AI เปลี่ยนโลกสื่อได้ แต่ “จริยธรรม-จิตสำนึก” ยังเป็นหัวใจสำคัญ 

รายงานพิเศษ

โดย - จุลสารราชดำเนิน 

--- 

ในยุคที่เอไอเข้ามาเปลี่ยนทุกมิติของการสื่อสาร บทบาทของสื่อมวลชนจึงมิได้อยู่เพียงการรายงานข้อเท็จจริง แต่ต้องรับผิดชอบต่อ “จริยธรรม-จรรยาบรรณ” ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีด้วย   คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ "ข้ามรุ่นข้ามยุคข้ามพายุจริยธรรมสื่อในยุคที่ เอไอ ครองโลก" โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลายช่วงวัยของคนสื่อยุคปัจจุบัน ทั้งนักข่าว นักเขียน ผู้สร้างเนื้อหา ผู้บริหารสื่อ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับการใช้เอไอ ในวิชาชีพสื่อ

เอไอเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ชี้นำ

พิชิต สุขไผ่ตา ประธานกรรมการบริหารเพจอีจัน กล่าวว่า อีจันเป็นสื่อมวลชนที่เน้นเนื้อหาที่เป็นมวลชน เช่น เรื่องบันเทิง เรื่องเกษตรกร ซึ่งผู้ติดตามในแต่ละช่องทางมีลักษณะเฉพาะ เราก็มีรูปแบบในการนำเสนอที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดที่เราทำอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม และอยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่ว่า เอไอเป็นภัยหรือเป็นโอกาสนั้นมองได้ครึ่งครึ่ง เช่น ถ้ามีสิ่งร้าย ๆ เอไอเป็นเครื่องมือชั้นดีที่จะทำให้สิ่งร้ายนั้นง่ายดายมากขึ้น  แต่รวมๆ เอไอจะมาช่วยให้พวกเราทำงานได้เร็ว สร้างสรรค์งานมากขึ้นเช่นกัน เชื่อว่าสำนักข่าวแต่ละแห่งในปัจจุบันแทบจะไม่มีใครทำงานโดยไม่ใช้ เอไอ

ในเรื่องการปรับตัว เพจอีจันเติบโตมา 10 ปี ปรับตัวตั้งแต่ยุคอะนาล็อกมาเป็นดิจิทัล ตั้งแต่การใช้กล้องขนาดใหญ่จนถึงใช้โทรศัพท์มือถือทำทุกอย่าง ส่วนตัวเปิดรับฟังน้อง ๆ ในทีมว่าใช้เทคโนโลยีอะไรในการทำงาน โดยเฉพาะวิธีคิดของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อเราเริ่มละลายตัวเองไปหาเขาได้ สิ่งที่คนอายุ 60 ปี ทำได้คือการตั้งสมมติฐาน เราพบว่าเด็กรุ่นใหม่มีทัศนคติและการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนรุ่นเราโดยสิ้นเชิง เมื่อเราเข้าใจจะช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยและช่องว่างในการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้ เอไอเรายอมรับว่าเทคโนโลยีปัจจุบันช่วยเขาทำงานได้เร็วขึ้น เราจึงเริ่มให้โจทย์ที่เหนือขึ้นไปเรื่อย 

จริยธรรมในการใช้เอไอ เป็นเรื่องที่ถูกถามบ่อยมาก สมัยก่อนตนเป็นนักข่าวช่อง 5 และอยู่ในกรอบจริยธรรม ถูกอบรมมาว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้ และถ้าจะข้ามเส้นเมื่อไหร่ต้องปรึกษาบรรณาธิการก่อน มาในยุคปัจจุบันเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องที่เข้มข้นที่สุด เพจอีจันมีระบบตรวจสอบด้วยตัวเองก่อน นักข่าวที่มาทำงานจะถูกสอนว่าหลักการในการทำงานเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญต้องรู้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องจริยธรรมที่ห้ามก้าวล่วงผู้อื่น นอกจากนี้เราจะตรวจสอบถ้อยคำก่อนจะเผยแพร่ขึ้นเพจทุกชิ้น

พิชิต กล่าวว่า ที่เป็นข้อสังเกตคือ ในแต่ละยุคมองเรื่องจริยธรรมแตกต่างกัน ของผมเป็นคนรุ่นใหญ่จะถูกมองว่า มองเรื่องจริยธรรมมากเกินไปจนกลายเป็นคนขี้กลัว ขณะที่คนรุ่นรองลงไปมองว่า ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรขนาดนั้น เพราะเขาเห็นว่า มันไม่ล้ำเส้นเหมือนคนรุ่นก่อนมอง ดังนั้น คนที่สำคัญคือบรรณาธิการรายวัน ต้องมีวุฒิภาวะ มีจริยธรรม  ทั้งนี้ ก็มีการยกกรณีสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาบ้าง ซึ่งก็เชื่อว่าทุกคนก็ถูกมองว่าล้ำเส้นเรื่องจริยธรรมที่เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเทียบกับบางสื่อที่ไม่ใช่ค่ายใหญ่ เขาอาจจงใจให้เกิดปัญหานี้ เพื่อให้เกิดกระแสหรือสร้างยอดการมีส่วนร่วม

สื่อใหญ่ผมไม่กลัวในเรื่องจริยธรรม เพราะมีระบบป้องกันตัวเองอยู่แล้ว  แต่ผมกลัวสื่อที่เป็นสื่อบุคคล ที่เขาต้องการจุดประกายเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม  หลักการของเราคือหากเราทำผิดพลาดก็จะรีบขอโทษต่อกรณีนั้นและต่อสังคมให้เร็วที่สุดและจริงใจที่สุด ทั้งผ่านสื่อสังคมและเดินทางไปพบเพื่อกล่าวขอโทษด้วยตัวเอง อันนี้คือสิ่งที่เพจอีจันปฏิบัติ” 

พายุ3ลูกเอไอ ท้าทายฝีมือมนุษย์

ชัชวาล พุธเมือง ผู้กำกับ K SHORTS บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด ในวัย Gen Y กล่าวว่า ในฐานะคนทำชุดเนื้อหา เหตุที่ต้องกระโดดเข้าไปร่วมวงในการใช้เอไอ เพราะปัจจัยจากพายุ 3 ลูก หรือเรียกว่า พายุสมบูรณ์แบบ

พายุลูกที่ 1 คนดูย้ายไปออนไลน์ โดยหันไปดูการถ่ายทอดสด อย่าง เน็ตฟลิกซ์ ดูเนื้อหาสั้น ๆ ใน เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ที่มี เอไอ ช่วยเสิร์ฟ ขณะที่ลูกค้าได้ย้ายตัวเองเข้าไปสู่ออนไลน์ด้วย ทำให้เม็ดเงินโฆษณาที่เคยเป็นรายได้หลักน้อยลง

พายุลูกที่ 2 เอไอ คือคู่แข่งที่มาในรูปแบบของเครื่องมือ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหม่ อย่างเช่น เครื่องมือสร้างภาพ เครื่องมือสร้างบทสนทนา เครื่องมือสร้างวิดีโอ หรือเขียนบทเอไอ ยังทำงานได้ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ต้นทุนการผลิตถูกกว่าการจ้างคน 

พายุลูกที่ 3 บางอย่างมนุษย์เราสู้เอไอ ไม่ได้เอไอ สามารถเลียนแบบหรือสร้างใหม่ใกล้เคียงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คุณค่าฝีมือมนุษย์ถูกท้าทาย ตำแหน่งงานเช่น นักพากย์ หรือผู้ช่วยต่าง ๆ ถูกเอไอ หายใจรดต้นคอ

เขา กล่าวว่า  ที่ใช้เอไอ ปัจจุบัน  คือ การผลิต คือให้เป็นผู้ช่วย เป็นเลขา แนะนำไอเดีย ถอดบท เขียนบท แก้ไขภาพต่อเสียง แยกไลน์เสียง ทั้งหมดเราต้องกระโดดไปเล่นกับมัน ให้เป็นที่ปรึกษาเรา แต่อย่าให้มันเป็นหัวหน้าเรา และถ้าเป็นผู้กำกับ จะช่วยเรื่องระยะเวลาได้มากถ้าเราใช้มันเป็น

สำหรับประเด็นเรื่องจริยธรรมกับการใช้เอไอนั้น สิ่งที่กังวลคือการใช้ เอไอ มาสร้างภาพและทำให้เกิด ข่าวปลอม จนประชาชนหลงเชื่อการลวง ละเมิดลิขสิทธิ์การไปดึงเนื้อหาจากข่าวสำนักอื่นมาแล้วเอามาดัดแปลงโดย เอไอ โดยที่เราไม่รู้ ซึ่งทั้งหมดต้องตรวจสอบให้เข้มข้น

“ตอนนี้ เอไอ กำลังหายใจรดต้นคอเราอยู่  เอไอช่วยเราทำงานได้ไวขึ้นและตอบโจทย์ลูกค้าได้เร็วขึ้น มันเป็นจุดดีที่เราต้องใช้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า เอไอทำให้เกิดผลกระทบต่ออาชีพผู้ช่วย เพราะเอไอเหมือนเป็นที่ปรึกษาที่เราสามารถโยนไอเดียให้ช่วยคิด หยิบจับคำสำคัญต่าง ๆ มาต่อยอดงานได้ทันที อีกเรื่องที่น่ากังวลคือการลงเสียงพากย์ แต่เดิมเราเคยจ้างนักพากย์มาช่วย ปัจจุบันเอไอ พัฒนาเสียงพากย์ได้ดีมากขึ้น มีอารมณ์และสามารถเลือกเสียงต่าง ๆ ได้ ตรงนี้น่ากลัวมากที่ เอไอ เข้ามาถ้าเรายังไม่เพิ่มทักษะหรือปรับทักษะตัวเอง”

เอไอช่วยค้น แต่คนข่าวต้องตรวจสอบ

สรวิชญ์ บุญจันทร์คคง ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ ในฐานะ Gen Z กล่าวว่า  พนักงานที่ต้องปฏิบัติงานอย่างตน ใช้ เอไอ มาเป็นตัวช่วยในการหาข้อมูลความรู้ด้านข่าว เช่น การค้นคว้าสถิติต่าง ๆ ประกอบข้อมูลข่าว แต่สุดท้ายเราก็ต้องมาเช็คข้อมูลที่ได้จาก เอไออีกครั้งว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะบางครั้งเอไอ ก็ไม่ได้ถูกเสมอไป หรือ ในการหาข่าวสัมภาษณ์นักการเมือง กรณีที่เราอยากจะหาประเด็นต่อ บางครั้งเราคิดไม่ออกก็ให้เอไอ ช่วยเสนอไอเดียและมาขยายต่อ แต่สุดท้ายเราต้องมาดูเอง  ทั้งนี้ อาชีพงานข่าวออกไปหาข่าวข้างนอก ไม่ได้มาใช้เอไอ  มากเท่ากับคนในกองบรรณาธิการ ซึ่งการที่เราอยู่ในกองบรรณาธิการข่าว ทำให้เรามีคัมภีร์ปฏิบัติ ว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้  หลักๆคือ เราต้องทำต้นทางให้ถูกต้องที่สุด ไม่ให้กองบรรณาธิการมาลำบาก

สมองมนุษย์ต้องเหนือกว่า 

คำรณ หว่างหวังศรี ผู้ดำเนินรายการข่าวดี๊ดีกับพี่คำรณ กล่าวว่า ตนเองเป็นรุ่น Gen X รุ่นเก่า ไม่ค่อยได้พึ่งพาอะไรนอกจากตัวเอง มีสมองกับความคิด เริ่มวิชาชีพนักข่าวโดยสอบติดคณะการสื่อสารมวลชน เชียงใหม่ จากนั้นก็มาเป็นนักข่าว  แต่ก่อนตอนลงพื้นที่ในฐานะนักข่าว ชาวบ้านมองเราที่มากับรถข่าว แต่พอถึงวันนี้ชาวบ้านไม่มองแล้ว เพราะเขามีตัวช่วยคือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันในการร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ ต่อหน่วยงานภาครัฐ วันนี้สื่อทุกประเภทถูกลดบทบาทลงอย่างน่ากังวล เพราะประชาชนทุกคนเป็นสื่อได้หมด คำถามคือ เราจะอยู่ในพื้นที่สื่อนี้อย่างไร ให้พวกเขาพอจะจำหน้าเราได้ ข่าวทุกวันนี้เสนอว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เหมือนกันหมด แต่เราต้องเสนอความแตกต่างให้มากกว่านี้ เช่น ให้ประชานจดจำอัตลักษณ์ของตัวเราให้ได้

คำรณ กล่าวว่า แม้คนรุ่น Gen X อย่างตนห่างจากเทคโนโลยี แต่จำเป็นต้องเรียนรู้อย่างเช่น เมื่อมีการรับงาน เช่น การฝากให้เพื่อนช่วยสั่งให้ เอไอ เขียนงานบางชิ้น แต่สมองและความคิดเราต้องมากกว่า เอไอเพราะเราอยู่ในโลกใบนี้ เมื่อมีสิ่งใหม่มาเราต้องเรียนรู้ ในอนาคต เอไอ อาจจะล่มสลาย ยุคต่อไปก็อาจน่ากลัวอีก เช่น ยุคโทรจิต แค่คิดมันก็ทำแล้ว

ความถูกต้องและจริยธรรมต้องคู่ความเร็ว

พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์ บรรณาธิการ Brand Inside ในฐานะคน Gen Y เล่าถึงการปรับตัวของการเป็นสื่อว่า รุ่น Gen Y เป็นสะพานเชื่อมระหว่างยุคเดิมกับยุคใหม่ เราเป็นยุคที่เกิดมาในช่วงอะนาล็อก ดิจิทัล จนถึงวันนี้เข้าสู่ยุค เอไอ ต่างจาก Gen X ที่อยู่ในยุคอะนาล็อกมากกว่า เราเป็นยุคที่มีทักษะพิเศษในการปรับตัว เชื่อม 2 ยุค และเชื่อมคนทั้งสองช่วงวัยให้เข้าใจซึ่งกันและกัน ปัจจุบันเราอยู่ในยุคเพิ่มทักษะ ปรับทักษะ ถ้าไม่เข้ามาเราจะไม่ต้องเรียนรู้ ใช้ให้มันมีประสิทธิภาพ

คำถามที่ว่าระหว่างความเร็วกับความถูกต้อง ในฐานะสื่อมวลชนควรจะเลือกอะไรนั้น เห็นว่าเราเลือกไม่ได้ เพราะทั้งสองอย่างถือว่าสำคัญ ซึ่งเราต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้อง แต่ไม่ละทิ้งความเร็ว เช่น เรื่องไหนที่เสี่ยงมาก เราจำเป็นต้องเน้นความถูกต้องไว้ก่อน ในแง่ธุรกิจ เราต้องการการมีส่วนร่วม การนำเสนอข้อมูลด้วยความเร็วเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องถูกต้องเพื่อให้เกิดความยั่งยืน 

พรหมเมศร์ กล่าวว่า  ไม่ว่าจะอยู่ในรุ่นไหนเราต้องใช้เอไอ  มิฉะนั้น  เอไอมาแทนที่เราแน่นอน วันนี้ มันเป็นคำตอบแล้ว ไม่ต้องมาถามว่ามาแทนไหม เอไอมาแทนแน่นอน  อยู่ที่ว่าเราจะอยู่กับมันอย่างไร แต่ เอไอไม่ได้ถูกต้องเสมอ เพราะเรียนรู้มาจากข้อมูลของเรา เอไอก็ไม่ได้เป็นกลาง คำถามที่สำคัญ คือ ถ้า เอไอทำผิด ใครต้องรับผิดชอบ เช่น กรณีรถยนต์ขับเองแล้วได้เกิดอุบัติเหตุใครจะต้องรับผิด สังคมทุกวันนี้จริยธรรมและกฎหมายมันตาม เอไอไม่ทัน มันไปไกลมากแล้ว สังคมต้องช่วยกันมอง เราทุกรุ่นก็ต้องอยู่ร่วมกับ เอไอได้อย่างยั่งยืน

อินฟลูที่ดีต้องซื่อสัตย์กับคนดู

ธนัท จันไตรรัตน์ หรือ “อาร์ม”  อินฟลูเอนเซอร์ กล่าวถึงวิธีการบริหารข้อมูลข่าวสาร  ที่ต้องเลือกระหว่างความเร็วที่เน้นกระแส กับความถูกต้องว่า ส่วนตัวเป็นห่วงเรื่องภาพลักษณ์ เพราะเราไม่ได้เป็นคนที่อยากดังเพียงคลิปเดียว ดังนั้น จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลในการนำเสนอ แต่ถ้าข้อมูลไหนไม่แน่นอนก็จะบอกคนที่ติดตามว่าเรื่องนี้ยังไม่แน่นอนต้องรออัปเดตอีกครั้ง ในฐานะเป็นผู้ให้ข้อมูล ไม่ใช่เป็นสำนักข่าวที่มีคนเล่าอะไรให้ฟังตลอด เราเหมือนเป็นเพื่อนของคนดู จะเป็นเพื่อนที่ไม่โกหกคุณ ถ้าเราไม่ชัวร์ก็บอกว่าไม่ชัวร์ ยังในช่องของตน ถ้าเราไม่รู้จริงเราจะไม่พูด เราต้องค้นคว้ามาเยอะถึงมาตอบ ไม่ใช่แค่ถาม เอไอ อย่างเดียว

ธนัท กล่าวว่า ในยุค เอไอเราปรับตัวค่อนข้างเยอะ ตอนแรกที่เอไอ เข้ามาตนไม่ยอมรับ เพราะไม่เชื่อว่าเอไอ จะมาเก่งกว่า   แต่ 2 ปีที่ทำเนื้อหาผ่านช่อง ปีแรกไม่ได้ใช้เอไอเลย แต่ปัจจุบันต้องยอมใช้เอไอ โดยช่องของตน 50% ใช้ข้อมูลจาก เอไอมาช่วย เช่น การทำบท การสรุปข้อมูล แต่ถ้าให้เทียบชอบการทำงานของช่องในปีแรกมากกว่า เพราะแม้เอไอ จะมีข้อดี คือช่วยทำงานในปริมาณที่เยอะได้ แต่ เอไอไม่มีเสน่ห์ ซึ่งถ้าผู้สร้างเนื้อหาใช้แต่ เอไออย่างเดียวก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน สรุป เอไอเข้ามาเป็นผู้ช่วยแต่ไม่ได้มาเป็นหัวหน้าเรา และเราไม่ควรไปพึ่ง เอไอ 100%

เมื่อถามถึงปัจจุบันที่มีผู้สร้างเนื้อหาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก  สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ถ้าคนที่อยากเป็นผู้สร้างเนื้อหาจริง ๆ การทำเนื้อหาอย่าทำแค่วันเดียวหรือคลิปเดียว ต้องอยู่อย่างมั่นคงยั่งยืน เราจำเป็นต้องทำข้อมูลอย่างถูกต้อง เพราะคนดูไม่อยากตามคนที่โกหกหรือไม่คิดก่อนพูด  สุดท้ายแล้วสังคมก็จะคัดผู้สร้างเนื้อหาเหล่านั้นออกไปเอง

“การที่มีคลิปดัง 1-2 คลิป จากสิ่งที่มันผิด ๆ ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปได้ อาจจะมีความภูมิใจแค่ 10วินาที แต่ถ้าเราอยากทำเนื้อหาจริง ๆ เราก็ต้องเป็นผู้สร้างเนื้อหาที่ดี”

คนไทยเชื่อ เอไอ มากไป เร่งสร้างภูมิคุ้มกัน

ระวี ตะวันธรงค์ กรรมการจริยธรรมสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า มีกรณีหนึ่งที่มาจากการใช้ เอไอซึ่งน่ากลัวมาก ในเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา  มีการแชร์ภาพเป็นหมื่นครั้ง เป็นภาพหน่วยทหารหน้าจอคอมพิวเตอร์และมีธงชาติไทยขึ้นและมีภาพทหารหลาย ๆ ชาติเหมือนทั่วโลกเชียร์ไทย คนที่แชร์เป็นผู้ใหญ่เป็นที่เคารพในสังคมมาก มีคนท้วงติงในช่องแสดงความคิดเห็นเยอะว่าเป็น เอไอ สร้างขึ้น เขาตอบว่า "ผมไม่สนว่า เอไอ หรือไม่ แล้วจะไม่ลบ แต่เพราะผมรักชาติอยากแชร์เรื่องนี้"    เรื่องนี้สะท้อนว่า เทคโนโลยีไม่ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นมนุษย์ แต่ถ้าเราเป็นมนุษย์ที่ดีอยู่ร่วมกับสังคมได้ นั่นคือคำว่าจรรยาบรรณ และ จริยธรรม

ที่น่ากังวลอีกเรื่อง จากบทวิจัยของสถาบันรอยเตอร์ฯ ที่ทำงานกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด วิจัยใน 148ประเทศ พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้และเชื่อเอไอ สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากอินเดีย เราแซงอังกฤษกับอเมริกาเพราะเขามีภูมิคุ้มกัน แต่เราเชื่อโดยสนิทใจ ต่อให้ เอไอส่งข้อมูลมาอย่างไร เราก็จะส่งต่อ เรื่องนี้จึงสะท้อนไปถึงหน่วยงานรัฐ และสถาบันการศึกษาของเราที่ขาดการรณรงค์เรื่องรู้เท่าทัน  ขณะที่ใน สิงคโปร์มีองค์กรหนึ่งรณรงค์ให้ความรู้เรื่องนี้โดยตรง เพื่อให้รู้ว่าควรส่งต่อข้อมูลนั้นหรือเชื่อมันหรือไม่ และยังอยู่ในบทเรียนของอนุบาลสิงคโปร์   

กรรมการจริยธรรมสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า  ข้อมูลนี้สะท้อนว่าต่อให้เราทำเอไอ ปลอมข้อมูล เราก็พร้อมเชื่อ ดังนั้นคนที่ส่งสาร ถ้าไม่ตระหนักเรื่องข่าวปลอมก็ควรคิดว่า ถเาเป็นการส่งต่อให้ครอบครัวเรา จะรู้สึกอย่างไร  เพราะมนุษย์จะรักและห่วงใยครอบครัวก่อน ในส่วนมุมผู้บริโภค อย่าเพิ่งรีบเชื่อในสิ่งที่มีคนแชร์ ขอให้ตั้งข้อสงสัยไว้ทุกเรื่อง และเอาเรื่องนั้นไปค้นใน กูเกิล ก็จะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และมีแหล่งที่มาอ้างอิงที่เชื่อถือได้

ต้องสร้างสังคมวิพากษ์ตั้งแต่เด็ก

ผศ. ศุภฤกษ์ โพธิไพรัตนา คณบดีคณะการสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวสรุปว่า ถ้ามองในระดับการบริหารงาน รุ่น Gen X จะมีวิธีคิดนำ เอไอ มาใช้ประโยชน์เพื่อลดขั้นตอนการทำงานให้รวดเร็วมากขึ้นและมีประสิทธิภาพและช่วยทำให้งานราบรื่นและสะดวก 2 สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่คน Gen X มอง   ขณะที่ คน Gen Y กับคน Gen Z จะมองในเรื่องประโยชน์สำหรับการระดมความคิดที่น่าสนใจ   เรายังพบว่าคนที่ใช้เอไอมากกลับเป็นคน Gen X แต่คน Gen Z เติบโตมากับยุคดิจิทัทไม่ค่อยได้ใช้ ดังนั้นสิ่งที่เขาใช้ประโยชน์คือเรื่องการบริหารงานให้สะดวกมากขึ้น อีกเรื่องคืองานที่ทำซ้ำ ๆ และไม่ต้องการใช้มนุษย์ทำก็ต้องใช้ เอไอเข้ามาช่วย แต่ความน่ากลัวของมันคือตัวคลังข้อมูลอยู่ต่างประเทศ ฉะนั้นสิ่งที่ผู้บริหารจากคน Gen X ต้องระวัง คือ เรื่องของการคัดกรองข้อมูลและการต่อยอดจากเอไอ

สำหรับมุมมองของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อ เราพูดถึง จรรยาบรรณ และ จริยธรรม ที่เราต้องยึดถือเนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่กับสื่อสังคม ต่างจากในอดีตที่อยู่กับสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งมีกระบวนการกรองข้อมูลมาค่อนข้างจะรอบคอบ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องกังวลหากคนรุ่นปัจจุบันได้รับข้อมูลจากเอไอ ที่มีหน้าที่ผลิตเนื้อหาอย่างเดียว ประกอบกับการใช้ชุดคำสั่งที่ดึงข้อมูลจากสิ่งที่คนเคยดูหรือชอบสื่อแนวนี้ ซึ่งจะดึงข้อมูลที่ตัวเองชอบและเชื่อ และจะยิ่งเป็นการตอกย้ำห้องเสียงสะท้อน ตีตราเรื่องที่ฉันคิดว่าถูกต้อง

ในมุมของผู้ประกอบการสื่อ จริยธรรมมันมีอยู่แล้ว ความเร็วก็ต้องการให้มีด้วย แต่สิ่งที่เราต้องเติมเข้าไปคือผู้บริหาร ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ และระดับปฏิบัติ ต้องทำงานให้ถูกต้อง รวดเร็ว และคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

สำหรับผู้รับสาร เราต้องทำให้เขามีความเข้าใจ เกิดภูมิต้านทาน ดังนั้น ในฐานะที่สื่อเป็นผู้ผลิตและผู้รับสารรับสาร ซึ่งจะมีตัวเชื่อมอันหนึ่งคือ สถาบันการศึกษา หรือแม้กระทั่ง โรงเรียนอนุบาล เราจะทำอย่างไรที่จะปลูกฝังการใช้สื่ออย่างมีสติ ปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเด็กตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียนว่าอะไรคือการเปิดรับสื่ออย่างถูกต้อง

“ถ้าเป็นไปได้สถาบันการศึกษาต้องลุกขึ้นมาบอกว่า เราจะทำอย่างไรให้เด็กที่กำลังเติบโตมาในสังคมเข้าใจใน ความคิดเชิงวิพากษ์ ว่าเมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารมาแล้วจะตรวจสอบต่ออย่างไรก่อนที่จะเชื่อข่าว รวมถึงการแสดงความคิดเห็นหรือเผยแพร่ต่อ และในอนาคตเขาจะใช้สื่ออย่างไรให้ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ฝ่ายวิชาชีพและสถาบันการศึกษาควรจะร่วมกันทำประโยชน์ให้เกิดกับสังคม”

ผศ. ศุภฤกษ์  กล่าวว่า ทั้งหมด เมื่อสื่อสามารถทำงานอย่างรวดเร็วภายใต้เอไอ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ทุกอย่างก็จะดี สิ่งที่เกิดขึ้นเราจะมีลูกหลานที่เติบโตในสังคมที่ดี และคนจะมีสติปัญญาถ้าเราใช้เอไออย่างถูกต้อง

เครื่องมือหนึ่งที่เราต้องใส่เข้าไปใน 3 กลุ่ม คือ คนที่ผลิตสื่อ ผู้รับสื่อ มี ความคิดเชิงวิพากษ์  อะไรคือสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ และ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ คำสำคัญ ที่เราได้ฟังวันนี้คือ เอไอไม่มีจิตใจ และสิ่งที่เอไอ ไม่สามารถทำได้คือ ความคิดสร้างสรรค์ แต่สิ่งที่เอไอ ทำได้คือเอาข้อมูลมาต่อยอดแล้วสรุปให้รวดเร็วดังนั้น การใช้เอไอ และมีจริยธรรมควรไปคู่กันก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย 

"วัคซีนสื่อ” จิตสำนึกต้องฝังราก

ชลวิทย์ สุขอุดม นายกสมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวสรุปว่า ภูมิคุ้มกัน เป็นเรื่องสำคัญในการรับสื่อ คนทำงานสื่อต้องมีวัคซีนในตัวเอง จิตสำนึก ของการมีจริยธรรมจำเป็นต้องฝังรากลงไปตั้งแต่เราเริ่มเรียน สุดท้ายเราต้องเป็นคนควบคุม เอไอ เมื่อก่อนเรามีทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ในการกระจายข่าวสาร แต่ปัจจุบันเรามี เอไอ เป็นตัวช่วยในเรื่องข้อมูลให้ดีขึ้น ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สมองของเรา จิตใจของเราที่ต้องคิดดี ทำดี กับสิ่งที่เรารับผิดชอบต่อสังคม