคือ ‘มานิจ สุขสมจิตร’ นักวิชาการและผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อสารมวลชน ได้รับแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง

“มานิจ”นับเป็นสื่อมวลชนไทยรายเเรกที่ได้รับเกียรติประวัติในการเข้ารับตำเเหน่งหน้าที่ดังกล่าว โอกาสนี้ “มานิจ”ให้เวลากับกองบรรณาธิการในการเปิดเผยประวัติเเละเเนวทางการทำงานรวมทั้งมุมมองในการประกอบวิชาชีพให้อนุชน
“พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เป็นราชบัณฑิตสาขาวิชานิเทศศาสตร์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ผมเป็นคนแรกและคนเดียวในวงการนสพ. ผมภาคภูมิใจมาก
เพราะกว่าจะได้เป็นราชบัณฑิต ต้องสมัครเป็นภาคีสมาชิกเมื่อมีตำแหน่งว่าง และต้องเข้ารับการอบรมพร้อมกับต้องคันคว้าสรรพวิชาไปบรรยายให้คนอื่นฟังหลายต่อหลายครั้ง
ราชบัณฑิตยสภาจึงตรวจสอบผลงานทางวิชาการ /การเขียนตำรา เมื่อเห็นสมควร ราชบัณฑิตยสภาจึงลงมติให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาหกปี“มานิจระบุ
“ราชบัณฑิตยสภาเป็นหน่วยงานของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ค้นคว้า บำรุง รักษาเผยแพร่สรรพวิชาต่างๆแยกเป็น3สำนักตามความถนัดของสมาชิกคือ 1.สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง 2.สำนักวิทยาศาสตร์3.สำนักศิลปกรรม”มานิจอธิบายความ
บุรุษจากหลังเขา
"ผมเกิดที่อ.เเม่สะเรียง จ.เเม่ฮ่องสอน คุณพ่อเป็นกำนัน คุณเเม่เป็นครูประชาบาล ผมจบม.5 (มัธยมศึกษาปีที่5) จากโรงเรียนบริพัตรศึกษาเเละได้ทุนเรียนดี (ปัจจุบันคือโรงเรียนเเม่สะเรียงบริพัตรศึกษา)ตอนจบตอนม.5เเละจะขึ้น ม.6นั้น ผมมาเรียนม.6ที่โรงเรียนวัดราชบพิธ กทม."มานิจย้อนปูมหลังชีวิตให้ฟัง
“ ผมพักอยู่วัดบวรนิเวศฯ เเต่ผมมาจากต่างจังหวัดช้า ตอนเเรกจะเรียนที่โรงเรียนวัดบวรฯ เเต่นักเรียนเต็ม หลวงพ่อจึงฝากไปวัดราชบพิธเเละเรียนที่นั่น โรงเรีบนวัดราชบพิธในตอนนั้น (ก่อนย้ายโรงเรียนมาตั้งใกล้กับกรมการรักษาดินเเดนในปัจจุบัน) พวกผมนั่งเรียนรอบๆโบสถ์ ผมนั่งรถรางเที่ยวละ 20 สตางค์จากวัดบวรฯไปเรียนที่วัดราชบพิธ

จากนั้นผมเข้าสอบที่โรงเรียนเตรียมอุดม พญาไท ชั้นม.7-ม.8 (สมัยนั้นเรียกว่า เตรียมอุดมศึกษาชั้นปีที่1เเละชั้นปีที่2) เเละมาเรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นนิติฯ01 (บุคคลสำคัญในรุ่นนี้คือ ชวน หลีกภัย ,สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี/มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตรองนายกฯเเละนักกฎหมายชั้นนำ )”มานิจ กล่าว
มานิจย้อนวันวานในช่วงเป็นเด็กหนุ่มจากหลังเขาเพื่อมาเรียนหนังสือในเมืองหลวง เส้นทางชีวิตเป็นอย่างไร คำตอบอยู่ถัดจากบรรทัดนี้
“สมัยนั้น ผมใช้เวลาห้าวันเดินทางจากอ.เเม่สะเรียงมายังอ.ฮอด จ.เชียงใหม่ มาขึ้นรถคอกหมู(รถโดยสารสองชั้น ชั้นบนให้ประชาชนนั่ง ชั้นล่างบรรทุกหมู/สัตว์เลี้ยง)ไปอ.เมืองเชียงใหม่เพื่อขึ้นรถไฟเข้ากทม.
นักเรียนม.6รุ่นเดียวกันที่โรงเรียนวัดราชบพิธสอบเข้าเตรียมอุดมได้สามคน เเต่มีผมที่มาจากบ้านอกแล้วสอบเข้าได้ เพื่อนๆถามว่า“เอ็งมีเส้นหรือ ? ”ผมตอบว่า ”จะมีได้อย่างไร ข้ามาจากบ้านนอก “ เเละตอนนั้นมีคนเเซวผมว่า “สอบได้ที่กทม.มีเงินมาเรียนด้วยหรือ มาจากต่างจังหวัดเเบบนี้? ”เเต่ตอนนั้นผมอ่านหนังสือเยอะ จึงสอบได้
หลังจบจากโรงเรียนเตรียมอุดมไปเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เเละเริ่มเป็นนักข่าว เมื่อพอมีรายได้บ้าง ครั้นจะอาศัยวัดต่อก็ดูกระไรอยู่ ผมจึงไปเช่าหอพัก“มานิจระบุ
ผู้สื่อข่าวในเครื่องเเบบนักศึกษา
“ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ปี2501 จบปี2505
ผมทำนสพ.ขายในมธ. ตอนนั้นนสพ.ในมธ.ออกทุกวันเเบบไม่ซ้ำหัวเลย นสพ.จะวิจารณ์สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในมธ.เเละสังคม
จากนั้นผมสมัครทำงานเป็นผู้สื่อข่าวตั้งเเต่เป็นนักศึกษาปี1-จบการศึกษา ประจำสายศาลยุติธรรม (มานิจทำงานที่เเรกคือ หนังสือพิมพ์กรุงเทพรายวัน เเห่งที่สองคือหนังสือพิมพ์หลักเมือง ต่อมาย้ายไปหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นเเห่งที่สาม (หลังจากเปลี่ยนชื่อจากนสพ.เสียงอ่างทองเป็นนสพ.ไทยรัฐ)
ตอนเป็นนักข่าว ได้เบี้ยเลี้ยงวันละหกบาท เงินเดือน 1200 บาท นับว่าสูง เพราะข้าราชการตอนนั้นเงินเดือน 900 บาท
หัวหน้ากองนสพ.ไทยรัฐคือ“ วิมล พลกุล” ส่งผมทำงานเป็นนักข่าวสายศาลยุติธรรม หน้าที่คือ ผมเขียนข่าวคดีต่างๆที่สำคัญส่งโรงพิมพ์ โดยตอนเช้าจะเเวะไปดูว่าวันนี้ศาลจะตัดสินคดีอะไรบ้าง เเละเข้าฟังการตัดสิน บางครัังตอนออกจากศาลกลับมาเรียน อาจารย์(ผู้พิพากษา)ที่สอนพวกผมเพิ่งลงบัลลังก์เพื่อข้ามสนามหลวงมาสอนหนังสือ
ผมก็เดินตามหลังเเละสอบถามอาจารย์ว่าคดีนั้นคดีนี้ทำไมตัดสินเเบบนั้น อาจารย์ก็อธิบายความ ผมก็นำคำพิพากษาเเละคำอธิบายของอาจารย์มาเทียบกับข้อกฎหมายที่เรียนอยู่ เพื่อสังเคราะห์เเล้วก็พิมพ์ข่าวส่งโรงพิมพ์ ทำงานเเบบทุกวันช่วงที่เรียน สูงสุดส่งไปห้าข่าว/วัน
ช่วงนั้นสนุก(ยิ้ม)ทำงานด้วย/เรียนด้วย เพราะได้เงินใช้ บางวันเบี้ยเลี้ยงจากโรงพิมพ์ไม่ออกก็หน้าเเห้ง กระเป๋าเเฟบ(ยิ้ม)พร้อมเพื่อนนักข่าว
ข่วงที่จบการศึกษา ผมสอบชิงทุนของมหาวิทยาลัยไปเรียนต่อที่ต่างประเทศได้(เงื่อนไขคือหากสำเร็จการศึกษาเเล้วต้องกลับมาใช้ทุน โดยมธ.จะบรรจุเป็นอาจารย์) เเต่ผมสละสิทธิ
อาจารย์อดุลย์ วิเชียรเจริญ ซึ่งเป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัยในตอนนั้นเรียกผมไปสอบถามว่า “สอบชิงทุนได้ สละสิทธิทำไม? ” ผมตอบไปว่า "ผมสอบวัดความรู้ที่ได้เรียนมาเเละผมมีเงินเดือนจากการเป็นผู้สื่อข่าวเเล้วครับ"

”ตอนนั้นผมรับเงินเดือนนักข่าว1200บาท เบี้ยเลี้ยงรายวันอีกต่างหาก มันเยอะกว่าเงินเดือน900บาทของข้าราชการนะในสมัยนั้น(ยิ้ม) ทำข่าวเรื่อยมา เเละอายุ 37 ปีรับหน้าที่นายกสมาคมนักข่าวเเห่งประเทศไทย เเละอื่นๆ“มานิจกล่าว
เส้นทางวิชาชีพ ปากกา/กระดาษ/กล้องถ่ายรูป
มานิจเล่าต่อว่า”ผมไปทำงานกับคุณกำพล วัชรพล(นสพ.ไทยรัฐ)เป็นเเห่งที่สามจนเกษียณ
เพื่อนผู้สื่อข่าวรุ่นเดียวกับผมในตอนนั้นมีหลายคนเช่น เเถมสิน รัตนพันธุ์ (คอลัมน์ลัดดาซุบซิบ)ระวิ โหลทอง (นสพ.สยามกีฬารายวัน) โรจน์ งามเเม้น(นสพ.ไทยโพสต์เเละคอลัมน์เปลว สีเงิน) เพื่อนๆพี่ๆนักข่าวรู้จักเเละสนิทกันตอนทำงานที่นสพ.หลักเมืองรายวัน
หลักการทำงานนั้น ผมเเจ้งกองบรรณาธิการว่า ยึดหลักจรรยาบรรณในวิชาชีพ เเละนักข่าวควรอ่านหนังสือให้เยอะๆหลากประเภทเพื่อเสริมความรู้รอบตัว เวลาทำงานจะได้มีองค์ความรู้ วิเคราะห์เเละสังเคราะห์ข่าวได้
การเสนอข่าวต้องรายงานข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เเละนักข่าวต้องเสนอมุมมองว่าทางออกของข่าวนั้นคืออะไรเพื่อให้ประชาชนช่วยกันคิดเเก้ไขไปด้วย“

นสพ.ไทยรัฐในตอนนั้นนับเป็นพี่ใหญ่วงการสื่อมวลชนเเละเเนวทางการทำงานนั้น มานิจเล่าว่า
“ข่าวเเละภาพของเราต้องเอ็กซ์คลูซีฟ คือข่าวนี้มีที่นี่ที่เดียว นสพ.ไทยรัฐลงทุนเพื่อเสนอข่าวเป็นอย่างมาก ทั้งอุปกรณ์ เเท่นพิมพ์ ระบบสื่อสาร งบประมาณการทำข่าว เช่น หากมีการเเข่งขันชกมวยระดับโลกที่ต่างจังหวัด ตอนนั้นระบบการโทรคมนาคม/สื่อสารไม่ทันสมัยเเบบวันนี้
ไทยรัฐลงทุนเช่าเหมาลำเครื่องบิน เที่ยวละสองเเสนบาทเพื่อส่งนักข่าว/ช่างภาพไปทำงาน เมื่อชกมวยเสร็จ นักข่าว/ช่างภาพรีบกลับมาขึ้นเครื่องบิน เพื่อเขียนข่าว/ล้างรูป/อัดรูป โดยทำงานบนเครื่องบินเลย
เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบินดอนเมือง เราส่งจักรยานยนต์ไปรับรูปเเละข่าวเพื่อมาขึ้นเเท่นตีพิมพ์/ปิดกรอบนสพ.เพื่อให้ทันจำหน่าย(สมัยนั้นนสพ.ไทยรัฐมี6กรอบ)ชนิดที่เรียกว่าข่าวเเละภาพเเบบนี้มีเพียงนสพ.ไทยรัฐเจ้าเดียว(ยิ้ม)
ต้นทุนการทำข่าวนับว่าสูงมาก เเต่เรามีเทคนิคประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น เเจ้งภาคเอกชนว่าไทยรัฐจะเสนอข่าวนี้ในวันนี้ สนใจจะเป็นสปอนเซอร์หรือไม่ หากตอบรับ เราก็จะฝังโลโก้ของเอกชนรายนั้นๆบนภาพข่าวที่ตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่ง เท่ากับว่าเราลดต้นทุนไปได้มาก เอกชนก็ได้รับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปในตัวกับภาพข่าวบนกรอบนั้นๆของนสพ.ไทยรัฐ
ข่าวเเละภาพคือความสำคัญของสื่อมวลชนที่ทุกคนควรยึดหลักว่าได้มาโดยสุจริต เที่ยงตรง เเละเกิดประโยชน์กับสาธารณะ ตัวอย่างหนึ่งตอนที่ผมต้องคุมปิดกรอบหน้าหนึ่ง นสพ.ไทยรัฐ กรอบสุดท้าย เวลาปิดต้นฉบับคือ 24.00น. ตอนนั้นในต่างจังหวัดเกิดอุบัติเหตุใหญ่ มีผู้บาดเจ็บเเละเสียชีวิตเยอะ นักข่าวทยอยส่งภาพเเละข่าวเป็นระยะเพื่อให้กองบรรณาธิการเรียบเรียง
ตอนใกล้เวลาปิดกรอบ นักข่าวเเจ้งว่าตอนนี้มีผู้เสียชีวิตเเล้ว9ราย อีก1รายสาหัสเเละน่าจะเสียชีวิตในเร็วๆนี้ จะให้เขียนข่าวว่า”เสียชีวิตรวมสิบราย“หรือไม่ ผมบอกไปว่า ”เขียนข่าวตามข้อเท็จจริง(เสียชีวิต9ราย)เพื่อปิดกรอบนี้ก่อนเเล้วค่อยรายงานความคืบหน้าของข่าวนี้ในกรอบต่อไป “
บทสรุป คือ นักข่าวต้องยึดข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นัันๆเป็นหลักในการเสนอข่าว หากข่าวนั้นมีความคืบหน้าเเล้วค่อยเสนอในลำดับต่อไป จะอนุมานเอาเองไม่ได้”
ปลดโซ่ตรวนกฎหมายล็อกคอสื่อ
สมัยก่อนนั้น กฎหมายปิดปากสื่อ/คำสั่งปิดนสพ.นับว่ารุนเเรงมาก หากวิจารณ์รัฐบาล(รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ - จอมพลถนอม กิตติขจร - ธานินทร์ กรัยวิเชียร) มีผ่อนปรนบ้างในยุครัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ - มรว.เสนีย์ ปราโมช - มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
เเละช่วงรัฐบาลหอย(ธานินทร์ กรัยวิเชียร) สร.1บอกสังคมหลังผ่านเหตุการณ์14ตุลาคม2516เเละ6ตุลาคม2519ว่า รัฐบาลจะใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ12ปีในการเดินสู่ถนนประชาธิปไตย จนสื่อมวลชนยุคนั้นวิจารณ์กันหนัก
เครื่องพันธการสื่อไม่ให้มีเสรีภาพนั้นมีสองชนิดคือ1. “ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่17(ออกโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์คือประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 17 ลงวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 17 พ.ศ. 2517)
2.คำสั่ง ปร.42 (ออกโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน) โดย“จอวส์ใหญ่(ฉายาของพลเอกเริอเอกสงัด)”คือเเบ็กอัพตั้งรัฐบาลหอย ทำให้รัฐบาลหอยมีเครื่องมือคุมสื่อคือคำสั่งฉบับนี้(ต่อมาจอวส์ใหญ่ก็ล้มรัฐบาลหอย เพราะกระเเสสังคมไม่ยอมรับ โดยส่งพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขึ้นเเท่นสร.1เเทน)
มานิจเล่าว่า

“ยุครัฐบาลหอยนั้น มท.1(สมัคร สุนทรเวช รมว.มหาดไทย) สั่งปิดนสพ.หลายฉบับ โดยอาศัยปร.42 เพราะมท.1คุมความมั่นคงในประเทศ ด้วยการเอาโซ่ล่ามเเท่นพิมพ์ เเละออกคำสั่งปิดนสพ. โดยอ้างว่านสพ.ทำผิดกฎหมาย เป็นภัยความมั่นคงเพราะวิจารณ์รัฐบาล คือใช้คำว่า”นสพ.ทำให้รัฐบาลเกิดความเสื่อมเสีย/เสียความนิยมในสายตาประชาชน“เพียงเท่านี้ก็ปิดนสพ.ได้เลย
หากโดนคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยสั่งปิดก็พิมพ์นสพ.ไม่ได้ นสพ.จะจดทะเบียนหัวใหม่ก็ไม่ได้ เพราะกฎหมายล็อกไว้ เจ้าของนสพ.ต้องซื้อหัวนสพ.จากต่างจังหวัดมาใช้
นสพ.เสียงอ่างทอง(นสพ.ไทยรัฐในวันนี้)นั้น คุณกำพลซื้อหัวนสพ.มาจากจ.อ่างทอง ราคาสองเเสนบาทนะ ยุคนั้นนับว่าเเพงมาก“
หลังภาวะบ้านเมือง/เหตุวุ่นวายของประเทศเพื่อนบ้านเริ่มคลี่คลายจากหลายปัจจัย เช่น สงครามเวียดนามเเละสงครามในเขมร/คำสั่งสำนักนายกฯที่66/2523 /วิกฤตน้ำมันเเพง /การเดินผ่านยุค“ประชาธิปไตยครึ่งใบ”ของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เข้าสู่ยุค“เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า”ของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณนั้น
คราวนั้นพบว่า สื่อมวลชนเริ่มมีอิสระ กฎหมาย/คำสั่งคณะปฏิวัติถูกยกเลิกหลายฉบับ เเต่มีหนึ่งคำสั่งที่ยังล่ามอิสระของสื่อมวลชนไว้คือ “ปร.42”

นักข่าวในยุคนั้น เรียกร้องรัฐบาลพรรคชาติไทยให้ปลดล็อกปร.42 โดยมีการเเถลงข่าวที่นำโดย“สุทธิชัย หยุ่น จากเครือเนชั่น /มานิจเเละไพฑูรย์ สุนทร อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ” เเถลงข่าวเเสดงจุดยืน เเละขอเข้าพบพลเอกชาติชายซึ่งเป็นนายกฯในตอนนั้น เพื่ออธิบายความจำเป็นในการปลดล็อกครั้งนั้น

มานิจย้อนเวลาให้ฟังว่า”น้าชาติ(พลเอกชาติชาย) ในตอนนั้นรับฟังข้อเรียกร้องของตัวเเทนสื่อ เเละน้าชาติเขียนหนังสือเเจ้งไปกระทรวงมหาดไทยให้ยกเลิก ปร.42 ผมถ่ายภาพหนังสือฉบับนั้นเอาไว้เเละทำสำเนาพกติดตัวไว้ด้วย เพราะมท.1(บรรหาร ศิลปอาชา) ในช่วงนั้นไม่เห็นด้วย เเม้เเต่บวรศักดิ์ อุวรรโณ ในตอนนั้นเป็นที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกของน้าชาติก็ค้านนะ ต่อมาผมก็คุยกับบวรศักดิ์รวมทั้งช่วงเป็นกรรมาการร่างรธน.2550 ก็เข้าใจตรงกัน(ยิ้ม)“
“ต่อมาน้าชาติไปเป็นประธานเปิดโรงเรียนไทยรัฐวิทยาในต่างจังหวัด มท.1ก็ไปด้วย ผมไปกระซิบถามน้าชาติว่า “ได้เเจ้งมท.1เเล้วหรือไม่ ”น้าชาติบอกว่า”เเจ้งไปเเล้ว“ ผมจึงขออนุญาตน้าชาตินำสำเนาหนังสือฉบับนัันไปมอบให้มท.1 ในงานนั้นเลย มท.1เห็นหนังสือเเล้วมองหน้าน้าชาติในทำนองสอบถามว่า “เอาเเบบนี้หรือ? ”น้าชาติพยักหน้า จากนั้นคำสั่งยกเลิกปร.42ก็ประกาศใช้(ยิ้ม)”
"วันนั้นพวกผมต่อสู้เพื่อสิทธิของสื่อมวลชน ดังนั้นขอให้นักข่าวทุกคนทำงานบนหลักการว่า เสรีภาพต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ คือเคารพกฎหมายเเละจริยธรรมในวิชาชีพ" มานิจสรุป
เเพลตฟอร์มออนไลน์“โลกใหม่ของสื่อมวลชนวันนี้”กับเสรีภาพเสมือนไร้กำเเพง
มานิจมองการเปลี่ยนเเปลงของสนามข่าวในวันนี้กับวันวานว่า
”ยุคนี้ระบบสื่อสารดีกว่ายุคของผมเยอะ ผู้สื่อข่าวสามารถใช้โทรศัพท์มือถือ/คอมพิวเตอร์/เเทบเล็ตใช้รายงานสด(live)จากพื้นที่ได้ทันทึ ค้นข้อมูลจากระบบออนไลน์ได้ทันทีเช่นกัน
ตอนนี้สื่อหลายสำนักเเข่งขันกันที่ความเร็วในการเสนอข่าวเพื่อดึงยอดผู้ชมเเละเรตติ้งในเเพลตฟอร์มออนไลน์
ขอเเนะนำว่า ข่าวที่ดีนั้นคือ ข่าวที่รายงานได้รวดเร็ว ครบถ้วน ถูกต้อง เเต่สภาพการเเข่งขันของสื่อมวลชนวันนี้(เเพลตฟอร์มออนไลน์เเละรายงานสด)พบว่าเเข่งขันกันที่ความเร็ว จนขาดความลุ่มลึก
สมมติว่า หากเรารายงานสด/เสนอข่าวออกไปเเล้วมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น สังคมจะจดจำว่า นักข่าวคนนี้เเละสื่อสังกัดนี้รายงานผิด/คลาดเคลื่อน จนเสียเครดิตไปฟรีๆ เพราะสังคมจดจำ
ฉะนั้นหากเรารายงานข่าวช้ากว่าเพื่อนสักนิด เเต่เรารายงานถูกต้อง ครบถ้วน เเนะนำว่า ควรยึดหลักการนี้ดีกว่า เพราะสังคมจะเชื่อมั่นว่า เรายึดหลักการทำงานตามเเนวทางวิชาชีพที่ถูกต้อง

สมัยผมนะ (ยิ้ม) ห้องทำงานของนักข่าวภาคสนาม จะประจำกันที่กรมประชาสัมพันธ์ ถนนราชดำเนิน(ตรงข้ามโรงเเรมรัตนโกสินทร์ ) หน่วยราชการจะมีเอกสารข่าวมาวางในตะกร้า ใครสนใจก็หยิบไปอ่านเเละเเจ้งโรงพิมพ์ บางคนไปทำข่าวข้างนอกเสร็จเเล้วจะเเวะมาพิมพ์ข่าวที่นี่
เพื่อนนักข่าว2-3คนไม่ค่อยออกไปทำข่าวข้างนอก คราวหนึ่งพวกผมเเกล้งเพื่อนกลุ่มนี้ (ศัพท์ในวงการนักข่าวคือวางยา) โดยพิมพ์ข่าวว่า “มีรายงานจาก...ว่า เมื่อวันที่... เวลา... เรือหลวงของกองทัพเรือไทยสองลำ ชื่อ... มีลูกเรือจำนวน.... กัปตันเรือชื่อ....ถูกเรือไม่ทราบฝ่ายยิงจนเสียหายเเละอับปางที่...”เเล้วไปวางไว้ในตะกร้าข่าว เพื่อนเหล่านั้นเห็นข่าวนี้ก็ส่งโรงพิมพ์ ”
“วันรุ่งขึ้นทร.เเถลงว่าไม่มีเหตุตามที่บางสื่อเสนอข่าวนี้เกิดขึ้น....(ยิ้ม) นิทานเริ่องนี้สอนให้รู้ว่า...(ยิ้ม)”มานิจเล่าประสบการณ์จริงให้นักข่าววันนี้ไว้เป็นหลักคิด
ส่วนการสร้างคนข่าวรุ่นใหม่นั้น มานิจมีมุมมองว่า“ขอฝากสถาบันการศึกษาที่สอนวิชาสื่อมวลชนว่าควรให้นักศึกษาติดตามข่าวสาร/อ่านหนังสือเยอะๆหลากประเภทจะได้มีองค์ความรู้รอบด้าน
เเละฝากนักข่าวยุคนี้ด้วยว่า ต้องอ่านหนังสือ/อ่านข่าวเยอะๆ ความรู้เรียนได้ทุกวันเเละมันจะติดตัวเรา
เวลารายงานข่าวนั้น นักข่าวควรทำการบ้านให้มากๆ คืออ่านข่าวจากทุกเเหล่งข้อมูลเเล้ววิเคราะห์/สังเคราะห์ก่อนปฏิบัติหน้าทึ่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการเสนอข่าวนั้นๆ ด้วย
หากสื่อมวลชนรายงานแต่ปัญหา / เหตุการณ์ข่าวนั้นๆ โดยไม่เสนอต้นสายปลายเหตุ / ทางออกของข่าวให้ประชาชน / ผู้ชม / ผู้อ่านพิจารณาไปด้วยนั้น ผมมองว่าขาดตกบกพร่องไประดับหนึ่งในการทำหน้าที่สื่อมวลชน“มานิจกล่าว
เส้นทางชีวิต-วิชาชีพ-วิชาการ
ชีวิต
มานิจ สุขสมจิตร ชาวอ.เเม่สะเรียง จ.เเม่ฮ่องสอน
สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับประกาศนียบัตรวิชาการหนังสือพิมพ์ชั้นสูงจากสหราชอาณาจักร
* ปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2506)
* ประกาศนียบัตรวิชาการหนังสือพิมพ์ชั้นสูง ร.ร.วิชาการหนังสือพิมพ์ เมืองคาร์ดีฟ สหราชอาณาจักร รุ่น J22 (พ.ศ. 2513)
วิชาชีพ
มานิจเข้าสู่วงการสื่อสารมวลชน ในฐานะผู้สื่อข่าวและอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายและจริยธรรมสื่อให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง
นามปากกาที่ใช้ในการเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์
1.”เสมา วิจิตรรัตนา“ ใช้เวลาเขียนบทความทางการศึกษาหรือทางการเมือง
2.”สีสด“ ใช้ตอบปัญหาสารพันแทนผู้ใช้นามปากกา" สีเสียด "
3.“นายเมือง เพื่อนนายเถื่อน” ใช้เวลาเขียนเรื่องสัพเพเหระ
4." พงศ์อมร ทนายชาวบ้าน"เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับกฏหมาย
มานิจ ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย /ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน /ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ /ประธานมูลนิธิพัฒนาการสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย /บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
วิชาการ
ราชบัณฑิต
ภาคีสมาชิก แต่งตั้งเมื่อวันที่ 2ธันวาคม 2563 สาขาวิชานิเทศศาสตร์ ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง
ราชบัณทิต มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเเต่งตั้ง เมิ่อวันที่ 15กันยายน 2568 ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง
ภาคกฎหมายเเละการเมือง
สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
